Loucetta Marino

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

EPISODE 17 ; YES BABY... SEDUCE ME MORE! 100%

ชื่อตอน : EPISODE 17 ; YES BABY... SEDUCE ME MORE! 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 173.1k

ความคิดเห็น : 248

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ธ.ค. 2557 19:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
EPISODE 17 ; YES BABY... SEDUCE ME MORE! 100%
แบบอักษร

 

 

YES BABY... SEDUCE ME MORE!

 

 

 

นี่เป็นครั้งแรกที่ผมคิดว่าคนตรงหน้าของผมช่างร้อนแรงเหลือเกิน…’

 

 

  

บางทีผมก็ไม่อยากให้สิ่งที่ผมคิดมันถูกต้องเสมอไปทุกอย่างหรอก

แต่ภาพที่เห็น ณ วินาทีนี้มันชัดเจนยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

“ไอ้พอร์ช!!!!!!!!!” เสียงของคนข้างกายตะโกนลั่นออกมาพอๆกับเสียงของผมที่ร้องเรียกชื่อของใครคนที่บอกว่าเกลียดที่สุด

เอี๊ยดดดดด!!!!!

ภาพตรงหน้าทำให้ผมตัวแข็ง...

ไม่นะ!!!

รถเมอร์ซิเดสคันงามวิ่งฉวัดเฉวียนไปมาบนถนนราวกับเสียการควบคุม!!!

ความเงียบเข้าครอบคลุมทั่วสนามเมื่อไอ้พอร์ชพยายามที่จะประคองรถที่ส่ายไปมาขวาซ้ายอย่างไร้ทิศทางเอาไว้ไม่ให้หมุนคว้างหรือพลิกคว่ำก่อนที่เสียงกรีดร้องและเสียงแตกตื่นของคนดูด้วยความโกลาหลจะตามมาเพราะเมอร์ซิเดสของร่างสูงเฉียดเข้าไปใกล้ๆคนดูเหมือนจะพลิกคว่ำตกจากขอบถนน!!!

เสียงเสียดสีของยางกับพื้นดังลั่นเอี๊ยดไปทั่วบริเวณราวกับเสียงกรีดร้องโหยหวนของอะไรสักอย่างในยามค่ำคืน

ประคองพวงมาลัยเอาไว้สิ!!!

จับให้แน่นๆ!!!

ผมจิกมือตัวเองแน่นจนเจ็บ แต่ทำอะไรไม่ได้นอกจากพูดในใจคนเดียว

ไอ้พอร์ช...!!!

            “อะไรวะ!!!!” พี่เอิร์ลสบถลั่นและเขาดูตกใจมาก

“มีความผิดปกติเกิดขึ้นกับ... ยาง” ผมว่าเสียงแผ่วขณะที่สายตาจับจ้องไปที่รถคันสวย ผมรู้สึกเหมือนพูดอะไรไม่ออกชั่วขณะ

รสคันสวยยังคงส่ายไปมาอย่างน่ากลัวและหมุนคว้างจนมีกลุ่มควันสีขาวลอยขึ้นมาจากการเสียดสีของยางพร้อมกับเสียงกรีดร้องที่ปะปนของคนข้างๆสนามดังจนน่ากลัว

“ไอ้เหี้ยพอร์ช!!!” ผมยอมรับว่าตอนนี้ตัวเองตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ลมหายใจติดขัดและมือไม้เริ่มสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ ยอมรับว่าเคยเห็นเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วแต่นี่เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกได้ว่ากำลังกลัว

“กูว่าแล้วไง!!” พี่เอิร์ลกำมือแน่นอย่างเจ็บแค้นก่อนจะกัดฟันกรอด

“ยางรั่ว” ผมเอ่ยเสียงค่อยในตอนที่แน่ใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

หรืออาจจะไม่ใช่แค่รั่วธรรมดา

สภาพแบบนี้...

ต้องบอกว่าโดนของแหลมเจาะมากกว่า!!!

เหี้ยเอ๊ยยยยย!!!

“ไอ้สัดมึง! พวกมึงต้องชดใช้!!!” เสียงหวานโวยวาย

“ไอ้พอร์ช...” ผมมองไปที่สนามอีกครั้งก่อนจะถอนหายใจโล่งอกเมื่อร่างสูงสามารถบังคับรถให้กลับมาอยู่ในทิศทางเดิมได้ บอกได้คำเดียวว่าตอนนี้ผมมือสั่นไปหมด ริมฝีปากแห้งผาก พยายามหลับตาลงตั้งสติ

ผ่านวินาทีเฉียดตายมาได้อย่างหวุดหวิด...

ถามว่าผมไม่ชอบมันใช่ไหม... ใช่

แต่ถ้าถามว่าผมอยากให้มันตายจริงๆไหม... คงไม่

ผมไม่ได้เป็นคนโหดเหี้ยมขนาดนั้น

บ้าจริง!

ความรู้สึกที่เหมือนหัวใจหยุดเต้นชั่วขณะนี่มันหมายความว่ายังไงวะ!!

“หึ! ไอ้เฟอร์มึงคอยดูเลยนะเดี๋ยวพวกมันก็ได้เจอแบบนี้เหมือนกัน ใครที่มาเล่นตุกติกกับพวกกูต้องไม่ตายดี”

ผมพยักหน้าช้าๆ เม้มปากแน่น

“มึงไม่ต้องกลัวนะ ไอ้พอร์ชไม่เป็นไรแล้วล่ะ มันเก่ง” มือเล็กโอบไหล่ผมหลวมๆก่อนลูบไปมาเหมือนปลอบเด็กเสียขวัญ

“ดูดิ๊ตกใจหน้าซีดหมดแล้ว” นิ้วเรียวแตะลงที่ขมับแล้วคลึงเบาๆอย่างถือวิสาสะ ผมยกมือแตะหน้าตัวเอง

ผมน่ะเหรอหน้าซีด...?

แล้วไอ้การที่พี่เอิร์ลมันมาทำเหมือนผมเป็นเด็กน้อยในโอวาทนี่มันอะไรวะ

แต่ยอมรับเลยว่าตอนนี้ผมรู้สึกดีขึ้นและกลับมาหายใจโล่งเป็นปกติแล้ว

“ผมเปล่า”

“แน่ะ ยังปากแข็งอีก เป็นห่วงมันก็บอกมาเหอะกูไม่ว่าหรอก”

ไอ้พี่ข้างๆนี่พอโล่งใจแล้วแม่งก็กลับมากวนประสาทเหมือนเดิมทันทีเลย นี่ผ่านเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานไปไม่ถึงห้านาทีมึงมีอารมณ์แซวกูแล้วเรอะ

ปรับอารมณ์เร็วยิ่งกว่ากิ้งก่าเปลี่ยนสีอีกนะไอ้พี่เอิร์ล

“ไม่ได้ห่วง”

“ปากแข็ง”

“บอกว่าไม่ก็ไม่ดิพี่ ผมเกลียดมันจะตาย”

“ปากแข็ง”

“ผม...”

“ปากแข็ง”

=_________________=’

กูยอม...

     ......

เอี๊ยดดดดดดดดดดดดดด!!!!!! โครม!!!!!!!!!!!

ไม่ถึงสามนาทีเสียงเบรกดังสนั่นกับเสียงปะทะของอะไรสักอย่างก็เกิดขึ้น ผมสะดุ้งน้อยๆก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นต้นเหตุของเสียงซึ่งทำให้เผลอแสยะยิ้มสะใจออกมาโดยไม่รู้ตัว

รถคู่แข่งของไอ้เหี้ยพอร์ชเสียหลักในการบังคับทิศทางและควบคุมพวงมาลัยไม่ได้จนชนเข้ากับป้ายทางหลวงแล้วไถลตกลงไปที่ข้างทางอย่างหมดสภาพเรียกเสียงโห่จากคนดูจำนวนมาก คนขับซึ่งเป็นทีมของไอ้เวรนั่นลงมาจากรถทันทีและผมเห็นมันสบถอย่างหัวเสียแล้วถีบรถแรงๆระบายอารมณ์ที่ตัวเองแข่งต่อไม่ได้ทำให้ไอ้เหี้ยพอร์ชหมดคู่แข่งไปหนึ่ง

“หึ...” คนข้างตัวหัวเราะขึ้นจมูกก่อนจะยิ้มออกมา ผมเหลือบมอง เห็นพี่มันหัวเราะเบาๆแต่แฝงไว้ด้วยความสะใจเต็มที่

เมื่อมาถึงรอบสุดท้ายแต่ละฝ่ายต่างก็งัดเอาไม้ตายเอาวิธีการต่างๆนานามาฟาดฟันกันอย่างดุเดือด ผมเองที่นั่งอยู่ก็คอยลุ้นจนตัวโก่งไปด้วย เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มบ่งบอกให้รู้ว่าแต่ละคันเร่งสปีดในรอบนี้มากแค่ไหน ใช้ความเร็วให้มากที่สุดเท่าที่รถของตัวเองจะทำได้เพื่อชิงชัยในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า!

ผมไม่เคยรู้สึกลุ้นอะไรเท่านี้มาก่อนเลยก็ว่าได้ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมมาที่สนามแข่งเถื่อนและเป็นครั้งแรกที่ในใจนึกเชียร์ใครที่ไม่ใช่ตัวเอง

และก็ไม่คิดว่าคนๆนั้นจะเป็นไอ้เหี้ยพอร์ช!

Goal!!!!!!!!!!!!!!!!!!!   

เสียงตะโกนร้องบอกของพริ้ตตี้สาวสวยพร้อมธงโบกสะบัดพลิ้วไหวบ่งบอกว่าได้ผู้ชนะในการแข่งขันเรียบร้อยแล้ว เมอร์ซิเดสเบนซ์สีดำวาวเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงตัดผ่านเส้นชัยได้อย่างสวยงามในขณะที่ผมเบิกตาโตเมื่อรถอีกคันตามมาห่างๆด้วยสภาพที่เรียกได้ว่าร่อแร่ทีเดียว

...จบเกม...

ไอ้เหี้ยพอร์ชเป็นฝ่ายชนะ

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด!!!

เสียงโห่ร้องและปรบมือจากคนรอบสนามดังกระหึ่มเมื่อจบการแข่งขันอย่างสมบูรณ์ แน่ล่ะว่าต้องมีทั้งโห่ร้องด้วยความดีใจกับเสียงกรีดร้องที่เหมือนป่าช้าแตกเพราะแพ้พนันปนๆกันไปอย่างครื้นเครง นอกจากคนดูจะได้ความสนุกสะใจแล้วยังได้ความหวาดเสียวกลับบ้านไปด้วย

“พี่ๆ” เสียงเด็กหนุ่มหน้าตาดีวิ่งมาทางพวกผมก่อนจะกระซิบอะไรบางอย่างกับพี่เอิร์ล พี่มันพยักหน้าน้อยๆแล้วให้ค่าขนมเด็กคนนั้นไปแล้วหันมาพูดกับผม

“ไอ้พอร์ชแม่งชนะว่ะ ไอ้บ้าเอ๊ยเล่นเอากูใจหายนึกว่าจะต้องให้กูจองวัดซะแล้ว” พี่มันพูดขำก่อนจะตบไหล่ผมปั่ก

“...”

“อ่าวนั่งนิ่งทำไม ไม่ดีใจเหรอ ไปแสดงความยินดีกับมันสิ เราไม่ต้องไปเป็นของไอ้พวกนั้นแล้วไง” ผมหันไปมองพี่มันแบบนิ่งๆทั้งๆที่ในใจรู้สึกโล่งแบบสุดๆ ส่ายหน้าน้อยๆ

“ไม่ล่ะ... เอ่อว่าแต่มันเกิดอะไรขึ้นกับสองคันนั่น” พี่เอิร์ลถอนหายใจก่อนจะกลั้วหัวเราะเบาๆ

“ตะปูเรือใบไง”

!!!!

“มุกเดิมๆน่ะ ในเมื่อมันทำเพื่อนพี่ พวกมันก็ต้องโดนหนักกว่าเป็นสองเท่า”

“โรยไว้เหรอ”

“มันโรยก่อนนี่หว่าเห็นว่างั้นนะ ไอ้เคย์กับไอ้ถุงทองเลยจัดคืนไปสองเท่า”

!!!!

“เหยย... ไม่เอาน่า อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ ก็รู้ๆสนามแข่งแบบนี้ตาต่อตาฟันต่อฟันเท่านั้น จะให้ขาวใสสะอาดหมดจดตั้งแต่เริ่มยันจบน่ะมันเป็นไปไม่ได้หรอก”

จริงของพี่มัน

ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ขาวใสสะอาดอย่างแท้จริงหรอก

“เอ้อไม่ต้องไปละ มันมาโน่นแล้ว” ผมหันไปมองตามที่พี่มันพยักพะเยิดไปก็เห็นร่างสูงของคนที่ชนะมาหมาดๆเดินดุ่มๆเข้ามาด้วยสีหน้านิ่งๆ ผมมองด้วยสายตาเรียบๆแล้วหันกลับมาอย่างเดิมโดยไม่สนใจอีกฝ่าย

“เฮ้ยดีใจด้วยว่ะเพื่อน! นี่มึงสุดยอดไปเลยฮ่าๆๆ กูล่ะอยากเห็นหน้าพวกมันตอนเข้าเส้นชัยไม่ทันมึงอ่ะ สะใจชิบ”

“มึงก็เดินไปดูดิ” เสียงเข้มว่ากลับมา

“เออจริง งั้นเดี๋ยวกูไปจัดการอะไรบางอย่างก่อนนะเว้ย คึคึ” ร่างสูงพยักหน้านิดๆรับรู้ก่อนไอ้พี่เอิร์ลจะยิ้มบางให้ผมแล้วเดินไปทางที่เป็นจุดควบคุมการแข่ง ทิ้งให้ผมอยู่กับไอ้เหี้ยพอร์ชสองคน =____=

ผมนั่งนิ่งเงียบๆ ไม่รู้จะพูดอะไร ผมไม่แม้แต่จะมองหน้าร่างหนาด้วยซ้ำแต่อีกฝ่ายกลับนั่งลงข้างๆผมแล้วเขยิบเข้ามาใกล้จนผมต้องขยับตัวออกห่าง ทว่ามือหนาคว้าข้อมือผมไว้ไม่ให้ขยับไปมากกว่านี้

“ทำแผลให้กู” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นทำให้ผมเงยหน้าขึ้นไปมองแล้วก็ต้องเบิกตากว้าง

ใบหน้าหล่อเป็นรอยช้ำตรงขมับและหางคิ้วแตกมีเลือดไหลลงมาแต่ก็ไม่มาก ไอ้คนเจ็บมันทำหน้านิ่งๆเหมือนไม่รู้สึกอะไร

“กูไม่ใช่...” กำลังจะบอกว่ากูไม่ใช่หมอ แต่เสียงเข้มก็ขัดขึ้นก่อนไม้ให้ผมได้พูดจบประโยค

“กูบอกให้ทำแผลให้กูเฟอร์รารี” ดวงตาคมสบตากับผมนิ่งเหมือนบังคับให้ผมทำอยู่กลายๆ ผมถอนหายใจออกมาก่อนจะพยักหน้าเบาๆ

นี่ถ้ากูไม่ยอมนี่มึงก็จะปล่อยให้เลือดไหลหมดหัวตายใช่ป่ะวะ

ไม่นานก็มีคนวิ่งเอากล่องยาปฐมพยาบาลเล็กๆมาให้เหมือนจะรู้ว่าไอ้เหี้ยนี่กำลังต้องการ มือหนายัดกล่องที่มีเครื่องหมายบวกสีแดงให้ผม ผมจิ๊ปากนิดๆแต่ก็ยอมเปิดกล่องโดยดี

บอกตรงๆเลยว่าตั้งแต่เกิดมากูยังไม่เคยทำแผลให้ใครนอกจากตัวเองเลย

“ถ้าคราวหน้ามึงจะมาแข่งอีก จ้างหมอมาประจำข้างสนามด้วยนะ” ผมว่าเบาๆไม่จริงจังนักพลางหาสำลีในกล่องกับแอลกอฮอล์

“ห่วงกูเหรอ”

“ห่วงเหี้ยไร! กูขี้เกียจมานั่งทำหน้าที่หมอให้มึงหรอกไอ้เวร” ผมด่าพลางเทแอลกอฮอล์ลงบนสำลี มือบางรั้งท้ายทอยของอีกคนเข้ามาใกล้ก่อนจะใช้สำลีเช็ดรอบๆบริเวณที่เลือดไหลเพื่อฆ่าเชื้อ

หัวมันคงกระแทกตอนที่รถหมุน ดีที่หัวไม่แตก ไม่งั้นได้ไปนอนให้หมอเย็บที่โรงบาลแน่

ผมหลบสายตาวูบเมื่อมันเอาแต่มองหน้าผมจนผมเริ่มไม่มีสมาธิ

นี่มันจะมองหน้ากูทำไมนักหนาวะ!

กูรู้หรอกว่ากูหล่อ เหอะ!

“มองหน้ากูทำไมห๊ะ! เดี๋ยวกูจะเทแอลกอฮอล์ราดแผลมึงสดๆแม่งเลย”

“หึๆๆ”

“หัวเราะเหี้ยไร!

“หึๆ”

“อะไรของมึงห๊า!

โอ๊ยกูว่ากูเริ่มหงุดหงิดแล้วนะ!

“มึงทำแผลให้กูแบบนี้เหมือนอะไรรู้ไหม”

“...” ผมเงียบพลางเร่งมือใส่ยาลงบนแผลที่หางคิ้วของมันก่อนจะควานหาพลาสเตอร์ยาในกล่อง รีบๆทำให้มันเสร็จๆไป กูจะบ้าตาย

ผมติดพลาสเตอร์ให้มันอย่างเบามือก่อนที่ข้อมือจะถูกจับให้ค้างไว้ด้วยมือแกร่ง ผมหยุดชะงัก มือหนาอีกข้างเอื้อมมาเชยคางผมให้สบตากับดวงตาสีเข้มที่กำลังมองเข้ามาในดวงตาของผมนิ่งๆ เหมือนมีแรงดึงดูดบางอย่างที่ทำให้ผมไม่สามารถละสายตาไปจากดวงตาคู่คมตรงหน้าได้เลย

ราวกับเวลารอบตัวหยุดนิ่ง ผมรู้สึกว่าใบหน้าคมเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนๆเป่ารดที่สันจมูก ไม่ทันที่ผมจะคิดอะไรต่อริมฝีปากหนาก็ทาบทับบดเบียดลงมาบนริมฝีปากบางก่อนจะขบเม้มเบาๆสลับกันไปมา

“อื้อ...”

ริมฝีปากร้อนบดเบียดลงมาแรงขึ้นราวกับจะสูบเอาเรี่ยวแรงของผมให้หายไปในพริบตา มือหนาประคองท้ายทอยของผมให้รับรสจูบร้อนแรงของอีกฝ่ายและสอดลิ้นเข้ามาที่รอยแยกเพื่อให้ผมเปิดปราการให้มันแทรกเรียวลิ้นเข้ามาตักตวงความหอมหวานได้อย่างอิ่มเอม ผมขยุ้มคอเสื้ออีกฝ่ายเมื่อรู้สึกถึงความร้อนที่แล่นพล่านขึ้นมาที่ใบหน้าก่อนจะทุบไหล่หนาหลายครั้งจนมันยอมปล่อย

พอตั้งสติได้ผมก็หายใจหอบและสูดเอาอากาศเข้าปอดทันที หันขวับไปมองร่างหนาอย่างเอาเรื่อง

“แฮ่กๆ... มึงมัน...”

“มึงทำแบบนี้ให้กู... เหมือนเมียกำลังทำแผลให้ผัวไง”

อะ ไอ้เหี้ย!!!

ผมอ้าปากค้างพะงาบๆ

นะ นี่มึงพูดเหี้ยอะไรออกมาห๊า!

ไอ้เวรนี่ชักจะเพี้ยนขึ้นทุกวันๆ ประกาศว่าผมเป็นเมียมันปาวๆอยู่ได้ไม่กลัวใครได้ยินเข้าหรือไงวะ!

เข้าใจไหมกูอายคน!

“โหยไอ้...”

J

“ไอ้...”

“มึงจะด่าอะไรผัวมึงอีกห๊ะ”

ไอ้ปลวก! ไอ้เหี้ย! ไอ้เลว! ไอ้หื่นกาม!

โอ๊ยนี่กูไม่รู้จะสรรหาคำไหนบนโลกมาด่ามึงแล้วจริงๆนะ!!

ไอ้หน้าด้าน!

“หึๆ”

ผมเม้มปากแน่นพลางถลึงตาใส่มัน มือปิดกล่องยาแล้วโยนใส่มันแม่งทั้ง กล่องเนี่ยแหละ

“กูไม่ใช่เมียมึงไอ้ควาย! พูดอะไรให้มันดีๆหน่อย!” นี่ถ้ามันพูดออกมาอีกคำนี่ผมจะต่อยมันแล้วจริงๆนะ กูเริ่มคันไม้คันมือแล้ว!

ดูเหมือนไอ้เหี้ยพอร์ชจะสะใจที่เห็นผมทำอะไรไม่ได้ เลยหัวเราะในลำคอเบาๆแล้วมองผมด้วยสายตาเหมือนมองลูกแมวในกรงเล็บราชสีห์ นั่นทำให้ผมโคตรหัวเสีย

อ๊ากกกกกกกกก!!!

แล้วนี่อะไร!!!

ไอ้การที่มึงกำลังใช้ปลายนิ้วโป้งลูบเบาๆที่ริมฝีปากของกูมันคืออะไร๊!!!

“อย่ากัดกูเชียวนะมึง” ผมเบิกตาโต

นี่มึงคิดว่ากูจะงับนิ้วมึงเหรอ?!

พอคิดได้แบบนี้ผมเลยนึกได้ว่าเมื่อกี้โดนมันจูบไปหมาดๆ ผมปัดมือมันออกอย่างแรงพลางถูปากตัวเองไปมาจนอีกฝ่ายหัวเราะสะใจแบบผมแทบอยากเอาตีนยัดปากมันให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากส่งสายตาอาฆาตไปให้

นี่ถ้าไม่ติดว่าสู้แรงมันไม่ได้และมันพยายามหาทางลวนลามกูตลอดเวลากูจะซ้อมมันให้เละ!

“นั่งเล่นแถวๆนี้ไปก่อน เดี๋ยวกูไปจัดการของพนันเดี๋ยวมา ห้ามเถลไถลไปไหนนะมึง”

มันสั่งเหมือนกำลังสั่งเด็กไม่ให้ซนอะไรประมาณนั้นทำให้ผมหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม พอลับร่างสูงไปแล้วผมก็ฮึดฮัดในลำคอก่อนจะสบถออกมาอย่างแรง

ผมว่าก่อนจะได้รูปเวรๆนั่นผมคงต้องเป็นบ้าไปก่อนแน่ๆ

ผมถอนหายใจพรืดพลางลุกขึ้นยืนล้วงเอาบุหรี่ในประเป๋ากางเกงเพื่อสูบดับอารมณ์สักหน่อย มองซ้ายมองขวาก็เห็นว่าแถวนี้ก็พอมีคนอยู่บ้างแต่มุมตรงนู้นไม่มีใครและสงบดีเลยตัดสินใจเดินไปตรงมุมเงียบๆคนเดียว

เดินมาจนออกจากตัวสนามก็เป็นลานจอดรถที่มีแสงไฟทางหลวงสลัวๆแต่ก็ไม่ได้มืดมาก มีรถจอดอยู่ประมาณเจ็ดแปดคัน แต่ละคันเป็นรถสวยๆทั้งนั้นแต่งองค์ทรงเครื่องกันมาครบแต่แถวนี้ไม่มีใครอยู่เลยสักคน คงเป็นของคนที่มาดูล่ะมั้ง

ผมคาบบุหรี่ไว้ในปากก่อนจะป้องมือเพื่อจุดไฟ พอได้อัดบุหรี่เข้าปอดแล้วก็รู้สึกสบายหัวขึ้นมาหน่อย

บ้ามากเหอะ!

บางทีผมก็งงตัวเองนะว่าทุกวันนี้ทำอะไรอยู่ บอกตามตรงเลยว่าผมรู้สึกได้ว่าช่วงนี้ผมไม่เป็นตัวของตัวเองเท่าไหร่นัก ผมไม่ได้ทำอะไรอย่างที่ผมเคยทำ ไม่ได้ไปไหนอย่างที่ผมเคยไปก่อนหน้านี้ แม้แต่จะพูดอะไรจะทำอะไรก็ดูเหมือนต้องคอยระแวดระวังมากกว่าเดิมเป็นพิเศษ

สิ่งที่ทำให้ชีวิตผมไม่เหมือนเดิมเลยคือคนอีกคนที่จู่ๆก็เข้ามาในชีวิตผมอย่างถือวิสาสะ และดูเหมือนจะเข้ามาบังคับทิศทางอะไรๆในชีวิตผมด้วย

ก็แค่คนๆเดียว

แต่ทำไมถึงมีอิทธิพลกับผมมากมายขนาดนี้...

ระหว่างที่ผมกำลังยืนคิดไม่ตกอยู่นั้นจู่ๆก็มีเงาดำทะมึนเข้าทาบทับเงาของผมที่ทอดอยู่บนพื้น ผมมองเงาของคนสองสามคนที่ขยับเข้ามาใกล้เงาของผมมากขึ้นจนเรียกได้ว่าตอนนี้ผมกำลังถูกล้อม!!!

พวกมันมีกันหลายคน แต่ยังไม่ทันที่ผมจะหันขึ้นไปมอง มือสากกร้านของใครสักคนก็ตะครุบเข้าปิดปากผมไว้แน่นเพื่อไม่ให้ผมส่งเสียงออกไป ผมตกใจและพยายามดิ้นแต่แขนหนาๆของมันล็อคคอผมไว้แน่นจนดิ้นไปไหนไม่ได้พลางช่วยกันจับตัวผมลากให้ออกจากบริเวณนั้น!!!

“อื้ออ...!!!” ผมตั้งสติก่อนจะพยายามบิดตัวให้หลุดจากการเกาะกุม มันรัดแขนแน่นขึ้นจนผมเริ่มหายใจไม่ออก

“เหี้ยแม่งฤทธิ์เยอะชิบ”

ผลั่วะ!!!

“โอ๊ย!!!” ผมร้องออกมาเมื่อโดนต่อยเข้าที่ท้องน้อยจนจุกตัวงอ ไม่สามารถพยุงตัวเองให้ยืนขึ้นได้อีกจนถูกมันรวบตัวขึ้นพาดบ่าแล้วถูกโยนกระแทกเข้ากับอะไรสักอย่าง แขนข้างที่กระทบกับของแข็งอย่างแรงเจ็บร้าวไปหมดจนรู้สึกชาไปทั้งแขน

“พวกมึง...!” ผมเบิกตากว้าง ครางออกมาเมื่อเห็นหน้าพวกมันชัดเต็มสองตา

“หึ! ไอ้ขี้แพ้!

คิดไว้ไม่มีผิด

ผมเหยียดริมฝีปากกวาดสายตามองมันทีละคนอย่างดูถูก พวกมันก็แค่ไอ้ขี้แพ้ที่จองเวรคนอื่นเขาไม่เลิกนั่นแหละ

“พวกมึงต้องการอะไร” ผมถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่พยายามปรับให้นิ่งทั้งๆที่เจ็บท้องน้อยจนแทบไม่มีแรงด้วยซ้ำ

นี่กูโดนต่อยแบบนี้เป็นรอบที่เท่าไหร่ของเดือนนี้แล้ววะเนี่ย!

“โอ๊ะๆ อย่าพูดแบบนั้นสิครับคนสวย”

“สวยบ้านพ่อง!!!” ผมสวนกลับไปทันที

แล้วพวกมึงก็เลิกเอาสายตาทุเรศๆมาโลมเลียกูสักที ขยะแขยงโว้ย!!!

เมื่อครู่ผมถูกเหวี่ยงให้กระแทกกับกระโปรงรถสปอร์ตสีขาวราคาแพงระยับที่จอดหลบมุมอยู่ไม่ไกลจากลานจอดรถ และพวกมันสามคนก็กำลังยืนล้อมผมปิดทางหนีไว้จนหมด มองไปรอบๆเพื่อหาช่องทางที่จะเอาตัวรอดแต่ก็พบว่ามันไร้ประโยชน์เมื่อผมไม่สามารถฝ่าวงล้อมของพวกมันออกไปได้

ผมกำหมัดแน่นด้วยความเจ็บใจขณะมองหน้าพวกมันด้วยสายตาที่แทบจะลุกเป็นไฟ

“ไม่เอาน่า...” มันส่ายหน้าไปมาน้อยๆพร้อมกับยกนิ้วชี้ขึ้นทาบริมฝีปากเหมือนจะบอกให้ผมเลิกพูด

“พวกมึงมันชั่ว!!! ไอ้สันดาน!!!

“จุ๊ๆๆ พูดแบบนั้นไม่น่ารักเอาซะเลยนะ”

“เฮ้ยไอ้ไทม์อย่าลีลา เดี๋ยวพวกมันรู้ว่าเราเอาคนของมันไปแม่งก็แห่มากันหมดหรอก” ไอ้คนที่ผมจำได้ว่ามันเป็นคนที่รถเสียหลักออกจากการแข่งขันไปคนแรกพูดเตือนเพื่อนมัน ทำให้ผมรู้ว่าไอ้เหี้ยตัวดีที่มันปากหมาสุดๆและผมเกลียดขี้หน้ามันสุดๆชื่อไทม์

“หยุดนะโว้ย!!! พวกมึงอย่าเอามือสกปรกมาแตะต้องตัวกู!!” ผมตะโกนเมื่อมือสากกร้านของไอ้ไทม์เอื้อมมาลูบไล้ใบหน้าผมไปมาพลางแสยะยิ้มเหมือนคนโรคจิต

ปึ่ก!

เฮือก!!

ผมสะดุ้งนิดๆเมื่อจู่ๆไอ้เหี้ยไทม์ก็โน้มตัวลงตะปบมือทั้งสองข้างลงบนกระโปรงรถในท่าทางคร่อมตัวผมไว้ ผมจ้องมองมันอย่างเดือดดาลพลางนึกโมโหตัวเองที่ไม่มีปัญญาถีบมันออก

“มึงน่ะ... สนใจมาเป็นของกูไหม”

!!!!

ผมเม้มปากแน่น สิ่งที่มันกระซิบด้วยน้ำเสียงแหบพร่าข้างหูทำให้ผมโกรธจนตัวสั่นไม่หยุด ลิ้นร้อนๆของมันไล้เลียหลังใบหูของผมแผ่วเบา ผมเบือนหน้าหนีก่อนจะรวบรวมแรงทั้งหมดผลักอกมันออกแล้วสวนหมัดเข้าที่ใบหน้ามันอย่างจัง

“โอ๊ยเหี้ย!!” มันสบถออกมาเมื่อโดนผมเล่นงานเข้าโดยไม่ได้ตังตัว

หึ! มึงมันสมควรโดนมากกว่านี้ด้วยซ้ำไอ้สัดนรก!!!

ผมยังรู้สึกจุกไม่หายเลยทำอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้ พวกมันอีกสองคนมีสีหน้าตกใจนิดๆก่อนจะขมวดคิ้วแล้วรีบเข้าไปประคองเพื่อนมัน ไอ้ไทม์สะบัดแขนออกก่อนจะพุ่งเข้ามาบีบคอผมไว้ ดวงตาคมวาวโรจน์จ้องหน้าผมในระยะประชิดซึ่งผมก็จ้องมันกลับอย่างไม่ลดละเช่นกัน

“เล่นตัวดีนักใช่ไหมมึง!

ถุด!!

ผมถ่มน้ำลายใส่มันพร้อมกับแค่นเสียงหัวเราะเยาะเย้ย

“อย่างมึงมันก็มีปัญหาทำได้แค่นี้ล่ะวะ แพ้แล้วไม่ยอมรับ น่าจะไปหากระโปรงสักตัวมาใส่ดีกว่านะ เผื่อมันจะเข้ากับสันดานของพวกมึง ฮ่าๆๆ อึก…!” มือหนาบีบเข้าที่ลำคอของผมแรงขึ้นจนผมต้องสูดอากาศเข้าปอดหนักๆ ผมเจ็บ ใบหน้าเริ่มแดงเพราะหายใจไม่ได้แต่ก็ยังพยายามฝืนส่งรอยยิ้มท้าทายกลับไป

“หึ! ตอนแรกกูก็ว่าจะเอาตัวมึงมาดีๆ แต่ในเมื่อไอ้พอร์ชมันไม่ให้ แถมยังต้องทำให้กูเสียของพนันไปอีก กูก็ขอถอนทุนคืนกับมึงแล้วกัน!

“อะ... อึก!

ไอ้เวรอีกสองคนปราดเข้ามาจับแขนขาผมไว้คนละข้างทำให้ตอนนี้ผมตกอยู่ในสภาพถูกตรึงไว้กับกระโปรงรถ สีหน้าของไอ้ไทม์สะใจมากและเยาะเย้ยมากเช่นกัน มันเป็นต่อผมทุกอย่าง

“ปะ... ปล่อย!!” ผมโวยวาย ใช้แรงเท่าที่มีอยู่ดึงมือและขาออก แต่ยิ่งผมขยับตัวมากเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกเจ็บท้องมากเท่านั้น ไอ้ไทม์แสยะยิ้ม

“อีกสักทีไหม

ผลั่วะ! 

มันต่อยเข้ามาที่ท้องของผมอีกครั้ง ถึงจะไม่แรงแต่คราวนี้ผมจุกมากจนตัวงอไม่มีแรงแม้แต่จะเปล่งเสียงร้องออกไปด้วยความเจ็บ

รู้สึกได้ว่าเจ็บจนน้ำซึมอยู่ตรงหางตา ภาพตรงหน้าพร่าเลือนจนเห็นเป็นแค่เงารางๆ สติของผมกลายเป็นสีดำมืด หัวสมองเหมือนถูกดับสวิทช์จนแยกแยะไม่ออกและไม่รู้ตัวอะไรทั้งสิ้น รู้ได้แค่ความเจ็บตรงท้องน้อยที่ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้เท่านั้น

“เวลามึงไม่พูด ไม่สิ... พูดไม่ได้นี่ก็น่ารักดีนะ ทั้งน่ารักทั้งหยิ่งแบบนี้ กูชอบว่ะ... J

ผมอยากจะขยับตัวหนี แต่ทำไม่ได้นอกจากขยับมือมือปัดป้องสัมผัสที่จาบจ้วง

แควก..!!!

ไอ้ไทม์กระชากเสื้อของผมจนกระดุมหลุดออกไปทั้งแผง หน้าอกขาวเนียนปรากฏต่อสายตาอีกฝ่าย มันทำหน้าหื่นอย่างคนโรคจิตก่อนจะอุทานออกมาเสียงเบาแต่ผมได้ยินชัดเจนทุกคำ

“แม่งขาวชิบหาย... อยากดูทั้งตัวเลยว่ะ...” มันมองผมด้วยสายตาอึ้งๆก่อนจะเปลี่ยนมายิ้มอย่างย่ามใจ ฝ่ามือหนาทาบลงบนแผ่นอกของผมอย่างถือวิสาสะและลูบไล้ไปมาราวกับประเมินสินค้าล้ำค่าอย่างหนึ่ง

ผมทำหน้าสะอิดสะเอียนเต็มที่แต่ดูเหมือนตอนนี้มันจะไม่สนใจอะไรอีกแล้วนอกจากร่างกายของผมอย่างเดียว

ผมขนลุกชันด้วยความขยะแขยงเมื่อเห็นว่าสายตาอีกสองคู่ก็จ้องมองร่างกายของผมอย่างน่ารังเกียจเช่นกัน

“ไอ้คริส เอาออกมาเร็ว!” ไอ้ไทม์หันไปสั่งเพื่อนมัน

“หึหึ ได้ แต่เดี๋ยวกูต่อมึงนะโว้ย”

“เออ! เอาออกมาเร็วๆเหอะน่ะ”

เม็ดอะไรบางสีขาวกลมๆเล็กๆในซองซิปถูกหยิบออกมาจากกระเป๋ากางเกงของไอ้คนชื่อคริสก่อนที่ไอ้เหี้ยไทม์จะหยิบออกมาแล้วชูขึ้นตรงหน้าผม

มันน่าจะเป็นยาอะไรสักอย่าง แต่กูบอกได้เลยว่ามันต้องไม่ใช่ยาอะไรดีๆแน่

ผมจะไม่อะไรเลยถ้าไม่ใช่ว่าไอ้เวรนี่มันพยายามจะเอายานั่นยัดใส่ปากผม!

“อ๊ะ อื้อ...” ผมเบือนหน้าหนีปฏิเสธอย่างเอาเป็นเอาตาย ยังไงผมก็ไม่มีวันยอมกินไอ้ยานั่นแน่ๆ

“อ๊ะๆ อย่าขัดขืนสิครับ เก็บแรงไว้ใช้ครางใต้ร่างกูดีกว่าน่า...”

ผมอยากจะตะโกนใส่มันเหลือเกินแต่แค่แรงจะอ้าปากพูดผมยังไม่มี นับประสาอะไรกับการดิ้นให้หลุดจากวงจรอุบาทว์นี่ สุดท้ายเหมือนไอ้ไทม์จะทนไม่ไหว มันใช้มือหนาบีบเข้าที่กรามของผมจนเจ็บไปหมดทำให้ผมต้องอ้าปากออกแล้วมันก็ยัดยาเม็ดสีขาวเข้ามาในปากผม

“แค่กๆ...” ผมพยายามใช้วิธีไอออกมาเพื่อไม่ให้ตัวเองกลืนเข้าไป แต่ไอ้ไทม์ยิ้มเหี้ยมพลางสอดนิ้วเข้ามาในโพรงปากผมแล้วดันยานั่นลงไปในคอผม

“ขัดขืนนักใช่ไหม!

“”ฮื้ออ! แค่กๆ” ผมไอจนหน้าดำหน้าแดงเมื่อพยายามใช้ลิ้นกั้นเอาไว้ไม่ให้นิ้วมันแทงเข้าไปในคอหอยของตัวเอง

ไอ้ไทม์บีบกรามผมแรงขึ้นจนผมปวดระบมไปหมดน้ำตาแทบไหลในขณะที่นิ้วของมันก็พยายามดันยานั่นเข้าไปให้ได้ จนสุดท้ายผมเป็นฝ่ายแพ้ ยาเม็ดสีขาวถูกส่งเข้าไปในร่างกายของผมอย่างรุนแรงจนผมไอออกมาอย่างหนักเพราะระคายคอไปหมด

พวกมันสามตัวหัวเราะเบาๆเหมือนจะเยาะเย้ยในความพ่ายแพ้ของผม

ตอนนี้ผมหมดสภาพจนแทบดูไม่ได้

เสื้อถูกฉีกทึ้งกระชากออกอย่างไม่ปราณี ร่างกายถูกตรึงไว้ด้วยมือหยาบกร้าน และไม่สามารถขัดขืนอะไรพวกมันได้เลย

น่าสมเพช...

ผมแค่นยิ้มเหมือนจะเยาะเย้ยในความโง่ของตัวเอง

กางเกงของผมถูกปลดซิบแล้วกระชากออกไปจนทั้งร่างเหลือเพียงชั้นในสีขาวบางๆ

หึ!

นี่ก็โง่อีก... ทุกวันผมใส่บอกเซอร์ยกเว้นคืนนี้

ผมหดขาตัวเองเมื่อฝ่ามือร้อนไล่ลูบไปทั่วเรียวขาขาวอย่างหยาบโลน ใบหน้าของไอ้ไทม์เขยิบเข้ามาใกล้จนลมหายใจของมันเป่ารดแก้มผม

“รู้ไหม...”

“...”

“ยาที่กูให้มึงกินมันคือยาอะไร” มันพูดไปลูบไล้ร่างกายของผมไป สีหน้าแววตาและท่าทางของมันตอนนี้บ่งบอกว่ามันกำลังอยากจนตัวสั่น ผมหันหน้าหนีไปอีกทางแต่ก็ได้ยินเสียงหัวเราะแว่วๆเหมือนปิศาจกระทบกับโสตประสาทเหมือนจะหลอกลอนไม่ห่าง

“มันคือยาที่จะทำให้มึงต้องอ้าขาให้กูอย่างว่าง่ายไปทั้งคืนไงล่ะ...” เสียงทุ้มพร่าของมันกระซิบเย็นเยียบจนผมขนลุกไปทั้งตัว ทั้งรังเกียจทั้งขยะแขยง

แต่เกลียดตัวเองมากกว่าที่ไม่สามารถต่อต้านได้เลย

ไอ้ไทม์ตะโบมฝ่ามือลูบไล้ร่างกายของผมอย่างหื่นกระหาย ริมฝีปากร้อนกดจูบตรงซอกคอของผมขบเม้มจนผมเจ็บแปลบ ขาเรียวถูกจับแยกออกจากกันพร้อมกับสัมผัสหยุ่นๆกดลงทั่วต้นขาด้านในอย่างหยาบคาย ผมหลับตาลงไม่อยากจะมองภาพอัปยศตรงหน้า

...ไอ้พอร์ช...

ไม่รู้ทำไมเวลาแบบนี้จู่ๆผมกลับนึกถึงใบหน้าของคนที่ผมเกลียดที่สุด

ถ้ามันรู้ว่าผมอยู่ตรงนี้...

มันจะมาช่วยผมไหม...

ผมกัดริมฝีปากตัวเองแน่นจนเลือดซึม รู้สึกได้ถึงของเหลวใสๆไหลลงจากดวงตาที่ร้อนผ่าว

มึงจะมาไหมพอร์ช...

“เฟอร์รารี!!!!!!!

!!!!!!

จู่ๆเสียงตวาดก็ดังขึ้นทำให้ทุกอย่างหยุดชะงัก ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่พอลืมตาขึ้นมาร่างของไอ้ไทม์ที่กำลังคร่อมผมอยู่ถูกกระชากให้ออกไปตามด้วยเสียงเนื้อกระทบกันอย่างแรงดังขึ้นหลายครั้งต่อด้วยเสียงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด

ทันทีที่ผมเพ่งมองภาพตรงหน้าก็รู้สึกเหมือนตัวเองได้ถูกฉุดออกจากขุมนรกด้วยมือที่แข็งแกร่ง...

ไอ้เหี้ยพอร์ช!!!

ผมเห็นร่างหนาพุ่งเข้ามาอัดไอ้ไทม์หลายครั้งอย่างรุนแรงจนอีกฝ่ายกระอักเลือดและทรงตัวแทบไม่อยู่!

ปั่ก!! ผั่วะ!!

หมัดหนักๆถูกส่งไปที่ใบหน้าหล่อๆของไอ้ไทม์จนมันช้ำไปทั้งหน้า เลือดอาบจนน่ากลัวซ้ำยังถูกเตะถูกถีบอย่างแรงจนล้มลงไปนอนบนพื้น

พี่คิส พี่เอิร์ล พี่เคย์ พี่ถุงทอง!!!

ผมเบิกตาโตเมื่อเห็นคนอื่นๆก็มาด้วย แถมยังมีผู้ชายอีกหลายคนในชุดสีดำที่ผมไม่รู้จักแต่คาดว่าน่าจะเป็นคนของพี่คิสยืนล้อมพวกมันไว้ด้วยท่าทางเตรียมจะเอาเรื่อง

ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก ไอ้เวรสามตัวนั่นถูกพวกพี่คิสซ้อม แต่ที่หนักที่สุดเห็นจะเป็นตัวพ่ออย่างไอ้ไทม์ เพราะไอ้เหี้ยพอร์ชยังคงทั้งต่อยทั้งเตะมันอย่างไม่ปราณีจนมันจมกองเลือดและขยับตัวไม่ได้

“ไอ้เวรเอ๊ย!!! ลุกขึ้นมาสิวะ!!!” เสียงเข้มตวาด

รองเท้าหนังชั้นดีเหยียบลงไปบนใบหน้าที่บัดนี้หมดสิ้นความหล่อและมองแทบไม่ออกว่าเป็นใคร

ถึงไอ้ไทม์มันจะทำกับผมถึงขนาดนี้แต่ผมก็ไม่ได้มีความรู้สึกที่อยากจะเห็นมันตายไปต่อหน้าหรอก

“พ... พอร์ช...” ผมพยายามเค้นเสียงที่แหบแห้งของตัวเองออกไป เหมือนร่างสูงจะได้ยินเพราะมันเบิกตากว้างแล้วกระทืบไอ้ไทม์ซ้ำอีกทีก่อนจะวิ่งมาหาผมแล้วรวบตัวผมไปกอดไว้แน่นจนจมอกกว้าง

“ยะ... อย่าทำอะไรมัน” ร่างหนากอดผมไว้แน่นจนหายใจไม่ออก

“นี่มึงปกป้องมันงั้นเหรอ!!!” ไอ้พอร์ชดูทั้งโมโหทั้งเครียด ไม่รู้เหมือนกันว่าไอ้การที่อ้อมกอดรัดร่างผมไว้แน่นมันหมายถึงอะไร

“มะ ไม่ใช่... อย่าทำมัน พอแล้ว...” ผมพูดออกไปเสียงกระท่อนกระแท่นเพราะรู้สึกเจ็บไปทั้งร่าง ที่สำคัญสติของผมเหมือนจะค่อยๆเลือนๆไปทีละเล็กละน้อยแล้ว

“แต่มัน...!

“อย่า...” ผมส่ายหน้าไปมาน้อยๆ ร่างสูงถอนหายใจเฮือกหนักๆหลายครั้งเหมือนพยายามจะระงับอารมณ์ที่เดือดพล่าน

“ก็ได้...”

ไอ้เหี้ยพอร์ชกัดฟันกรอดก่อนจะตวาดออกไปเสียงดัง

“กูจะไว้ชีวิตมึง!! แต่จะบอกอะไรให้นะ...”

“...” ผมกำเสื้ออีกฝ่ายแน่น

“ถ้าเฟอร์รารีมันไม่ขอ มึงได้ตายคาตีนกูไปแล้ว!!!

“มึง...” ผมครางออกมาอย่างอึ้งๆที่มันยอม

“เพราะฉะนั้นมึงควรจะมากราบเท้าขอขมาเมียกูซะ!!

!!!!

“ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้” ผมรีบว่าออกไป แค่ไอ้ไทม์มันนอนหายใจรวยรินเหมือนคนใกล้สิ้นลมหายใจนั่นก็มากเกินพอแล้ว

ถึงผมจะแรง แต่ก็ไม่ใช่คนโหดเหี้ยม

“กูอยากกลับบ้าน...” ผมเอ่ยเสียงแผ่ว ไอ้พอร์ชหันมามองผมแวบหนึ่งก่อนจะทำท่าเหมือนจะไม่ยอมทำให้ผมยิ่งกำเสื้อของอีกฝ่ายแน่นขึ้นไปอีก ผมไม่ไหวแล้วจริงๆ

“เออๆ กลับก็กลับ” ในที่สุดมันก็ยอมตกลงทำให้ผมรู้สึกโล่งใจมาก ไอ้พอร์ชหันไปบอกพวกพี่คิสกับเพื่อนๆว่าให้จัดการเอาไอ้สามคนนั้นไปส่งโรงพยาบาลแต่ขู่ให้พวกมันกลัวจนไม่กล้าทำอะไรแบบนี้ด้วย และหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นต่อผมไม่รู้ รู้แต่ผมถูกมันอุ้มในท่าเจ้าหญิงจนมาถึงรถลัมโบกินี

ผมไม่มีแรงจะขัดขืนใดๆทั้งสิ้น ไอ้เหี้ยพอร์ชเปิดประตูรถก่อนจะวางร่างผมลงบนเบาะแล้วเดประตูอีกฝั่งขึ้นมานั่ง

ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีกสักพักจนร่างสูงเป็นฝ่ายเริ่มก่อน มือหนาทุบพวงมาลัยสองสามทีก่อนจะกำแน่นจนข้อขึ้นเป็นสีขาว

“ทำไม...”

“...”

ทำไมมึงถึงได้ดื้อด้านขนาดนี้วะห๊ะ!!! เสียงเข้มตะคอกจนผมสะดุ้งเฮือก มือแกร่งกระชากข้อมือของผมรั้งให้ผมหันไปมองหน้า ดวงตาคมที่ตอนนี้ฉายแววโกรธเกรี้ยวจ้องใบหน้าผมอย่างเค้นเอาคำตอบ ผมมองกลับไปอย่างเรียบๆและไม่ตอบอะไรทั้งสิ้นทำให้อีกฝ่ายเดือดดาล

 “กูบอกไม่ให้มึงไปไหนมึงก็ดื้อจะไป!! แล้วเห็นไหมว่ามันเปิดอะไรขึ้น!! นี่ถ้ากูมาไม่ทันมึงจะเป็นยังไงรู้ตัวบ้างหรือเปล่า!! โว๊ย!!!!!!!!!!

“...”

 “เงียบทำไม!! พูดมาสิ!!

“...”

“มึงรู้ไหมกูตกใจจนแทบบ้าตอนที่รู้ว่ามึงโดนทำอะไร!!” จู่ๆไอ้เหี้ยพอร์ชก็แถมตัวเข้ามากอดผมไว้แน่น มือหนากดศีรษะของผมให้ซุกลงกับอกกว้าง

ไม่รู้ว่าผมรู้สึกไปเองไหม

แต่ร่างหนากำลังกอดผมไว้อย่างหวงแหนและกลัวว่าผมจะโดนรุมโทรมจริงๆ เสียงเข้มว่าอย่างสั่นๆเล็กน้อย

“อย่าทำแบบนี้อีก”

“...”

ผมมองหน้ามันอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ก่อนจะได้พูดอะไรร่างหนาก็ขัดขึ้นก่อน

“ใส่นี่ซะ”

เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวใหญ่ถูกโยนมาให้ผม ผมเลยเพิ่งนึกได้ว่าตอนนี้บนร่างกายไม่มีเสื้อผ้าติดอยู่เลยสักชิ้นนอกจากอันเดอร์แวร์บางๆตัวเดียว ร่างหนาดูหัวเสียมากและผมเองก็รู้สึกหนาวเลยใส่เสื้อเชิ้ตเอาไว้แล้วติดกระดุมลวกๆพอให้มันปกปิดร่างกายที่แทบจะเรียกได้ว่าเกือบเปลือยเปล่า

ไอ้เหี้ยพอร์ชสบถอะไรบางอย่างในลำคอก่อนจะออกรถ ตลอดทางผมไม่มีอารมณ์จะคิดอะไรมากไปกว่านั้นเลยได้แต่นั่งขดตัวบนเบาะกอดเข่าเอาไว้เงียบๆ

แต่จู่ๆผมก็รู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าช็อตเบาๆไปทั่วทั้งร่าง...

ร้อน...

ผมขยับตัวเล็กน้อยอย่างอึดอัดก่อนจะยุกยิกไปมาอยู่ไม่สุข เริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆเหมือนมีเปลวไฟสุมอยู่ในร่างกาย รู้สึกเสียววูบในท้องน้อยเหมือนมีกระแสไฟแล่นแปลบปลาบวิ่งพล่านไปมา

หัวใจผมกระตุกวูบเมื่อนึกถึงอะไรบางอย่างที่เข้าไปในร่างกายก่อนหน้านี้และคงเป็นสาเหตุทำให้ผมรู้สึกแบบนี้

ยาปลุกเซ็กซ์!!!

“ฮึก...” ผมร้อนมาก และรู้สึกวูบวาบไปทั้งร่าง เรียวขาเปลือยเปล่าเสียดสีกันไปมาเมื่อความรู้สึกเสียววูบแล่นเข้ามาที่ส่วนกึ่งกลางลำตัวทีละเล็กละน้อย

เหมือนอีกคนจะไม่รู้ถึงความผิดปกติของผมเพราะร่างสูงยังตั้งหน้าตั้งตาขับรถต่อไปเรื่อยๆในขณะที่ผมรู้สึกต้องการอะไรบางอย่าง

“อื้ออ...”

ร้อน

มันร้อนไปหมด...

กว่าผมจะรู้ตัวก็มาถึงเพนท์เฮาส์พอดี ไอ้เหี้ยพอร์ชเดินอ้อมมาเพื่ออุ้มผมลงจนไปถึงห้อง ผมไม่มีแรงจะขัดขืนเลยปล่อยให้มันอุ้มไปตลอดทาง

ปึ่กก...!

ร่างสูงโยนร่างผมลงกับเตียงอย่างแรงทันทีที่เข้ามาในห้องนอน ผมงอตัวเล็กน้อยเพราะความเจ็บที่ช่องท้องยังไม่หายบวกกับยานรกนั่นที่กำลังออกฤทธิ์ทีละน้อยๆ

ไอ้พอร์ชขึ้นมาคร่อมผมไว้พร้อมกับตรึงข้อมือผมไว้เหนือศีรษะทำให้ผมขยับหนีมันไปไหนไม่ได้ เสียงเข้มตะคอกใส่ผม

“มึงเคยห่วงตัวเองบ้างไหม!!

“...”

“ทำไมมึงไม่เคยเชื่อฟังกูเลย!! ที่มึงไม่เชื่อกูเพราะมึงมองว่ากูเลวมากในสายตามึงตลอดเวลาใช่ไหมเฟอร์รารี!!

“ใช่” ในที่สุดผมก็เค้นเสียงตอบออกไป

ใช่...

มันเลว...

แต่ก็ไม่ได้เลวไปหมดหรอก

ผมต่อในใจแต่ดูเหมือนคำพูดของผมจะทำให้อีกฝ่ายโหโหหนักกว่าเดิม ไอ้เหี้ยพอร์ชจ้องผมด้วยสายตาวาวโรจน์และออกแรงบีบข้อมือผมจนเจ็บร้าวไปหมด

“หึ...! งั้นกูจะบอกให้มึงฟังอีกครั้ง...”

“...”

“กูเลวยังไงกูก็เป็นผัวมึงอยู่วันยังค่ำ!!!

ร่างหนาตวาดใส่ผมราวกับจะย้ำให้ผมฟังตลอดเวลาว่าผมเป็นอะไรกับอีกฝ่าย แต่เชื่อเถอะว่าตอนนี้ผมไม่มีแรงแม้แต่จะอ้าปากเถียงหรือขัดขืนเลย

ยาเริ่มออกฤทธิ์มากขึ้นเรื่อยๆจนตอนนี้ผมหุบขาเข้าหากันและเสียดสีต้นขาบิดไปมาอย่างกระหายในความเร่าร้อนมากขึ้นๆ ผมเม้มปากแน่นและพยายามหายใจเข้าลึกๆเพื่อข่มอารมณ์ตัวเอง จะให้มันรู้ไม่ได้เด็ดขาด!

ใบหน้าคมก้มลงมาใกล้จนจมูกโด่งแทบจะสัมผัสกับปลายจมูกของผม ร่างหนากดเสียงต่ำ

“แล้วมึงคิดว่าผัวอย่างกูควรจะทำยังไงกับเมียดื้อด้านดี...?”

“ฮึก... อื้ออ...” ผมพยายามจะร้องห้ามแต่เสียงที่ออกไปกลับเป็นเสียงครางเบาๆอย่างน่าอายจนร่างหนาด้านบนขมวดคิ้วก่อนจะก้มสำรวจเนื้อตัวผมและลูบไปมาราวกับจะเช็คอะไรสักอย่าง

เรียวขาของผมเสียดสีเข้ากับสะโพกแกร่งของอีกฝ่ายทำให้ไอ้เหี้ยพอร์ชเบิกตากว้างก่อนจะสบถออกมาเบาๆ

“เฟอร์รารี...”

“ฮื้ออ... แฮ่ก...”

“มึงโดนยา...?” มันถามผมด้วยสีหน้าตกใจอย่ามากตรงข้ามกับผมที่ถูกฤทธิ์ยาครอบงำ...

ไม่ไหว...

ผมต่อต้านมันไม่ไหว!!!

“แฮ่กๆ อ่ะ ฮื้อ... อื้ออ...” ผมครางออกมาด้วยความทรมานเมื่อความต้องการพุ่งพล่านไปทั่วร่างกายไม่เว้นแม้แต่จิตใจ สมองตื้อขาวโพลนไปหมดคิดอะไรไม่ออก

รู้อย่างเดียวคือต้องหาทางดับความทรมานนี้ให้ได้!

ผมค่อยๆปรือตาขึ้นมองภาพด้านหน้าที่เริ่มเลือนรางก่อนจะทาบมือลงบนเตียงแล้วจิกลงไป

ผมเม้มปากแน่นเมื่อรู้สึกได้ถึงของเหลวใสปริ่มๆตรงปลายแกนกลางลำตัวซึ่งบัดนี้ตั้งชูชันด้วยฤทธิ์ยา ความร้อนวิ่งพล่านไปทั่วทั้งตัวเหมือนโดนไฟแผดเผา ร่างสูงทำท่าเหมือนจะพูดอะไรสักอย่างแต่ไม่ทันผมที่รวบรวมแรงฮึดสุดท้ายก่อนจะเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงแหบพร่า

“พอร์ช...”

“...”

“อื้อ... ชะ... ช่วยกูที...”

ไม่รู้ว่าผมแสดงท่าทางแบบไหนออกไปแต่มันมองหน้าผมด้วยความช็อคสุดขีด

กว่าจะรู้ตัวผมก็ค่อยๆปลดกระดุมเสื้อตัวเองออกจนหมดและเลื่อนมือลงไปสัมผัสแก่นกายร้อนของตัวเองต่อหน้าอีกฝ่าย!

 

 

 

 

 

 

 

 
แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น