แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 32

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 204

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 21 พ.ค. 2562 05:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 32
แบบอักษร

“เธอโตขึ้นมาก” คนถูกเรียกว่า ‘คุณอา’ ปรารภระหว่างเทน้ำในเหยือกใส่แก้วให้อาคันตุกะประจำวันนี้ “โตจนไม่เหลือเค้าเดิมของสมัยเด็กทีเดียวเชียวล่ะ ถ้าลูกน้องไม่บอกว่าใครมา อาคงมึนอยู่นานว่าพ่อหนุ่มนี่ใคร โตขึ้นแล้วหล่อเชียว”

“คุณอาก็พูดเกินไปครับ” ไหว่เชิงมีสีหน้าเจี๋ยมเจี้ยมขึ้นมาทันตา

“อาพูดจริง” เกาเฉ่งยืนยัน “อาเจอเธอครั้งสุดท้ายเมื่อสามปีที่แล้วกระมัง ตอนนั้นเธอยังอ้วนท้วนสมบูรณ์อยู่เลย ไม่ได้ผึ่งผายหุ่นดีเหมือนอย่างเดี๋ยวนี้ ถามจริงๆเถอะ เธอไปทำอะไรมา ถึงได้ผอมลงผิดหูผิดตายังงี้”

“ผมเล่นรักบี้ให้ทีมโรงเรียนครับ”

“อื้อ จำได้แล้ว เมื่อปีก่อนอาได้ยินข่าวเธอทางวิทยุอยู่” ผู้สูงวัยวางแก้วลง “ถ้ายังงั้นต้องเปลี่ยนคำถามใหม่เป็น ‘อะไรเป็นแรงบันดาลใจให้เธอเล่นกีฬา จนถึงกับกลายสภาพเป็นนักรักบี้ทีมโรงเรียนไปได้’”

ไหว่เชิงนิ่งคิดไปนิดหนึ่ง “คงเป็นคำดูถูกเหยียดหยามของเพื่อนครับ สมัยที่ผมยังอ้วนอยู่ ผมตกเป็นเบี้ยล่างของไอ้พวกเพื่อนฝรั่งนักกีฬาตลอดชาติ”

“แล้วไป” สารวัตรยิ้มขบขัน “อาคิดว่าฟิตหุ่นจีบสาว”

“ไปกันใหญ่แล้วครับ คุณอามองผมผิดไปไกลแล้ว” เด็กหนุ่มเสหัวเราะเป็นทีว่าไม่มีอะไร แต่ใจกลับเบาหวิว เพราะนึกถึงใครคนหนึ่งที่เคยพูดสบประมาทเขา จนเป็นแรงผลักดันให้เขาเปลี่ยนแปลงตัวเองจนเป็นเยี่ยงทุกวันนี้ได้

“เธอกำลังจะบอกว่า เธอยังไม่มีความสนใจด้านความรักความใคร่ยังงั้นหรือ” สารวัตรใหม่พูดเองเออเอง “น่าแปลก ธรรมดาเด็กผู้ชายรุ่นๆอย่างเธอ วันๆก็นึกอยู่ไม่กี่เรื่องหรอก ถ้าไม่ใช่เรื่องเที่ยวเล่นก็เรื่องผู้หญิง วนเวียนอยู่สองอย่างนี้”

“คงจะยังงั้นครับ” เด็กหนุ่มไม่มั่นใจในคำตอบของตนนัก และถือโอกาสนั้นเสือกไสหัวข้อพูดคุยไปให้พ้นตัว “ทุกวันนี้คุณอาเป็นยังไงบ้างครับ”

“ก็เป็นอย่างที่พ่อบอกเธอนั่นแหละ”

“คดีความที่นี่เยอะมากเลยหรือครับ”

“ต้องเรียกว่า ‘อภิมหาศาล’ ถึงจะถูก” ผู้ดูแลท้องที่ถอนหายใจยาว...เสียงลมหายใจที่พ่นออกมาชี้ชัดถึงภาระอันหนักอึ้งที่คนพูดแบกพวกมันไว้ “ความขัดสนกับอาชญากรรมเหมือนคู่หูคู่สนิทกัน เมื่อไหร่ที่ความขัดสนมาเยือน ผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากมันก็จำต้องดิ้นรนขวนขวายเพื่อเอาตัวรอด ยิ่งมีความขัดสนข้นแค้นมีมากเพียงใด จิตสำนึกด้านศีลธรรมก็ยิ่งจะลดน้อยลงเท่านั้น ระหว่างทางมาที่นี่ เธอก็คงเห็นแล้วว่าขอบเขตสลัมว้านไจ๋แผ่ขยายไปไกลขนาดไหน ทุกๆวันมีคนแจ้งความเข้ามาสารพัด ทั้งคดีปล้นจี้ชิงทรัพย์ ยาเสพติด ฆาตกรรม จิปาถะ”

“น่าหนักใจแทนคุณอาจริงๆ” ไหว่เชิงพูดเสียงเครียด

“นี่ดีนะที่อาไม่มีครอบครัว ไม่งั้นคงหนักใจกว่านี้มาก” นายตำรวจเสริมเหมือนจะให้เห็นเป็นเรื่องดี แต่แววตาตรงกันข้าม

“คุณอายังไม่ได้แต่งงานหรือครับ”

“ยัง” เกาเฉ่งสั่นหัว “และอาก็ไม่น่าจะได้แต่งแล้วล่ะ”

“ทำไมถึงคิดอย่างนั้นล่ะครับ คุณอายังไม่แก่ซะหน่อย”

“อาชีพนี้เสี่ยงตายเกินไป เกิดเป็นอะไรขึ้นมา คนข้างหลังก็จะพลอยเดือดร้อนไปด้วย การอยู่เป็นโสดแบบนี้นับว่าช่วยตัดไฟแต่ต้นลมได้” ตำรวจมือปราบเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ “พ่อเธอคนหนึ่งล่ะที่ชอบยุยงส่งเสริมให้อามีคู่ครองไวๆ ถ้าท่านถามถึงเรื่องนี้อีก ก็ช่วยบอกท่านด้วยนะว่าอาเลือกเดินทางนี้แล้ว”

หมั่น ไหว่เชิง มองหน้าคนพูดอย่างไม่ค่อยจะเห็นด้วยเท่าไรนัก หากกระนั้นเขาก็พยักหน้าเอออวยและรับปากกับสารวัตรหนุ่มแต่โดยดี

ชายสองวัยสนทนาพาทีกันร่วมครึ่งค่อนชั่วโมง บางช่วงก็สรวลเสเฮฮากันอย่างสนุกสนาน หากบางช่วงก็จมดิ่งสู่ความเงียบงันจริงจัง แล้วแต่หัวข้อเรื่องและอารมณ์ของทั้งสองจะชักนำไป จวบจนนาฬิกาตุ้มถ่วงเรือนเดียวในห้องแกว่งบอกเวลาบ่ายโมงเป๊ะ ผู้อ่อนวัยจึงขอตัวกลับ

“ผมกลับก่อนนะครับ คราวหน้าคราวหลังจะหาเวลามาเยี่ยมคุณอาอีก” เลือดเนื้อเชื้อไขของท่านสมาชิกสภาหมั่น ช่งจี ลุกขึ้นพูด

“ขอบคุณเธอมากที่อุตส่าห์แวะมาหาในที่แบบนี้” พ.ต.ต.หวู่ เกาเฉ่ง ส่งเสียงหัวร่อ “เรื่องไหนที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ก็เก็บกลับไปคิดด้วยนะ ส่วนเรื่องไหนที่เห็นว่าไร้สาระก็ทิ้งมันไว้กับอาที่นี่เสียดีกว่า”

“ผมทำตามที่คุณอาบอกแน่นอน” เด็กหนุ่มหันมาส่งยิ้มทิ้งท้าย “ว่าแต่มีใครบอกคุณอามั้ยครับว่า พักหลังนี้คุณอาคุยเก่งและสนุกขึ้นเยอะเลย”

 

แดดยามบ่ายคล้อยเจิดจ้าไม่แพ้เวลาเที่ยงวัน ท้องฟ้าปลอดโปร่งไร้เยื่อเมฆบดบัง เปิดทางให้แสงตะวันอาบกระทบพื้นพิภพได้เต็มที่ ลมพลิ้วผ่านพัดพาไอทะเลในอ่าววิกตอเรียมาสู่แดนดินถิ่นเกาลูน และหยอกเอินโคมกระดาษซึ่งห้อยแขวนอยู่ตามกันสาดจนแกว่งไกว อากาศอบอ้าวของหน้าร้อนไม่อนุญาตให้ใครต่อใครออกมาสัญจรหรือทำกิจกรรมกลางแจ้งได้ ท้องถนนซึ่งเคยขวักไขว่จอแจในยามปกติจึงเงียบเหงาวังเวง ต่อนานๆครั้งจึงจะมีรถยนต์ผ่านมาสักคันหนึ่ง

จะมีก็แต่เสียงร้องเสนาะเพราะพริ้งของนกหงส์หยกหนึ่งคู่ แทรกแซมด้วยเสียงเพลงใสแจ๋วของสาวใช้ผู้ดูแลพวกมันที่แว่วดังอย่างไม่มีจุดจบสิ้น

เด็กสาวยืนอยู่ที่หน้ามุขชั้นบนของตึกสีเหลืองข้าวโพดเป็นเวลานานโดยมิรู้เบื่อ ตาทั้งคู่ทอดจับอยู่ที่นกหงส์หยกสีสดสวยสองตัวที่กำลังคลอเคลียกันอย่างสนิทเสน่หาในกรงไม้อันเปรียบดุจวิมานรักของพวกมัน มือที่อุดมด้วยเลือดฝาดของวัยแรกรุ่นถือบัวรดน้ำสังกะสีด้วยความกระฉับกระเฉง ขณะรดน้ำลงบนต้นมะลิในกระถางซึ่งชูช่อล้อลม...ถึงจะรู้ว่าพวกมันเป็นเพียงเดรัจฉานที่ไม่รู้ภาษามนุษย์ แต่เด็กสาวก็รักพวกมันฉันเพื่อน และปฏิบัติต่อพวกมันเป็นอย่างดีตลอดมา

“ฤดูใบไม้ผลิมาถึง สีเขียวขจีแต่งแต้มหน้าต่าง สาวน้อยนั่งแลเป็ดแมนดารินคู่รัก ฉับพลันเกิดระเบิดขึ้น แยกเป็ดคู่รักออกจากกัน”

‘เพลงสำหรับสี่ฤดู’ ของ เจ๊า สุ่น นักร้องในดวงใจเธอ ถูกขับขานขึ้นอีกครั้ง ขณะที่หงส์หยกคู่ผัวตัวเมียประสานเสียงร้องตามราวกับลูกคู่ในการแสดงอุปรากร

“ฤดูร้อน ต้นหลิวแผ่ก้านใบยาว สาวน้อยล่องเรือท่องไปในฉางเจียง จากเหนือลงใต้ ผืนดินช่างงามตา หากไม่งามเท่ารวงข้าวใต้แสงเดือน”

 

“ใจเธอตอนนี้มีเจ้าของแล้วหรือยัง”             

เด็กหนุ่มนึกถึงคำกล่าวของสารวัตรหวู่ตลอดทางที่กลับมาบ้าน

“ยังเลยครับ”

“ทำไมล่ะ อายุเท่านี้แล้ว หน้าตาก็ออกดีอย่างนี้”

“ชีวิตผมไม่ค่อยได้เจอะเจอสาวที่ไหน อยู่แต่โรงเรียนประจำชายล้วนกับบ้านเท่านั้น” ไหว่เชิงตอบตามความจริง

“ไม่ต้องรีบหาหรอก เธอเคยได้ยินที่เขาพูดกันว่า ‘คู่แท้ไม่ต้องดิ้นรนหา’ บ้างมั้ย” ผู้อาวุโสขยายความทันทีที่เห็นเขาทำหน้างง “หมายความว่าไม่ต้องกระเสือกกระสนหาคนดูใจ ถ้าคนนั้นเป็นคู่แท้ของเราจริง ต่อให้เราไม่เสาะแสวงหา อยู่มาวันหนึ่งเราก็ได้พบเขาเอง และโดยมากก็มักเป็นคนใกล้ตัวเสียด้วย”

“คุณอาเชื่ออย่างนั้นหรือครับ”

“เชื่อสิ เพราะผู้หญิงคนเดียวที่อารักก็เจอกันเพราะแบบนี้” สารวัตรหวู่หลับตาพริ้มอิ่มสนิท “แล้ววันหนึ่งเธอก็จะเชื่ออาเอง”  

 

“ฤดูใบไม้ร่วงมาพร้อมบัวบาน สาวน้อยฝันถึงบ้านเกิดคืนแล้วคืนเล่า หากเมื่อลืมตาเธอไม่พบหน้าบิดามารดร พบเพียงแสงจันทรที่ทอดลงปลายเตียง”

หมั่น ไหว่เชิง ตื่นขึ้นจากวิมานอากาศในบัดดลที่หูได้ยินเสียงเพลงแว่วมาจากมุขที่ชั้นสาม พอเขาตามหาต้นเสียงจนพบ ภาพแรกที่บังเกิดแก่ประสาทตาของเขาคือภาพหมุ่ยไจ๋วัยขบเผาะ ผูกเปียคู่ สวมเสื้อคอจีนลายข้าวหลามตัดกับกางเกงขากระบอก กำลังหยอดหลอดประจุธัญพืชใส่จานในกรงหงส์หยก มือข้างที่เว้นว่างอยู่หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นโบกคลายความร้อน ซับเหงื่อที่รื่นชื้นผิวกายเป็นบางคราว

“ฤดูหนาว หิมะสาดพรูลงมา สาวน้อยเตรียมเสื้อหนาวแก่ชายคนรัก กำแพงหมื่นลี้สร้างขึ้นด้วยเลือดเนื้อ ขอข้าเป็นแม่นางเมิ่งเจียงได้ฤาไม่”

ดวงหน้าคร้ามคมของเด็กหนุ่มฉายแววอิ่มเอมสดใส เขาย่องปลายเท้าเข้าไปหน้ารูปคุณแม่ใหญ่ พลางหยิบไวโอลินขึ้นมาเล่นทำนองเพลงนั้น

กวาน เหล่ฟั้น ตกตะลึงจังงัง เธอหยุดร้องชั่วขณะ

“ร้องต่อไปสิ” นายน้อยของบ้านหลิ่วตาเป็นทีสั่ง มือที่จับคันชักสีบรรเลงเครื่องสายในมือโดยไม่หยุดตาม

หัวใจของหญิงรับใช้โหมระรัวรุนแรง ร่างกายเธอสั่นระริกราวจะหลอมละลายด้วยอารมณ์สะเทิ้น จนเธอต้องยกผ้าเช็ดหน้าสีชมพูผืนนั้นมาคาดหน้าเพื่อแก้ขวย เธอเสผินหน้าไปทางอื่นครู่ใหญ่...ผ่านไปสักระยะ คอยจนรวบรวมสติมั่นแล้ว เธอจึงเริ่มเห็นเป็นเรื่องสนุกขึ้นมาได้

เหล่ฟั้นย่นจมูก พลางชายตามองอีกฝ่ายอย่างใส่จริต “อ้าย หย่า อ้าย อ้าย ยา” เธอเปลี่ยนไปร้องเพลง ‘นักร้องสาวหลงทาง’ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเพลงเลื่องชื่อของ เจ๊า สุ่น พร้อมด้วยสายตาที่แสดงความเป็นต่อ “เธอกับฉันนั้นมาจากใจดวงเดียวกัน”

“จากสุดขอบปฐพี ถึงปลายเวิ้งมหรรณพ ฉันแสวงหาเนื้อคู่ผู้เข้าใจบทเพลงของฉัน” เธอร้องเสียงใส ส่วนเขาผงะไปสักพักหนึ่ง ทิ้งให้เธอร้องนำไปหนึ่งท่อนเต็ม กว่าจะคลอดนตรีตามทัน

และเป็นเหล่ฟั้นเสียเองที่ร้องเกือบไม่ออก ครั้นบทเพลงดำเนินมาถึงท่อนต่อมาที่ร้องว่า “น้องสาวตัวน้อยกำลังร้องเพลง พี่ชายที่รักมาร่วมบรรเลง เธอกับฉันนั้นมาจากใจดวงเดียวกัน”…เธออายม้วนต้วน ไม่กล้าแม้จะชำเลืองแลนักไวโอลิน แต่ในขณะเดียวกัน เขากลับยิ้มด้วยดวงตา

แสงแดดยังแผดเผาต่อเนื่อง หากคงไม่ร้อนเร่าเท่าความรู้สึกนึกคิดภายในใจเด็กหนุ่มสาวต่างฐานะ หงส์หยกสองตัวคลอเคลียกันอย่างหัวรักหัวใคร่ ขับขันประชันเสียงกับคนทั้งสอง บรรยากาศรอบข้างร่มรื่นงดงามและเปี่ยมด้วยความสุข   

“น้องสาวคนนี้เป็นด้าย ส่วนพี่ชายยอดรักเป็นเข็มหมุด ทูนหัวเอ๋ย สองเราได้ร้อยรึงเข้าด้วยกันแล้ว และจะไม่มีวันแยกจากกัน”

ความอดทนของเหล่ฟั้นมาถึงขีดสุดแค่เพียงเท่านั้น เธอหันหลังให้กรงนก พลันวิ่งเตลิดไปจากห้องอย่างไม่แยแสต่อเสียงทัดทานของไหว่เชิง หรือผ้าเช็ดหน้าของตนที่หล่นแหมะลงต่อหน้าเขาเลยแม้แต่น้อยนิด

“อาฟั้น” ไหว่เชิงลองเรียกซ้ำ แต่ไม่เป็นผล เขาจึงเพียงแต่ก้มเก็บผ้าเช็ดหน้าขนหนูเนื้อนุ่มสีชมพูผืนนั้นขึ้นมาลูบคลำด้วยอารมณ์ที่ยากจะอธิบาย ทั้งทะนุถนอม หวงแหน และอิ่มอกอิ่มใจ ผสมผสานกัน

 

“จากสุดขอบปฐพี ถึงปลายเวิ้งมหรรณพ ฉันแสวงหาเนื้อคู่ผู้เข้าใจบทเพลงของฉัน”

คุณนายหยิงโถวที่กำลังโยกย้ายส่ายสะโพกไปตามจังหวะเพลง คลอเนื้อร้องตามนักร้องหญิงบนเวทีอย่างอดไม่ได้ ท่ามกลางบรรยากาศอันน่าอภิรมย์ของไนต์คลับที่หนุ่มสาวจับคู่เริงระบำกันอย่างเมามัน เสียงดนตรีจากเครื่องขยายเสียงดังลั่นจนแทบจะต้องตะโกนแข่งยามพูดคุย กลิ่นบุหรี่และสุรายาเมาอบอวลทั่วโถง

สแตนลีย์ ก๊อดเบอร์ กลั้นยิ้มพร้อมกับเยื้องกรายในท่าไขว้ “ผมเชื่อแล้วว่าคุณเคยเป็นนักร้องมาก่อน แต่ไม่ยักรู้ว่าคุณเคยเป็นนักเต้นด้วย”

“ฉันเต้นไม่บ่อยหรอก” อดีตนักร้องราตรีพูดยิ้มๆ “แต่ครั้งสุดท้ายที่ฉันได้แสดงลีลาบนฟลอร์ก็คือครั้งแรกที่ฉันได้เจอช่งจี”

ชู้รักตรับฟังโดยมิมีคำพูดใดเล็ดลอดจากปาก หัวสมองปะติดปะต่อเรื่องราวจนพอจะคาดเดาเหตุการณ์ที่ตามมาหลังจากนั้นได้ ก่อนชะเง้อมองนักร้องสาวที่ยืนร้องเพลงกรอกไมโครโฟนรุ่นเอลวิสอย่างครุ่นคิด

“ตกลงว่าคุณจะบอกฉันได้รึยังว่า คุณจัดการกับอีตาสารวัตรนั่นยังไง” เป็นอีกครั้งที่หล่อนรบเร้าจะทราบเรื่องข้องค้างใจที่เขาไม่ยอมบอก

“ราชาพระกรรณหนวก เมื่อเสนาบดีคนสนิทเป็นใบ้” หนุ่มผมทองตีโวหาร แล้วค่อยให้คำอรรถาธิบายเมื่อคู่เต้นทำหน้าไม่เข้าใจ “เค้าความไม่มีวันไปถึงหูตาผู้ใหญ่ ตราบใดที่ผู้น้อยไม่รายงาน...สารวัตรไม่รับไมตรีจากผมก็ไม่เป็นไร ในเมื่อลูกน้องของแกหลายคนพากันรับสินบนจากคนของผมแล้ว มั่นใจได้เลยว่าแกสืบสาวมาไม่ถึงตัวผมในเร็วๆนี้เป็นแน่”

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น