แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 34

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 165

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 22 พ.ค. 2562 18:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 34
แบบอักษร

เหล่านักเรียนมัธยมปลายนอกเครื่องแบบโดดลงจากรถรางสองชั้นเมื่อมาถึงย่านคอสเวย์เบย์อันเป็นศูนย์รวมแหล่งบันเทิงของวัยรุ่นบนฝั่งเกาะ

ณ ที่แห่งนั้น แสงสีของความศิวิไลซ์เรื่อเรืองกลบความมืดของรัตติกาล โรงหนังฮูเวอร์ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหัวมุมถนน แวดล้อมด้วยเวิ้งอาคารพาณิชย์ซึ่งคนฮ่องกงนิยมมาจับจ่ายใช้สอย ท้องถนนสว่างไสวและอื้ออึงด้วยแสงโคมไฟและแตรของรถยนต์นานาประเภท บรรดาพ่อค้าแม่ขายที่ตั้งแผงขายสินค้า อาทิ น้ำแข็งไส ขนมสายไหม หรือน้ำหวานแต่งกลิ่นเจือสี แข่งกันตะโกนเรียกลูกค้าที่ขวักไขว่ไปมา ให้ความรู้สึกที่แปลกใหม่ไปจากสถานเริงรมย์บนฝั่งเกาลูนอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง ซึ่งบุตรชายผู้ทรงอิทธิพลแห่งแหลมเกาลูนตระหนักได้ตั้งแต่ก้าวแรกว่า แหล่งบันเทิงแถวบ้านของเขาไม่มีสิ่งใดเลยที่จะประชันขันต่อกับแหล่งบันเทิงย่านนี้ได้

ไหว่เชิงแวะซื้อเกาลัดคั่วริมทางระหว่างที่เพื่อนบางส่วนโฉบเข้าไปในซุ้มขายตั๋วของโรงหนัง... เด็กหนุ่มคิดถึงวันแรกที่ได้พบเหล่ฟั้นอย่างจับจิต เมื่อตอนที่เขามีอายุเพียงแปดปี และถูกเด็กเกเรจากชุมชนแออัดละแวกนั้นรุมไถเกาลัดในถุง แล้วจู่ๆเธอก็โผล่มาเพื่อโดดป้องเขา นำมาซึ่งเรื่องราวอลหม่านตลอดวันนั้น และความรู้สึกแรกพบที่ติดลบมหันต์ เขาต้องใช้เวลาอยู่หลายปีกว่าความชิงชังเธอจะคลายลง

สาบานต่อฟ้าดินว่าเขาไม่เคยลืมวินาทีที่เธอบันดาลโทสะด้วยการกระโจนใส่เขา แรงปะทะนั้นส่งเขาให้ล้มลง และร้องไห้โฮอย่างหน้าไม่อาย…ภาพเหล่ฟั้นในวัยเด็กเลือนหายไปจากมโนทัศน์ ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยภาพของเหล่ฟั้นอีกเช่นกัน หากเป็นเธอในวัยแรกรุ่นที่เบิกบานเหมือนนกหงส์หยกตัวน้อยในกรง ขับร้องเพลงดังในวันวานด้วยความเอียงอาย ยามตกอยู่ใต้แววตาเอ็นดูของเขา

ไหว่เชิงเหลียวมองประตูทางเข้าโรงหนังซึ่งโปรแกรมฉายหนังหน้าโรงพริบพรายด้วยไฟวิ่งและไฟราวหลากสีสัน ก็เห็นจอห์นและเพื่อนๆเดินคอตกสวนออกมา

“เวรเอ๊ย คนดูเต็มโรงทุกเรื่องเลยว่ะ อุตส่าห์ถ่อกันมาถึงนี่ อยากจะดูหนังจอห์น เวย์น เป็นขวัญตาซะหน่อย สุดท้ายเหลวเป๋ว” คนหนึ่งบ่นเป็นหมีกินผึ้ง

“คนอย่างฉันมีแผนสองอยู่แล้ว” จอห์นพูดเหมือนกับตรองไว้ล่วงหน้าแล้วว่าถ้าหากโชคไม่เข้าข้างก็จะต้องพบกับเรื่องแบบนี้

“นายจะไปไหนต่อ” ไหว่เชิงถาม

“ก็โรงเต้นรำที่ฉันพูดถึงเมื่อบ่ายน่ะสิ” คนตัวโตพาระลึกความจำ “ชื่อร้าน ‘บาวฮีเนีย ออร์ชาร์ด’ เป็นทั้งไนต์คลับและโรงเต้นรำในร้านเดียวกัน ไปถึงเร็วหน่อยก็ดี จะได้หาดริงก์อุ่นเครื่องก่อน ค่อยไปออกลายบนฟลอร์กัน”

และเป็นอีกครั้งหนึ่งที่เขาทนแรงกดดันจากคนรอบข้างไม่ไหว เพียงได้ยินเสียงเอออออย่างเห็นดีเห็นงามของคนอื่นๆ ไหว่เชิงก็คล้อยตามแต่โดยดี

 

ร้าน ‘บาวฮีเนีย ออร์ชาร์ด’ ที่จอห์นขันอาสาพาเพื่อนทั้งกลุ่มไป ตั้งอยู่หลังโรงภาพยนตร์ฮูเวอร์ไปอีกสามช่วงถนน ตัวร้านมีสภาพใหม่เอี่ยมอ่อง ประเมินจากสภาพที่เห็นคงเพิ่งเปิดกิจการได้ไม่ถึงปี ทั้งร้านเปิดไฟสว่างโร่ไม่เหมือนกับสถานบันเทิงทั่วไป และลูกค้าในร้านส่วนใหญ่ยังอยู่ในวัยเรียนเช่นเดียวกับพวกเขา

ทั้งหมดนั่งทอดหุ่ยอยู่ในคอฟฟี่ช็อปนานเป็นชั่วโมง สั่งเหล้าและเบียร์มาดื่มพอเป็นกระสัยแค่คนละแก้ว ถึงกระนั้นก็ตาม ไหว่เชิงซึ่งไม่เคยลิ้มลองของมึนเมามาก่อน ก็เกิดอาการคอพับคออ่อนอยู่นานเมื่อลำคอรับรสเบียร์ขมปร่าเป็นครั้งแรก...รอจนกระทั่งเขาหายจากความเมามายแล้ว ทุกคนจึงกรูกันไปที่โรงเต้นรำตามแผนซึ่งเด็กหนุ่มตาน้ำข้าวผู้เป็นหัวโจกได้วางไว้แต่ต้น

“พวกนายคอยดูมายากลนี่นะเพื่อน” จอห์นเอ่ยอย่างมาดมั่น

“มายากลอะไร” หลายคนซักขึ้นพร้อมกัน

“มายากลเรียกสาวเหลียว” แทนที่จะตอบเป็นเรื่องเป็นราว จอห์นเพียงแต่ยักคิ้ว และผลักประตูเข้าไปโดยไม่พูดไม่จา

วัยรุ่นชายทั้งชาวจีนและชาวตะวันตกประมาณหกเจ็ดคนเป็นที่ดึงดูดสายตาของสาวๆทั้งหลายที่เต้นลีลาศอยู่ก่อนแล้ว ยิ่งเมื่อทุกคนมีรูปร่างที่กำยำแบบนักกีฬา ความน่าสนใจก็ยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก ถึงระดับที่พากันหันสะพรึบพร้อมชำเลืองตามหลังพวกเขา...จอห์นได้รับความสนใจกว่าใครเพื่อน ด้วยผมทรงรีเจนท์เลียนแบบราชาเพลงร็อคแอนด์โรลล์ เอลวิส เพรสลีย์ ที่บรรจงเซ็ตอย่างละเอียดลออ กอปรกับกล้ามเนื้อเป็นมัดๆตามประสานักกีฬารักบี้ สาวๆจึงหลงใหลอย่างง่ายดาย เด็กสาวคนไหนที่ก๋ากั่นหน่อยกรายเข้ามาชวนเขาเต้นทันทีทันใด ส่วนเด็กสาวคนที่ขี้อายหรือไม่ใจกล้าเท่า ก็เพียงแต่มองดูอยู่เงียบๆ พลางตั้งความหวังลึกๆว่าเขาจะเป็นฝ่ายมาขอหล่อนเต้นเอง

ลูกชายสมาชิกสภาหมั่นสอดส่ายสายตาไปรอบตัวที่ซึ่งสาววัยรุ่นสวมใส่กระโปรงดินสอกันให้สลอน มีทั้งที่เป็นลายดอก ลายจุด และลายทาง แม้นบางคนจะยังประพฤติตัวชาตินิยมโดยการแต่งกี่เพ้าอยู่บ้าง แต่ก็เป็นกี่เพ้าประยุกต์ที่รัดรูปจนแลเห็นทุกสัดส่วนถนัดตา มิหนำซ้ำยังนิยมผ่าชายข้างลึกขึ้นมาถึงขาอ่อน ทรงผมก็มีหลากหลาย บางคนเกล้าสูงแบบออเดรย์ เฮปเบิร์น บางคนจัดลอนแบบมาริลีน มอนโร ขณะที่ทรงผมของดาราฮ่องกงอย่าง เล่อ ตี้ หรือ หลิน ไต้ ก็มีผู้ลอกเลียนไม่น้อย ทว่าสิ่งหนึ่งที่เจ้าหล่อนทั้งหลายไม่ต่างกันก็คือลักษณาการประทินโฉม ที่กำลังเห่อการแต่งผิวให้เนียนผ่อง ปัดไล้เปลือกตาเป็นสีขาว และติดขนตาปลอมเสริม เป็นต้น

เพื่อนในกลุ่มเริ่มจะผละออกไปทีละคนสองคน เมื่อพวกเขาได้คู่เต้นเสร็จสรรพ เหลือแต่ไหว่เชิงคนเดียวที่นั่งอยู่นอกวงอย่างตกลงใจไม่ได้

เพลงจังหวะร็อคแอนด์โรลล์กระหึ่มโถง ประจวบกับร่างบึกบึนของจอห์นที่ก้าวมาหาพร้อมด้วยสาวที่เหนี่ยวรั้งเขาไว้ไม่ยอมปล่อย

“มานั่งหง่าวอะไรตรงนี้ล่ะพวก ไม่ออกไปสนุกกับคนอื่นเขาล่ะ”

“ฉันสนุกกับการอยู่เงียบๆตรงนี้แล้ว” ไหว่เชิงปฏิเสธทันควัน

“ให้ตายเหอะ ทำไมนายนี่ช่างดื้อด้านเสียจริงนะ” คนชวนมากระแทกเสียง “นายโตแล้วน่าจะหัดทำอะไรแปลกใหม่บ้าง ถือเสียว่าเป็นการฝึกเข้าสังคมแบบหนึ่ง พ่อฉันสอนว่าริลองแล้วไม่ชอบก็ยังดีกว่าไม่รู้จักลองเลย”

“นายเลิกตอแยฉันเถอะน่า” ไหว่เชิงอดโมโหไม่ได้ “ฉันเข็ดกับชีวิตเที่ยวกลางคืนแล้ว เพื่อนยาก นี่คงไม่ใช่ทางที่เหมาะกับฉันหรอก”

“อพิโธ่เอ๊ย นั่นมันเมื่อก่อนที่นายยังเด็ก แต่ตอนนี้นายโตแล้ว ทุกอย่างย่อมต่างกัน” จอห์นเข้าใจว่าเพื่อนยังเข็ดหลาบกับการถูกบุพการีจับได้ไม่หาย “ถึงยังไงนายก็ไปไหนไม่ได้อยู่แล้ว จะมามัวนั่งเป็นเบื้ออยู่อย่างนี้ทำไม”

“ลองออกมาเต้นหน่อยซิคะ สนุกๆก็พอ หลายคนในที่นี้ก็เพิ่งจะหัดเต้นเหมือนกับคุณนั่นแหละค่ะ” คู่เต้นของจอห์นสนับสนุนอีกเสียง

“ดูนั่นซิ ผู้หญิงคนนั้นว่างอยู่ ดูท่าว่าเขาจะสนใจนายนะ”

โดยไม่รอให้อีกฝ่ายแสดงความคิดเห็น จอห์นก็แส่ตะเบ็งเสียงเรียกให้หน้าตาเฉย “ยู้ฮู คุณผู้หญิงครับ เพื่อนผมคนนี้ว่างอยู่ ไม่มีคู่ครับ”

ทายาทสกุลหมั่นตาเขียวปั้ด หากไม่ทันที่จะได้ด่าเพื่อนรักจอมจุ้นจ้าน ร่างสะโอดสะองในชุดเดรสเอวคอด ห้อยตุ้มหูระย้า ก็เดินกรายแขนเข้ามาหาเด็กหนุ่ม หล่อนส่งยิ้มให้อย่างทอดไมตรี ก่อนทักขึ้นเบาๆ

“เต้นกับฉันสักเพลงนะคะ”

“ครับ” ไหว่เชิงรับคำอย่างเสียไม่ได้ นึกเคืองหลานชายข้าหลวงซึ่งขณะนี้กำลังหัวเราะร่า หันกลับไปดีดดิ้นด้วยความรื่นเริง

“ฉัน แนนซี่ ค่ะ แล้วคุณล่ะคะ ชื่ออะไร”

“ไหว่เชิงครับ” เด็กหนุ่มบอกชื่อพลางเริ่มเต้นอย่างเคอะเขิน

“มีแฟนรึยังคะเนี่ย”

เด็กหนุ่มปิดปากสนิท ไม่ยอมตอบคำถามนั้น ซึ่งเด็กสาวก็ไม่ได้แยแสกับคำตอบมากเท่ากับการมองดูท่าเต้นเขย้อแขย่งของคู่เต้นตนด้วยความขบขัน จนต้องกลั้นยิ้มไว้ใต้ริมฝีปากที่ป้ายด้วยลิปสติกสีแดงแจ๊ดตลอดเวลา

ถึงแม้ว่าวันนั้นจะเริ่มต้นอย่างไม่น่าอภิรมย์นัก แต่ลงท้ายก็กลายเป็นดี เพราะไหว่เชิงได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆหลายอย่าง อีกทั้งยังเกิดความรู้สึกดีๆกับรสชาติน้ำเมา การเต้นลีลาศ รวมถึงวิถีชีวิตกลางคืนที่ละเว้นมานานหลายปี ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีความหมายต่อการเปลี่ยนแปลงในชีวิตเขาทั้งสิ้น

 

หนึ่งเดือนผ่านไป...ภายในห้องลับที่ดำมืดจนต้องอาศัยแสงไฟจากโป๊ะแก้วสลัวรางเพียงดวงเดียวในการเจรจาธุรกิจ ธนบัตรสกุลดอลลาร์ฮ่องกงมัดหนึ่งถูกเทลงบนโต๊ะซึ่งใช้เป็นที่ทำการต่อรองราคาระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย

แวบแรกที่ได้เห็นเงินกองนี้ ผู้ขายจอมละโมบกลั้นยิ้มไว้ไม่ได้ แต่ครั้นได้นับมูลค่าอย่างถี่ถ้วนแล้ว ความฉุนเฉียวก็แล่นซ่านไปทั่วตัวแก

“คิดจะโกงกันซึ่งๆหน้ายังงี้เลยหรือ เถ้าแก่” หญิงแก่ตัวอ้วนเตี้ย ท่าทางปากจัดและเจ้าอารมณ์ ที่นสวมชุดคอปกตั้งปอนๆแบบชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ตวาดแหวโดยพลัน เมื่อเจ้าของสถานที่จ่ายเงินไม่ครบตามจำนวนที่ตกลงกันไว้แต่เนิ่น   

“ก็ยายหาเด็กมาให้ผมช้ากว่ากำหนด จะให้ผมจ่ายเต็มจำนวนได้ยังไง” ผู้ซื้อลอยหน้าแย้ง ก่อนอัดซิการ์เข้าปอด

“แต่ฉันก็หามาได้ตั้งสามคนตามที่เถ้าแก่ต้องการแล้วนี่ไง”

“เราพูดคนละประเด็นกันแล้ว นอกจากปริมาณสินค้า คนอย่างผมยังให้ค่ากับระยะเวลาด้วย...ต้องเข้าใจนะ หมู่นี้ของขาด ลูกค้าเลยเรียกร้องมาเยอะ”

“แล้วเถ้าแก่ไม่ให้ค่ากับความยุ่งยากที่ฉันต้องฝ่าฟันบ้างหรือ” ยายแก่ไขความ “สมัยนี้ชายแดนแผ่นดินใหญ่กับฮ่องกงมันไม่ได้ข้ามไปมาง่ายเหมือนอย่างสมัยก่อนแล้ว รัฐบาลจีนแดงมันปิดประเทศมากขึ้น อังกฤษก็กลัวภัยแดงจนไม่อยากคบค้าด้วย จะเข้าจะออกแต่ละทีลำบากสายตัวแทบขาด แล้วอีกอย่างนะ บ้านเมืองมันก็มีขื่อมีแปบริบูรณ์แล้ว ตัวพ่อแม่มันไม่เต็มใจขายลูกกันอย่างแต่ก่อน ไม่เหมือนยุคบ้านเมืองแตกแยกที่ลอบค้าขายหมุ่ยไจ๋กันเป็นล่ำเป็นสัน”

“นั่นมันเรื่องของยายคนเดียว ผมไม่เกี่ยว” เถ้าแก่พ่นควันบางๆ

“แล้วเงินที่เอ็งให้ข้ามานี่มันพอยาไส้ซะที่ไหนล่ะวะ” ผู้สูงอายุตะแบงเถียง เปลี่ยนสรรพนามเรียกอีกฝ่าย ใบหน้าที่อูมด้วยไขมันแดงก่ำและดูเหมือนจะพองยิ่งขึ้นไปอีกด้วยความโมโหโกรธา

“ก็ถ้ายายรู้จักเก็บออมดีๆ ไม่เข้าบ่อนไม่สูบฝิ่น มันก็เหลือแหล่พอจะสร้างฮวงซุ้ยงามๆไว้ฝังผียายด้วยซ้ำไป ผมค้าขายกับยายมาตั้งกี่ปีแล้ว อย่านึกนะว่าผมจะไม่รู้ลึกตื้นหนาบางเรื่องส่วนตัวยาย” ผู้ทำธุรกิจมืดตวาดลั่น ก่อนจะกล่าวต่ออย่างเพิ่งฉุกคิด “อ้อ ผมเห็นผลงานการค้าหมุ่ยไจ๋ของยายแล้วล่ะ ดูดีไม่ใช่น้อย”

“ชะชะ ข้ารู้นะว่าเอ็งหมายถึงใคร”

ยายแก่แค่นหัวเราะด้วยความเหยียดหยันอีกฝ่าย

“เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข้าคนเดียวเท่านั้นนะที่รู้ ไปถามไอ้พวกคนลากรถแถวละแวกจิมซาโจ๋ยคนไหนก็ได้ มันรู้กันทั้งบางแหละว่าเอ็งมีอะไรกับคุณนายหมั่น เข้านอกออกในบ้านหล่อนก็บ่อย หวังรวยทางลัดด้วยสมบัติพัสกนธ์ของตระกูลหมั่นอยู่สิท่า คนอะไรยังหนุ่มยังแน่น ดันหน้าด้านตีท้ายครัวผู้หญิงที่มีลูกมีผัวแล้ว...”

ดวงตาสีฟ้าของ ‘เถ้าแก่’ กร้าวกระด้างทันทีที่สดับคำจาบจ้วงดูถูกเหล่านั้น เขาอึกอักอย่างหัวเสีย ระหว่างที่มือล้วงหาของสำคัญใต้โต๊ะ

“...น่าสมเพชคนอย่างเอ็งนัก รอวันท่านนายหัวหมั่นกลับมาฮ่องกงก่อนเถอะ ข้าจะรอดูว่าเอ็งจะโดนจัดการยังไงบ้าง”

“หุบปาก!” ตะคอกพร้อมกับเสียงปืนลั่นหนึ่งนัด “นี่คือผลตอบแทนของการพูดมากและรู้มากเกินไปของเอ็ง” ชายหนุ่มลดมือที่เพิ่งเหนี่ยวไกปืนลง เหลียวมองร่างของหญิงชราที่ตนเพิ่งส่งไปเกิดในภพภูมิใหม่อย่างสมแค้น

“และข้าจะบอกให้เอ็งหรือใครก็ตามรู้ด้วยว่า คนอย่างข้าไม่มีวันเสียท่าให้กับเสือแก่ที่ไร้พิษสงใดๆนอกจากชื่อเสียงในอดีตอย่าง หมั่น ช่งจี แน่”      

 

“ว่ายังไงนะ อาหลก” สารวัตรหวู่อุทานคล้ายไม่เชื่อคำรายงานของตำรวจผู้น้อย “ศพหญิงชราถูกเผารวมกับกองขยะมูลฝอยงั้นหรือ”

“ครับ สารวัตร” นายตำรวจสืบสวนจาระไน “ผมได้รับรายงานจากคนงานเก็บขยะว่ามีกลิ่นตุๆโชยมาจากกองขยะในความดูแลของเขาเมื่อวานซืน และเมื่อวานนี้ขยะกองนั้นทั้งกองก็ถูกเผาทั้งๆที่ยังไม่ถึงคิว นายคนนั้นแคลงใจเลยรีบดับไฟ ก็พบร่างของแกที่มอดดำเป็นตอตะโกเช่นนี้ล่ะครับ”

“ดูยังไงก็เป็นการอำพรางคดีร้อยเปอร์เซ็นต์” ผู้กองซิงห์งึมงำ

“ครับ ผู้กอง ซึ่งคนร้ายมันก็ทำสำเร็จเสียด้วยสิ” คนแจ้งข่าวทำหน้าวิตก “หลักฐานสำคัญหลายอย่างสูญหายไป แต่ในบ่วงกรรมของเรายังมีเศษบุญอยู่บ้าง เพราะอย่างน้อยศพก็ยังไม่ได้มอดไหม้เป็นจุณ ฝ่ายผมส่งร่างผู้ตายไปให้กองพิสูจน์หลักฐานกลางตรวจสอบเมื่อวาน เพิ่งทราบผลเมื่อชั่วโมงที่แล้วนี่เองครับ”

“ผลเป็นยังไง” สารวัตรเร่งรัด

“ระบุข้อมูลผู้ตายได้แล้วครับ ชื่อนาง หง ฟกเย้ง ไม่ทราบปีและสถานที่เกิดแน่ชัด ทราบแต่เป็นชาวแผ่นดินใหญ่ อายุหกสิบปลาย มีประวัติการลักลอบเข้าฮ่องกงอย่างผิดกฎหมาย ทั้งยังพัวพันกับคดีค้ามนุษย์หลายคดีด้วยครับ”

ตำรวจสืบสวนคนสนิทชูของกลางที่บรรจุใส่ถุงซิปให้ทุกคนในที่นั้นดู “ส่วนนี่คือกระสุนปืนรุ่น 9 มม. ลูเกอร์ ที่ฝังอยู่ในกะโหลกผู้ตายครับ”

“หรือว่าจะเป็นการขัดผลประโยชน์กันเองในหมู่โจร” น้ำเสียงของมือปราบชาวซิกข์แสดงถึงความคาดคะเนมากกว่าจะด่วนสรุป

“ท่าทางเรื่องนี้จะต้องสืบกันอีกยาว” สารวัตรหวู่กระแทกหลังพิงพนักอย่างเหนื่อยอ่อน ตาทั้งสองกวาดมองผู้ใต้บังคับบัญชาสามคนที่ยืนจับกลุ่มหารือกันอย่างเอาจริงเอาจัง “แล้วคุณล่ะ ดาบหมอก มีความเห็นในคดีนี้อย่างไรบ้าง”

ดาบตำรวจสูงอายุผู้คุมงานธุรการทั้งหมดในโรงพัก มีสีหน้าเลิ่กลั่กทันทีที่ถูกสารวัตรจี้ถาม เงียบไปชั่ววินาทีหนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างไม่เต็มเสียง

“ไม่ทราบเลยครับสารวัตร งานสืบสวนไม่ใช่ทางสันทัดของผมเลย” คนแซ่หมอกพูดด้วยความกระอักกระอ่วน “แต่ตามความคิดของผม ที่เกิดเหตุฆาตกรรมคงไม่ใช่เขตของเรา มิเช่นนั้นมันคงไม่มาทิ้งศพในท้องที่นี้…ผู้ร้ายที่รอบคอบถึงกับเผาอำพรางศพได้ คงไม่เป็นปลาตายน้ำตื้น แบกศพมาทิ้งในเขตเดียวกับที่ตนก่อคดีหรอก จริงมั้ยครับ ผู้หมวด ผู้กอง สารวัตร”

สารวัตรประสานมือเข้าหากันอย่างครุ่นคิดโดยไม่ออกความคิดเห็นใดๆ มีแต่ดวงตาเรียวรีเท่านั้นที่ฉายแววกังวลอยู่เร้นลึก    

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น