Black Letter

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 37 ปรินทร x พิม

คำค้น : ทำนายทายทัก...ให้รักกับมาเฟีย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 15k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ส.ค. 2558 21:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
37 ปรินทร x พิม
แบบอักษร

  คุณปรินทรครับ! รีบเปลี่ยนรถเถอะครับ!!”

  บอดี้การ์ดคนหนึ่งเปิดประตูรถฝั่งพี่ปรินทรออกพร้อมกับหลบที่ประตูรถแล้วยิงโต้กับฝ่ายตรงข้าม  

  พิม มานี่!”

  “ครับ

  ผมเลิกสนใจเลือดที่หัวแล้วรีบใช้แขนคล้องคอเขาไว้ทันที พี่ปรินทรอุ้มผมลงจากรถแล้วหลบอยู่หลังประตูรถก่อน พี่ตุลย์เปิดประตูรถลงมานั่งหลบประตูรถตรงด้านหน้า พี่กันต์อ้อมมาข้างหลังรถ ลำพังจะให้ผมลงมาวิ่งเองคงไม่ไหว เผลอๆ อาจจะล้มลงกลางทางก็ได้ อย่าลืมสิว่าตอนนี้ผมปวดเอวอยู่ จะให้มาวิ่งหลบลูกกระสุนสงสัยจะไม่พ้นโดนมันฝังอยู่ในสมองแน่ๆ

  ปังๆๆ!!

  “ทางนี้ครับ!”

  บอดี้การ์ดคนหนึ่งออกนำหน้าพวกเราเป็นหน่วยกล้าตาย พวกเราทั้งหมดรีบออกวิ่งตามไปจนถึงรถอีกคันที่ยังอยู่ในสภาพดี มีรอยกระสุนถากไปบ้าง พี่ปรินทรรีบเปิดประตูรถจับผมยัดเข้าไปข้างใน แต่ตัวเองยังยืนอยู่ข้างนอกหลบอยู่หลังประตูรถ เขาหยิบปืนที่เหน็บอยู่ข้างเอวออกแล้วทำการขึ้นนกก่อนจะยิงโต้กับฝ่ายตรงข้าม

  ปังๆๆ!!

  ผมมองดูการต่อสู้ที่สาดกระสุนใส่กันอย่างไม่มีทีท่าว่าจะจบ พอเห็นแผ่นหลังที่เขานั่งบังทางเข้าฝั่งผมไว้แล้วผมก็รู้สึกว่าความกล้าของผมที่ไม่เคยกลัวอะไรค่อยๆ กลับคืนมา

  บ้าจริง! เมื่อกี้ทำไมผมถึงได้ทำตัวอ่อนแอไปนะ ทั้งๆ ที่ปกติผมไม่เคยที่จะกลัว แต่ช่างมันเถอะ จะหัวแตก เลือดออก หรืออะไรก็ช่างหัวมันแล้ว!

  ปังๆๆ!!!

  “ไอ้แก่เอ้ย! ออกมาจากหลืบสิวะ!!”

  พี่ปรินทรตะโกนอย่างหัวเสีย ผมตัดสินใจยืดตัวไปทางด้านหน้าแถวคอนโทรลรถ เปิดเก๊ะออกหาของบางอย่างที่ผมน่าจะเอามาใช้ป้องกันตัวได้ สุดท้ายก็เจอมีดพก กับปืนหนึ่งกระบอก ผมหยิบมีดพกเอามาเหน็บไว้ข้างเอว หยิบปืนออกมาแล้วตรวจดูกระสุน มีกระสุนอยู่หกนัด ผมถอยกลับมานั่งที่เดิมแล้วถือปืนแนบกับอกในท่าที่ถูกต้อง อย่าถามว่าทำไมผมถึงรู้เรื่องนี้ ผมบอกเลยว่าพ่อผมเป็นคนสอนเอาไว้ใช้ป้องกันตัวเอง ไม่คิดว่าจะต้องได้มาใช้จริงๆ

  พิม เธอจะทำอะไรพี่ปรินทรที่ยิงโต้กระสุนอยู่หันกลับมามองผมแล้วทำหน้าแปลกใจ

  พิมไม่คิดที่จะไปยิงสู้กับพวกมันหรอกครับ แค่เอาไว้ป้องกันตัวเองเท่านั้น พี่ปรินทรไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ พิมหายกลัวแล้ว อีกอย่างพ่อก็เคยสอนพิมยิงปืนมาตั้งแต่พิมอายุสิบสี่ เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวว่าพิมจะใช้มันไม่เป็นนะครับ

  “ให้ตายสิพิม พ่อเธอนี่น่ากลัวจริงๆ

  เขาว่าแล้วหันไปยิงโต้ต่อ ดูเหมือนว่าพวกมันไม่มีทีท่าว่าจะถอยทัพหนีแต่อย่างใด พวกมันคงต้องการตัวผมจริงๆ

  ผัวะ~

  ออกมา!”

  “พิม!”

  จู่ๆ ประตูอีกข้างก็ถูกเปิดออก ผู้ชายตัวใหญ่มุดเข้ามาแล้วจับขาผม ผมจำหน้ามันได้ รอยบากตรงหน้าแบบนั้นไม่ผิดแน่ มันคือไอ้หน้าบากที่จะจับผมตั้งแต่วันที่ผมได้เจอกับพี่ปรินทรแล้ว

  พี่ปรินทรหันมาหาผมด้วยความตกใจ ไม่คิดว่ามันจะมาถึงนี่ได้ แถมยังไม่มีใครรู้ตัวอีก บ้าเอ้ย! ลืมไปได้ไงว่าข้างทางมันเป็นพงหญ้าสูง มันต้องแอบเข้าไปในโพลงหญ้าแล้วลอบมาถึงนี่แน่ๆ

  ฝันไปเถอะ!”

  ปัง!

  “อ๊ากกก!!!”

  ผมขึ้นนกแล้วจ่อปืนที่ถืออยู่ไปที่ไหล่ของมันก่อนจะลั่นไกรปืน มันร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ผมกระโจนเข้าหามันจนมันล้มหงายหลังไปกับพื้น ผมหยิบมีดพกที่เหน็บอยู่ที่เอวออกมาแล้วแทงลงไปที่แขนอีกข้างจนมันสะดุ้งแล้วปล่อยปืนหลุดจากมือ ผมรีบเอาปืนกระบอกนั้นมาเก็บไว้กับตัว ก็เท่ากับว่าตอนนี้ผมมีสองกระบอกแล้ว

  พิม!”

  พี่ปรินทรอ้อมจากท้ายรถมาหาผมที่อยู่อีกฝั่งแล้วมองไปยังร่างที่นอนร้องด้วยความเจ็บปวด ไหล่ข้างขวาถูกผมยิง ส่วนแขนข้างซ้ายถูกผมแทน เขามองมาทางผมอย่างอึ้งๆ แล้วดึงตัวผมเข้าไปกอด

  พี่ปรินทร?”

  “ให้ตายสิ! ฉันควรจะห่วงเธอดีมั้ยเนี่ยพิม

  “เรื่องนั้นเอาไว้ที่หลังก่อนเถอะครับ พิมว่าเราต้องทำให้ไอ้เสี่ยเฉียงออกมาปรากฎตัวให้ได้ซะก่อน

  “ฉันจัดการเอง

  เขาปล่อยผมก่อนจะหันไปทางร่างใหญ่ที่นอนดีดดิ้นด้วยความทรมาน แต่ผมก็ไม่ได้เห็นใจมันหรอก ผมทำเพื่อป้องกันตัว ไม่ได้ทำเพื่อให้ใครต้องตายสักหน่อย แต่อีกเดี๋ยวมันก็คงต้องตายแน่ถ้าพี่ปรินทรเกิดอยากขึ้นมา

  ไอ้กู้ชาติ แกบอกฉันมาซะดีๆ ว่าไอ้แก่มันอยู่ไหน

  กู้ชาติ? เหอะ แม่มันตั้งชื่อได้ไม่ดูอนาคตลูกตัวเองเอาซะเลย =_=

  “เรื่องอะไร...จะบอกแก อึก! โอ๊ย!!”

  พี่ปรินทรจัดการดึงมีดที่ปักอยู่บนแขนข้างซ้ายของมันออกแล้วโยนทิ้ง ก่อนจะใช้ปากกระบอกปืนกดไปบนปากแผลนั่นอย่างแรงโดยไม่สนใจเสียงร้องโอดโอย

  จะบอก...หรือไม่บอก ฉันให้โอกาสแกเป็นครั้งสุดท้าย เพราะไม่งั้นแกอาจจะต้องไปนอนเฝ้าประตูนรกรอให้ไอ้แก่ตามแกไปทีหลัง

  “…”

  “สาม

  กระบอกปืนเลื่อนไปวางอยู่เหนือหน้าผาก ไอ้กู้ชาติกัดปากตัวเองแน่นด้วยความเจ็บใจ แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะยอมบอก

  สอง

  “อึก!” สังเกตเห็นได้ชัดว่าเหงื่อมันเริ่มออกเต็มใบหน้า แถมยังหน้าซีด ตามองปลายกระบอกปืนไม่กระพริบแล้วกลืนน้ำลายลงคอ

  หนึ่ง...

  “บอกแล้วๆ ฉันบอกแล้ว!” สุดท้ายมันก็กลัวตายแล้วยอมปริปากพูดออกมา

  “หึ งั้นก็บอกมาสิ

  “อยู่ตรงรถสีขาวคันนั้น

  มันพยายามยกมือขึ้นมาแล้วชี้ไปทางรถสีขาวที่จอดอยู่หลังรถสีดำ ทั้งๆ ที่รถก็ออกจะเด่นซะขนาดนั้น ทำไมพวกเราถึงไม่รู้กันนะ =_=

  “ถ้าแกเล่นตุกติก ฉันจะฆ่าแก

  “เออ!”

  พี่ปรินทรเก็บปืนลงแล้วพาผมอ้อมไปอีกทางเพื่อไปหาพี่กันต์และพี่ตุลย์ที่ยังยิงตอบโต้กันอยู่ และบอดี้การ์ดไร้นามอีกหนึ่งคน

  กันต์ เราจะบุกไปที่รถคันสีขาว บอกให้ทุกคนตามฉันมา! ส่วนตุลย์ นายช่วยคุ้มกันพิมด้วย

  ปัง!

  ยังไม่ทันที่จะได้ก้าวเท้าไปไหนลูกกระสุนก็ยิงมาถากแขนพี่ปรินทรไป เลือดสีแดงสดไหลออกมาตามแขน เขาสบถอย่างโมโหก่อนจะเริ่มพุ่งตัวออกจากที่กำบัง พี่กันต์ตะโกนบอกบอดี้การ์ดคนอื่นๆ ให้รีบตามพี่ปรินทรไปเพื่อคุ้มกัน ผมหลบอยู่หลังประตูรถกับพี่ตุลย์สองคน แต่ผมก็ไม่ใช่คนที่จะประมาทจึงมักจะหันไปมองข้างหลังบ่อยๆ เพราะกลัวว่าจะมีคนหลงมาเหมือนไอ้กู้ชาติอีก

  ปังๆๆ!!

  ผมแอบมองดูการต่อสู้ก็แปลกใจนิดหน่อย ทั้งๆ ที่พวกบอดี้การ์ดฝั่งเราก็โดนยิงแต่ก็ยังวิ่งกันแทบตายถึงแม้ว่าร่างกายของหลายคนจะเจ็บแต่ก็ไม่มีใครหยุดจนสามารถไปถึงตัวพวกมันได้แล้วจัดการอย่างรวดเร็ว พี่ปรินทรเปิดประตูรถออกมาก่อนจะดึงร่างของใครบางคนลงมาจากรถ แค่ผมเห็นเท่านั้นแหละผมก็รู้ได้ทันทีว่าต้องเป็นไอ้เสี่ยเฉียงแน่ๆ หุ่นทรงอาเซียกับหัวล้านๆ เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกได้ทันที แต่ระหว่างนั้นผมก็เกิดคิดอะไรบางอย่างออกมา และผมคิดว่าความคิดของผมมันเป็นความคิดที่บันเจิดสุดๆ เพราะว่าบางทีมันอาจทำให้เรื่องทุกอย่างจบลงได้โดยที่ไม่ต้องปะทะกันไปมากกว่านี้

  “พี่ตุลย์ครับ มีปากกาสีแดงหรือเมจิกสีแดงบ้างมั้ยครับผมหันไปถามพี่ตุลย์ที่คอยคุ้มกันผม

  “ปากกาเมจิกสีแดงเหรอ อ่า...นี่ไง ว่าแต่พิมจะทำอะไร

  พี่ตุลย์ยื่นปากกาเมจิกจากกระเป๋าเสื้อให้ผม ผมรับมันแล้วเปิดฝาทันที ถ้ามัวแต่ช้าแล้วจะเสียเวลา

  หึหึ ก็...เดี๋ยวก็รู้ครับ

  ผมเลิกเสื้อตัวเองแล้วจัดการระบายปากกาเมจิกไปตรงปานแดงในส่วนที่ขาดหายไปจนกลายเป็นรูปดอกไม้ที่สมบูรณ์ ผมจัดการลบๆ ให้กรอบมันจางลงนิดหน่อยเพื่อไม่ให้พวกมันสงสัย และผมก็เพิ่งค้นพบว่าผมเองก็มีหัวทางด้านศิลป์เหมือนกันนะ ลองให้พี่ตุลย์เช็กดูหน่อยดีกว่า

  พี่ตุลย์ครับ มันเหมือนกันหรือยัง แตกต่างกันตรงไหนมั้ย

  “มะ...เหมือนมาก ถึงพี่จะไม่รู้ก็เถอะว่าพิมกำลังทำอะไร แต่พิมคงมีแผนอะไรในใจใช่มั้ย

  “ครับ

  ผมยิ้มแล้วจัดการเก็บปากกาเมจิกไว้ในเก๊ะของรถ ก่อนจะเดินตรงไปยังที่พี่ปรินทรอยู่โดยมีพี่ตุลย์ตามคุ้มครอง ความจริงก็ไม่ค่อยหน้าห่วงเท่าไหร่แล้วล่ะ เพราะว่ามีแค่บอดี้การ์ดของพวกมันเหลืออยู่แค่สามคนเท่านั้น แถมยังถูกฝั่งเราจี้ปืนไปที่หัวทุกคนด้วย

  ทันทีที่ผมเดินไปหยุดยืนข้างพี่ปรินทร ไอ้เสี่ยเฉียงมันก็เงยหน้าขึ้นมองมาทางผมทั้งๆ ที่มันกำลังโดนพี่ปรินทรเหยียบมือเอาไว้อยู่ ผมเหลือบมองไปข้างๆ มันก็ตกใจนิดหน่อยที่เห็นไอ้มาเฟียหน้าอ่อนที่ผมเจอมันลวนลามในงานวันเกิดของมาเฟียอาวุโส ที่แท้ก็เป็นมันนี่เอง คนที่ไอ้เสี่ยเฉียงร่วมมือด้วย

  พิม มาตรงนี้ทำไม

  “ก็มาจัดการให้เรื่องทุกอย่างมันจบยังไงล่ะครับ

  ผมจ้องมองสบตากับคนตัวใหญ่อย่างสื่อความหมาย เขายิ้มมุมปากหน่อยๆ เหมือนกับรู้ว่าผมกำลังจะลงมือทำอะไรบางอย่าง

  ได้สิ ถ้าเธออยากจะจัดการทุกอย่างเองล่ะก็

  พี่ปรินทรรั้งเอวผมเข้าไปหาแล้วกอดไว้ด้วยแขนข้างหนึ่ง ผมดึงเนคไทเขาให้เจ้าตัวก้มหน้าลงมารับจูบผม เราจูบกันท่ามกลางดวงตาหลายสิบคู่ที่ทำหน้าตกตะลึง แต่ความอายของผมกลับมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงแต่ความท้าทายเอาไว้เท่านั้น

  เอาล่ะ แกสินะที่ต้องการตัวฉัน รวมถึงแกด้วย

   ผมถอนจูบออกแล้วหันไปพูดกับไอ้เสี่ยเฉียงที่ทำหน้าตกใจ แล้วปรายสายตามองไปยังอีกคนที่กลืนน้ำลายด้วยความหื่นที่เห็นผมจูบกับพี่ปรินทรเมื่อกี้

  เหอะ! น่าสมเพส

  แต่ขอโทษทีนะ พวกแกมาช้าไปก้าวหนึ่งแล้วล่ะ

  “หมายความว่าไงไอ้เสี่ยเฉียงทำสีหน้ากังวล

  “ไม่เข้าใจงั้นเหรอ สงสัยจะต้องให้ดูด้วยตาของตัวเอง...แกเองก็ด้วย

  ประโยคสุดท้ายผมหันไปพูดกับไอ้มาเฟียหน้าอ่อน เสื้อถูกเลิกขึ้นเล็กน้อยเผยให้เห็นปานแดงรูปดอกไม้ เพียงเท่านั้นทั้งสองก็หน้าซีดลงในทันที คงจะรู้สินะว่าถ้าเกิดแตะต้องผมที่เป็นของคนอื่นไปแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น

  จะพิสูจน์ก็ได้นะว่ามันเป็นของจริง

  ผมใช้นิ้วลูบไปบนปานแดงอีกฝั่งที่ไม่ได้วาดไว้แล้วชูนิ้วให้พวกมันดู คราวนี้ยิ่งหน้าซีดกันไปใหญ่ ผมหัวเราะในลำคออย่างชอบใจที่หลอกพวกนี้ได้สำเร็จ ผมปล่อยเสื้อลงเหมือนเดิมแล้วหันไปกอดรั้งเอวแกร่งเอาไว้ พี่ปรินทรกอดผมตอบแล้วหันไปยิ้มเยาะให้กับพวกนั้น เท้าที่เหยียบมือไอ้เสี่ยเฉียงยกออกมายืนที่เดิม

  อ้อ ขอเตือนเอาไว้อีกอย่างนะ อีกคนที่พวกแกกำลังไล่ล่าน่ะ เขาเองก็มีปานแดงเหมือนฉันแล้ว เกิดคิดจะทำอะไรเสี่ยงๆ ล่ะก็...ช่วยกรุณานึกถึงอนาคตของตัวเองด้วย

  ได้โอกาสปุ๊บ ผมเองก็ต้องใช้โอกาสนี้ช่วยนิชด้วยเหมือนกัน

  “ไปกันเถอะครับพี่ปรินทร พิมอยากกลับบ้าน

  “โอเค เดินไหวมั้ย

  “อ๊ะ ลืมไปเลย ตอนเดินมาหาพิมดันลืมว่าตัวเองปวดเอวอยู่อ่ะ T^T” พอนึกได้ก็เจ็บขึ้นมาทันทีเลย

  มา เดี๋ยวฉันอุ้ม

  “แหงล่ะ ต้นเหตุก็เพราะพี่ปรินทรนั่นแหละ

  “หึหึ

  ตัวผมลอยขึ้นเหนือพื้น เขาพาผมเดินออกจากตรงนี้โดยไม่หันไปมองข้างหลังอีก พอเดินมาถึงรถเขาก็จับผมให้เข้าไปนั่งก่อนที่ตัวเองจะตามเข้ามาแล้วจับผมไปนั่งบนตักเพราะมีบอดี้การ์ดอีกสองคนเข้ามานั่งขนาบข้างเอาไว้เนื่องจากรถคันที่เรานั่งมามันชนเสาไฟฟ้าไปแล้วเลยต้องมาแย่งพวกลูกน้องนั่ง สงสารไอ้คันหลังนะ ไม่รู้ว่าจะอัดกันเป็นปลากระป๋องหรือเปล่า

  เก่งจริงๆ เลยนะคนนี้ ว่าแต่ว่าเอาอะไรมาเขียนทับปานแดงล่ะ

  “ปากกาเมจิกครับ ของพี่ตุลย์

  “โชคดีจริงๆ

  “งั้นคืนนี้เราก็มาจัดการเรื่องให้มันจบๆ ไปเลย ดีมั้ยครับ

  “แล้วอย่ามาบ่นฉันที่หลังล่ะ

 

  เพียงเท่านี้ชีวิตผมก็จะสงบสุขแล้ว!>_<

 

****************************

มาลงให้อีกตอนแล้วจ้า ><

 โทษทีนะที่ไรท์เอามาลงให้ตอนเดียวอีกแล้ว

ชะเอิงเอิงเอ่ย~ อ่า เรื่องราวก็ใกล้จบลงไปทุกทีๆ

แหะๆ อย่าโกรธกันนะที่เอามาลงให้เท่านี้

ไรท์มีเหตุผลตลอดนะจ๊ะ T^T

เพราะว่ายายสั่งใหปิดคอมเนื่องจากยายถาม

'ค่าไฟใครเป็นคนจ่าย'

เท่านั้นแหละ แต่งจบตอนเดียวเลยเอามาลงเท่านี้

วันหลังยายไปทำงานไรท์ต้องแอบมานั่งเขียนซะแล้ว

บ่มีหยั่น 555+

******************************

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}