Nittaya

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

แม่น้ำฉางเจียง

ชื่อตอน : แม่น้ำฉางเจียง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.7k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 19 พ.ค. 2562 10:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
แม่น้ำฉางเจียง
แบบอักษร

 " พระชายาทรงตื่นบรรทมได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ"

 

อาจื่อเห็นยามซื่อ(9.00-11.00)แล้วนายตนเองยังไม่ตื่นสักที จึงได้ขึ้นมาปลุกให้ล้างหน้าล้างตา เพื่อเตรียมตัวทานอาหาร 

 

เนื่องจากยามนี้ เลยเวลาอาหารเช้ามามากพอสมควรแล้ว ตัวมันจึงเห็นควรแก่เวลา เลยต้องขึ้นรถม้า มาปลุกเจ้านายที่ยังคงหลับสนิทอยู่อย่างที่เห็น

 

      " อื้ออ...อาจื่อ ข้าเคยบอกแล้วใช่หรือไม่ ว่าอยู่กันลำพังสองคนอย่าได้เอ่ยเรียกข้าเช่นนี้" 

 

          ข้ากำลังหลับสบายอยู่แท้ๆ กลับต้องมาถูกปลุกด้วยถ้อยคำแสลงหูเช่นนี้ ฟังแล้วยังขนบนร่างกายให้ลุกชูชันขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ จะยังไงเสีย ตัวข้าก็ยังขึ้นชื่อว่าเป็นบุรุษผู้หนึ่งอยู่

 

        "แล้วเจ้าบาดเจ็บตรงไหนบ้างหรือไม่? "

 

        ข้ามองสำรวจอาจื่อก็เห็นใบหน้ามีรอยฟกช้ำ มุมปากแตกเล็กน้อย ที่แขนมีผ้าพันแผลพันอยู่ โดยรวมถือว่าไม่หนักหนามากก็โล่งใจ

 

          "มิได้ขอรับ ข้าน้อยยังไม่อยากหัวหลุดจากบ่า​ ส่วนที่ข้าน้อยรอดมาได้เมื่อคืนเพราะได้บุรุษสวมใส่ชุดดำปกปิดหน้าตาช่วยเหลือเอาไว้ทันพ่ะย่ะค่ะ" 

 

         คงจะเป็นต้วนอี้เพราะข้ายังมิได้บอกกล่าวอาจื่อเลยว่าชินอ๋องได้ส่งองครักษ์เงามาให้ดูแลข้าอีกคน​ อาจื่อเองจึงยังไม่รู้จัก​ 

 

 

 

           ก่อนสายตาจะมองออกไปยังทิวทัศน์ด้านนอกหน้าต่างของรถม้า ตัวข้าถึงนึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนข้านอนพักอยู่ที่กระโจมชินอ๋องอยู่มิใช่หรอกรึ? 

 

          " อาจื่อตอนนี้เราอยู่ที่ไหนแล้ว? และข้ามาอยู่บนรถม้าได้ยังไง! ทำไมข้าถึงไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด" 

 

 

 

          ข้ามองเห็นแม่น้ำสายใหญ่ทอดยาวสุดตา ซึ่งพอมองออกไปไกลๆก็เห็นท่าเรือมากมายไว้ให้เรือสินค้าได้จอดเทียบท่าอยู่หลายที่ตามชายฝั่ง

 

            ขนาดตัวข้ามองจากระยะไกลๆยังใหญ่โตถึงเพียงนี้ ถ้าหากได้เดินเที่ยวชมดู คงจะมีสินค้าวางจำหน่ายอยู่มากมายหลายอย่างเป็นเเน่่ ก่อนจะต้องหันกลับมา เมื่อได้ยินเสียงของอาจื่อ

 

           "เมื่อเช้ายามเหม่า(05.00-7.00)ชินอ๋องได้อุ้มพระชายามาไว้บนรถม้าเสร็จแล้ว จึงได้หันมาสั่งการให้เดินทางต่อ เพราะเนื่องจากที่พักค้างแรมเมื่อคืน ไม่เหมาะแก่การหุงหาอาหาร

 

       ถึงแม้ว่าจะทำลายศพนักฆ่าเหล่านั้นไปหมดแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงหลงเหลือกลิ่นและสภาพไม่หน้าชมอยู่ จึงทรงให้เดินทางตามเส้นทางเลียบแม่น้ำฉางเจียงเพื่อไปหาซื้อเสบียงกักตุน สำหรับเดินทางยังท่าเรือเมืองต้าเหลียงแห่งนี้พ่ะย่ะค่ะ"

 

       " หืม... เดี๋ยวน่ะนี้เรามาถึงเมืองต้าเหลียงแล้วเช่นนั้นรึ... งั้นพวกเราก็เดินทางกันได้เกินกว่าครึ่งแล้วนะซิ? ​ " 

 

          " พ่ะย่ะค่ะพระชายา" 

 

         " แล้วนี้... ชินอ๋องไปไหนใยจึงไม่เห็น"ข้ากวาดสายตามองออกไปรอบๆค่ายพักชั่วคราว กลับไร้ร่องรอยของสามีตนเองเลยเอ่ยปากถามอาจื่อออกไปด้วยความสงสัย

 

          " ชินอ๋องได้นำทหารราวยี่สิบนายออกไปซื้อเสบียงที่ท่าเรือเมืองต้าเหลียงพ่ะย่ะค่ะ"อาจื่อพอเอ่ยตอบพระชายาเสร็จก็ชะงักไปชั่วครู่ เมื่อได้เห็นใบหน้าอิ่มเอมใจ ของนายตนเองยามเมื่อได้ยินว่าชินอ๋องไม่อยู่

 

         " งั้นดีเลย! ข้าจะได้ไปอาบน้ำซะหน่อย แล้วค่อยกลับมากินข้าวกลางวันทีหลัง"

 

          พอข้ารู้ว่าบุรุษหน้าเหม็นผู้นั้นไม่อยู่เห็นแดดร้อนกำลังดีเช่นนี้ แถมเบื้องหน้ายังเป็นแม่น้ำสายใหญ่ใสแจ๋วขนาดนี้ ใครเลยจะอดใจไหว ข้าจัดแจงให้อาจื่อไปเอาข้าวของซึ่งใช้สำหรับอาบน้ำมาให้ 

 

            พอได้มาแล้ว จึงเดินมองหาที่เหมาะๆเพื่อเล่นน้ำเสียหน่อย ถึงแม้ข้าจะเป็นบุรุษเหมือนกัน แต่ยังไงซะ ตัวข้าผู้นี้ก็ยังได้ชื่อว่าเป็นชายาชินอ๋อง ไอ้ครั้นจะมาแก้ผ้าเล่นน้ำต่อหน้าต่อตาคนผู้อื่นคงจะดูไม่เหมาะ

 

      "อ่าา... น้ำเย็นดีจังเลย" 

 

       พอได้ว่ายน้ำเล่นแบบนี้แล้วก็อดนึกขอบคุณพี่ชายตนเองไม่ได้ ที่สู้สละเวลานับเดือนเพื่อสอนข้าว่ายน้ำ

 

            หากไม่ใช่เพราะความทุ่มเทครั้งนั้นของพี่ใหญ่ ไหนเลยตัวข้าจะมีโอกาสแหวกว่ายน้ำด้วยความสุขสำราญใจเช่นนี้

 

           ขณะที่ข้าว่ายน้ำเล่นเพลินๆอยู่ ก็รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างใต้ผิวน้ำ จึงได้หยุดว่ายแล้วเพ่งมองไปยังทิศทางที่มีผิวน้ำแตกกระจายเป็นระลอกคลื่น

 

        ก่อนจะเห็นคล้ายอะไรบางอย่างกำลังพุ่งตรงมาทางข้า ซึ่งกำลังแหวกว่ายอยู่ในน้ำด้วยความเร็วไม่ลดละ พอเห็นดังนั้นตัวข้าถึงกับสั่นกลัวสุดอย่างสุดหัวใจ มือไม้เย็นเฉียบ ภายในหทัยยามนี้ก็เต้นแรงแทบจะทะลุออกมานอกอก

 

           ยามเมื่อได้เห็นเกลียวน้ำที่ม้วนตัวตรงดิ่งเข้ามา พลันความคิดในหัวสมองอันน้อยนิดของข้า ก็พาลให้นึกไปถึง สัตว์น้ำชนิดหนึ่งขึ้นมาในทันที หากว่าอาศัยอยู่ในน้ำแล้วตัวใหญ่เช่นนี้ ก็เห็นจะมีแต่จระเข้เพียงเท่านั้น! 

 

           พอจวนตัวหนีไม่ทันเสียแล้ว ตัวข้าจึงได้แต่ปลงใจหลับตารอรับชะตากรรมอันน่าอนาถของตนเองด้วยหัวใจที่สั่นกลัว

 

            กระทั่งอึดใจต่อมา สตินึกรู้ของตนเองกลับสัมผัสถึงแรงโอบรัดจากกายเนื้อของใครบางคน ที่ยังไม่ได้เย็นหน้าค่าตากัน ตั้งแต่ที่ข้าตื่นนอนออกมา

 

       " ชินอ๋อง! ​ ท่านทำข้าตกใจรู้หรือไม่! "

 

ครั้นยามเมื่อรู้สาเหตุของความหวาดกลัวแล้วว่าเกิดจากผู้ใด ภายในหัวใจก็คล้ายกับมีประกายไฟพุดขึ้นมาอย่างทันทวงที

 

         "เปิ่นหวางขอโทษ มิคิดว่าจะทำให้เสี่ยวเย่วตกใจกลัว​ถึงเพียงนี้ หลังกลับมาจากซื้อเสบียงไม่เห็นเจ้าอยู่ภายในรถม้า เปิ่นหวางเลยนึกเป็นห่วง เพราะกลัวจะมีนักฆ่าถูกส่งมาอีก จึงได้ออกเดินตามหา​เจ้าไปทั่ว

 

      ครั้นพอเจอกับอาจื่่อที่ยืนเมียงมองอยู่แถวฝั่งแม่น้ำ จึงได้เอ่ยถามไถ่ พอรู้ว่าเจ้าอยู่ที่ใดจึงได้เดินตามมา หากแต่​เมื่อเดินมาถึง กลับเห็นท่าทางผ่อนคลาย​ของเจ้ายามแวกว่ายอยู่ในน้ำ เปิ่นหวางก็เลยนึกอยากจะลองลงมาว่ายน้ำเล่นกับเจ้าดูด้วยคน" 

 

             ข้ามองใบหน้าชินอ๋อง ที่ไร้หน้ากากปกปิด เผยรอยยิ้มอบอุ่นออกมา ส่งให้ใบหน้าซึ่งหล่อเหลาอยู่แล้ว เพิ่มความชวนมองยิ่งขึ้นไปอีกหลายส่วน คล้ายดุจมิใช่มนุษย์เดินดินธรรมดา ทำให้บุรุษอัปลักษณ์เยี่ยงข้าที่ได้เห็นดังนั้น ก็ถึงกับนิ่งงันไปชั่วขณะในทันที

 

        กระทั่งเริ่มรู้สึกถึงแรงโอบกอด ที่แปรเปลี่ยนเป็นลูบไล้ร่างกายอันเปลือยเปล่าของตนเองอยู่ พลันก็เกิดความรู้สึกกระดากอายขึ้นมาแทนอารมย์โกรธขึงเสียอย่างนั้น

 

           "ชินอ๋องข้าหิวข้าวแล้ว... ได้โปรดปล่อยข้าก่อนเถอะ!" ตัวข้าเมื่อความตื่นกลัวกลับกลายมาเป็นสถานการณ์แปลกๆเช่นนี้ เห็นทีคงต้องรีบขึ้นจากสายน้ำให้ได้โดยไวเสียแล้ว

 

           "แต่เปิ่นหวางเพิ่งลงมาเอง เสี่ยวเย่วไม่คิดจะอยู่เล่นน้ำเป็นเพื่อนเปิ่นหวางก่อนหรอกรึ? " เฉินซานเห็นท่าทีขวยเขินของซุนเย่ว จึงได้เอ่ยเย้าขึ้นมาอย่างนึกเอ็นดู

 

 

 

          "เชิญท่านเล่นคนเดียวไปเถอะ ตอนนี้ข้ารู้สึกหิวข้าวจะตายอยู่แล้ว! " 

 

 

 

            ข้ารีบกล่าวปฏิเสธ แล้วแอบซ่อนใบหน้าเขินอายของตัวเอง ด้วยการก้มหน้ามองไปยังผืนน้ำเบื้องล่างเสีย​ หากแต่กลับต้องชงักเมื่อเห็นเงาที่สะท้อนอยู่บนผิวน้ำขึ้นมา ซึ่งมองดูยังไง มันก็เทวดากับหมาขี้เรื้อนชัดๆเลยมิใช่หรอกรึ

 

 

 

 

 

        ในด้านเฉินสื่อเองที่แอบพรางตัวอยู่บนต้นไม้เพื่อคอยเฝ้าปกป้องซุ่นเย่ว​อยู่ ก็ได้แต่ก่นด่าเฉินซานอยู่ภายในใจเงียบๆคนเดียว ยามเมื่อได้เห็นสองเงาร่างโอบกอดกันอยู่ภายในสายน้ำเบื้องล่าง

 

           "​ เฉินซาน​ตั้งแต่ได้สัมผัส​เย่วเออร์เมื่อคืน เจ้าคงรู้ซึ้งแล้วซินะว่าทำไมตัวข้าถึงได้คิดแผนการหลอกกินเต้าหู้เย่วเออร์ทุกคราเมื่อสบโอกาส หึหึ" 

 

 

 

 

 

        "เอ่อ​... ท่านจะปล่อยข้าได้รึยังชินอ๋อง" 

 

         ข้ารีบร้องบอกชินอ๋องด้วยเสียงสั่นๆไม่ใช่ว่าข้าหนาวแต่อย่างใด หากแต่เป็นเพราะฝ่ามือหยาบกร้านที่เริ่มอยู่ไม่สุข ยามนี้ค่อยๆลูบคลำไปตามขาอ่อนของข้าอย่างแนบเนียน ซึ่งถึงแม้ข้าจะสวมมกางเกงอยู่ก็ตามที แต่ในเมื่อโดนน้ำเปียกเช่นนี้แล้ว คงไม่ต้องพูดถึง​ให้มากความ

 

      ครั้นพอเห็นจวนตัวข้าจึงได้รีบใช่มือตนเองตะครุบมือหนาไว้เสียก่อน ที่มันจะเลื่อนลงไปยังแท่งหยกน้อยของตนเอง​ 

 

แต่มิคาดข้ามัวแต่ระแวงด้านล่าง จนมิทันจะได้สังเกตว่า ชินอ๋องนั้นยังคงมีมืออีกข้างเหลืออยู่เหมือนกัน พอรู้ตัวอีกที มืออีกข้างของชินอ๋อง ก็บีบเเค่นไปยังหน้าอกน้อยๆของข้าเสียแล้ว ข้าจึงต้องรีบเอ่ยขัดสถานการณ์ล่อแหลมนี้เอาไว้เสียก่อนจะบานปลาย หากแต่คำตอบที่ได้มา กลับทำข้าไปต่อไม่ถูกเช่นเดียวกัน

 

         "เปิ่นหวางเองก็เริ่มหิวแล้วเหมือนกัน" 

 

           มันคงเป็นประโยคอันแสนธรรมดาเป็นอย่างมาก หากไม่ติดว่ามีสิ่งที่ดุนดันอยู่ตรงหลังของข้าใน​ยามนี้อยู่ แถมด้วยเสียงกระซิบแหบพร่าซึ่งกำลังเอื้อนเอ่ยอยู่ข้างๆกกหูข้าอีกอย่าง 

 

ตัวข้าเองอยากจะตะโกนบอกเหลือเกินว่าอย่าลูบข้ามาก​จะได้หรือไม่! ตัวข้าเองก็เป็นบุรุษมีอารมณ์ มีความต้องการเหมือนกัน ถูกลูบๆคลำๆมากๆเข้า ข้าก็ขึ้นได้หมือนกันนะ! 

 

 

 

           เฉินซานเมื่อเห็นร่างเล็กตรงหน้าเริ่มสั่นเทา เลยคิดว่าอาจเกิดจากแช่น้ำนานจนเกินไป จึงได้หยุดหยอกเย้า แล้วว่ายน้ำพาชายาตัวน้องขึ้นฝั่ง และแต่งตัวกลับไปยังค่ายพัก เพื่อทานข้าวกลางวันกัน

 

เนื่องจากเมื่อเช้าต้องรีบเร่งเดินทางกันตั้งแต่ยามเหม่า(5.00-7.00)เพื่อหาซื้อเสบียงอาหารหลังจากเสบียงบางส่วนได้รับความเสียหายจากเหล่านักฆ่าเมื่อคืน​ 

 

..  ............... 

 

ตัวข้าหลังจากกลับมาจากการอาบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ครั้นพอเดินมาถึงค่ายพักพร้อมกับชินอ๋อง ก็เห็นเหล่าบรรดาพ่อครัวทำอาหารเสร็จกันเรียบร้อยจนหมดแล้วเหมือนกัน พร้อมๆกันนั้น ก็กำลังจัดเตรียมสำรับอาหารไว้ให้ข้ากับชินอ๋องกันอยู่​พอดี พวกข้าเห็นดังนั้นจึงพากันเดินตรงเข้าไปในทันที เนื่องเพราะยามนี้เริ่มหิวข้าวมากแล้วจริงๆ

 

         ครั้นพอทานข้าวกันเสร็จแล้ว ช​ินอ๋องจึงได้สั่งการให้ทหารพักผ่อนกันครึ่งวันเพื่อจัดเตรียมเสบียงที่ซื้อมาให้เสร็จสรรพ เช้าวันพรุ่ง จะได้รีบเร่งเดินทางกันต่อ​

 

    

 

   ตลอดระยะการเดินทางที่เหลือนั้น ชินอ๋องตัดสินใจเลือกเดินทางเลาะริมแม่น้ำฉางเจียงแทน จนมาสิ้นสุดลงที่เมืองซินเจียง​ และถ้าหากว่าเดินทางผ่านเมืองซินเจียง อีกประมาณสองร้อยลี้(100กม)ก็ถึงเมืองหน้าด่านฉิงเต่าแล้ว​ 

 

            ข้าจึงไม่แปลกใจเลย ว่าทำไมแคว้นอู๋ ถึงอยากตีเอาเมืองฉิงเต่าให้ได้ถึงเพียงนี้ 

 

เพราะห่างจากเมืองฉิงเต่าเพียงสองร้อยลี้(100กม)ก็ถึงเมืองซินเจียงที่มีท่าเรือน้ำจืดขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นศูนย์รวมการขนส่งสินค้าจากทางแดนเหนือทั้งหมด​ แล้วส่งไปขายยังมหานครเฉิงตู​ รวมถึงค้าขายกับต่างแคว้นได้ด้วยอีกทาง

 

 

 

         เนื่องเพราะแม่น้ำฉางเจียงนั้น เป็นแม่น้ำสายหลักของแคว้นเฉินตู ที่ตัดผ่านหลายเมืองใหญ่​ แถมยังมีปลายน้ำที่ติดกับทะเลอีกจึงไม่แปลกที่แคว้นอู๋ที่ไม่มีเมืองท่าติดทะเลต้องการจะครอบครองท่าเรือแห่งนี้ตาเป็นมัน

 

 

 

        "พระชายาใกล้ถึงเมืองฉิงเต่าแล้วพ่ะย่ะค่ะ" 

 

         ในขณะที่ข้ากำลังหลับสนิทอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงร้องเรียกมาจากต้วนอี้ว่าถึงเมืองฉิงเต่าแแล้ว ตัวข้าพอได้ยินเช่นนั้น ก็ถึงกับสดุ้งดีดตัวลุกนั่งในทันที ด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะรีบยื่นมือออกไปเลิกผ้าม่านหน้าต่างรถม้าโดยเร็ว แล้วมองออกไปยังทิวทัศน์ภายนอก จึงได้มองไปเห็นเป็นกำแพงเมืองขนาดใหญ่สีขาวทอดยาวอยู่ไกลๆสุดลูกหูลูกตา

 

 

 

        "อืม... ถึงแล้วสินะ"  

 

 

 

 

 

 

 

.. . . . . . . . ​ เนื่องจากหัดแต่งเลยยังไม่ค่อยมีชั้นเชิงในการวางปมเท่าไรนะคะ เลยอาจจะไม่ค่อยตื่นเต้นหรือสมูทสักเท่าไรก็ต้องขอโทษด้วยนะคะ 

 

 

 

  

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น