ninesix-96

บางทีพระเจ้าก็เบื่อๆ น้าา :')

ชื่อตอน : Chapter1 (Im)possible

คำค้น : รัก, ภารกิจ, คอมเมดี้, แฟนตาซี ,รูมเมท ,เพื่อน

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 99

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 26 พ.ค. 2562 15:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter1 (Im)possible
แบบอักษร

             “อิสระมึงว่ารายงานโอเคยังวะ”

 

             “ใช้ได้แล้ว ส่งเลยๆ”

 

             ผมและเพื่อนๆ อีก 3 ชีวิต นั่งรอให้อิสระกับทวีปแนบไฟล์งานโปรเจคส่งอีเมลให้อาจารย์ หลังจากที่ช่วยกันปั่นโปรเจคให้ทันเดดไลน์ ซึ่งกว่าจะทำเสร็จก็เล่นเอาซะพวกผมไม่ได้หลับไม่ได้นอนเกือบ 3 วันเต็มๆ บ้านช่องไม่ได้กลับทั้งๆ ที่สอบไฟนอลเสร็จแล้ว เพราะคำว่าเดี๋ยวค่อยทำ เอาไว้ก่อน ผลสุดท้ายจำต้องขนข้าวขนของมาสิงทำงานที่ห้องผมอยู่แบบนี้ไง

 

ที่พักของผมคือคอนโดใกล้ๆ กับมหา’ลัยที่เรียนนี่แหละครับ แต่ผมไม่ได้อยู่คนเดียวหรอกนะ ยังมีอิสระเพื่อนซี้ที่สนิทกันมาตั้งแต่ประถมอีกคน ที่เลือกอยู่คอนโดเพราะพี่ผมซื้อห้องไว้ปล่อยเช่า ซึ่งแน่นอนน้องอย่างผมได้ส่วนลดพิเศษถึง 30 % ถึงจะลดมันก็ยังแพงสำหรับผมอยู่ดี

 

จริงๆ พี่ควรให้ผมพักฟรีปะวะ(?)

 

แต่อย่างว่าได้ลดดีกว่าไม่ได้เลย เพราะงั้นผมจึงลากไอ้อิสระมาช่วยหารค่าเช่าห้อง ซึ่งตัวมันเองก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร ห้องของพวกผมแบ่งเป็น 2 ห้องนอน  มีห้องนั่งเล่น ห้องครัว และห้องน้ำ 1 ห้อง อ้อ...มีระเบียงไว้นั่งดื่มด่ำบรรยายด้วย ข้อดีอีกอย่างคือคอนโดตั้งอยู่ใกล้ศูนย์การค้า เรียกได้ว่าขาดเหลืออะไรก็เดินไปซื้อเอาได้เลย 

 

             “เรียบร้อยยังวะไอ้ทวีป กูอยากกลับไปนอนแล้วว”

 

             “คอมพลีทแล้วเพื่อนหลาม...เก็บของเลยพวก กูก็จะกลับไปนอนน”

 

ฟังบทสนทนาของทวีปกับฉลามจบ พวกผมก็ช่วยกันเคลียร์ห้องก่อนจะแยกย้ายไปบ้านใครบ้านมัน โดยที่ผมกับอิสระเลือกจะนอนพักที่คอนโดอีกคืนแล้วค่อยกลับบ้าน เพราะล้าจากการโหมทำโปรเจคนั้นแหละ

 

             “อ่าวๆ รีบอะไรขนาดนั้นครับคุณเชาว์” ผมอดที่จะถามมันไม่ได้

 

ทุกคนในห้องต่างก็หยุดทำธุระของตัวเองชั่วครู่เพื่อหันไปให้ความสนใจไอ้เชาว์ ก็เห็นเจ้าตัวเล่นกระโดดข้ามโซฟาไปหยิบกระเป๋าเป๋ขึ้นพาดบ่า แล้ววิ่งตรงไปสวมรองเท้าด้วยความรีบร้อน ทำยังกับว่าที่บ้านมันไฟไหม้ยังไงยังงั้น

 

             “กุ้งบอกให้กูไปหาว่ะไอ้กังหัน” ว่าเสร็จไอ้เชาว์ก็เตรียมจะวิ่งออกจากห้องแล้วครับ

 

             “ต้องรีบเบอร์นั้นเลยหรอวะ”

 

             “เออดิ...ถ้าไม่อยากมีเรื่องกับมนุษย์เมนส์ ก็ต้องรีบเบอร์นี้และเพื่อน” ว่าเสร็จมันก็พุ่งพรวดออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว

             

“เฮ้ยมึง ไอ้เชาว์ลืมเป๋าตังว่ะ” ไอ้ฉลามชูกระเป๋าตังหนังสีน้ำตาลของไอ้เชาว์ให้พวกผมดู

 

“เดี๋ยวกูเอาไปให้มันเอง เก็บของเสร็จพอดี...ใครก็ได้โทรบอกมันให้รออยู่โรงจอดรถนั้นแหละ” หลังไอ้ทวีปออกจากห้องไป อิสระก็โทรบอกไอ้เชาว์ทันที

 

“กังหัน ทำไมผู้หญิงเวลาเป็นเมนส์ถึงน่ากลัววะ” นี่เป็นคำถามของไอ้แทค ก็ไม่แปลกที่มันจะถามแบบนี้เพราะแก๊งผมมีแค่มันกับไอ้อิสระนั้นแหละที่ยังไม่เคยมีแฟนกับใครเขา อันที่จริงมีสาวๆ หลายคนสนใจพวกมันนะครับ แต่พวกมันเรื่องเยอะไง คนนั้นไม่ชอบ คนนี้ยังไม่ใช่ อะไรของพวกมันก็ไม่รู้

 

             “ไม่รู้ว่ะ แต่ถ้าเป็นแพทแฟนกู ก็จะดุกว่าปกติ หงุดหงิดง่าย เดี๋ยววีน เดี๋ยวเหวี่ยง บางทีนั่งๆ ดูรายการตลกอยู่ก็ร้องไห้เฉย”

 

ถึงผมจะรู้ว่าเวลาผู้หญิงเป็นเมนส์อารมณ์จะแปรปรวนก็เถอะ แต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วยวะ อีกอย่างเวลาปวดท้องนี่บางครั้งลุกขึ้นนั่งไม่ได้เลยก็มี

 

             “เออ ช่วงอารมณ์ไม่คงที่มึงต้องยอมคุณหญิงเขาไปก่อน ห้ามขัดใจด้วยมึง”

 

             “ทำไมวะไอ้หลาม มึงพูดให้เคลียร์ๆดิ๊”

 

             “ถ้ามึงขัดใจเขานะ หลักๆ ที่มึงจะเจอมี 2 โหมด อย่างแรกนางยักษ์ขี้โมโห ถ้ามึงเจอโหมดนี้นะ ไม่ว่ามึงจะทำเชี่ยไรอยู่ หรือแค่นั่งหายใจเขาก็หงุดหงิดใส่มึงแล้ว! อีกอันคือเจ้าแม่ดราม่าเว้ยมึง โหมดนี้ห้ามดุ ห้ามขึ้นเสียงใส่เขาเด็ดขาด ไม่งั้นน้ำตานี่พร้อมใจกันไหลเป็นสาย! ร้องไห้หนักมากเหมือนมึงทำเขาท้องแล้วไม่รับผิดชอบอะ อารมณ์นั้นเลยว่ะ เนี่ยะแล้วกูถามมึงหน่อย เป็นมึงไหวหรอ มึงไหวหรอไอ้แทคค”

 

             ถูกของฉลามมันนะ ตอนช่วงแฟนผมเป็นประจำเดือน ผมจึงพยามทำตัวดีๆ ไม่ดื้อ ไม่ซน ว่านอนสอนง่ายเข้าไว้ เพื่อหลีกเลี่ยงการทำให้เธอโมโห ผมจะเว้นระยะห่างจากเธอพอสมควร หากเธอไม่ได้เรียกก็จะไม่เดินเข้าไปหา เดี๋ยวเผลอไปทำอะไรกระตุ้นอารมณ์เธอเข้าละแย่เลย

 

เอ่อ...ยอมรับก็ได้ว่าลึกๆ แล้วผมกลัวเธอ!

 

“เฮ้ย! ไอ้อิสระมึงกับกูนับว่าโชคดีแล้วล่ะว่ะที่โสด”

 

“อืม พวกมึงเก็บของเสร็จยัง” อิสระขานรับในลำคอ

 

เหมือนอิสระจะไม่ได้สนใจหัวข้อสนทนาของพวกผมเท่าไหร่ มีแต่ไอ้แทคที่ยิ่งฟังพวกผมพูดยิ่งรู้สึกไม่อยากมีแฟนเข้าไปใหญ่

 

“มึงจะทำไม จะไล่พวกกูหรอ!” เรื่องอ้อนตีนไว้ใจแทค เดี๋ยวก็โดนอิสระมันต่อยหรอก ตอนง่วงๆ ความอดทนของมันยิ่งต่ำอยู่ด้วย เคยมีครั้งนึงที่แทคไปกวนประสาทอิสระเข้าให้ เลยโดนมันกระโดดถีบขาคู่จนตัวไอ้แทคกระเด็นเข้าพุ่มไม้ข้างทาง สภาพดูไม่จืดเลย...มึงเจ็บแล้วไม่จำสินะแทค

 

“ถ้าไอ้อิสระเล่นมึง กูไม่ช่วยนะบอกก่อน” ผมรีบแสดงจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเรื่องของพวกมัน

 

“มึงจะทำไรทำเลยอิสระ กูจัดกระเป๋าเสร็จแล้ว เจอกันเปิดเทอมพวกมึง” ไอ้ฉลามเก็บสัมภาระของตัวเองเรียบร้อยก็เดินตัวปลิวออกจากห้องไป ทิ้งไอ้แทคให้ยืนเหงื่อตกอยู่คนเดียว...ไงล่ะมึง ซ่านัก

 

“เอ้า! ไอ้หลามรอกูก๊อนน”

 

ปัง

 

ไอ้แทคไม่กล้าเสี่ยงอยู่นานกว่านี้ จึงรีบใช้แขนยาวๆ ของมันโกยสัมภาระที่ยังจัดไม่เสร็จดีเข้ามากอดไว้ จากนั้นก็เดินเลาะไปตามผนังห้องเพื่อเว้นระยะห่างจากอิสระให้มากที่สุด จนกระทั่งถึงปากประตูก็รีบวิ่งออกไปนอกห้อง โดยไม่ลืมหันกลับมาปิดประตูให้เสร็จสรรพ

 

             ตอนนี้ภายในห้องมีเพียงผมกับอิสระเท่านั้น และด้วยความอ่อนล้าที่สะสมมา พวกผมจึงไม่ได้พูดจาอะไรกันให้มากความ ต่างคนต่างมุ่งหน้าตรงไปยังห้องนอนของตัวเอง

 

ห้องนอนโทนสีน้ำเงินแซมขาวของผมนั้นช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลายให้แก่ผู้ที่เข้ามาเยือน เฟอร์นิเจอร์ภายในห้องส่วนใหญ่เป็นสีขาวสะอาดตาถูกจัดวางองค์ประกอบให้ห้องดูกว้างขวาง สไตล์ความเรียบง่ายของห้องนั้นแฝงกลิ่นอายของความเงียบสงบให้ความรู้สึกเหมือนตัวผมอยู่ท่ามกลางชายหาดที่รายล้อมด้วยน้ำทะเลและท้องฟ้าที่ไร้เมฆบดบัง

 

แน่นอนว่าการได้ล้มตัวลงนอนบนเตียงเดี่ยวที่มีเพียงผ้าห่มผืนใหญ่ หมอน 1 ใบ เอาไว้หนุนหัว ตามด้วยหมอนข้างอีก 1 ใบ ให้ร่างกายได้กอดก่าย ยิ่งช่วยเติมเต็มการพักผ่อนให้สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ นอกจากนี้สิ่งหนึ่งที่ผมติดเป็นนิสัยคือเปิดเพลงคลอเบาๆ สร้างบรรยากาศสุนทรีย์ขับกล่อมกายที่อ่อนล้า ปล่อยให้เสียงดนตรีละลายความคิด ความเครียด ที่ติดค้างมาจากงาน ปล่อยความคิดให้ล่องลอยและเข้าสู่ห้วงนิทราไปในที่สุด

 

 

นี่คือฝันหรอ....ผมเห็นชายสองคนยืนอยู่ตรงหน้า ความสูงของผมอยู่เพียงระดับไหล่ของพวกเขาเท่านั้น ดวงตาสีฟ้าและสีเหลืองอำพันที่จ้องมองมานั้น ทำให้ผมคิดว่าพวกเขาเป็นชาวต่างชาติ

 

เจ้าของนัยน์ตาสีฟ้าอ่อนมีเส้นผมสีบลอนด์ทองบวกกับใบหน้าเกลี้ยงเกลาและจมูกโด่งได้รูปช่วยขับให้ใบหน้าหล่อของเขามีความอ่อนโยน ชุดที่เขาสวมใส่เป็นเชิ้ตแขนยาวสีเลือดหมูพับแขนขึ้นจนถึงข้อศอก กางเกงขาห้าส่วนทรงกระบอกสีขาว เรียกได้เป็นลุคคุณชายในหนังเลยล่ะนะ

 

ตรงข้ามกับอีกคน ผู้ชายคนนี้ดูอันตรายอย่างบอกไม่ถูก รังสีที่แผ่ออกมาจากตัวเขามันช่างน่าเกรงขาม และแฝงไปด้วยความน่าเกรงกลัว แม้ว่าบุคลิกภายนอกนั้นให้อารมณ์สุขุม เยือกเย็นก็ตาม เขาอยู่ในชุดสูทสีกรมท่าและกางเกงขายาวสีเดียวกัน ภายใต้เสื้อสูทเป็นเชิ้ตสีขาวปลดกระดุมสองเม็ดบนเผยให้เห็นกระดูกไหปลาร้าที่ช่วยเพิ่มความฮอตของเจ้าตัวได้อย่างดี เส้นผมสีเทาเงินและใบหน้าสีซีดประกอบกับนัยน์ตาสีอำพันที่ติดจะดุดันมองผมด้วยใบหน้าเรียบเฉย

 

“เจอตัวแล้ว”

 

“อืม...ดี”

 

“ซาน ดีใจกับเราหน่อยไม่ได้หรือ ”

 

“...”

 

“เจ้านี่จริงๆเลย แล้วเจ้าเลือกได้รึยัง”

 

“...” ชายผู้มีดวงตาสีอำพันไม่ได้ปริปากพูดตอบชายอีกคน แต่กลับเลือกมองไปที่ผนังห้องของผมแทนเหมือนกำลังจดจ้องสิ่งใดอยู่อย่างนั้นแหละ ทั้งๆที่มันก็มีแต่ผนังโล่งๆเท่านั้น

 

“ช่างบังเอิญ ผู้ที่เจ้าเลือกนั้นอยู่กับเด็กนี่เหมือนกัน...ดีจังเลยน้า”

 

ผมไม่รู้ว่าพวกเขากำลังพูดเรื่องอะไรกันอยู่ ถึงปากอยากจะถามออกไป แต่ร่างกายกลับรู้สึกแข็งทื่อ!

 

นี่คงจะเป็นลูซิดดรีม*สินะ 

 

“เวห์ท่านมิได้เลือกเลย เพียงสุ่มหยิบมาเท่านั้น”

 

“จะสุ่มหรือเลือกเองมันก็ไม่ต่างกันหรอกน่า”

 

“...”

 

“อ่า...ต้องรีบไปทำเรื่องลาพัก จะเสียเวลามากไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว”

 

“ไปสิ...”

 

“เดี๋ยวสิซาน รอเราร่ายพรให้เด็กนี่ก่อน”

 

“เพื่ออะไร”

 

“ทำให้ คำตอบ มีเพียงหนึ่งเดียวนะสิ”

 

“ตัดโอกาสปฏิเสธงั้นสิ?”

 

“น่าสนุกดีออกนี่ หึหึ”

 

สิ้นสุดการสนทนาของทั้งคู่ ชายเจ้าของดวงตาสีฟ้าอ่อนทำเพียงดีดนิ้วตัวเองเบาๆ ตัวผมก็ถูกกลุ่มละอองสีทองปกคลุมจนทั่วร่าง และในเวลาเพียงชั่วอึดใจกลุ่มละอองสีทองก็อันตรธานหายไป ผมรับรู้ได้ถึงร่างกายตัวเองเบาขึ้นมาก อีกทั้งยังสบายตัวขึ้นด้วย อาจจะเป็นเพราะละอองสีทองนั่นก็เป็นได้

 

“ไว้เราสะสางงานเสร็จจะมาเล่นด้วยนะเด็กน้อย”

 

ว่าเสร็จพวกเขาก็เดินหายไปในกลุ่มควันสีขาวพร้อมกับสติการรับรู้ของผมที่เริ่มเลือนลางดับไป

 

หอมแฮะ...กลิ่นนี้มันไข่เจียวปะวะ

 

อิสระมันตื่นแล้วสินะ พวกผมจะผลัดเปลี่ยนกันครับใครตื่นก่อน คนนั้นก็ทำกับข้าวกับปลาไป ส่วนคนที่ตื่นทีหลังก็ต้องเก็บจานชามไปล้าง ฝีมือด้านอาหารของพวกผมไม่ได้อร่อยเหาะเหมือนเชฟโรงแรมห้าดาว รสชาติก็แค่พอทานได้นั้นแหละครับ วันไหนขี้เกียจหน่อยก็จัดอาหารกึ่งสำเร็จรูปไปเวฟกินคนละชามเป็นอันเสร็จพิธี ง่ายๆครับการใช้ชีวิตของพวกผม

 

โครกก

 

พอจมูกได้กลิ่น เสียงท้องก็ร้องลั่นขึ้นมาทันที จะไม่ตื่นคงไม่ได้แล้วงานนี้ เรื่องกินก็เรื่องใหญ่ไม่แพ้การนอนหรอกนะ สงสัยเมื่อคืนจะหลับลึกวันนี้ตื่นขึ้นมาถึงได้รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขนาดนี้ ว่าแล้วก็ลุกไปอาบน้ำก่อนดีกว่า

 

โครมม

 

อึก...เจ็บ

 

ลุกขึ้นจากเตียงได้ผมก็รีบเดินตรงไปที่ตู้เสื้อผ้า แต่ก้าวไปได้เพียงไม่กี่ก้าวก็สะดุดกางเกงตัวเองล้มหน้าคะมำไปนอนกองอยู่ที่พื้น

 

กางเกงหลุดได้ไงวะ!

 

ผมยันตัวเองลุกขึ้นยืน ก่อนปัดเส้นผมที่ปรกหน้าปรกตาลวกๆอย่างนึกรำคาญ และพบว่าไอ้กางเกงตัวปัญหาหล่นมาอยู่ที่เข่า แต่ช่างมัน ไหนๆก็ต้องถอดออกอยู่แล้ว ผมจัดการโยนกางเกงที่ถอดได้ลงไปในตะกร้าอย่างแม่นยำ แล้วหยิบผ้าขนหนูในตู้มาพาดบ่า แต่แล้วเมื่อปิดตู้เสื้อผ้าตาก็เหลือบไปเห็นเงาสะท้อนจากกระจกที่ติดอยู่ตรงประตูตู้เข้า บางสิ่งในกระจกทำให้เผลอยืนมองอยู่นานด้วยความหลงใหล

 

ทว่าเมื่อสมองเริ่มประมวลผลบางอย่างได้ก็ทำเอาสติของผมแตกกระเจิง

 

“อ๊ากกกกกกกกกกกกก”

 

เพราะผมร้องเสียงหลงดังสนั่นลั่นห้อง จนไอ้อิสระต้องบุกเข้ามาในห้องผมที่ปกติไม่ได้ล็อคเอาไว้อย่างถือวิสาสะด้วยความตกใจ

 

“เฮ้ย! ใครเป็นเป็นไรวะกังหัน!”

 

“!!!”

 

2 ชั่วโมงต่อมา

 

“ฮึก...กูไปหาหมอไม่ได้..ฮือ” ผมโวยวาย

 

นั่งบนเตียงร้องไห้ฟูฟายใช้กระดาษทิชชูซับน้ำหูน้ำตาจนจะหมดม้วนอยู่แล้ว

 

“เอ่อ มึงก็ เอ่อ...แบบลองไปปรึกษาดูก่อน อ่า...บางทีอาจจะมีวิธีรักษาอยู่” อิสระพูดอ้ำอึ้ง เลี่ยงการสบตากับผมโดยหันไปมองทางอื่นแทน

 

ทำไมหน้ากูมันดูไม่ได้เลยเรอะ!

 

“จะให้กูเดินไปบอก...คุณหมอครับ เมื่อคืนผมนอนๆอยู่ พอตื่นเช้ามาก็เป็นผู้หญิงเองเฉยเลย มียากินระงับอาการไหมครับ? ...งี้หรอวะ...เอาจริงดิ!! ฮึก....”

 

“ก็มัน...”

 

“หมอคงคิดว่ากูบ้าแน่ๆ...ไปไม่ได้หรอกมึง วิธีนี้ตัดไปเลย ฮือ...”

 

“...”

 

ก็อย่างที่ผมคุยกับอิสระนั้นแหละครับ ผมกลายเป็นผู้หญิงไปแล้ว หลังจากอิสระเข้ามาเจอผม ทั้งมันทั้งผมก็ช็อกตามๆกันไป แต่ช็อกกันคนละเรื่อง ไอ้อิสระช็อกที่เห็นผมในสภาพสวมเสื้อยืดสีเหลืองคัสตาร์ดที่ปกติมันก็พอดีตัวผมอยู่หรอก แต่พออยู่บนร่างของผู้หญิงมันจึงกลายเป็นเสื้อโอเวอร์ไซส์ตัวใหญ่หลวมโพรกยาวลงมาถึงขาอ่อน!

 

ตอนแรกอิสระมันก็ไม่เชื่อเรื่องที่ผู้หญิงร่างเล็ก หน้าตาสะสวยที่เห็นตรงหน้าคือผมคนนี้ พูดคุยกันอยู่ร่วมชั่วโมงจนมันยอมเชื่อ ถึงแม้จะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตามที

 

ผมทั้งตกใจและสับสนนึกอยากให้สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพียงความฝันไปซะให้รู้แล้วรู้รอด! ความวิตกกังวลต่างๆประเดประดังเข้ามาจนหัวจะระเบิด เส้นเลือดข้างขมับเต้น ตุ้บๆ ปวดหัวจนน้ำตาไหล สุดท้ายร้องไห้จนหลับ แต่ทว่าเมื่อตื่นมาพบกับความจริงเรื่องที่มันไม่ใช่ความฝันสภาพก็เป็นอย่างที่เห็นกันตอนนี้นี่แหละ

 

ทิชชูเกือบหมดม้วน

 

ทั้งอิสระและผมพยามนึกหาหนทางแก้ไข แต่จะให้ทำยังไงได้ล่ะ เรื่องแบบนี้มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!

 

จ๊อกก

 

สงสัยจะใช้พลังงานจนถึงขีดจำกัดแล้ว เนื่องจากนั่งร้องไห้ร้องห่มจนลืมกินข้าวเช้า ตอนนี้ก็ปาไปเกือบเที่ยง คงต้องหาอะไรรองท้องซะหน่อย

 

ผมถือคติ กองทัพต้องเดินด้วยท้อง!

 

“ฮึบ...กูหิว”

 

“ไข่เจียวกูเย็นหมดแล้วและ ตั้งทิ้งไว้นานจัด...รอแปบเดี๋ยวเอาไปอุ่นก่อน” ว่าแล้วอิสระก็ลุกออกไป

 

ใจจริงอยากลุกตามออกไปด้วยเหมือนกัน แต่ร่างกายไม่มีเรียวมีแรงเลย อาการปวดหัวก็ยังไม่หายอีกด้วย เพราะงั้นเลยตัดสินใจนั่งรอในห้องจะดีกว่า

 

ครืดด..ครืด..ครืดๆ

 

เสียงโทรศัพท์สั่น หันไปมองก็พบว่าเป็นสายเรียกเข้าจากแม่ผม

 

ฮะ!! แม่! แม่โทรมาา

 

ซวยแล้ววว คงเพราะผมบอกไปว่าจะกลับบ้านวันนี้ ตะ...แต่กลับสภาพนี้เนี่ยนะ!

 

ไม่ได้เด็ดขาด เอาไงดีวะๆ คิดสิคิดไอ้กังหัน คิดเร็วเข้า!

 

โทรศัพท์หยุดสั่นไปได้สักพัก ไม่ถึงหนึ่งนาทีก็กลับมาสั่นใหม่อีกครั้ง วนไปแบบนี้จนกระทั่งไอ้อิสระกลับเข้าห้องมาพร้อมข้าวไข่เจียวกลิ่นหอมฉุย แต่นั้นไม่สำคัญเท่าเสียงสั่นของโทรศัพท์ที่ไม่มีท่าทีว่าคนโทรเข้าจะลดละความพยามในการติดต่อผมแม้แต่น้อย

 

“ไอ้อิสระ แม่โทรมาทำไงดีวะ”

 

“รับไม่ได้ ก็ไลน์ไปบอกเขาดิว่าวันนี้ยังไม่กลับ”

 

เออแฮะ ทำไมผมนึกไม่ถึงวะ มัวแต่กังวลเรื่องเสียงของตัวเอง...ก็ถ้ารับสายด้วยเสียงของผู้หญิงบางทีจะทำให้แม่ตกใจนะสิ ดูเหมือนผมจะจมอยู่ในความคิดของตัวเองนานไปหน่อย อิสระมันเลยถือวิสาสะรับสายโทรศัพท์และเปิดลำโพงเพื่อให้ได้ผมยินบทสนาด้วย

 

“ครับ สวัสดีครับคุณน้า”

 

“อ่าว อิสระหรอลูก แล้วกังหันไปไหนล่ะ...น้าโทรไปตั้งหลายสายไม่ยอมรับเลย กังหันเป็นอะไรรึป่าวลูก”

 

“กังหันอาบน้ำอยู่ครับ คุณน้ามีอะไรรึเปล่าครับ เดี๋ยวผมบอกมันให้ก็ได้”

 

“น้าเห็นกังหันบอกจะกลับบ้านวันนี้น่ะลูก เขาจะกลับกี่โมง น้าจะให้คนไปรับ”

 

อิสระหันมามองหน้าผมเหมือนข้อความคิดเห็น แต่ผมเลยโบกไม้โบกมือว่าไม่ต้อง ไม่ต้องมารับ

 

“เอ่อ...ผมนึกว่ากังหันบอกคุณน้าแล้ว พอดีโปรเจคที่ต้องทำส่งอาจารย์ติดปัญหาอยู่น่ะครับ พวกผมพยามช่วยกันเร่งแก้ให้อาจารย์อยู่ ไม่รู้จะเสร็จเมื่อไหร่เหมือนกันครับ”

 

“งั้นก็ยังกลับไม่ได้น่ะสิ น้าก็อุส่าไปซื้อของเตรียมทำของโปรดให้กังหันซะเยอะเลย ยังไงให้กังหันโทรกลับหาน้าหน่อยน่ะลูก...อยู่นู้นขาดเหลืออะไรบอกน้าได้นะ เดี๋ยวน้าจัดการให้”

 

“ได้ครับ สวัสดีครับ”

 

เกือบไปแล้ว ผมชี้นิ้วให้อิสระเอาโทรศัพท์ไปวางบนหัวโต๊ะ ส่วนตัวเองก็ยกจานข้าวไข่เจียวที่ยังอุ่นๆอยู่ขึ้นมากินจนหมดจาน จากนั้นค่อยส่งไลน์ไปบอกแม่เรื่องยังกลับบ้านไม่ได้สักพักจนกว่าโปรเจคจะเรียบร้อย

 

ขอโทษนะครับแม่...ผมไม่ได้อยากจะโกหก แต่มันจำเป็นจริงๆ

 

             

             ตอนนี้พวกผมออกมาสุมหัวกันอยู่ที่ห้องนั่งเล่น วันนี้ทั้งวันผมกับอิสระช่วยกันเสิร์ชหาเคสที่ผู้ชายกลายเป็นผู้หญิง เผื่อจะเจอวิธีกลับมาเป็นผู้ชายปกติเหมือนเดิม...ไม่น่าเชื่อว่าจะมีวิธีแก้เยอะแยะไปหมด มีทั้งใช้ฮอร์โมนหรือไม่ก็ผ่าตัด แต่วิธีพวกนั้นใช้กับผมไม่ได้น่ะสิ

 

นั่งจ้องคอมจนปวดตา ก็ไม่มีทีท่าว่าจะเจอวิธีแก้หรือเคสที่เข้าข่ายแบบผมสักเคสเดียว

 

             โฮ่งๆ

 

             ไม่ใช่เสียงสุนัขที่ไหนหรอกครับ เสียงโทรศัพท์ไอ้อิสระมัน! แรกๆผมเองก็หลงนึกว่ามีหมาอยู่ใน้ห้องทุกทีเหมือนกัน อิสระกดเปิดลำโพงเพราะมันกำลังวุ่นอยู่กับการพิมพ์ค้นหาวิธีช่วยผมนั้นแหละ เหมือนว่ามันจะเครียดกว่าตัวผมซะอีกนะเนี่ย

 

             “ครับ”

 

             “อิส แกเป็นไงบ้าง วันนี้อยู่บ้านรึป่าว พ่อทำธุระเสร็จจะแวะเข้าไปหาที่บ้าน”

 

             น้าไตรภพกลับมาไทยแล้วหรอวะ

 

ด้านครอบครัวของอิสระเป็นนักธุรกิจครับ พ่อแม่อิสระทำงานที่อังกฤษนานๆทีถึงจะกลับไทย อิสระมันไม่ยอมย้ายไปอยู่กับพวกท่านที่อังกฤษเพราะอยากอยู่กับย่า แต่ด้วยวัยชราท่านได้จากไปเมื่ออิสระอายุได้ 18 ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ยอมย้ายไปอังกฤษอยู่ดี สาเหตุหนึ่งมาจากมันสอบติดมหาลัยแล้วด้วยไง

 

ทำให้ทุกวันนี้มันไม่ค่อยได้เจอพ่อแม่เท่าไหร่ เวลาไหนที่พ่อแม่มันกลับไทย นั้นจึงเป็นช่วงเวลาครอบครัวที่สำคัญกับมันมาก ปีนึงได้เจอกันไม่ถึง 10 ครั้งเลยมั้ง บางทีพวกท่านก็มาแค่วันสองวันแล้วกลับไปทำงานต่อที่อังกฤษ

 

ถึงผมจะรู้ว่าช่วงเวลาในการอยู่กับครอบครัวสำคัญกับมันขนาดไหน แต่ในเวลาแบบนี้ผมไม่อยากให้มันไปเลย ผมไม่รู้ต้องทำยังไงกับตัวเองในตอนนี้ดี แล้วอีกอย่างมันเป็นเพียงคนเดียวที่รู้เรื่องของผม ซึ่งผมจะไม่มีวันบอกเรื่องที่ตัวเองเปลี่ยนไปเป็นผู้หญิงนี้กับคนอื่นเด็ดขาด!

 

“ไม่ไป..ไม่ได้หรอวะ”

 

ผมเผลอพูดในสิ่งที่ตัวเองคิดออกไป! แม้เสียงจะเบาจนเหมือนกระซิบก็ตาม

แววตาที่อิสระมองผมนั้นเปลี่ยนไป เป็นแววตาที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน

แต่ช่างมันเถอะ ผมดันพูดในสิ่งที่เห็นแก่ตัวไปแล้วว่ะ

 

“ผมยังทำงานของมหาลัยไม่เสร็จ คงยังกลับบ้านตอนนี้ไม่ได้”

 

“อ้อ แล้วผมก็ไม่รู้ด้วยว่าจะเสร็จเมื่อไหร่”

 

“หึ ตามใจ ดูแลตัวเองด้วย”

 

อย่างซึ้งเลยว่ะเพื่อน อิสระมันยอมอยู่เป็นเพื่อนผม! เดี๋ยวกูหายเมื่อไหร่กูเลี้ยงข้าวมึงมื้อนึงเลยเพื่อน ผมมองมันด้วยสายตาซาบซึ้งปนขอบคุณ

 

“หยุดทำหน้าแบบนั้นได้แล้ว”

 

“แบบไหนวะ”

 

มันหยิบโทรศัพท์ไปกดยุบยิบๆ อยู่สักพักก็ยื่นโทรศัพท์มาให้ผมดูรูปที่ปรากฎอยู่บนจอ

 

“สายตามึงเว้าวอนมาก”

 

มันส่งรูปแมวตัวหนึ่งนั่งอยู่บนพื้น สิ่งที่พิเศษของแมวตัวนี้ก็คือดวงตาของมันที่มองมายังกล้อง แม่งอย่างเศร้า ทำหน้าเหมือนจะโดนเจ้าของทิ้ง เหมือนขอปลาทูแล้วเขาไม่ให้ อะไรแบบนั้น

โห่! ชีวิตมึงจะเศร้าอะไรขนาดนั้นวะ

 

“ไอ้อิสระ เดี๋ยวกูโบกหัวทิ่มเลย”

 

“ฮ่าๆ”

 

“นี่กูกะว่าจะพามึงไปเลี้ยงข้าว เห็นอุส่าอยู่เป็นเพื่อน...เออดี ไม่ต้องไป!” อิสระมันแค่ยักไหล่อย่างไม่รู้สึกทุกข์ร้อน  แล้วหันไปสนใจแล็ปท็อปของมันต่อ เหอะ!

 

เวลา 23.50 น.

ผมเด้งตัวลุกขึ้นจากโซฟา เผื่อเข้าห้องไปหยิบเสื้อผ้าสำหรับเตรียมอาบน้ำ เมื่อเดินผ่านไอ้อิสระ เห็นมันเงยหน้าขึ้นมามองแล้วเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ

 

อะไรของมันวะ

 

จนกระทั่งผมเข้าห้องน้ำและเดินกลับออกมาใหม่ไหนเวลาไล่เลี่ยกัน ผมทิ้งตัวนั่งลงข้างไอ้อิสระมองมันด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก จนอิสระต้องละสายตาจากแล็ปท็อปแล้วกวาดสายตามองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า

 

ผมได้แต่พ่นลมหายใจเพราะความหนักใจกับสิ่งที่ต้องเผชิญต่อจากนี้

 

“มึง...กูจะอาบน้ำยังไงดีวะ”

“.......”

แค่อาบน้ำในร่างผู้หญิงก็เป็นปัญหาสำหรับผมแล้วอะคิดดู!!

 

 

____________________________

*ลูซิด ดรีม : Lucid Dream เป็นอาการของคนที่อยู่ในสภาวะหลับฝันและรู้สึกตัวว่ากำลังฝันอยู่

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น