พราวนภา/เนตรอัปสรา/มณีหยาดฟ้า

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บุพเพอาละวาด (80%)...เอาเเล้วไง!!!

ชื่อตอน : บุพเพอาละวาด (80%)...เอาเเล้วไง!!!

คำค้น : จอมโอหังเผด็จรัก , พราวนภา

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 818

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 21 พ.ค. 2562 18:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บุพเพอาละวาด (80%)...เอาเเล้วไง!!!
แบบอักษร

 

 

 

 

 

 

ปังๆๆๆ…

เสียงปืนรัวกระหน่ำไม่ยั้ง ครั้นลูกกระสุนทะยานออกจากรังเพลิงของปืนประสิทธิภาพเยี่ยมจนหมดแม็ก แม่สาวเชยแต่แสบสะท้านทรวงก็ยื่นมือเรียวไปกดปุ่มรอกไฟฟ้า เพื่อดึงเป้ากลับมาดูผลงานของตน ก่อนจะคลี่ยิ้มที่มุมปากจิ้มลิ้มด้วยความพึงพอใจ              

               “ฝีมือยังไม่ตกเหมือนเดิมเลยนะหนูดาด้า” เสียงที่โพล่งขึ้นทำให้อารดาต้องละมือจากกิจกรรมสุดสนุกที่กำลังทำอยู่ แล้วเบนสายตาไปมองผู้มาใหม่     

“อ้าว…คุณลุง สวัสดีค่ะ” หญิงสาวเอ่ยทักทายผู้อาวุโสอย่างนอบน้อมทว่าแฝงไปด้วยความสนิทสนมในที เพราะท่านนายพลดักลาส คอร์เนอร์ เป็นหนึ่งในเพื่อนรักของบิดาผู้ล่วงลับไปแล้วนั่นเอง          

“ยิงปืนแม่นราวกับจับวางแบบนี้ ไม่สนใจจะเปลี่ยนจากอาชีพทนายความมาเป็นตำรวจบ้างเหรอ” หลังจากพยักหน้าเล็กน้อยรับคำทักทาย ดักลาสก็เอ่ยสัพยอกอย่างยิ้มๆ         

               “แหม…คุณลุงก็พูดเกินไป หนูไม่ได้เก่งกาจอะไรนักหรอกค่ะ” ทนายความสาวกล่าวกับอีกฝ่ายอย่างถ่อมตัว ด้วยนิสัยน่ารักแบบนี้ทำให้เธอเป็นที่รักใคร่ของเพื่อนบิดาทุกคน    

               “ไม่ได้เก่ง แต่เข้าเป้าทุกนัดเลยนะ” ท่านนายพลเย้าเสียงกลั้วหัวเราะ “เออ…ช่วงนี้หนูได้โทร.ไปคุยกับไอ้เฉินบ้างหรือเปล่า” ครั้นนึกขึ้นได้ดักลาสก็ถามไปถึงเพื่อนรักอีกคน ที่เกษียณอายุก่อนวัย และหนีจากความวุ่นวายในเมืองไปใช้ชีวิตกับปลูกสมุนไพรอยู่บนเทือกเขา

               “ช่วงนี้หนูยุ่งๆ เลยไม่ได้โทร.ไปค่ะ”  

               “ลุงได้ข่าวว่ามันไม่สบายอีกแล้ว”

“คุณป๋าไม่สบายอีกแล้วเหรอคะ” หญิงสาวใช้สรรพนามเรียกเพื่อนรักอีกคนของบิดาด้วยความสนิทสนมเป็นอย่างยิ่ง เพราะชอบไปขลุกอยู่กับเฉิน ลี่จิง ที่ใต้หวันในช่วงปิดเทอมของทุกปี ทำให้เธอรักและเคารพอีกฝ่ายเหมือนพ่อแท้ๆ ซึ่งหลังจากที่บิดาของอารดาจากไปนายเฉินก็รับเธอเป็นบุตรบุญธรรม           

“อืม…”

“งั้นรอให้ถึงเวลาเช้าของใต้หวันแล้วหนูจะรีบโทร.ไปเลยค่ะ และถ้าหากคุณป๋าไม่สบายมากหนูก็จะบินไปดูอาการด้วยตัวเอง” หญิงสาวบอกอีกฝ่ายอย่างจริงจัง เพราะกังวลในเรื่องสุขภาพของคนที่ตกเป็นประเด็นสนทนาเสมอมา

“ดีลูก ไอ้หมอนั่นมันเป็นคนแก่หัวดื้อ ไม่ยอมไปหาหมอ” แม่สาวเชยหลุดหัวเราะคิกออกมาเมื่อได้ยินวาจาที่อีกฝ่ายเอ่ยเป็นเชิงบ่น        

“หนูขอตัวไปเอาลูกกระสุนก่อนนะคะ”

               “ไม่ต้องไปเอาหรอก เอ้านี่…เอาของลุงไปใช้ก่อน ลุงเชื่อว่าหนูคงต้องการมัน” ท่านนายพลดักลาสยื่นกระสุนชุดใหม่ให้ทนายความสาว พร้อมขยิบตาอย่างมีเลศนัย เป็นที่รู้กันว่าภายในไม่เพียงบรรจุลูกกระสุน แต่ยังมีกระดาษแผ่นเล็กๆ ซึ่งเป็นข้อมูลลับบางอย่างที่เธอต้องการใช้ไขคดีที่กำลังว่าความอยู่       

               “ขอบคุณมากค่ะคุณลุง” หญิงสาวเผยยิ้มหวาน ก่อนจะรีบยัดกระดาษลงไปในกระเป๋ากางเกงอย่างฉับไว

               คล้อยหลังผู้อาวุโส แม่สาวแสบก็ซ้อมยิงปืนสั้นจนหนำใจ หากแต่อารมณ์ความสนุกปนท้าทายยังไม่จางหาย ฉะนั้นจากที่คิดว่าจะกลับบ้านไปพักผ่อน เธอจึงเปลี่ยนใจมุ่งหน้าไปยังลานซ้อมยิงเป้าบิน  

               “อ้าว…หนูดาด้า ลุงคิดว่ากลับบ้านไปแล้วซะอีก” ดักลาสเอ่ยถามอย่างแปลกใจ หลังจากเดินไปพูดคุยธุระสำคัญกับใครบางคนอยู่พักใหญ่ เพราะไม่เคยเห็นอารดาซ้อมยิงปืนอย่างเอาเป็นเอาตายแบบนี้มาก่อน อย่างมากเธอก็แค่มาลับฝีมือหรือไม่ก็มาหาอะไรทำแก้เซ็งในยามว่างครั้งละไม่เกินสองชั่วโมง แต่นี่ปาเข้าไปเกือบสามชั่วโมงแล้วอีกฝ่ายก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด           

               “ยังหรอกค่ะ กลับบ้านก็ไม่มีอะไรให้ทำ เพื่อนคุยก็ไม่มี พูดไปแล้วหนูก็อดคิดถึงแด๊ดดี้ไม่ได้” น้ำเสียงที่ทอดออกมาจากริมฝีปากสีระเรื่อฟังดูเอื่อยๆ ไร้ชีวิตชีวา พอถึงประโยคท้ายสาวเจ้าก็ทำหน้าหงอยๆ ด้วยความที่ผู้เป็นมารดาจากไปด้วยโรคหัวใจตั้งแต่เธออายุได้สิบสองขวบ ทำให้หลังจากนั้นโลกทั้งใบของอารดาก็เหมือนจะมีแต่บิดา   

               “นั่นสินะ เห็นหน้าหนูทีไรลุงก็อดคิดถึงพ่อของหนูไม่ได้ แต่ไอ้คาร์ลมันคงดีใจที่เห็นหนูเดินตามความฝันได้อย่างเต็มภาคภูมิ”

               “หนูก็หวังว่าแด๊ดดี้จะรู้สึกอย่างนั้นค่ะคุณลุง”

               “เราน่าจะใส่คอนแทคเลนส์ตลอดนะ” อยู่ๆ ผู้อาวุโสก็เปรยขึ้น  

               “ทำไมเหรอคะ” เสียงหวานถามอย่างพาซื่อ  

“รู้ไหมว่าเวลาเราไม่ใส่แว่นตาน่ะเราสวยมาก” คำชมแบบซึ่งๆ หน้าเรียกรอยริ้วแดงๆ ให้แต่งแต้มตรงโหนกแก้มหวานใสของแม่สาวน้อย  

“แหม…คุณลุงก็ชมเกินไป หนูขี้เหร่จะตาย แล้วนี่ก็ไม่ได้ใส่คอนแทคเลนส์หรอกค่ะ เพราะหนูเพิ่งไปทำเลสิกมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เอง” ทนายความสาวยกมือขึ้นลูบท้ายทอยสลวยแก้เก้อ ก่อนจะบอกถึงสาเหตุที่ไม่ต้องสวมแว่นตาหนาเตอะมาในวันนี้  

“แสดงว่าตอนนี้ก็บอกลาแว่นแล้วน่ะสิ”  

“ไม่ค่ะ หนูยังใส่แว่นตามปกติ แต่เป็นเลนส์กรองแสงนะคะ คือมันไม่ชินและไม่มั่นใจน่ะค่ะคุณลุง เหมือนแว่นมันติดตัวเรามาตั้งแต่เด็ก อีกอย่างการใส่แว่นก็ทำให้บุคลิกของหนูดูน่าเชื่อถือด้วยค่ะ” หญิงสาวอธิบายให้อีกฝ่ายรับรู้อย่างยืดยาว ได้ฟังเหตุผลของอารดาแล้วคนแก่ก็คลี่ยิ้มบางๆ   

               “โอเค…งั้นลุงไม่กวนแล้ว อย่ากลับบ้านค่ำนักละ” ท่านนายพลดักลาสทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น ก่อนจะหมุนกายเดินจากไปด้วยท่วงท่าทระนงองอาจเยี่ยงชายชาติทหาร        

 

 

สำนักงานทนายความวิสเลอร์  

อาชีพทนายความเป็นอาชีพที่ได้รับการยกย่องเป็นอย่างมากในอเมริกา และมีรายได้สูง เพราะนอกจากจะคิดค่าปรึกษาเป็นรายชั่วโมงแล้ว ทนายความยังได้ส่วนแบ่งจากการว่าความฟ้องร้องหรือเรียกร้องค่าเสียหายในคดีนั้นๆ เพราะอเมริกาถือเอาตัวบทกฎหมายเป็นสำคัญ เวลาเกิดข้อพิพาทขึ้นก็มักจะมีการฟ้องร้องกันเสียส่วนใหญ่ ฉะนั้นอาชีพทนายความจึงสำคัญและมีบทบาทเป็นอย่างมาก         

“น้องดาด้าคะ มีคนมาขอพบค่ะ” หลังจากเคาะประตูขออนุญาต เลขานุการสาวใหญ่ก็เดินเข้ามารายงานเจ้านายสาวทันที   

“ให้เข้ามาได้เลยค่ะพี่แอนนา” ทนายความน้องใหม่ไฟแรงของไมอามีเอ่ยเสียงหวาน ทั้งที่สายตาสีนิลหลังกรอบแว่นยังไม่ได้ละไปจากเอกสารตรงหน้าแม้แต่วินาทีเดียว   

“เอ่อ…นัดเป็นตอนบ่ายดีกว่าไหมคะ นี่ก็เลยเวลาเที่ยงมานานแล้ว พี่ว่าน้องดาด้าน่าจะไปหาอะไรทานก่อนนะคะ เดี๋ยวโรคกระเพาะจะถามหาเอาได้” แอนนาเอ่ยค้านด้วยความเป็นห่วงเจ้านายสาวผู้บ้างาน ขณะเหลือบมองหน้าปัดนาฬิกาบนฝาผนังสีครีม      

“ไม่เป็นไรค่ะ ดาด้ายังไม่ค่อยหิวเท่าไร เชิญเขาเข้ามาเลยค่ะ ส่วนพี่แอนนาก็ไปทานข้าวได้เลยนะคะ” อารดายังคงยืนยันในคำตอบเดิมอย่างหนักแน่น เพราะไม่อยากให้ลูกค้าต้องรอนาน อีกอย่างมันก็เป็นการเสียมารยาท ถึงแม้เธอจะไม่เคยทานข้าวกลางวันนานเกินหนึ่งชั่วโมงเลยก็ตาม นั่นก็เพราะว่าเวลาทุกวินาทีของเธอนั้นมีค่า และเธอก็เข้าใจอารมณ์ของคนรอดีว่ามันน่าเบื่อหน่ายมากแค่ไหน   

“โอเคค่ะ” แอนนาพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถาม “แล้วเรื่องคดีที่ท่านผู้ว่าการรัฐเจสันมาว่าจ้างล่ะคะ น้องดาด้าจะเอายังไง”   

“เราก็คงต้องว่าความให้เขาตามที่ได้รับปากไว้นั่นแหละค่ะ ในเมื่อเราไม่สามารถสืบหาพฤติกรรมผิดปกติของเขาได้ อีกอย่างคดีก็ใกล้จะขึ้นศาลแล้วด้วย” อารดากล่าวตามความเป็นจริง เพราะรู้มาว่าศาลได้รับคำฟ้องไว้พิจารณาแล้ว ซึ่งหลังจากที่ศาลพิเคราะห์ และลงความเห็นแล้วว่าคดีที่ฟ้องนั้นมีมูลพอที่จะว่ากล่าวตัดสินให้ได้ คู่พิพาททั้งสองฝ่ายก็จะต้องไปเผชิญหน้ากันในชั้นศาล ว่าไปตามกระบวนการยุติธรรม   

“อืม…แต่มันก็น่าแปลกนะคะที่ท่านผู้ว่าการรัฐเจสันโทร.มาย้ำแล้วย้ำอีก ว่าห้ามให้เราบอกใครเด็ดขาด ว่าท่านเป็นคนว่าจ้าง” เลขาฯ สาวตั้งข้อสันนิษฐานด้วยความสงสัย

“นั่นแหละค่ะที่มันน่าแปลกใจ ทั้งที่ตัวท่านก็น่าจะรู้ดีว่าทนายความไม่มีทางเอาข้อมูลของลูกค้าไปเปิดเผยอยู่แล้ว ไม่ว่าในกรณีใดๆ แต่ก็ช่างมันเถอะค่ะ คิดไปก็ปวดหัวเปล่าๆ ในเมื่อเขายังไม่ส่อพิรุธอะไรออกมา”

“งั้นพี่ไปบอกให้ลูกค้าเข้ามา แล้วจะไปทานข้าวเที่ยงเลยนะคะ”   

“โอเคค่ะ”

คล้อยหลังแอนนาไม่นาน เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้น อารดาละดวงตากลมโตจากข้อมูลสำคัญที่กำลังศึกษาอยู่ แล้วมองสตรีสูงวัย ที่เปี่ยมไปด้วยความสง่าด้วยรอยยิ้ม เช่นเดียวกับอีกฝ่ายที่เปิดยิ้มกว้างมาแต่ไกล

“สวัสดีค่ะคุณป้า เชิญนั่งก่อนค่ะ” เสียงหวานกล่าวทักทายผู้มาเยือนด้วยท่าทางเป็นมิตร พร้อมผายมือไปยังเก้าอี้หนังในฝั่งตรงข้ามกับโต๊ะทำงานตัวใหญ่      

“ขอบใจจ้ะ” มาดามดาเลีย เบอร์ยาน็อฟสกี้ กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มละมุน ขณะลอบมองกิริยาท่าทางของอีกฝ่ายด้วยความพึงพอใจ แถมหน้าตาสวยหวานของหญิงสาวยังถูกใจคนมองเป็นอย่างยิ่ง ไม่เสียแรงเลยจริงๆ ที่นางลงทุนจ้างนักสืบตามหาอารดา จนได้รู้ว่าเด็กสาวที่นางเอ็นดูมาตั้งแต่เด็กยังอาศัยอยู่ที่ไมอามี และที่สำคัญคืออารดาเป็นถึงทนายความน้องใหม่ไฟแรงผู้มากความสามารถ ที่ขึ้นชื่อเรื่องฝีปากจัดจ้าน ฉลาดเป็นกรด และรู้เท่าทันคน ซึ่งมันเป็นอะไรที่น่าทึ่งมากในความคิดของคนแก่ เพราะในสมัยเด็กๆ แม่สาวน้อยออกจะดูหัวอ่อนเสียด้วยซ้ำ จะมีแสดงความก๋ากั่นต่อหน้าลูกชายของนางเป็นบางครั้งเท่านั้น               

“คุณป้ามีอะไรจะให้หนูช่วย หรือจะปรึกษาเรื่องกฎหมายก็ว่ามาได้เลยค่ะ” พอผู้อาวุโสหย่อนสะโพกลงนั่งเรียบร้อยแล้ว อารดาก็ไม่รอช้าที่จะเปิดฉากซักถามอย่างสุภาพ          

“ป้าไม่ได้มาหาหนูเรื่องคดีความอะไรหรอกจ้ะ” คนแก่กล่าวอย่างยิ้มๆ

“อ้าว…เหรอคะ” แม่สาวเชยสวนกลับ พลางขมวดคิ้วมุ่น

“หนูดาด้าจำป้าไม่ได้จริงๆ เหรอลูก ป้าดาเลียไงจ๊ะ” ไม่ต้องบอกคนฉลาดอย่างอารดาก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายรู้จักตนมาก่อนหน้านี้อย่างแน่นอน     

“เอ่อ…ต้องขอโทษด้วยค่ะ หนูจำไม่ได้จริงๆ ว่าคุณป้าเป็นใคร” หลังจากเอียงคอทำท่าครุ่นคิดขณะจ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างค้นคว้า หญิงสาวก็ตอบออกมาตามความเป็นจริง  

“ป้าเป็นแม่ของพี่เดเรค เด็กผู้ชายหน้าคมๆ ตัวสูงๆ ที่หนูชอบวิ่งตามก้นตอนเด็กๆ ไงลูก” มาดามดาเลียเอ่ยคล้ายเรียกความทรงจำเก่าๆ ของเธอให้กลับมา    

“พี่เดเรคเหรอคะ” ชื่อที่หลุดออกมาจากปากของอีกฝ่ายทำให้ลมหายใจของทนายความสาวมือฉมังถึงกับสะดุดอย่างฉับพลัน เพียงได้ทวนชื่อนี้เธอก็รู้สึกเหมือนมันติดอยู่ที่ริมฝีปากตลอดเวลา มันเป็นเหมือนสายใยบางๆ อะไรสักอย่างที่ทำให้เธอหวนคิดถึงใครบางคน แต่ทำยังไงก็นึกหน้าตาของเขาไม่ออก    

“ใช่จ้ะ หนูดาด้าจำพี่เดเรคไม่ได้เหรอจ๊ะ คนที่หนูชอบเอาปลาสเตอร์ไปปิดแผลให้เวลาที่เขาไปมีเรื่องชกต่อยกับเด็กผู้ชายคนอื่น แถมยังเป็นคนที่หนูขโมย…” คำพูดของนางดาเลียทำให้เธอฉุกคิดขึ้นได้อย่างปัจจุบันทันด่วน นัยน์ตากลมโตเบิกโพลง ดวงหน้าสวยหวานหลังกรอบแว่นเห่อร้อน ก่อนจะสวนขึ้นแบบด่วนจี๋ เพราะไม่ปรารถนาให้อีกฝ่ายเอ่ยจนจบประโยค      

“เอ่อ…หนูเริ่มจำได้ลางๆ แล้วละค่ะ” อดีตที่กำลังหลั่งไหลเข้าสู่สมองราวกับภาพฉายซ้ำๆ ทำเอาใบหน้านวลแดงแจ๋ด้วยความอับอายในวีรกรรมสุดแสบเมื่อตอนเด็กๆ ยิ่งหวนระลึกถึงก็ยิ่งนึกอยากจะแทรกแผ่นดินหนี หากแต่ทำได้เพียงพยายามปั้นหน้านิ่ง ไม่ส่อพิรุธใดๆ ออกมา          

“จำได้แค่ลางๆ ป้าก็ดีใจมากแล้วละจ้ะ” คำพูดของคนแก่ทำให้อารดาอดละอายใจไม่ได้ ที่ต้องโกหกอย่างซึ่งๆ หน้า อันที่จริงแล้วเธอจำลูกชายของอีกฝ่ายได้ตั้งแต่นางเอ่ยถึงประโยคเด็ด…บางอย่าง ถึงแม้จะจำหน้าค่าตาและชื่อเสียงเรียงนามของเขาไม่ได้ แต่อารดาก็จำได้ดีว่าตอนเด็กๆ เธอวิ่งตามก้นเขาต้อยๆ ซึ่งก่อนที่บิดาจะจากไปท่านก็ได้เล่าให้ฟังว่าเขาเป็นคู่หมั้นของเธอ และท่านก็อยากจะให้เธอแต่งงานกับเขา เพื่อที่เธอจะได้ไม่ต้องโดดเดี่ยวและมีคนดูแลไปตลอดชีวิต     

“เอ่อ…คุณป้ามาวันนี้ มีอะไรจะคุยกับหนูหรือเปล่าคะ” ทนายความสาวขยับตัวเล็กน้อยเพื่อให้คลายจากอาการเครียดเกร็ง แล้วเอ่ยถามอีกฝ่ายด้วยท่าทางใคร่รู้        

“งั้นป้าไม่อ้อมค้อมละนะ ป้าอยากจะให้หนูแต่งงานกับลูกชายของป้าให้เร็วที่สุด” ผู้อาวุโสกล่าวออกมาด้วยท่าทางจริงจังและกระตือรือร้น  

“แต่หนูยังไม่เคยเจอหน้าลูกชายคุณป้าเลยนะคะ” หญิงสาวยกเอาคำพูดที่ดูมีเหตุผลขึ้นมาค้านด้วยท่าทางนิ่งๆ ทั้งที่ในใจกำลังรู้สึกช็อกจนแทบจะพลัดตกจากเก้าอี้อยู่รอมร่อ     

“งั้นพรุ่งนี้ไปทานข้าวเย็นที่บ้านป้าดีไหม” มาดามดาเลียเริ่มรุกหนักทันควัน  

“เอ่อ…” ทนายความสาวทำท่าอิดออด  

“ไปเถอะนะลูก พี่เขาอยากเจอหนูจะตาย” คนแก่เริ่มคะยั้นคะยอ พร้อมมองใบหน้าเกลี้ยงเกลาด้วยความหวังอันเต็มเปี่ยม จนทำให้เธอชักจะใจอ่อนขึ้นมาบ้าง  

“งั้นก็ได้ค่ะ” ลึกๆ อารดาไม่อาจปฏิเสธว่าอยากจะเจอพี่ชายคนนั้นสักครั้ง ถึงแม้จะพยายามบอกตัวเองว่าเขาเกลียดเธอจนไม่อยากจะมองหน้ามาตั้งแต่อดีต แต่เธอก็ยังคิดถึงเขา และความรู้สึกเหล่านั้นย้ำเตือนให้รู้ว่าเธอไม่เคยลืมเลือนเขา ยิ่งมีคนมาสะกิดความทรงจำอย่างนี้หัวใจดวงน้อยก็ยิ่งเต้นผิดจังหวะอย่างมิอาจห้ามได้  

“ดีมากจ้ะ และนี่จ้ะที่อยู่ของป้า” ผู้อาวุโสว่าพลางยื่นกระดาษแผ่นเล็กๆ ให้เธอ ก่อนจะเอ่ยสำทับ “หนูต้องไปให้ได้นะจ๊ะ แล้วป้าจะรอ” 

“ค่ะคุณป้า”

“งั้นป้ากลับก่อนนะจ๊ะ” มาดามดาเลียคลี่ยิ้มบางๆ ก่อนจะผุดลุกขึ้นด้วยท่วงท่าสง่างามจนน่าทึ่ง จากนั้นก็เดินออกไปจากสำนักงานทนายความด้วยมาดนางพญา    

“ว้า…ลืมถามคุณป้าไปเลย ว่าท่านนามสกุลอะไร” สาวเจ้ามองตามหลังผู้มาเยือนไปจนลับตา ก่อนจะร้องออกมาอย่างเสียดาย  

“เดเรคอย่างนั้นเหรอ ทำไมชื่อนี้ถึงได้คุ้นหูจังนะ” ยิ่งได้ขยับกลีบปากสีชมพูระเรื่อทวนชื่อของเขาอีกรอบ เธอก็ยิ่งรู้สึกตงิดๆ ทว่าคิดยังไงก็คิดไม่ออก        

 

 

หลังเลิกงาน อารดาก็นั่งรอเพื่อนรักอย่างใจจดใจจ่อ เพราะมีภารกิจสำคัญที่ต้องไปทำในคืนนี้ ซึ่งภารกิจที่ว่านั้นเกี่ยวเนื่องกับข่าวที่เธอกำลังกวาดสายตาสีนิลอ่านหนังสือพิมพ์เก่าซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายรอบจนจำได้ขึ้นใจ  

ชายวัยห้าสิบดับอนาถคาอกสาวรุ่นลูก สาเหตุมาจากการโด๊ปยาเพิ่มสมรรถภาพทางเพศของบริษัทผลิตยาดังอย่างเบอร์ยาน็อฟสกี้กรุ๊ป!      

พาดหัวข่าวตัวเบ้อเร่อ ถัดลงมาก็เป็นเนื้อหายาวเหยียดกว่าครึ่งค่อนหน้า ซึ่งล้วนแล้วแต่กล่าวโจมตีบริษัทผลิตยาชั้นนำของโลกอย่างเบอร์ยาน็อฟสกี้กรุ๊ป  

“เฮ้อ…ถ้าตาแก่นี่ไม่บ้าตัณหา เรื่องน่าละอายแบบนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น” อารดาบ่นอุบอยู่คนเดียว เพราะไม่นิยมชมชอบในความเจ้าชู้ประตูดินของผู้ชายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงไม่ค่อยจะปลื้มคนที่เธอจะว่าความให้สักเท่าไร ถึงแม้ตัวต้นเรื่องจริงๆ จะไม่มีลมหายใจไปแล้วก็ตาม        

“สรุปแล้วเธอจะอยู่คนละฝั่งกับตาแก่ตัณหากลับเหรอดาด้า” ผู้มาใหม่โพล่งขึ้นทำลายความเงียบ เจ้าของสำนักงานทนายความดังหันขวับไปมองเพื่อนรักทันควัน โคลอี้ ลีโนแวน บุตรสาวท่านนายกเทศมนตรีคริสโตเฟอร์ ลีโนแวนก็ยังสวยไม่สร่างดังเดิม แถมวันนี้ยังแต่งตัวเปรี้ยวจี๊ดเข็ดฟันอีกต่างหาก     

“จริงๆ แล้วมันก็เป็นอย่างที่โคลอี้ว่านั่นแหละ” คนถูกถามสารภาพความจริงออกมาตรงๆ  

“งั้นก็แสดงว่าเธอจะเลิกว่าความในคดีนี้น่ะสิ” โคลอี้ถามด้วยความประหลาดใจ เพราะไม่เคยเห็นเพื่อนสาวปฏิเสธการว่าความให้ลูกความคนไหนมาก่อน โดยเฉพาะลูกความจนๆ อย่างตาแก่ตัณหากลับ

“เราแยกแยะเรื่องงานกับความรู้สึกส่วนตัวได้น่า ถึงตาแก่นั่นจะบ้าตัณหาเอาสาวรุ่นลูกมาทำคู่ขา แต่ถ้ายาที่เขากินเข้าไปเป็นสาเหตุให้เขาตายจริงๆ เจ้าของบริษัทผลิตยานี้ก็มีความผิด และเขาจะต้องรับผิดชอบ” ทนายความสาวกล่าวออกมาด้วยท่าทางเด็ดเดี่ยวและเฉียบขาด    

“เพื่อนเรานี่สมกับฉายา ‘ทนายความเทวดา’ จริงๆ” โคลอี้กล่าวชมด้วยรอยยิ้มกว้าง  

“ขอบใจจ้ะ แต่ไม่ต้องชมบ่อยก็ได้นะ เดี๋ยวเราจะลอย” วาจาที่หลุดออกมาจากปากสีชมพูระเรื่อตามธรรมชาติทำให้คนฟังหลุดหัวเราะคิกออกมา     

“เออ…ว่าแต่เธอพอจะมีรูปเจ้าของบริษัทเบอร์ยาน็อฟสกี้กรุ๊ปบ้างไหม พอดีว่าเราไม่ค่อยสันทัดเรื่องคนดังที่มักจะตกเป็นข่าวฉาวกับสาวๆ น่ะ” เสียงหวานเอ่ยทันทีที่ฉุกคิดขึ้นมาได้ อารดารู้ประวัติของผู้ที่ตกเป็นประเด็นสนทนาทุกอย่างจากเพื่อนสาวผ่านทางโทรศัพท์ จะเหลือก็แต่รูปถ่าย และชื่อของเขาที่เธอไม่เคยจำได้ แถมทุกครั้งที่เธออ่านเนื้อในใจความข่าวก็มักจะกล่าวถึงบริษัทเบอร์ยาน็อฟสกี้กรุ๊ปมากกว่าที่จะระบุไปยังใครคนใดคนหนึ่ง  

“มีสิ คาสโนว่าตัวพ่อแบบนั้น รูปว่อนเน็ตไปหมดแหละ เดี๋ยวเราหาให้ แป๊บหนึ่งนะ” ขาดคำแม่สาวเซ็กซี่ก็เอาโทรศัพท์ขึ้นมาค้นหารูปในอินเตอร์เน็ต ก่อนจะยื่นให้อารดาดู “นี่ไง เดเรค เบอร์ยาน็อฟสกี้…หล่อมาก” ท้ายประโยคโคลอี้ทำหน้าเคลิ้มฝันแบบสุดๆ  

“เฮ้ย!”

 

 

 

แจ้งด่วน!!!

E-BOOK…จอมโอหังเผด็จรัก วางขายใน www.mebmarket.com แล้วนะคะ เอฝากเดเรคกับอารดาด้วยจ้า ^^  

จัดโปรโมชั่น จากราคา 299 เหลือ 229 บาท

 

ตามไปสอยตามลิ้งค์นี้เลยจ้า

https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTAyOTI2NCI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjU6Ijk0MjY0Ijt9

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น