แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 31

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 160

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 18 พ.ค. 2562 20:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 31
แบบอักษร

หมั่น ช่งจี ผูกหูกระต่ายอย่างเขม้นขะมักท่ามกลางทุกคนที่ยืนรายล้อม แม้ใบหน้าที่เหี่ยวย่นตามวัยจะดูหมองคล้ำ มีแววอิดโรยจากการอดตาหลับขับตานอนมาทั้งคืน กระนั้นหนุ่มใหญ่ก็ยังสดชื่นร่าเริงถึงขนาดว่าฮัมเพลงขณะแต่งตัวไปด้วย

“ไปลอนดอนรอบนี้ไม่ได้แค่เครื่องราชอันเดียว แต่ยังได้คำว่า ‘เซอร์’ นำหน้าชื่อกลับมาด้วย” หนุ่มใหญ่หันมาตัดพ้อภรรยา “ส่วนเธอก็จะได้เป็น ‘เดม’ ถือเป็นเกียรติสูงสุดของผู้หญิงชาวจักรวรรดิบริติชเชียวนะ ให้ฉันถามสักคำเถอะ โอกาสครั้งสำคัญในชีวิตมาเกยแล้วแท้ๆ ทำไมเธอถึงไม่ไปกับฉัน”

“ฉันกลัวแพ้อากาศหนาวของยุโรปน่ะค่ะ ยิ่งเมืองอังกฤษฝนตกชุกปานนั้น ได้ป่วยเป็นไข้หวัดเรื้อรังกลับมาพอดี” คู่ชีวิตตอบเลี่ยงๆ

“ตามใจ บอกตรงๆนะ ฉันไม่เคยเห็นบรรดาเมียผู้หลักผู้ใหญ่คนไหนปฏิเสธโอกาสไปเมืองนอกแม้แต่คนเดียว พอรู้ว่าผัวจะได้ไปเมืองแม่ก็เห็นกระดี๊กระด๊ากันใหญ่ บางคนไปราชการสำคัญ ห้ามคู่สมรสไป ก็ยังดื้อดึงจะตามไปให้ได้”

“สัมภาระครบถ้วนแล้วนะเจ้าคะ คุณท่าน” ป้าเซาผู้ชราภาพย้ำพลางปิดกระเป๋าเดินทางแล้วส่งให้ผู้เป็นนาย

“ขอบใจอาเซามาก” สิ้นคำขอบคุณนั้น ผู้ได้รับพระราชทานยศอัศวินก็เบนสายตาไปจ้องบุตรชายเขม็ง “อย่าได้หลงลืมตนว่าแกเป็นลูกเต้าเหล่าใคร ฉันไม่อยู่หลายเดือน นี่ล่ะเวลาที่แกจะได้ฝึกฝนความเป็นผู้ใหญ่ จงจำไว้ว่า ‘แขกของพ่อก็เหมือนแขกของลูก’ เพราะงั้นถ้าบ้านเรามีแขกไปใครมา แกก็ต้องรับรองพวกเขาด้วย”

“ทราบแล้วครับ คุณพ่อ” ไหว่เชิงค้อมหัวรับ

“ดี” ช่งจียิ้มกริ่ม “ไม่น่าเชื่อเลยว่าแกโตขนาดนี้แล้ว ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่ฉันไปเยือนอังกฤษ แกยังอยู่ในท้องแม่แก พอฉันกลับถึงบ้าน แกก็ออกมาร้องอุแว้ๆต่อหน้าฉันเสียแล้ว...กาลเวลามันผ่านไปเร็วเหลือเกิน”

คุณนายทำหน้าพิกล ขณะเดียวกันอาหว่องก็นำรถมาจอดเทียบท่า

“มอบหมายงานชิ้นแรกให้แกเลยแล้วกัน อาเชิง” บิดาเหยียดนิ้วชี้ไปบนโต๊ะซึ่งมีตุ๊กตากระเบื้องรูปเทพเจ้ากวนอูบรรจุกล่องอย่างดีตั้งอยู่ “แกยังจำอาเฉ่งที่เป็นตำรวจได้มั้ย คนที่เป็นลูกศิษย์ฉัน เคยอยู่ สน. แถวนี้แน่ะ”

“จำได้ดีครับ คุณพ่อมีธุระอะไรหรือ”

“ฝากกวนอูองค์นี้ไปให้เขาด้วย” ช่งจีเน้นเสียงสำทับ “เขาย้ายไปประจำอยู่เขตว้านไจ๋ ฉันเห็นว่าที่นั่นทั้งงานหนักทั้งอันตราย น่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไว้คุ้มครองบ้าง เลยไปเช่ากวนอูมาจากวัดหว่องต่ายซิ้น...ทีแรกก็กะจะไปให้ด้วยตัวเอง แต่ไม่มีเวลาเสียนี่ ที่จริงให้แกไปก็เหมาะแล้ว เพราะเขาก็มีบุญคุณกับแกมากมาย แกคงจำได้”

“ครับ” เด็กหนุ่มรับคำ พร้อมทั้งนึกถึงซองแดงที่นายตำรวจผู้เป็นลูกศิษย์ของพ่อฝากมาให้เขาช่วงตรุษจีนบ่อยๆ

“เอาละ คงต้องลากันจริงๆแล้ว” ชายวัยกลางคนประกาศก้อง

“รักษาตัวด้วยนะคะ ที่รัก” หยิงโถวเอ่ยอย่างเสียไม่ได้

“เดินทางปลอดภัยเจ้าค่ะ คุณท่าน” ป้าเซาอวยพร

ประมุขตระกูลหมั่นโบกมือลาสมาชิกทุกคนในบ้าน ก่อนจะเอี้ยวตัวขึ้นรถที่จอดรออยู่ และมุ่งหน้าไปยังสนามบินไขตั๊กซึ่งไม่อยู่ใกล้ไม่ไกล

 

สตรีวัยสามสิบกลาง ดัดผมฟูฟ่อง อยู่ในกี่เพ้ารัดรูปตึงเปรี๊ยะซึ่งสวมเพื่ออวดทรวงอกอิ่ม เอวกิ่วคอด และสะโพกผาย เมื่อหล่อนผลุนเข้าไปในห้องชุดริมอ่าวใหญ่ พลันโจนใส่อ้อมกอดของบุรุษนัยน์ตาสีฟ้าที่อ้าแขนรอไว้แล้ว  

“ทางสะดวกแล้วค่ะ” น้ำเสียงหล่อนหนักแน่นด้วยความลำพอง

“ยินดีกับคุณด้วย” สแตนลีย์อือออ คลายกอดออก แล้วรี่ไปหยิบขวดแชมเปญกับแก้วคริสตัลมาหนึ่งคู่ “มาดื่มฉลองกันเถอะครับ”

“เพื่อความสำเร็จ” ทั้งคู่ผสานเสียงพลางชนแก้วกันดังกิ๊ก

“ฉันเพิ่งมารู้เอาตอนนี้ว่าภาษิต ‘แมวไม่อยู่หนูร่าเริง’ นั้นเป็นยังไง” ภรรยาสาวของนักการเมืองใหญ่เทแชมเปญลงคอ “นานมาแล้วที่เขาไม่ได้จากไปไหนนานขนาดนี้ ครั้งล่าสุดก็เมื่อตอนที่อาเชิง...เอ้อ...ลูกชายฉันเกิด”

“นั่นคงอยู่ในช่วงที่ถูกญี่ปุ่นยึดครอง” สแตนลีย์ทำหน้าเข็ดขยาด คล้ายยังไม่หายครั่นคร้ามกับชีวิตอันยากลำเค็ญในกลียุคนั้น

“อือ” หยิงโถวทำเสียงในคอ “ยุคกระโน้นคงหาความสุขใส่ตัวไม่ได้”  หล่อนหลับตาลงราวจะขจัดภาพอันขมขื่นที่แซมซ้อนเข้ามาในมโนสำนึก – ภาพศพมนุษย์ที่เกลื่อนกลาดทั่วทุกหัวระแหง หญิงและชายที่ถูกยิงตายต่อหน้าต่อตา ลูกระเบิดที่ถูกสาดละเลงลงสู่พื้นพสุธา ตามมาด้วยลูกไฟที่ลุกโชนและเสียงกึกก้องกัมปนาทยามพวกมันกระทบผิวดิน ยังไม่รวมถึงความน่ารังเกียจของไอ้ตัวผู้กองจอมหยาบช้าที่ขืนใจหล่อนให้หลับนอนกับมันเพื่อแลกกับค่าคุ้มครองช่วงที่ช่งจียังไม่กลับมา...หล่อนปวดแปลบทุกคราที่นึกถึงเรื่องสมัยนั้น

“เราพูดเรื่องอื่นกันเถอะค่ะ” คุณนายสมาชิกสภาบริหารตัดบทพร้อมด้วยความชอกช้ำที่เจืออยู่ในกระแสเสียง

“ถูกของคุณครับ ผมผิดเองที่ฟื้นฝอยเรื่องนี้ขึ้นมา” ชายอังกฤษเห็นพ้อง “จริงสิ ผมลืมบอกคุณเสียสนิทเลยว่าผมได้ทำเลเปิดกิจการใหม่แล้ว”

“ที่ไหนหรือคะ” หล่อนถาม และยกแก้วขึ้นดื่มต่อ

“ใกล้ๆที่เดิม เพียงแต่เจ้าที่ไม่แรงเท่า” เขาหมายถึงพวก ‘ไทรแอด’ หรือ สมาคมลับที่แผ่อิทธิพลอยู่ตามมุมมืดในสังคมฮ่องกง “เจ้านี้เรียกเก็บค่าน้ำชาไม่แพงเท่าเจ้าเก่าที่ผมเคยเช่า ไหนๆราชการก็พึ่งพาไม่ได้แล้ว พึ่งพวกใต้ดินได้ก็ยังดี”

“สารวัตรใหม่ไม่ให้ความร่วมมือกับคุณเลยหรือ” หยิงโถวอดถามย้ำประเด็นนี้ไม่ได้ “ที่จริงคุณย้ายมาเปิดกิจการที่เกาลูนเสียก็สิ้นเรื่อง ไทรแอดที่นู่นไม่ได้ผุดได้เกิด หรือหากพวกมันมีตัวตน มันก็ไม่กล้าหือกับพวกฉันแน่”

สแตนลีย์ยักไหล่ ทำเมินเฉยต่อข้อเสนอแนะของหญิงชู้ “ไม่เลย ผมส่งลูกน้องไปเลียบๆเคียงๆสองทีแล้ว ก็ไม่มีวี่แววจะสนใจไยดี”

“ตำรวจหัวแข็งอย่างนี้น่ะน่านัก อยากรู้ว่าจะดื้อด้านไปได้สักกี่น้ำ”

“เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะครับ” เขาแตะหัวไหล่นวลเนียนของหล่อนคล้ายจะปลอบ “วันนี้เป็นวันดี เราเลิกพูดเรื่องระคายอารมณ์ดีกว่า”

“เสร็จจากแก้วนี้ ไปไหนดีคะ” ถามพร้อมแชมเปญที่พร่องไปอีกครึ่งแก้ว

“ผมขอเสนอโรงเต้นรำ” สแตนลีย์ ก๊อดเบอร์ ลองหยั่งเสียงดู “ฮ่องกงเรายังมีที่ดีๆอีกมากที่คุณยังไปไม่ถึง เช่นเดียวกับคุณนายคนอื่นๆ”

หมั่น ซน หยิงโถว หรี่ตาลงใคร่ครวญ ก่อนตอบรับชื่นบาน

“น่าสนใจอย่างยิ่ง” ประกายตาของหล่อนลุกวาว “แต่ก่อนอื่นฉันขอแวะดูเครื่องเพชรที่เซ็นทรัลหน่อย พอดีได้ลาภก้อนโตมาน่ะ”  

 

ก่อนจะบินลัดฟ้าไปกรุงลอนดอน คุณท่านได้ทิ้งเงินก้อนหนึ่งให้คุณนายสำหรับเป็นค่าจ้างแม่บ้านและแม่ครัวมาแบ่งเบาภาระในบ้าน เพราะเห็นว่าลำพังป้าเซากับเหล่ฟั้นคงไม่มีกำลังวังชาพอแก่การดูแลคฤหาสน์สีข้าวโพดทั้งหลัง แต่เอาเข้าจริงแล้ว เงินก้อนนั้นก็ไม่เคยถูกนำไปว่าจ้างผู้ใด แม้เมื่อเวลาล่วงมากว่าหนึ่งเดือนแล้ว

“ยายแก่ แกมันบ้าไปแล้วรึไงวะ” ลุงตั๊งเอ็ดตะโรโบ๊เบ๊กับเมีย หลังได้ฟังเรื่องราวจนจบ “ตัวแกก็หกสิบสี่เข้าไปแล้ว อย่างดีก็ทำได้แค่กวาดขยะ ถูพื้นไปตามเรื่อง จะมาหักโหมรับผิดชอบบ้านหลังเบ้อเร่อทั้งหลังได้ยังไง”

“ก็คุณนายท่านไม่ให้เงินฉัน ฉันจะเป็นฝ่ายบากหน้าไปขอเงินจากท่านได้ยังไง” หญิงชราแย้งทั้งที่ยังเคี้ยวข้าวคลุกกุนเชียงไม่หมด “และอีกอย่าง ฉันก็มีอาฟั้นคอยช่วยอยู่อีกแรง ไม่ได้ลำบากลำบนสักหน่อย”

“แกถามนังหนูมันสักคำมั้ยว่ามันเต็มใจจะหารงานกับแกแค่นี้ หรือว่าอยากได้คนมาช่วยหารเพิ่ม” คนลากรถย้อนถาม พลางเอี้ยวคอไปยังเหล่ฟั้นที่กำลังนั่งยองตัว โจ้ข้าวหน้าเป็ดใส่ปากอยู่เงียบๆ บนเก้าอี้เตี้ยที่วางซ้อนอยู่บนม้ายาวอีกตัว

“แล้วแต่ป้าเซาเถอะค่ะ ลุงตั๊ง” เธอปัดเรื่องให้พ้นตัวไป

“เออดี เข้าข้างกันเข้าไป” ชายชราหงุดหงิด “พวกแกไม่นึกสงสัยกันบ้างหรือว่าคุณนายแกหอบเงินพวกนั้นไปใช้จ่ายอะไรบ้าง”

สมองของเด็กสาวโลดแล่นไปถึงภาพเครื่องประดับ ที่มีทั้งทองคำ เงิน ตลอดจนอัญมณีหินสีชนิดต่างๆที่นายผู้หญิงของเธอขนซื้อเข้าบ้านแทบไม่มีเว้นวัน แต่แล้วก็ไม่ได้พูดอะไร คงปล่อยให้ผัวเมียถกเถียงกันเอง

“ถ้าแกเดือดร้อนกับฉันนัก ก็เลิกลากรถแล้วมาช่วยงานบ้านฉันสิ”

ข้าเก่าเต่าเลี้ยงของสกุลหมั่นแหวกลับ เรียกเสียงบ่นโวยวายจากผัวเฒ่าของแกได้อีกหลายประโยค ผู้ชราทั้งสองตะเบ็งใส่กันเสียงดังลั่นเพิงแห่งนี้ สร้างความงงงันแก่เหล่าบรรดาลูกค้าที่กำลังนั่งจัดการกับอาหารกลางวันของตัวเอง

กวาน เหล่ฟั้น ตกลงใจหย่าศึกคารมระหว่างทั้งสองในท้ายที่สุด...เธอห้ามใจไม่ให้เก็บมาคิดไม่ได้ว่าทำไมป้าเซาถึงยอมก้มหน้ารับชะตากรรมของตัวเอง โดยไม่คิดที่จะร้องขอหรือทวงถามเจ้านายบ้าง จนดูเหมือนกับว่าชีวิตแกนั้นเกิดมาเพื่อรองรับคำสั่งและการกระทำของคนอื่นโดยดุษณี และที่เธอคาดคิดไม่ถึงยิ่งไปกว่านั้นก็คือแกยอมมีปากเสียงกับสามีตัวเอง เพื่อปกป้องคนที่ไม่เห็นค่าแกในสายตา

 

ไอแดดอันร้อนระอุของเวลาเที่ยงวัน เรียกหยาดเหงื่อให้ผุดพร้อยบนตีนผมและผิวหนังของเด็กหนุ่ม มือที่อุ้มพยุงกล่องกระดาษด้วยความระแวดระวังชุ่มไปด้วยเหงื่อเม็ดเป้ง บุตรชายผู้เรืองอำนาจแห่งเกาลูนอ่านป้ายเหนือทางเข้าที่เขียนว่า “สถานีตำรวจนครบาลย่อยว้านไจ๋” ให้แน่ใจอีกครั้ง ก่อนผลักประตูไม้บานคู่เข้าไป

นายร้อยตำรวจหนุ่มซึ่งนั่งสัปหงกอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวหน้าสุด เงยหน้าขึ้นไถ่ถามธุระของผู้มาเยือนตามหน้าที่ เขาออกจะทึ่งใจกับชื่อเสียงเรียงนามและเจตนาการมาของอีกฝ่ายไม่น้อย ครั้นทราบข้อมูลครบถ้วน ความง่วงเหงาหาวนอนของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์นายนั้นก็เหมือนจะสลายลงในทันใด เขารีบผลุนลุกจากเก้าอี้ และพาแขกผู้ทรงเกียรติผู้นี้ขึ้นไปยังชั้นสองอันเป็นที่ตั้งของห้องพักสารวัตร

“รอสักครู่นะครับ” ร้อยตำรวจโทบอกพลางเคาะบังตาห้อง

หลังม่านบังตานั้นเสมือนเป็นโลกอีกใบหนึ่งที่ พ.ต.ต.หวู่ เกาเฉ่ง ใช้เป็นสถานที่พักพิงใจยามว่างเว้นจากงานราชการ เป็นโลกใบเล็กซึ่งมีข้าวของเพียงน้อยชิ้น นอกเหนือจากเครื่องประกอบยศถาบรรดาศักดิ์อย่างป้ายแสดงชื่อและตำแหน่ง พระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าเอลิซาเบธที่ 2 ธงชาติกับธงอาณานิคมซึ่งประดับเคียงคู่กันแล้ว ของที่มีใช้สอยจริงๆก็มีน้อยจนนับชิ้นได้ ประกอบด้วย โต๊ะ เก้าอี้ แฟ้มเอกสารหนึ่งตั้ง กองหนังสือพิมพ์ และสำรับน้ำชาหนึ่งชุด ทว่าผู้เป็นเจ้าของห้องก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรจากสิ่งเหล่านี้มากนัก หากแต่ผลาญเวลาว่างโดยมากไปกับการนั่งเอื่อยเฉื่อย เพ่งพินิจรูปถ่ายใบเล็กที่พกติดตัวเท่านั้น

ชั่วขณะหนึ่งที่สารวัตรคิดถึงหญิงสาวในภาพนั้นขึ้นมาจับใจ...ที่อยากรู้มากกว่าเธอยังมีตัวตนบนโลกนี้อยู่ไหม คือหล่อนนั้นพร้อมที่จะให้อภัยแก่เขาแล้วหรือยัง “เธอคงเข้าใจพี่นะ พี่จำเป็นต้องกลับฮ่องกงจริงๆ” หมู่นี้สารวัตรพึมพำกับตนเองบ่อยขึ้น พร้อมทั้งวาดหวังว่าวันหนึ่งเขากับหล่อนจะได้พบกันอีกครั้ง และหล่อนก็จะยินดีปรีดายามรู้ว่าความฝันในอาชีพการงานของเขาบรรลุผลแล้ว

“สารวัตรครับ” เสียงเรียกพร้อมเสียงเคาะบังตาหนักๆ ปลุกสารวัตรให้ฟื้นขึ้นจากความเพ้อฝัน “คุณชายหมั่น ไหว่เชิง มมาขอเข้าพบครับ"

“ให้เขาเข้ามาได้” ผู้บังคับบัญชาอนุญาตแม้ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก

“คุณอาเกาเฉ่ง” ไหว่เชิงโค้งคำนับ

“ลมอะไรหอบเธอมาถึงนี่” สารวัตรหวู่ยิงสองคำถามรวด “แล้วในกล่องนั่นคืออะไร เธอเอามาให้อารึ”

“คุณพ่อให้ผมอัญเชิญเทพเจ้ากวนอูมาให้คุณอา” เด็กหนุ่มแกะกล่องออก อวดโฉมตุ๊กตากระเบื้องแก่สายตาผู้รับ “ท่านเป็นห่วงบ่วงใยคุณอา เห็นว่าคุณอาทำงานที่นี่อันตราย เลยไปเช่าและจ้างวานซินแสวัดหว่องต่ายซิ้นปลุกเสกกวนอูองค์นี้ให้” เขาสาธยายสรรพคุณองค์เทพหน้าแดง ผู้ได้รับการกราบไหว้สักการะในฐานะเทพเจ้าแห่งสงครามและความสัตย์ซื่อถือคุณธรรมมานานนับพันปี “คุณพ่อท่านว่าคนรับราชการ โดยเฉพาะสายบู๊อย่างคุณอา ควรมีกวนอูไว้บูชา...องค์นี้งานฝีมือช่างสมัยหมิงเชียวนะครับ สมัยนี้แค่จะหาคนเลียนแบบให้ดูดีเท่านี้ก็เห็นจะยากแล้ว”

ศิษย์เก่าของสมาชิกสภาหมั่นถอนใจบางๆ ด้วยไม่ต้องการเพิ่มภาระบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เขารีบซ่อนแววเหนื่อยหน่ายไว้ในใบหน้าที่แสร้งยิ้ม

“ฝากคำขอบคุณไปให้พ่อเธอด้วยนะ” สารวัตรหวู่ผายมือเชิญให้นั่ง “ไหนๆก็มาแล้ว นั่งตากพัดลมเย็นๆก่อนสิ อาพักผ่อนอยู่ กำลังอยากหาเพื่อนคุยพอดี...น้ำเปล่าเย็นๆสักแก้ว น่าจะเหมาะกับบรรยากาศตอนนี้นะ”

ไหว่เชิงไม่ตอบ เพียงแต่นั่งลงตามมารยาท เพราะรู้ดีว่าถึงอย่างไรก็ปฏิเสธเยื่อใยไมตรีจากผู้ใหญ่ไม่ได้แน่นอน

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น