หลินไป๋อัน

นิยาย Soft place to fall เป็นนิยายจีนที่ตั้งใจเขียนออกมาให้เป็นแนวของตัวเองที่สุด อันที่จริงอยากมีชื่อไทยเพราะๆเหมือนกัน แต่ยังตัดสินใจไม่ได้ ขอขอบคุณคนอ่านทุกคนนะคะ ถ้าจะคอมเมนท์บอกว่าเรื่องราวในแต่ละตอนเป็นยังไง ต้องปรับปรุงแก้ไขตรงไหนจะขอบคุณมากเลยค่่ะ

ชื่อตอน : 27. ลักพาตัว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 244

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 19 พ.ค. 2562 20:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
27. ลักพาตัว
แบบอักษร

 

27. ลักพาตัว

เสียงเคร้งคร้างกระทบกันของดาบ โล่ และหอกทวนดังให้ได้ยินจากค่ายทหารตลอดเวลา กองทัพต้าฉินที่นำโดยแม่ทัพเซวียนชงอวี้ฝึกซ้อมอย่างหนักทั้งในแง่กำลังกาย การเข้าปะทะ รวมถึงกลยุทธ์ต่างๆที่จำเป็นต้องใช้

รองแม่ทัพเซี่ยห้าวไห่ที่รับหน้าที่ควบตำแหน่งผู้ปกครองเมืองลี่ชา พร้อมด้วยจูห้าวหลินที่ได้อวยยศขึ้นเป็นรองแม่ทัพอีกคนมีหน้าที่ควบคุมทหารที่เมืองชุนเต๋อเข้ามารายงานผลการฝึกซ้อมรบของทหารทั้งหมด ผลการฝึกซ้อมจัดว่าเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่งสำหรับเซวียนชงอวี้ นิ้วเรียวเคาะกับพนักวางแขนระหว่างใช้ความคิด

“ท่านกุนซือเห็นเป็นเช่นไร” นัยน์ตาหงส์ตวัดมองไปยังกุนซือประจำกองทัพ เทียนเหวยก็เป็นอีกคนที่เซวียนหย่งเต๋อเชื่อมือ

การที่เมืองชุนเต๋อนี้มีทั้งเยี่ยหยางเฟิงและเทียนเหวยที่ร่วมเรียนมาในวังกับเซวียนหย่งเต๋อย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แม่ทัพหนุ่มลอบยิ้มอยู่ในใจ พี่ชายของเขาคาดการณ์เอาไว้นานแล้วเป็นแน่ว่าศึกครั้งนี้จะต้องเกิดขึ้น ภัยแล้งของแคว้นฉู่เมื่อห้าปีก่อนหนักหนากว่าทุกครั้ง เซวียนหย่งเต๋อจึงมั่นใจว่าครานี้พวกมันจะทุ่มเทให้การศึกอย่างหนัก มิใช่เพียงปล้นชิงเอาเสบียงอาหารเช่นเคย

ใบหน้าขาวของกุนซือประจำกองทัพยิ้มน้อยๆ

“กำลังทหารเราย่อมเชื่อมือได้ เพียงแต่ภูมิประเทศนั้นทหารจำนวนมากย่อมไม่คุ้นชิน การฝึกแต่เพียงที่โล่งภายในค่ายอาจจะไม่เพียงพอ”

“เรียนท่านกุนซือ แต่เราเองก็ไม่สามารถเปิดเผยภายนอกได้ว่ากำลังพลที่แท้จริงเรามีเท่าไหร่”จูห้าวหลินเอ่ยท้วงมา พวกเขาไม่อาจซ้อมภายนอกได้อย่างเปิดเผย

ใบหน้าสวยของผู้คุมกองทัพเหยียดยิ้มเย็น

“ท่านกุนซืออยากให้กระจายกำลังกันซ้อมและแฝงตัวที่ป่าหรือ”

“ยังคงเป็นท่านแม่ทัพที่ปรีชาสามารถนัก”

เซวียนชงอวี้แทบหางตากระตุก แต่ละคนของพี่ชายเขานี่ไม่ปกติสักคน เอาทหารไปซ้อมในป่า เคลื่อนพลทุกอย่างในป่า จะเปลี่ยนกองทัพเป็นกองโจรเสียแล้ว

ช่างปะไร เขาไม่ใช่พวกติดกับแบบแผนตายตัวอยู่แล้ว ที่ผ่านๆมามีเล่ห์ใช้เล่ห์ มีกลใช้กล

“ทัพของมั่วจ้างเอ๋อร์ผังยามนี้เคลื่อนมาถึงตำแหน่งใดแล้ว”

“เรียนท่านแม่ทัพ มาถึงเมืองปาหลางแล้วขอรับ”ฟู่หมิง นายกองหนุ่มวัยสิบแปดที่รับหน้าที่สืบข่าวด้วยรายงานตามที่ได้รับทราบข้อมูล

“ยืนยันแม่ทัพฝั่งนั้นหรือไม่”เทียนเหวยถามเสียงเรียบ

“เป็นมั่วจ้างเอ๋อร์ผัง ไท่จื่อของฉู่แน่นอนขอรับ”

เทียนเหวยนิ่วหน้าคิดก่อนจะหันไปหาเซวียนชงอวี้ “ท่านแม่ทัพ เห็นทีพวกมันคงตั้งใจจะหักเอาคราวนี้แน่”

มั่วจ้างเอ๋อร์ผังเป็นโอรสที่มั่วจ้างทัวป่าไว้วางใจและเชื่อมั่นที่สุด กล้าได้กล้าเสีย เชี่ยวชาญเชิงยุทธ์ ซ้ำยังมีใจคอโหดเหี้ยม ข้อเสียเพียงหนึ่งเดียวคือมุทะลุดุดัน แต่คนที่ประกบมาด้วยคือเยลี่เตมูร์ที่มีศักดิ์เป็นน้าชาย เพราะฉะนั้นแล้วจึงจะมีคนคอยปรามเขาอยู่หลายส่วน แผนการยั่วยุให้บุ่มบ่ามอาจจะใช้ได้ไม่กี่ครั้ง

ส่วนโอรสอีกองค์ของมั่วจ้างทัวป่าไม่ค่อยมีใครพูดถึงนัก

“มั่วจ้างอี้เหอ ไม่ได้ร่วมทัพมาด้วยรึ” เซวียนชงอวี้ถามถึงโอรสที่ไม่ได้มาด้วย

“จากสายของข้าแจ้งว่ามั่วจ้างอี้เหอไม่ได้ร่วมขบวนมาด้วย แต่ออกจากเมืองหลวงมานานแล้ว ไม่มีผู้ใดพบเห็นเขาในเมืองหลวงมาราวๆเดือนกว่าแล้ว”ฟู่หมิงยังคงเป็นผู้ตอบสิ่งที่เซวียนชงอวี้ถาม

“มีการเคลื่อนไหวแปลกๆในเชื้อพระวงศ์ของฉู่หรือไม่”

แม้มองเผินๆโอรสทั้งสองพระองค์จะไม่มีปัญหากัน แต่ข่าวลือบางส่วนก็บอกว่ามีการแข่งขันกันเงียบๆระหว่างพี่น้อง

“ที่น่าแปลกเพียงเรื่องเดียวก็คือมั่วจ้างอี้เหอที่ไม่ร่วมทัพมา”

“แต่มั่วจ้างทัวป่าอาจต้องการให้มั่วจ้างอี้เหออยู่คุมกำลังที่เมืองหลวง”จูห้าวหลินท้วงมา

“ไม่น่าเป็นไปได้ มั่วจ้างทัวป่าลำเอียงรักไท่จื่อมากกว่าคนอื่นๆ ไม่น่าจะยอมให้ใครคุมกำลังทหารมากไปกว่ามั่วจ้างเอ๋อร์ผัง”เซี่ยห้าวไห่กลับคิดไปอีกทาง

“การที่เขาให้มั่วจ้างเอ๋อร์ผังยกทัพมาก็บอกอยู่แล้วว่ามั่วจ้างทัวป่าต้องการสร้างโอกาสในการประกาศศักดาขององค์ไท่จื่อที่ตนเป็นผู้แต่งตั้ง จึงให้นำทัพมาในศึกนี้ แต่เราก็คงไม่อาจตัดเรื่องมั่วจ้างอี้เหอที่ยังไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆได้”เทียนเหวยกล่าวทิ้งท้าย

นี่ก็นับว่าแผนการของเขาเป็นไปได้ด้วยดี ฮ่องเต้ฝั่งฉู่จึงมั่นใจในชัยชนะจนยอมให้องค์ไท่จื่อเป็นผู้นำทัพด้วยตนเอง มิเช่นนั้นคงให้ขุนศึกที่ชำนาญกว่าเป็นแม่ทัพไปแล้ว

หลังจากจบหัวข้อเรื่องการฝึกซ้อมก็เป็นการวางแผนรับมือ รูปแบบที่ใช้ยามนี้จะเป็นรูปแบบกองโจรทุกครั้ง ใช้ธรรมชาติและอุบายเข้าช่วยเพื่อแสดงให้เห็นว่าต้องการประหยัดไพร่พลให้ได้มากที่สุด

ทหารมือดีหลายต่อหลายนายถูกคัดชื่อเพื่อให้ไปประจำตามหน่วยต่างๆที่จะทำหน้าที่โจมตีตามแผน

เซวียนชงอวี้เขียนจดหมายประทับตราแม่ทัพให้ม้าเร็วนำไปส่งมอบให้กับจางผิงที่ประจำอยู่เมืองหลีโจว ชายแดนแคว้นฉินอีกแห่งที่ติดกับฉู่ ในจดหมายนั้นเซวียนชงอวี้สั่งความให้เขาเตรียมไพร่พลและเสบียงอาหารให้พร้อมสำหรับการเดินทางไกล และมอบหมายหน้าที่ให้หย่งเจียฉีตรวจสอบความเคลื่อนไหวและสืบข่าวคราวของมั่วจ้างอี้เหอ

เมื่อประชุมเสร็จแล้วเซวียนชงอวี้ก็ร่วมฝึกซ้อมกับทหารในหน่วย อาวุธที่ใช้ถูกเปลี่ยนเป็นทวนปลายทู่ที่มีน้ำหนักพอกันกับทวนวงเดือนมังกรเขียว เซวียนชงอวี้ชักม้าเข้าซ้อมกับทหารสี่คนที่เข้ามาพร้อมๆกัน

เสวี่ยฮวาสมแล้วที่เป็นม้าคู่ใจของเด็กหนุ่ม มันมีทั้งความกล้าและความคล่องแคล่วยิ่งนัก เมื่อเซวียนชงต้องการจะบุกมันก็พุ่งตัวไปตามทิศนั้นไม่รอช้า เมื่อต้องการถอยก็ไม่เคยวุ่นวายให้เขาต้องเสียเวลา

ประมือกันรวมแล้วเกือบสองร้อยกระบวนท่า ทหารที่เข้ามาขอคำชี้แนะกับเซวียนชงอวี้ทั้งสี่คนก็หมดสภาพ ประสานมือคารวะอยู่บนหลังม้า

“ฝีมือท่านแม่ทัพยังคงเฉียบขาดเช่นเคย”

เมื่อไม่มีใครอยากประมือกันต่อเซวียนชงอวี้จึงออกจากค่ายทหาร มุ่งหน้าไปที่จวนเจ้าเมืองแล้วตรงกลับเรือนหยวนเป่าเพื่ออาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย

 

เมื่อเข้าเดือนที่สามที่คณะแพทย์หลวงมายังเมืองชุนเต๋อ สถานการณ์ความตึงเครียดก็ดูจะคลายลงเล็กน้อยหลังจากที่เอาชนะแม่ทัพเยลี่เตมูร์ของแคว้นฉู่ได้ เซวียนชงอวี้ได้กลับมาพักที่เรือนเหวินเป่าบ่อยขึ้น ฮุ่ยหมิ่นมีโอกาสได้ดูแลเซวียนชงอวี้อย่างที่ใจต้องการ สี่ปีที่ผ่านมานางได้แต่ฝากของฝากความห่วงใยมาให้ ยามนี้เด็กหญิงมีโอกาสได้ดูแลเขาด้วยตนเอง เรื่องนี้ฮุ่ยหมิ่นพอใจยิ่งนัก

ฮุ่ยหมิ่นหัดทำอาหาร หัดทำขนมเพิ่มเติมจากที่หลัวซานซานเคยสอนไว้ โดยมีหนูทดลองเป็นบรรดาบ่าวของนาง สิ่งใดที่รสชาติพอรับประทานได้ฮุ่ยหมิ่นจึงค่อยนำใส่จานให้เซวียนชงอวี้มีโอกาสได้ลิ้มลอง

ที่ฮุ่ยหมิ่นจำได้แม่นคือเซวียนชงอวี้ชอบบัวลอยเป็นพิเศษ เด็กหญิงมาขอยืมใช้ห้องครัวในจวนเจ้าเมืองซึ่งเยี่ยหยางเฟิงก็อนุญาตด้วยความยินดี มือป้อมๆง่วนอยู่กับการนวดแป้งโดยมีหรงผิงคอยเป็นลูกมือ

ฮุ่ยหมิ่นนึกย้อนไปถึงคืนวันที่สิบสามกุมภาสมัยเป็นนักเรียนแพทย์ปีสาม คืนวันนั้นฮุ่ยหมิ่นต้องเป็นลูกมือช่วยเพื่อนสนิทของตัวเองทำช็อกโกแลตให้แฟนหนุ่มรุ่นพี่ แต่วันวาเลนไทน์ของฮุ่ยหมิ่นเงียบเหงามาตลอดเกือบสามสิบปี

คืนวันวาเลนไทน์จะเป็นคืนที่เพื่อนๆฮุ่ยหมิ่นไม่ต้องการอยู่เวรเพราะจะไปสวีทหวานกับแฟน ดังนั้นแล้วสาวโสดที่ไม่มีใครให้ฉลองด้วยจึงต้องอยู่เวรวันนี้ แน่นอนว่าฮุ่ยหมิ่นเป็นขาประจำ

ในภพนี้ไม่มีวันวาเลนไทน์ ไม่มีผงโกโก้ ถ้าจะเทียบให้ใกล้เคียงก็คงมีแต่เทศกาลชีซีเท่านั้น

เด็กหญิงจินตนาการภาพตัวเองทำขนมไปยื่นให้เขาแบบเด็กสาวญี่ปุ่นมอบช็อคโกแล็ตให้ชายหนุ่มในดวงใจแล้วก็รู้สึกพิกลๆ เพราะไม่เคยมีคนรักจึงไม่รู้จะต้องทำตัวอย่างไร จะต้องให้เหมือนในนิยายที่เคยอ่านหรือไม่

สถานะระหว่างฮุ่ยหมิ่นกับเขาจะใช้คำใดมาจำกัดความ ใช้ว่า คนรัก จะได้หรือไม่

ฮุ่ยหมิ่นไม่เคยพูด เซวียนชงอวี้ก็มิได้เอ่ยคำนั้น

มีเพียงการกระทำของเขาที่บอกฮุ่ยหมิ่นอยู่ตลอดเวลา

เช่นนั้น ถ้าหากระหว่างนางกับเขาจะเป็นคนที่รักกันก็คงไม่ผิดกระมัง

ที่ผ่านมาสองเดือนระหว่างฮุ่ยหมิ่นกับเซวียนชงอวี้ก็.. นับว่าเปลี่ยนไปบ้าง

นางรู้สึกว่านางกับเซวียนชงอวี้ใกล้กันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น แล้วก็โดนกินเต้าหู้บ่อยขึ้นด้วย เดี๋ยวจับนั่งตัก จับมากอด สักพักก็จุมพิตที่หน้าผาก

ยามริมฝีปากบางเฉียบของเขาแตะผิวนางมันช่างนุ่มนวล เป็นความรักปนความเอ็นดูแบบที่มอบให้เด็ก ฮุ่ยหมิ่นพอใจที่เขาทำแบบนั้น

รู้สึกดีที่รักคนไม่ผิด

แม้ในยุคสมัยนี้เด็กสิบสี่บางคนก็แต่งงานได้แล้วแต่ฮุ่ยหมิ่นก็ยังทำใจไม่ได้อยู่ดี สิบสี่นี่เกรดแปดเกรดเก้าเท่านั้น ยังไม่ถึงไฮสคูลเลย ร่างกายของเด็กวัยสิบต้นๆยังเล็กเกินไปสำหรับการมีสัมพันธ์ทางกาย

ผงสีขาวจากแป้งลอยคลุ้งอยู่รอบตัว เพราะอยู่ในห้องครัวนานๆฮุ่ยหมิ่นจึงรู้สึกร้อน เหงื่อเริ่มซึมตามไรผมและผิวแก้ม เด็กหญิงผู้ใจร้อนจึงใช้แขนเสื้อและหลังมือซับเหงื่ออย่างลวกๆ ผลที่ได้คือคราบขาวของแป้งติดอยู่ตามหน้าผากและแก้มไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

“หรงผิง ขอแป้งให้ข้าเพิ่มหน่อยสิ”

ถุงแป้งที่นางต้องการถูกเลื่อนมาหาให้หยิบได้ใกล้มือ

ทำไปอีกสักประเดี๋ยวเหงื่อก็ซึมลงข้างขมับไหลมาตามแก้มอีกครั้ง ใบหน้ากลมพยายามเชิดขึ้นเพื่อไม่ให้เหงื่อหยดไหลลงเปื้อนแป้งที่กำลังนวด อาการของตัวเองในยามนี้ทำให้ฮุ่ยหมิ่นอมยิ้ม คิดถึงตนเองในชาติก่อน

ฮุ่ยหมิ่นเป็นคนขี้ร้อน เวลาเข้าผ่าตัดนางต้องใส่ทั้งชุดสะอาดของห้องผ่าตัด และสวมชุดผ่าตัดแบบปลอดเชื้อทับอีกที อย่างต่ำก็ต้องเป็นสองชั้นแล้ว ซ้ำในยุคที่ฮุ่ยหมิ่นจากมา วิทยาการทางการแพทย์ยังสามารถผลิตชุดผ่าตัดปลอดเชื้อแบบที่กันน้ำได้และใช้ครั้งเดียวทิ้งได้

ชุดผ่าตัดปลอดเชื้อแบบกันน้ำมีจุดดีคือเป็นชุดที่ใช้แล้วทิ้งเลย ไม่เปิดโอกาสให้มีการปนเปื้อนระหว่างผู้ป่วยแต่ละคน สามารถกันน้ำ เลือด และสารคัดหลั่งที่สามารถเปื้อนตามเนื้อตัวได้ แต่ข้อเสียหนักเลยคือร้อนมาก บ่อยครั้งที่ต้องขอให้พยาบาลที่คอยส่งของให้จากนอกฟิลด์ผ่าตัดคอยใช้ผ้าซับเหงื่อที่หยด ไม่ให้ไหลลงไปปนเปื้อนฟิลด์ผ่าตัด อันจะทำให้ผู้ป่วยติดเชื้อได้

“หรงผิง ซับเหงื่อให้หน่อยสิ” เด็กหญิงออกคำสั่งอย่างนึกสนุก

ไม่กี่อึดใจเหงื่อที่อยู่ข้างขมับก็ถูกเช็ดไปจนฮุ่ยหมิ่นรู้สึกดี แต่หางตาก็ยังทันเห็นว่าสิ่งที่นำมาเช็ดมิใช่ผ้าสะอาดอย่างที่นางเข้าใจ แต่เป็นชายแขนเสื้อสีน้ำเงินเข้มที่คุ้นตา

ฮุ่ยหมิ่นหันขวับไปทั้งๆที่ในมือยังถือก้อนแป้ง ดวงตาสีไม้เหอเถาเบิกกว้าง

“ท่านมาได้อย่างไร” กวาดตามองไปไม่เห็นสาวใช้ข้างกาย ฮุ่ยหมิ่ยรู้ทันทีว่าหรงผิงน่าจะถูกคนตรงหน้านางไล่ออกไปข้างนอกแล้วเป็นแน่

“พี่เสร็จภารกิจจากในค่ายเร็ว วันนี้เลยมาหาเจ้าได้เร็วหน่อย”เซวียนชงอวี้ตอบยิ้มๆ แล้วถามกลับ

“วันนี้เจ้านวดแป้งจะทำอะไรให้พี่ทาน”

ฮุ่ยหมิ่นนิ่วหน้าพลางก้มลงมองก้อนแป้งในมือ

“เอ่อ..”

จะบอกเขายังไงดี อันนี้ฮุ่ยหมิ่นยังไม่อยากให้เขาทานเพราะนางไม่เคยทำ ไม่รู้ว่ามันจะออกมาดีหรือไม่

“หืม..”

“อันนี้ข้าไม่ได้ทำให้ท่าน”

ทันทีที่ได้ฟังคิ้วเรียวโก่งก็กระตุก เซวียนชงอวี้ไม่ได้เป็นพวกไม่เอาไหนขนาดที่จะไม่รู้ว่า ‘หึง’ คือสิ่งใด องค์ชายสามยามนี้รู้สึกราวกับกระดกน้ำส้มสายชูดื่มสักหนึ่งขวด และพร้อมจะกระดกขวดต่อไปเรื่อยๆหากไม่ได้คำตอบอันเป็นที่น่าพอใจ

เด็กน้อยของเขาลงทุนนวดแป้งด้วยตนเองจนเหงื่อไหลไคลย้อย หน้าตาผมเผ้ามอมแมมไปหมดเช่นนี้

นางทำให้ใคร!!

ฮุ่ยหมิ่นน่าจะพอจับไฟที่ลุกอยู่ในดวงตาเขาได้กระมัง ร่างป้อมๆนี่ถึงยุกยิกไปมาราวคนมีชนักปักหลัง เขายังคงเงียบไม่ปริปากพูดสิ่งใด เพียงมองเด็กหญิงตรงหน้านิ่งๆ

“ขะ..ข้า”

เซวียนชงอวี้มั่นใจว่าเขารอบคอบมากพอ ระหว่างอยู่ที่สำนักหย่งฉือเขาก็ไม่เปิดโอกาสให้ใครได้มาผูกพันกับฮุ่ยหมิ่นจนพอจะเกิดใจปฏิพัทธ์ ยามที่จากมาก็คอยติดตามข่าวคราวของฮุ่ยหมิ่นอยู่ตลอด เรื่องที่นางเคยเล่าให้เขาฟัง เซวียนชงอวี้เคยรู้มาหมดแล้วจากรายงานของสวี่หลานเซ่อ

เพราะฉะนั้นเซวียนชงอวี้จึงนึกไม่ออกเลยว่าฮุ่ยหมิ่นจะลงทุนทำขนาดนี้ไปให้ใครนอกจากเขา

“พี่อวี้.. ข้า ..ข้าเพิ่งหัดทำบัวลอยที่พระชายาหลัวเคยสอน”

เจ้าเด็กน้อย .. จงใจอ้อนเขาด้วยการเรียกพี่อวี้ คิดว่าเขาจะใจอ่อนหรือไร

..ก็เกือบสำเร็จนั่นล่ะ การคุมตัวเองไม่ให้รั้งนางเข้ามาฟัดช่างยากนัก แต่ความหึงตอนนี้ย่อมชนะทุกสิ่ง

“แล้ว..”กอดอกเอียงคอมองคนที่ยืนบิดไปบิดมา

“ข้าไม่มั่นใจว่าจะทำออกมาดีหรือไม่จึงจะไปให้แม่นมจินช่วยวิจารณ์ก่อน” ฮุ่ยหมิ่นกลั้นใจพูดรวดเดียวจนจบ

เซวียนชงอวี้ถอนหายใจหนึ่งเฮือก คว้าก้อนแป้งที่ฮุ่ยหมิ่นถือมาวางไว้บนโต๊ะ แล้วรวบตัวเด็กหญิงเข้ามากอด ฮุ่ยหมิ่นดิ้นขลุกขลัก

“ปล่อยข้าก่อนเจ้าค่ะ”

“ทำไมครั้งนี้ดิ้นเล่า ไหนว่าเจ้ารู้ว่าพี่จะไม่ปล่อยหากพี่ไม่ต้องการ”พูดพลางวางคางเกยกับเส้นผมสีดำยุ่ง

กลิ่นหอมอ่อนๆสดชื่นผสมกลิ่นเจ้าเจี่ยวทำให้ฮุ่ยหมิ่นรู้ว่าเขาคงอาบน้ำทันทีหลังกลับจากค่ายทหาร จากนั้นจึงค่อยมาหานาง

ตอนนี้อยู่กันในห้องครัวของจวนเจ้าเมืองที่มีคนผ่านไปมาได้ตลอด ฮุ่ยหมิ่นไม่อาจยอมให้เขากอดเอาได้ตามใจโดยไม่ทักท้วง ซ้ำอยู่ในห้องครัวมานานจนเหงื่อซึม องค์ชายพิลึกผู้นี้ยังกอดนางลงอีก ไม่เหม็นหรือไร

“นี่ห้องครัวในจวนนะเจ้าคะ อีกอย่างตัวข้ามีแต่ฝุ่นแป้งคลุ้งไปหมด ท่านเพิ่งอาบน้ำมานี่นา”

เซวียนชงอวี้นึกรู้ว่าคนที่เขากำลังกอดอยู่นี้ต้องกำลังหาข้ออ้างหนีจากความเขินอายแน่นอน นึกอยากแกล้งขึ้นมาครามครัน ก้มหน้าลงอยู่ข้างแก้มกลมนิ่ม ปลายจมูกเฉียดผิวนวลน้อยๆแล้วสูดลมหายใจเข้าปอด

“หอมดี พี่ชอบ” ได้ผล ตัวยุ่งที่ซุกหน้ากับอกตัวแข็งเป็นหินไปแล้ว

“ท่านจะเปื้อน”พูดงึมงำมาหลังตั้งสติได้

“เดี๋ยวให้เจ้าเช็ดให้”

“คนบ้า”

เซวียนชงอวี้หัวเราะเสียงแผ่ว

“ก่อนหน้าที่เจ้าทำขนมมาให้พี่ทานก็มีคนของเจ้าได้กินก่อนพี่ใช่หรือไม่”

“เจ้าค่ะ” ดวงใจของเขาพยักหน้าหงึกๆ แล้วเงยหน้าถามเสียงทะเล้น “ท่านหึงหรือเจ้าคะ”

แล้วเด็กน้อยก็ต้องอึ้งไปกับคำตอบ

“หึงสิ” เสียงทุ้มที่ตอบออกมาง่ายๆทำเอาเด็กหญิงไปไม่เป็น

เฝ้ารักเฝ้ารอมาตั้งไม่รู้กี่ปีคิดว่าเขาจะหน้าบางขนาดไม่กล้ายอมรับหรือไร

คิดว่าเจ้าจะชนะพี่หรือ ฝันไปเถิด

เซวียนชงอวี้คลายอ้อมกอดของตัวเองออกเล็กน้อยแค่พอได้มองหน้ากันแต่มือข้างนึงยังคงโอบเอวเด็กหญิงไว้หลวมๆ ส่วนอีกข้างก็จับมือป้อมๆนั่นไว้

“พี่ไม่ได้อยากให้เจ้าฝืนทำในสิ่งที่ตนเองไม่ได้ชอบเพียงเพื่อจะให้พี่ยินดี พี่ไม่อยากให้เจ้าลำบาก”

ไหนเลยเขาจะไม่รู้ว่าฮุ่ยหมิ่นชอบหรือไม่ชอบอะไร

“ไม่ชอบก็จริง แต่ข้าอยากทำ”

แต่เซวียนชงอวี้ก็ไม่รู้ว่าฮุ่ยหมิ่นเคยมีโอกาสได้เห็นดวงตาเซวียนหย่งเต๋อยามที่ได้ทานขนมฝีมือหลัวซานซาน นัยน์ตาเหยี่ยวคู่นั้นดูมีความสุขนัก ฮุ่ยหมิ่นจึงอยากทำบ้าง

“เช่นนั้นจากนี้ไปให้พี่เป็นคนได้ลิ้มรสเป็นคนแรกได้หรือไม่”

ทุกอย่างของเจ้าพี่จะเป็นคนแรกและคนเดียว

“ถ้ามันไม่อร่อยล่ะเจ้าคะ”เด็กหญิงไม่เข้าใจความหมายแฝงเลยแม้แต่น้อย พาให้เซวียนชงอวี้รู้สึกอ่อนอกอ่อนใจ เอาเถิด เขายังมีเวลาอีกมากที่จะค่อยๆสอนนาง

“พี่ก็จะได้เดือดร้อนเพียงผู้เดียว ไม่ต้องกวนคนอื่นอีก”เซวียนชงอวี้ตอบเสียงกลั้วหัวเราะ รั้งร่างป้อมที่กำลังทุบอกเขาเข้ามาใกล้ขึ้นอีก แค่มีนางในอ้อมกอดความเหน็ดเหนื่อยก็ปลาสนาการไปสิ้นแล้ว

 

เนื่องจากสถานการณ์ที่เหมือนจะผ่อนคลายขึ้นบ้าง นอกจากเซวียนชงอวี้จะได้กลับมาพักที่เรือนเหวินเป่าบ่อยครั้งแล้ว เยี่ยหยางเฟิงเองก็กลับจวนทุกวัน ไม่ได้ค้างที่ศาลาว่าการดังช่วงหนึ่งเดือนที่แล้ว และฮุ่ยหมิ่นกับรั่วซียังได้รับอนุญาตให้กลับมาออกตรวจยังโรงหมอได้

โรงหมออยู่ห่างจากจวนเจ้าเมืองแค่หนึ่งเค่อเท่านั้นหากเดินทางด้วยรถม้า แต่ถ้าใช้การขี่ม้าอย่างรีบๆก็จะใช้เวลาเพียงครึ่งเค่อ ออกจากจวนมาครานี้ฮุ่ยหมิ่นเอาเจ้าซูไป๋ออกมาขี่ด้วย ให้รั่วซีกับหมอหลวงอีกสี่คนนั่งรถม้า เด็กหญิงไม่ได้ควบนำหน้าไปไกล แค่บังคับซูไป๋ให้เดินช้าๆข้างรถม้า ถือโอกาสใช้เวลานี้ชมเมืองชุนเต๋อไปด้วย

 

สภาพบ้านเมืองแม้อยู่ในช่วงสงครามก็ยังเห็นผู้คนออกมาจับจ่ายขายสินค้ากันพอสมควร ตึกรามบ้านช่องสร้างต่อเนื่องกันหนาแน่นในเขตตลาด มองไปไกลหน่อยก็เห็นตึกที่สร้างสูงกว่าอาคารใกล้เคียง ประดับโคมสวยงาม นึกรู้ทันทีว่าย่อมเป็นหอคณิกาชื่อดังในเมืองที่เคยมีบ่าวในจวนเอ่ยถึง

เมื่อมาถึงฮุ่ยหมิ่นใช้เวลาสักพักในการเดินสำรวจคลังยาของโรงหมอทุกครั้งก่อนจะเริ่มตรวจคนไข้ที่ทยอยเข้ามา

ฮุ่ยหมิ่นกำลังง่วนกับการเย็บแผลที่แขนของชาวนาผู้หนึ่งที่โดนคมพร้าของโจรฟันเข้า เมืองที่ตกอยู่ในสภาวะสงคราม จะอย่างไรก็ย่อมต้องมีผู้เดือดร้อน แม้จะไม่ได้ออกรบ แต่ภาวะอดอยากมีส่วนบีบให้คนต้องกลายเป็นโจร และมีผู้ตกเป็นเหยื่อของโจรนั้นตามมา เด็กหญิงได้แต่ภาวนาให้สงครามสิ้นสุดลงโดยเร็ว

ไหมแต่ละฝีเข็มที่เย็บดึงเนื้อที่แยกอยู่ให้ค่อยๆเข้าหากัน ชายผู้นี้ช่างโชคดีนักที่บาดแผลลงลึกระดับกล้ามเนื้อเท่านั้น ไม่ถึงหลอดเลือดแดงใหญ่ที่แขน หมอหลวงจากวังผู้หนึ่งเข้ามายืนสังเกตการเย็บแผลของเด็กหญิง

 

หลังจากเย็บเรียบร้อยแล้วหมอหลวงชายผู้ที่ฝักใฝ่การเรียนก็ดึงตัวฮุ่ยหมิ่นไว้สอบถามถึงเหตุผลและการกระทำต่างๆรวมถึงถกเถียงเนื้อหาที่ค้านจากตำรา ฮุ่ยหมิ่นไม่ได้โกรธหรือขัดเคืองสิ่งใด ความสงสัยและการตั้งคำถามย่อมนำมาซึ่งองค์ความรู้ที่พัฒนาขึ้น นอกจากนี้การซักถามของหมอหลวงชายตรงหน้าก็เป็นไปด้วยความสุภาพ ฮุ่ยหมิ่นจึงยินดีแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเขา

สำหรับคนไข้ที่เหลือ หน้าที่ในการตรวจจึงเป็นของรั่วซีและหมอหลวงหญิงอีกผู้หนึ่ง หม่ายี่เหยียน การเลือกใช้ยาและการใช้ยาสมัยใหม่ที่รั่วซีพัฒนาขึ้นดึงความสนใจจากนางได้เช่นกัน แต่ด้วยทิฐิมานะของหมอหลวงจากในวังและเห็นว่ารั่วซีเป็นเพียงหมอจากสำนักนอกเมืองหลวงแม้จะได้รับแต่งตั้งให้มีฐานะเทียบเท่าหมอหลวงชั้นสูงก็ตาม นางจึงมีความถือตัวอยู่ห้าส่วน

หม่ายี่เหยียนให้ความสนใจกับรั่วซีเช่นกันแต่เป็นในแง่ความใส่ใจของเยี่ยหยางเฟิงที่มีต่อรั่วซี มิใช่ต้องการศึกษาด้านความรู้ นางลอบสังเกตหน้าตาท่าทางของรั่วซีเงียบๆ ประเมินหญิงสาวอยู่ในใจ ถ้าจะเทียบกันตามตรงแล้วย่อมต้องบอกว่าหม่ายี่เหยียนนั้นก็นับเป็นสาวงามสะคราญโฉมผู้หนึ่ง

ดังนั้นแล้วการที่โฉมสะคราญเช่นนางจะถูกเพิกเฉยแต่หญิงดาษๆเช่นรั่วซีกลับได้รับความสนใจแทนจึงทำให้นางเกิดข้อข้องใจอยู่ไม่น้อย เพียงแต่ท่าทางเข้าถึงได้ยากของรั่วซีทำให้หม่ายี่เหยียนไม่กล้าเสียมารยาทเข้าไปคุยด้วยโดยตรง

ประกอบกับที่ชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งเดินประคองหญิงสาวที่กุมท้องเดินตัวงอร้องโอดโอยเข้ามา รั่วซีรีบเข้าไปดูแล้วสั่งให้บ่าวประจำโรงหมอช่วยพาคนเจ็บเข้าห้องตรวจ

“ท่านหมอ! ได้โปรดช่วยภรรยาข้าด้วย”

รั่วซีจัดแจงให้หญิงนางนั้นนอนลงบนเตียงตรวจ ผู้ป่วยที่มาด้วยความเจ็บปวดมักจะไม่ค่อยร่วมมือทำตามคำสั่งนัก หญิงรายนี้ก็เช่นกัน หญิงสาวราวสิบเจ็ดสิบแปดปีผู้นี้เอาแต่กุมท้องดิ้นไปมา

“แม่นาง ใจเย็นลงหน่อยเถิด นอนหงายนิ่งๆให้ข้าตรวจก่อน มิเช่นนั้นจะรักษาโรคกันได้อย่างไร”

รั่วซีค่อยๆเจรจากับคนไข้ของนางอย่างใจเย็น เพียงไม่นานหญิงสาวผู้นี้ก็สงบลง รั่วซีค่อยๆเลิกเสื้อของนางออกเพื่อตรวจท้อง อาการปวดท้องจนดิ้นแบบนี้ในหญิงวัยเจริญพันธุ์มีที่พบบ่อยไม่กี่อย่าง การตรวจท้องโดยมากมักจะได้คำตอบในทันที

มือผอมบางกดไปยังบริเวณลิ้นปี่

“ตรงนี้เจ็บหรือไม่ แม่นาง”

หญิงสาวส่ายหน้า

“แล้วตรงนี้ล่ะ”รั่วซีถามพลางกดไปยังท้องน้อยด้านซ้าย

นางยังคงส่ายหน้าเช่นเดิม “ข้าเจ็บฝั่งขวาเจ้าค่ะท่านหมอ”

รั่วซีค่อยๆกดตรวจถามไปแต่ละตำแหน่ง จนมาถึงตำแหน่งสุดท้ายด้านขวาล่างที่ผู้ป่วยรายนี้แจ้งว่าเจ็บที่สุด มือคู่เดิมกดลึกลงไปยังตำแหน่งนั้นพาให้คนไข้ดิ้นพราดๆ ร้องครวญครางเสียงดัง ก่อนที่มือนั้นจะปล่อยออกอย่างรวดเร็วยังผลให้หญิงสาวมีสีหน้าทุเลาปวดลง

รั่วซีที่กำลังง่วนกับการจัดการคนไข้ไม่ได้ทันสังเกตเลยว่าบ่าวรับใช้หญิงที่อยู่ในห้องกับนางยามนี้นอนนิ่งกับพื้นไปแล้ว

รั่วซีนิ่วหน้าน้อยๆก่อนจะค่อยๆก้มลงใกล้คนป่วยของนาง กระซิบถามเสียงเบา

“แม่นาง ช่วงนี้ระดูของเจ้ามาอย่างสม่ำเสมอหรือไม่”

หญิงสาวพยักหน้าอย่างเขินอาย “มาครั้งล่าสุดเมื่อสองเดือนก่อนเจ้าค่ะ”

หญิงสาวที่กำลังเพ่งสมาธิกับการตรวจไม่ได้รู้สึกถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาเลยแม้แต่น้อย สตรีที่เคยมีทีท่าเจ็บปวดแสนสาหัสอย่างเมื่อครู่พยักหน้าให้สัญญาณกับ สามี ที่อยู่เบื้องหลัง ผ้าผืนหนึ่งถูกโปะหน้าไว้จากด้านหลัง รั่วซีดิ้นขลุกขลักอยู่สองทีก็ทรุดฮวบ

ไม่ทันได้ส่งเสียงร้องใด สติรับรู้ทั้งหมดของอดีตนักวิจัยยาดับลง หญิงสาวถูกรับตัวไว้ได้ก่อนจะโงนเงนล้มลงพื้นจนเกิดเสียง รั่วซีถูกห่อตัวด้วยผ้าคลุมผืนใหญ่ สีเดียวกับที่หญิงสาวผู้ป่วยของนางใส่มา ชายผู้นั้นช้อนตัวรั่วซีขึ้นอุ้ม

“ภรรยาของข้าอาการดีขึ้นแล้ว ขอบคุณท่านหมอมากขอรับ” น้ำเสียงตื่นเต้นดีใจดังออกมาจากในห้องตรวจทำให้ไม่มีผู้ใดแปลกใจที่ไม่ได้ยินเสียงร้องครวญครางอีก

ชายผู้นั้นอุ้ม ภรรยา ของตนจากไป พร้อมๆกับที่หญิงรับใช้ที่นอนกองกับพื้นถูกถอดชุดออกจนเหลือเพียงร่างเปลือยเปล่า จากนั้นหญิงคนเจ็บในชุดของบ่าวรับใช้ก็เดินออกจากห้องตรวจไปยังประตูหลังโดยที่ไม่มีผู้ใดสังเกต

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}