แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 33

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 164

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 21 พ.ค. 2562 15:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 33
แบบอักษร

บรรยากาศหลังการสอบไล่เป็นไปด้วยความครึกครื้น ผิดกับเมื่อช่วงเช้าราวกะฟ้าหลังฝน...เด็กนักเรียนที่ทวนหนังสือหน้าดำคร่ำเครียดเมื่อตอนนั้น ต่างเดินจับกลุ่มส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว พูดคุยกันอย่างมีชีวิตชีวาในตอนนี้ ถนนทุกสายในโรงเรียนคับคั่งด้วยนักเรียนชายในเครื่องแบบอันภูมิฐาน แมกไม้ซึ่งระบัดใบเขียวอุปมาดั่งนักเรียนชั้นปีแรกๆที่เพิ่งเริ่มต้นชีวิตการศึกษา และยังต้องใช้เวลาสั่งสมวิชาความรู้อีกเนิ่นนานกว่าจะเป็นต้นไม้ที่สมบูรณ์ได้ ขณะที่ระฆังทองเหลืองยอดโดมบนตึกใหญ่ซึ่งรัวดังหง่างเหง่งเป็นระยะ ก็เหมือนจะพึมพำคำอำลาแก่โรงเรียนอันเป็นที่รักแทนบรรดานักเรียนชั้นปีสุดท้ายที่กำลังจะแยกย้ายเข้าสู่รั้ววิทยาลัยในอนาคตอันใกล้นี้

บนเส้นทางที่ต้นไม้ใหญ่เรียงรายทั้งสองฟาก นักเรียนหมู่มากเลือกที่จะเกาะกลุ่มกับมิตรสหาย แต่ก็มีอีกแยะที่เลือกเดินเหินไปโดยลำพัง

ซึ่งไหว่เชิงจัดอยู่ในจำพวกที่สอง…

หากเป็นเมื่อก่อนนี้ เขาคงไม่รอช้า ต้องรีบลิ่วไปยังร้านขายของเล่น ร้านขนมหวาน หรือร้านดนตรีสดเมื่อโตขึ้น เพื่อปลดเปลื้องความตึงเครียดออกจากหัวสมอง แต่พอมาถึงตอนนี้ แทนที่จะนึกถวิลหาสิ่งที่ว่ามาทั้งหมด เขากลับคิดถึงบ้านที่สุด และที่แปลกยิ่งไปกว่านั้นคือเขามีกะใจพอที่จะสอดส่องมองดูทิวทัศน์อันสวยงามของสวนหย่อมภายในโรงเรียนเสียอย่างนั้น...เด็กหนุ่มไล่สายตาดูต้นไม้ทีละต้นด้วยรอยยิ้มเบาบาง มองเฟื่องฟ้าที่ออกดอกเต็มต้น แลต้นชงโคที่ขึ้นประปราย พิเคราะห์ดอกชิงชันสีขาวบ้างสีชมพูบ้างที่ร่วงโรยลงสู่ดินอย่างลาดพาดเลเพ

และหยุดยิ้มอยู่เป็นนานเมื่อพบหลิวซึ่งกิ่งยาวของมันพัดโบกอยู่ใต้แดดอ่อน พลางฮัมทำนอง ‘เพลงสำหรับสี่ฤดู’ ท่อนที่ว่า “ฤดูร้อนต้นหลิวแผ่ก้านใบยาว สาวน้อยล่องเรือท่องไปในฉางเจียง” เบาๆ

ป่านนี้ ‘สาวน้อย’ ที่ชอบร้องเพลงนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง...เขาถามตัวเองอย่างใจลอย จากนั้นเงียบเดียว เสียงตะโกนเรียกของใครคนหนึ่งก็แว่วขึ้นมาจากด้านหลัง ตามด้วยเสียงหัวเราะเฮฮา และมือไม้ของผองเพื่อนที่ปราดมาสัมผัสตัวเขา

“คุณชายแห่งเกาลูน” คนตัวโตสุดในกลุ่มพุ่งมาโอบบ่า

“จอห์น” ไหว่เชิงขานชื่ออีกฝ่ายเมื่อเห็นหน้าถนัด

“มาเดินอะไรคนเดียวที่นี่” จอห์น แกรนแธม กระชับท่อนแขนที่รัดตัวเด็กหนุ่มชาวจีนแน่น “นายรู้มั้ย พวกเราทุกคนตามหานายแทบแย่”

“ฉันแค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่เฉยๆ” ทายาทสกุลหมั่นบอก

“คิดอะไรเรื่อยเปื่อยของนายน่ะ กินเวลามาครึ่งชั่วโมงกว่าแล้วนะรู้ไว้ด้วย” อดีตคู่ปรับคนสำคัญที่กลายมาเป็นมิตร ตำหนิเสียงดังกังวาน “รีบกลับหอไปเก็บข้าวของเร็ว คืนนี้เรามีนัดกันที่โรงหนังฮูเวอร์”

“ฉันไปนัดกับนายเมื่อไหร่” คนฟังทำหน้างงๆ

“ก็นัดกันเดี๋ยวนี้ยังไงล่ะ” เพื่อนอีกคนที่ตามมาสมทบเสริมขึ้น “ที่จริงพวกเราคุยกันตั้งแต่เช้าแล้วว่าจะไปหาหนังดูกัน แต่นายเอาแต่ท่องตำราอยู่ได้ เลยไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวกับคนอื่นเขาเลย”

“ก็วิชาที่สอบวันนี้มันยาก ฉันเลยต้องใช้เวลาอ่านมาก” คนแซ่หมั่นแจงเหตุผล พลางนึกถึงข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์อันสุดหินที่ออกโจทย์เรื่องลอการิทึมหลายข้อ กับวิชาจริยศาสตร์ที่ให้เขียนตอบหลักการปฏิบัติตนต่อเด็กและสุภาพสตรีชนิดลอกตามหนังสือทุกถ้อยกระทงความ

“เรื่องมันแล้วก็แล้วไปเหอะน่า ไหนๆก็สอบเสร็จแล้ว พวกเราอย่ามาพูดถึงข้อสอบกันอีกเลย” จอห์นตัดบท ก่อนโน้มน้าวกึ่งบังคับว่า “เอาเป็นว่านายถูกเชิญให้ร่วมก๊วนไปดูหนังแล้ว ล้อหมุนห้าโมงตรง ตกลงตามนี้”

“ฉันอยากกลับบ้านแล้ว” ไหว่เชิงอุทธรณ์ คิดตั้งคำถามในใจกับคำว่า ‘เชิญ’ ของญาติห่างท่านข้าหลวงใหญ่

“อุวะ จะรีบกลับบ้านไปไหน บ้านนายมันก็อยู่ที่เดิม” จอห์นชักไม่สบอารมณ์ “ปิดเทอมไปก็ไม่ได้เจอหน้ากันพักใหญ่เลย ฉันไปเยี่ยมปู่ย่าที่อังกฤษ แกรี่ก็ไปเที่ยวอินเดีย อลันไม่ต้องพูดถึง รายนี้นัดนอกเวลาเรียนไม่เคยได้”

คุณชายน้อยแห่งเกาลูนเริ่มลังเล

“น่านะ ไปด้วยกันเถอะ ฉันขอร้องขนาดนี้แล้ว”

“ให้นายเลือกหนังที่จะดูเลยก็ได้” เพื่อนชาวจีนอีกคนในกลุ่มยื่นหน้ามาเสนอ “จะดูหนังอเมริกันหรือหนังฮ่องกง นายเลือกเอาเลย”

“เออใช่” แกรี่เสริมความ “ดูเรื่องอะไรดีล่ะ ‘สิงห์ปืนแสบถล่มแดนเถื่อน’ ดีมั้ย ได้ยินเขาพูดๆกันว่าเรื่องนี้ จอห์น เวย์น แสดงดีนักหนา หรือจะ ‘เดอะคิงแอนด์ไอ’ ดี ถ้านายอยากดูแนวละครเพลง ‘ก๊อดซิลลา’ ก็ยังได้ เลือกเอาเลย”

“หรือถ้านายอยากจะดู ‘เตียวเสี้ยน’ พวกเราก็ดูได้นะ” เพื่อนผมแดงคนหนึ่งเสนอภาพยนตร์อิงวรรณกรรมเรื่องสามก๊กเพิ่มมาอีกตัวเลือกหนึ่ง...เรื่องนี้นำแสดงโดย ‘ลินดา หลิน ไต้’ หรือที่คนฮ่องกงเรียกว่า ‘หล่ำ โตย’ ประกบคู่กับ ‘เจ้า เหลย’ ซึ่งทั้งสองคนเป็นดาวจรัสแสงของค่ายชอว์บราเดอร์สเวลานั้น

“ก็ได้” ไหว่เชิงตอบรับอย่างจำใจ ท่ามกลางเสียงเฮของเพื่อนๆ

“ดูหนังเสร็จแล้ว ไปลีลาศกันต่อนะเว้ย สอบเสร็จทั้งทีฉลองให้ถึงสองยามไปเลย” จอห์นเสนอความเห็นพร้อมกับกวาดสายตาไปรอบวง ซึ่งมีทั้งคนที่เห็นด้วยบ้าง ไม่เห็นด้วยบ้าง “ถ้ากลัวกลับบ้านไม่ได้ก็แวะไปค้างที่บ้านฉันไป” เขาสำทับอย่างเข้าอกเข้าใจคนที่ไม่เห็นด้วยเป็นอย่างดี ถึงตอนนี้ทุกคนจึงตอบรับกันหมด

“ไปด้วยกันนะไหว่เชิง”

“ฉันอยากกลับบ้านไปดูหนังสือ นี่ก็ใกล้สอบเอนทรานซ์แล้ว”

“ใกล้ของนายยังอีกตั้งปีกว่าๆ” หลานข้าหลวงใหญ่พ่นลมหายใจอย่างขัดเคือง “อย่าเพิ่งทำตัวเป็นหนอนหนังสือเลยน่า ตอนนี้ยังมีเวลาก็ตักตวงความสุขใส่ตัวก่อน...นายรู้มั้ยว่าที่โรงลีลาศนั่นมีสาวๆโรงเรียนคอนแวนต์เพียบเลย ลองคิดถึงเวลาที่นายได้โอบกอดเจ้าหล่อนดูสิ นายจะปล่อยโอกาสทองแบบนี้ให้หลุดลอยไปได้ยังไง”

หมั่น ไหว่เชิง ทำหน้าง้ำ นึกอยากบอกว่าเวลานี้เขาไม่ได้สนใจผู้หญิงอื่นใด นอกเสียจากเธอคนนั้นเพียงคนเดียว แต่ก็พูดออกมาไม่ได้

“ไปเถอะ อย่าให้เสียชื่อคนเคยเที่ยวกลางคืนบนฝั่งเกาลูนมาก่อนซิ ฉันการันตีว่าที่เที่ยวบนฝั่งฮ่องกงนี่ดีกว่าฝั่งบ้านนายตั้งเป็นกอง”

 

กวาน เหล่ฟั้น พับหนังสือฝึกอ่านสำหรับเด็กชั้นประถมลงอย่างมีความหวัง เธอชะเง้อคอมองไปนอกบ้านซึ่งแว่วเสียงรถยนต์คันหนึ่งแล่นผ่านไปท่ามกลางความมืดมิด แต่ต้องผิดหวังเมื่อรถยนต์คันนั้นมิได้มีอาหว่องเป็นผู้ขับ และคนที่นั่งเบาะหลังก็หาใช่คนที่เธอรอคอยไม่

ออกจะเป็นเรื่องที่อธิบายยาก หากมีใครสักคนถามว่าขณะนี้เธอรู้สึกอย่างไรต่อเขา ทว่านั่นก็ยังเข้าใจได้ไม่ยากเท่ากับความรู้สึกที่เปลี่ยนแปรไปจากวันวานอย่างสุดขั้ว...ใครเลยจะเชื่อว่าบุคคลที่เธอไม่ต้องการพบหน้ามากที่สุดเมื่อแรกเข้ามาพึ่งใบบุญบ้านนี้ จะกลายผันเป็นคนที่เธอโหยหาด้วยปรารถนาอย่างแรงกล้าในอีกแปดเก้าปีต่อมา...เหล่ฟั้นแน่ใจว่าคงไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้ เฉกเช่นเดียวกับตัวเธอเอง

หมุ่ยไจ๋วัยสาวเชื่อว่าสายสัมพันธ์ระหว่างเธอและเขาที่ถักทอแน่นแฟ้นขึ้นทุกคืนวันนำสิ่งดีงามนานาประการมาให้ชีวิตเธอ นอกเหนือจากความรู้สึกดีๆที่มีต่อกัน เขาและเธอต่างก็ผลัดกันเป็นผู้ให้และผู้รับในแต่ละด้าน ตัวอย่างเช่นหนังสือในมือเธอเล่มนี้ เขาก็เป็นผู้ส่งมอบให้เมื่อเขาฉุกคิดได้ว่าเธอควรสร้างเสริมความรู้เพิ่มเติม เป็นเหตุให้สาวใช้สัญญาทาสเยี่ยงเธอได้หัดเล่าเรียนเขียนอ่านอีกครั้ง หลังจากที่ใช้ชีวิตห่างไกลจากกิจกรรมพวกนี้มานานครัน จนไม่น่าเชื่อว่าจะมาบรรจบกันได้อีก

เธอไม่มีทางลืมบุญคุณของเขาที่กรุณายกหนังสือเรียนสมัยเด็กให้พร้อมทั้งสอนเธออ่านทีละคำด้วยท่าทางที่ประดุจดังครูมืออาชีพ กังวานเสียงนุ่มนวลชวนฟัง รวมไปถึงความสะเทิ้นเขินอายของตัวเธอซึ่งเกิดขึ้นทุกๆคราที่คุณชายน้อยของบ้านเขยิบมานั่งประชิดติดตัวเธอเพื่อสอนอ่านยามเมื่ออยู่ด้วยกันเพียงสองต่อสอง

และไม่มีทางลืมดวงหน้าอันสดใส กับยิ้มกว้างเปิดเผยฟันซี่ขาวสะอาด ยามเมื่อเขาได้กินซุปถั่วแดง อาหารเมนูโปรดที่เธอตั้งใจทำให้และนำมาบริการเพื่อตอบแทนคุณความดีนั้นๆ

 

แตรรถยนต์ที่ดังขึ้นกลางดึกทลายภวังค์คิดฝันของเด็กสาวลงในชั่วพริบตา เหล่ฟั้นถลันออกไปเปิดประตูใหญ่ให้ คราวนี้เป็นคุณนายที่ก้าวลงจากรถแปลกตาคันนั้น

แต่แทนที่เธอจะเสียใจซ้ำสองที่รอคอยเก้อ ใจเธอกลับบังเกิดความพิศวงงงงวย ทันทีที่เห็นชายหนุ่มชาวต่างชาติที่พูดจีนชัดแจ๋ว ดูขัดแย้งกับผมทองอร่ามและดวงตาสีฟ้าของตัวก้าวลงมายืนคู่เคียง พลางพูดคุยกันอย่างชอบพอใกล้ชิด

“เรือข้ามฟากหมดแล้วก็ช่างมันปะไร มาค้างคืนที่นี่ก่อนก็ได้”

“ผมหาเรื่องรบกวนคุณแท้ๆ” ชายหนุ่มเอ่ยตามมารยาท

“จะไปรบกงรบกวนอะไร ในเมื่อที่นี่มันบ้านฉัน ฉันมีสิทธิ์จะอนุญาตคุณอยู่แล้ว” คำตอบเน้นหนักนั้นแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเต็มประดา

“สายัณห์สวัสดิ์เจ้าค่ะ คุณนาย” เหล่ฟั้นรีบโค้งคำนับทันใด

“อาฟั้น” นายหญิงมองเขม็ง “นี่แกยังไม่เข้านอนอีกหรือ”

“ยังเจ้าค่ะ หนูคอยคุณนายกับคุณชายน้อยอยู่” คนรับใช้สาวชี้แจงอย่างจะหยั่งเสียงของผู้เป็นนายไปในที

“สอบเสร็จแล้วทำไมไม่รีบกลับบ้านกลับช่อง อาเชิงนี่นะ”

ท่าทางของคุณนายที่พึมพำแต่เพียงแค่นั้น แล้วหันไปพยักพเยิดกับชายแปลกหน้าต่อในทันที นับเป็นปฏิกิริยาที่แปลกประหลาดอย่างยิ่งในความคิดของเหล่ฟั้น...เธอมั่นใจว่าถ้าหากเป็นแต่ก่อนหล่อนจะต้องเอะอะกระโวยกระวายเมื่อไม่เห็นร่องรอยของบุตรชายสุดสวาท ตามต่อด้วยการพร่ำรำพันความคิดซึ่งล้วนส่อไปในเชิงอกุศล แต่มาครั้งนี้ดูเหมือนหล่อนจะไม่นำพากับการหายไปของลูกในอุทรเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังมีสีหน้าระรื่นอยู่ได้ ซึ่งเด็กสาวเดาว่าสาเหตุคงเป็นด้วยชายคนนี้

“เด็กวัยรุ่นก็แบบนี้ล่ะครับ ติดเพื่อนติดฝูงมากกว่าคนในครอบครัว” หนุ่มฝรั่งแสดงความเห็นอย่างคนที่ผ่านมามาก พานให้อีกฝ่ายคล้อยตาม

“จริงของคุณค่ะ สแตนลีย์” คุณนายยิ้มชม้อยชม้าย พลันที่หล่อนหันขวับมา สุ้มเสียงออดอ่อยนั้นก็เปลี่ยนเป็นห้าวห้วน “แล้วนั่นแกจะมัวยืนยักแย่ยักยันให้มันได้อะไรขึ้นมา รีบไปหาน้ำท่ามาเสิร์ฟพวกฉันซิ”

“ทราบแล้วเจ้าค่ะ” เด็กสาวรับคำพลางผลุบไปหลังบ้าน

“ดื่มน้ำแก้กระหายก่อนนะคะคุณ”

“บ้านคุณสวยดี” สแตนลีย์ชม “สมกับเป็นบ้านชนชั้นสูงชาวจีน”

“กระนั้นในนี้ก็ยังมีอะไรไม่น่าพึงตาอยู่มาก” หล่อนแย้งเรียบๆ

“เป็นต้นว่าอะไรหรือ เท่าที่ผมเห็นก็ไม่เห็นอะไรที่คุณว่า”

 “ไว้สักวันคุณก็จะได้รู้เอง” หล่อนกอดอก “อยากรู้ก็มาบ่อยๆสิ”

“ถ้าสามีคุณไม่รังเกียจ ผมก็จะไม่เกี่ยงเลย...”

น้ำเสียงของแขกยามวิกาลจับไม่ถนัดว่าเย้ยหยันหรือกังวล หากชายหนุ่มก็ยังสงบปากได้ทัน เมื่อหางตาชำเลืองไปเห็นสาวใช้รูปร่างหน้าตาน่ามองคนนั้น ย้อนกลับมาด้วยท่าทางเสงี่ยมหงิมพร้อมกับถาดรองเหยือกและแก้วน้ำ

“นี่คุณสแตนลีย์” หยิงโถวแนะนำ โดยไม่ขยายความเพิ่ม

“สายัณห์สวัสดิ์ เจ้าค่ะ” เด็กสาวทักทายขณะส่งแก้วที่รินน้ำจนปริ่มแก้วให้

“ขอบใจนะ สาวน้อย” สแตนลีย์ว่า

“นี่แหละอาฟั้นที่ฉันเคยพูดให้ฟัง” ภริยานักการเมืองชื่อดังกล่าวยิ้มๆ “อยู่กับฉันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ทำงานขยันขันแข็งดี เรียกใช้อะไรทำหมด”

“ถือว่าแววตาคุณแหลมคม ถึงอุปการะเด็กได้ถูกคน” สแตนลีย์ชื่นชมและส่งแก้วน้ำที่ดื่มจนหมดเกลี้ยงคืนใส่ถาดที่เธอถือค้างไว้

ชั่ววินาทีหนึ่งที่ทั้งสองได้มองตากัน เด็กสาวก็สัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากลของชายคนนี้ผ่านนัยน์ตาสีไพลินคู่นั้น มันมีกลิ่นอายของความทะเยอทะยานอย่างประหลาด เสมือนผู้เป็นเจ้าของมันได้ซ่อนเล่ห์เหลี่ยมเพทุบายไว้สารพัดประดามี เธอทนจ้องได้ไม่นานก็ต้องกลอกตาหนีไปทางอื่นด้วยความกริ่งเกรง

“ฉันง่วงนอนแล้ว เราเข้านอนกันเถอะค่ะ” คุณนายกลั้นหาวขณะพูด มือทั้งสองสอดไปคล้องแขนชู้หนุ่มอย่างโจ่งแจ้ง

“ได้ครับ รบกวนนำทางด้วย” เขาว่า พร้อมทั้งทำท่าจะแกะแขนหล่อนออก พร้อมกันนั้นก็หันมาส่งสายตาให้เหล่ฟั้น...ดวงตาเยียบเย็นที่ปราดมองมานั้นราวจะสะท้อนคำขู่เข็ญในใจ ไม่ให้เด็กสาวนำสิ่งที่เห็นไปแพร่งพรายแก่ใครอื่น

ภาพคุณนายและชายชาวอังกฤษก็โอบประคองกันขึ้นไปบนห้อง โดยที่มือของฝ่ายชายลูบไล้แผ่นหลังสล้างลงไปถึงบั้นท้ายกลมกลึงของฝ่ายหญิงราวกับปลาหมึก ยังคงติดค้างในหัวคิดของเหล่ฟั้นเรื่อยมา ซึ่งเธอก็มักจะคิดถึงมันในยามที่อยู่ตัวคนเดียวหรืออยู่ต่อหน้าคุณนาย พลางเฝ้าถามใจตัวเองร่ำไปว่า หากคุณท่านได้เห็นภาพนั้นแล้วไซร้ จะมีความรู้สึกต่อเมียสาวที่เขารักนักหนาอย่างไรกัน  

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น