แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 30

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 179

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 17 พ.ค. 2562 12:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 30
แบบอักษร

ฟ้าเพิ่งสางเมื่อรถจี๊ปติดตราสำนักงานตำรวจแล่นเอื่อยมาจอดหน้าโรงพักกลางเก่ากลางใหม่ซึ่งซุกซ่อนตัวอยู่กลางย่านสลัมที่ตึกรามของผู้ยากไร้ปลูกติดกันแน่นขนัด ภาพเคหสถานอันซอมซ่อของชาวบ้านย่านนี้ช่างแลดูแย้งกันกับอาคารทรงจอร์เจียนซึ่งดารดาษไปด้วยธงทิวที่ประดับประดาเพื่อต้อนรับผู้บังคับบัญชาคนใหม่สิ้นดี

พลันที่บู๊ตของนายพันตำรวจตรีเหยียบพื้น ร้อยตำรวจเอกเชื้อสายอินเดียร่างกายใหญ่โต หนวดเคราดกเฟิ้ม ก็ก้าวเท้าออกมาประจันหน้า และสัมผัสปลายนิ้วมือที่ผ้าโพกศีรษะตามที่ได้ซักซ้อมมายาวนานเพื่องานนี้

“อรุณสวัสดิ์ครับ สารวัตร” ผู้ใต้บังคับบัญชารายงานตัว “กระผม ร้อยตำรวจเอกวีระ ซิงห์ สัจจัน ที่เคยติดต่อทางโทรเลขกับสารวัตรครับ”

“อ้อ ผู้กองซิงห์เองหรือ” สารวัตรใหม่ทัก พลางแตะหมวกรับการเคารพจากบรรดาตำรวจชั้นผู้น้อยที่ตั้งแถวเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ “ตามสบายเถอะทุกท่าน แล้วก็ต้องขออภัยด้วยที่ผมมาถึงแต่เช้าตรู่แบบนี้”

“ทำไมถึงได้มาแต่วันเลยล่ะครับ” ร.ต.อ.วีระ ซิงห์ ซักอย่างชวนคุย ขณะออกเดินนำผู้บังคับบัญชาชมสถานที่

“ผมมันคนบ้างาน อยากเริ่มงานเร็วๆ” สารวัตรหัวเราะหึ

“ถ้าอย่างนั้นที่ว้านไจ๋นี่ก็เหมาะกับสารวัตรแล้ว” ผู้กองชาวซิกข์ยิ้ม “เพราะคดีความเยอะเป็นเห็ดเลยทีเดียว รับรองว่าได้โหมงานสนุกแน่ครับ”    

 

“ถึงวันนี้ ฉันก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าโรคอะไรคร่าที่ชีวิตซิสเตอร์ไป แต่ฉันก็เชื่อตลอดมาว่าพระผู้เป็นเจ้าคงรับซิสเตอร์ไว้ในอาณาจักรของพระองค์แล้ว”

ทายาทสกุลหมั่นไม่เหลือกะจิตกะใจจะซักถามเธอต่อ ทันทีที่รู้ตัวว่าเป็นผู้จุดประเด็นคำถามจี้ใจดำเธอ เขาก็ได้แต่เงียบงำด้วยความสลดปนละอาย สองตาเพ่งมองดูหมุ่ยไจ๋ที่เอื้อมมือไปสัมผัสดอกมะลิในกระถางโดยแผ่วเบา  

“ฉันเสียใจกับเธอด้วย” คุณชายน้อยปลอบโยน “คุณพ่อถือคติ ‘ยามอยู่ให้รักใคร่ ยามจากไปให้คิดถึง’ สำหรับซิสเตอร์กวาน ฉันเชื่อว่าหากท่านรับรู้ว่าเธอยังระลึกถึงท่านอยู่เสมอ ท่านก็คงภูมิใจในตัวเธอมากเป็นแน่”

 “ฉันก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นค่ะ” เหล่ฟั้นส่งเสียงถอนใจ

ไหว่เชิงนึกจะติงอีกฝ่ายที่ไม่ยอมลดระดับภาษาตามที่เขาสั่ง แต่แล้วก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไร เพราะนึกได้ว่าถ้อยวาจาอันนอบน้อมนี้ก็มีเสน่ห์ไม่น้อย มันทำให้เธอดูน่ารักน่าชังสมกับเป็นหมุ่ยไจ๋ผู้ทั้งอ่อนวัย ใสซื่อ และบริสุทธิ์

แดดแรงขึ้น ลมอ่อนๆโชยมาจากเบื้องนอก หอบเอากลิ่นหอมของมะลิในกระถางฟุ้งเข้ามาภายใน เกสรของมันปลิวฟ่อง ขณะที่นกหงส์หยกตัวเล็กตัวน้อยพากันตีปีก ส่งเสียงหยอกเย้ากับสายลม...ไหว่เชิงเงยหน้ามองรูปเขียนสีน้ำมันของสุภาพสตรีที่ซีดเซียวไปตามกาลเวลา ใช้ความคิดสักอึดใจสั้นๆ จึงพูดออกมา

“เธอคิดว่าชีวิตฉันสุขสบายมากใช่มั้ย” เขาเริ่มประเด็นใหม่

แทนคำตอบ เหล่ฟั้นมองเขาด้วยสายตาไม่เชิงรับหรือปฏิเสธ

“ฉันยอมรับว่าต้นทุนชีวิตฉันดีกว่าเธอมากโข แต่ก็ใช่ว่าฉันจะสุขสบายไปทุกเรื่อง” เขานำไวโอลินไปเก็บในที่ประจำของมันใต้รูปเขียนนั้น “เรื่องหนึ่งที่เธออาจจะไม่รู้ก็คือฉันเคยมีพี่ชายอยู่คนหนึ่ง ซึ่งก็คือ ‘คุณชายใหญ่’ ของที่นี่”

“แล้วเขาไปไหนแล้วล่ะคะ”

“เขาตาย” เด็กหนุ่มตอบ “พี่ชายใหญ่เป็นลูกรักของคุณพ่อ เขาเป็นลูกชายที่เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติที่คนเป็นพ่อแม่ทุกคนประสงค์ ทั้งเฉลียวฉลาด ว่านอนสอนง่าย เป็นสุภาพบุรุษ แต่ฉันคิดว่าเพราะสิ่งเหล่านี้เองที่ฆ่าเขา”

“คุณหมายความว่ายังไง”

“พี่ชายใหญ่ถูกทหารญี่ปุ่นฆ่าตายในปีสุดท้ายที่ญี่ปุ่นยึดครองฮ่องกง ลือกันว่าเป็นเพราะเขาปราดเข้าไปช่วยสองแม่ลูกที่กำลังทหารใจโฉดข่มขืน ไอ้ยุ่นนั่นโมโหที่ถูกขัดขวาง มันจึงกระหน่ำแทงเขาด้วยดาบปลายปืนจนตายคาที่”

ไหว่เชิงเล่าต่อไปด้วยสีหน้าท่าทางที่ยังไม่หายสะเทือนอารมณ์

“ถึงแม้เวลานั้นฉันจะแค่ไม่กี่ขวบ ไม่ได้รู้ความอะไรมากมาย แต่ฉันก็จำได้ไม่ลืมว่าบ้านเราโกลาหลกันขนาดไหน พอรู้ข่าวคุณพ่อก็เสียสติอยู่หลายวัน ป้าเซาและบ่าวไพร่คนอื่นก็เอาแต่ร่ำไห้โฮ ส่วนฉันถูกพวกผู้ใหญ่ปิดข่าวไม่ให้รู้ เพราะฉันกับพี่ชายใหญ่สนิทกันมาก ทั้งที่อายุอานามเราห่างกันเป็นรอบ แต่เขาก็เป็นพี่ชายที่ดี เป็นเพื่อนเล่นของฉัน คอยป้อนน้ำป้อนข้าวฉันด้วยความเอ็นดูยังกับห่างกันไม่กี่ปี”

“เสียใจด้วยเช่นกันนะคะ” เด็กสาวเสียงอ่อนลง พลางปรารภเป็นทีถาม “ฉันเคยได้ยินป้าเซาพูดถึง ‘คุณชายใหญ่’ กับ ‘คุณนายใหญ่’ เป็นครั้งคราว แต่ไม่เคยไถ่ถามรายละเอียดสักครั้งว่าทั้งสองคนเป็นใคร”

“คุณนายใหญ่ก็คือแม่แท้ๆของพี่ชายใหญ่ หรือภรรยาคนแรกของคุณพ่อฉัน ซึ่งก็คือผู้หญิงในรูปนี้” เขาอธิบาย “ทั้งคู่แต่งงานกันตอนอายุสิบหกตามการจัดแจงของผู้ใหญ่สองฝ่าย คุณแม่ใหญ่เป็นลูกครึ่ง พ่อท่านเป็นนายห้างคนสกอตที่อยู่ฮ่องกงมานาน ตัวท่านไม่ได้ร่ำเรียนสูงนักแต่ได้รับการศึกษาแบบกุลสตรีตะวันตก คุณแม่ใหญ่เลยเป็นคนมีมารยาทดี เชี่ยวชาญด้านการเย็บปักถักร้อย หนำซ้ำยังเล่นเครื่องดนตรีได้หลายชนิด ไวโอลินที่ฉันเล่นอยู่นี่ก็ได้ท่านเป็นครูคนแรก”

เหล่ฟั้นเพ่งพิจารณาภาพเขียนนั้นอย่างละเอียด เธอเชื่อว่าในอดีตกาลคุณนายใหญ่คงมีรูปโฉมโนมพรรณที่งดงามไม่ใช่น้อยๆ ทั้งนี้ก็ด้วยเลือดผสมในตัวที่รับเอาส่วนดีของทั้งบิดาและมารดามาเสมอกัน ฉะนั้นแม้รูปนี้จะถูกวาดขึ้นตอนมีอายุแล้ว ทว่าโฉมหน้าของท่านยังมีเค้าความสวยอยู่เต็มเปี่ยม

“คุณแม่ใหญ่เป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพเลื่อมใสคนหนึ่ง ท่านรักฉันดุจดังลูกในท้องท่านเอง สมัยฉันเด็กๆ คุณแม่ใหญ่ไม่เพียงแต่ดูแลฉัน ยังแจกขนมนมเนยให้ฉันอยู่เรื่อยไป น่าเศร้าอีกเหมือนกันที่ท่านมาด่วนจากไปตอนฉันอายุได้หกขวบ ด้วยอาการที่ผู้ใหญ่เขาเรียกกันว่า ‘ตรอมใจ’ จากการที่ท่านเสียลูกชายคนเดียวไป”

“ฟังจากน้ำเสียง ฉันก็รู้เลยว่าคุณรักและเสียดายท่านเพียงไร”

“ถูกต้อง กระนั้นฉันก็พูดเรื่องนี้ให้ใครฟังไม่ค่อยจะได้ เพราะคุณแม่ของฉันไม่นิยมชมชอบคุณแม่ใหญ่เท่าไรนัก” ไหว่เชิงกล่าวอย่างระมัดระวังคำพูด “เรื่องราวเกี่ยวกับคุณแม่ใหญ่และพี่ชายใหญ่นับเป็นส่วนดีในความทรงจำของฉันเสมอ เสียแต่ว่าคุณพ่อชอบจะนำด้านดีของทั้งสองมาเป็นมาตรฐานหรือแบบอย่างให้ฉันกับคุณแม่ซึ่งเป็นคนมาทีหลังต้องปฏิบัติตาม ฉันมีชีวิตอยู่ใต้เงาที่เรียกว่า ‘พี่ชายใหญ่’ คุณพ่อมาดหมายจะปั้นแต่งให้ฉันมีดีเหมือนเขา ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม”

เหล่ฟั้นเงียบงัน ในหัวอดประหวัดถึงคำเปรียบเทียบระหว่างเขากับ ‘อาปั๋น’ ซึ่งคุณท่านชอบโพล่งขึ้นเวลาที่โกรธเกรี้ยวเขาไม่ได้

นิ้วมือของไหว่เชิงชี้ไปที่ไวโอลินซึ่งขณะนี้เก็บเข้าที่เรียบร้อย “ที่ฉันต้องเรียนไวโอลินแต่เล็ก ก็เพราะพี่ชายใหญ่เคยเล่นมันได้ดีมาก”

“หลายครั้งที่ฉันคิดว่าถ้าพี่ชายใหญ่ไม่ตายเสียอย่าง ฉันคงเป็นไทแก่ตัวไปแล้ว ไม่ต้องมาคอยแบกรับเกียรติยศที่เหล่าบรรพบุรุษสั่งสมไว้ เพียงเพราะฉันเป็นลูกชายคนเดียวที่คุณพ่อมีเหลืออยู่”

คนแซ่หมั่นหัวเราะเสียงพร่า ก่อนจะพูดต่อไปด้วยอารมณ์น้อยใจ “จนกระทั่งทุกวันนี้ ฉันมีอายุพอๆกับพี่ชายใหญ่ตอนที่เขาจากไปแล้ว แถมยังประสบความสำเร็จไม่น้อยกว่าเขาตอนที่มีชีวิตอยู่เลย แต่จะยังไงฉันก็ยังรู้สึกว่าเงาของเขายิ่งใหญ่ไม่มีเสื่อมคลาย และฉันก็คงไม่มีวันจะทาบชั้นเขาได้เลย”

สาวใช้ชาวเมืองฝอซานลอบถอนใจ ค่อยๆใช้ปัญญาครุ่นคิดนานนับนาที จนในที่สุดเธอก็เรียบเรียงคำพูดออกมาได้

“คุณเคยเชื่อเรื่องพลังแห่งศรัทธามั้ยคะ ไหว่เชิง”

เด็กหนุ่มกลอกตามองอย่างทบทวน ก่อนส่ายหน้า

“คุณจะว่าอย่างไร ฉันก็คงไปบังคับฝืนใจคุณไม่ได้ แต่สำหรับฉันแล้ว ศรัทธาเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพราะเพียงเราเชื่อมั่นในอะไรสักอย่าง เราก็จะมีกำลังใจในการฝ่าฟันอุปสรรคและเรื่องราวร้ายแรงต่างๆไปได้...ซิสเตอร์กวานพร่ำสอนฉันว่า ความศรัทธามีพลังที่เลิศล้น นำมาซึ่งความสำเร็จแก่ผู้ที่เชื่อถือในพลังของมัน ดูอย่างคนโบราณที่ไม่มีเครื่องทุ่นแรงใดๆ แต่ทำไมถึงสร้างอาสนวิหารที่ใหญ่โตโอฬารชนิดคนปัจจุบันยังสร้างไม่ไหวได้ ก็เพราะว่าพวกเขามีศรัทธายังไงล่ะคะ”

หมั่น ไหว่เชิง นิ่งฟังอย่างประหลาดใจในคารมคมคายของอีกฝ่าย

“เรื่องข้อเปรียบเทียบตัวคุณกับคุณชายใหญ่ ฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องของชะตาชีวิตที่ถูกพระเจ้าลิขิตมาแล้ว และมนุษย์ตัวเล็กๆอย่างเราก็ทำได้แค่ดำเนินหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดตามกรอบเกณฑ์ที่พระองค์ทรงกำหนดมา...ศรัทธาไม่จำเป็นต้องมีต่อพระเจ้าเท่านั้น คุณสามารถศรัทธาในตัวคุณเองก็ยังได้ ขอเพียงแค่คุณมีมันแค่นั้น แม้แต่เรื่องที่เลวร้ายที่สุดก็จะผ่อนหนักเป็นเบาได้ในบั้นปลาย”

“เธอพูดจริงหรือ” เขาถามอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง

“จริงซิคะ” เธอพยักหน้ารับ นัยน์ตาเป็นประกาย “เรื่องอะไรฉันจะต้องโกหกคุณ ก็ในเมื่อฉันยังมีชีวิตอยู่ได้ด้วยความศรัทธานี่”

“ก็ได้” ไหว่เชิงรับคำอย่างมุ่งหมาย “ฉันจะลองมีศรัทธาดูสักครั้ง”

“และฉันก็ขอเป็นกำลังใจให้คุณ โปรดจงรู้ว่าฉันเอาใจช่วยอยู่เสมอ”

สิ้นคำเสริมนั้น ก็เป็นเจ้าของคำพูดเองที่ต้องหลบหน้าเพื่อแก้ขวย ขณะที่คู่สนทนาก็ไม่ต่างจากเธอ

 

ทันทีที่ได้ยินเสียงกริ่ง หนุ่มผมทองซึ่งนั่งเอกเขนกอยู่บนอาร์มแชร์ก็ลุกไปเปิดประตูอย่างไม่รอช้า ด้วยรู้ดีว่า ‘แขก’ ของตนคือใคร

“สแตนลีย์” เสียงสูงที่คุ้นเคยดังขึ้น แล้วโดยไม่รู้ตัว เจ้าของเสียงนั้นก็โผผวาเข้าสู่อ้อมกอดของเขาเต็มแรง

“ยินดีที่ได้พบคุณอีก”

จบคำ เขาก็บดริมฝีปากกับปากหล่อน ดูดดื่มจุมพิตซึ่งกันและกันคล้ายจะกำซาบรสเสน่หาที่ห่างเหินมาเนิ่นนานเสียให้หายอยาก

“เดี๋ยวนี้อังกฤษเป็นยังไงบ้างคะ”

“ก็ดีครับ” เขาแบ่งรับแบ่งสู้

“ทางนี้ก็มีความเปลี่ยนแปลงต่างๆมากมาย” หญิงสาวเปรย ก่อนพูดต่ออย่างเพิ่งนึกขึ้นได้ “ชมรมกาสิโนที่บ้านนังคุณนายฉิวไม่มีแล้วนะคะ ผัวหล่อนติดหนี้สินอีรุงตุงนัง เลยต้องจำนองบ้านหลังนั้นเอาเงินใช้หนี้...ในชั้นแรกฉันก็เสียดายอยู่หรอก แต่พอขาดมันไปนานเข้าก็รู้สึกชินไปเอง ตอนนี้กลับคิดว่าดีเสียอีก เพราะสมาชิกแต่ละคนกระจัดพลัดพรายไปคนละทาง ฉันเบื่อหน้าพวกหล่อนบางคนอยู่แล้ว เลยถือโอกาสนี้ตีตัวออกมาเลย”

“ผมรู้เรื่องแล้ว” สแตนลีย์ตอบสั้นๆ   

“คนใจไม้ไส้ระกำ ทีเรื่องทางนี้รู้ ขณะที่ฉันไม่รู้เรื่องทางนู้นเลย” หล่อนแกล้งทำเสียงดุ แล้วทุบกำปั้นใส่อกเขา “คุณกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดทั้งที ไม่บอกไม่กล่าวฉันสักคำ คุณรู้มั้ยว่าหลายเดือนมานี้ฉันคิดถึงคุณใจแทบขาด เล่นหายหน้าไปเลย ช่องทางติดต่อก็ไม่ทิ้งไว้ให้”

“ผม...ผมมีความจำเป็นต้องปกปิดไม่ให้คุณรู้” ชายหนุ่มเบาเสียงลง มองซ้ายมองขวา แล้วจึงปิดประตูห้องสนิท “ที่จริงผมไม่ได้ไปอังกฤษหรือเมืองไหนทั้งสิ้น อย่างที่ผมเคยบอกคุณแหละว่าฮ่องกงเป็นบ้านของผมไปแล้ว”

“ถ้างั้นคุณไปไหนมา” หมั่น ซน หยิงโถว อึ้งไปถนัดใจ

“ธุรกิจผมติดขัดนิดหน่อย เลยต้องกบดานอยู่เงียบๆ”

“ก็ไม่เห็นต้องเงียบถึงขนาดไม่ให้ฉันรู้” หล่อนแย้งเสียงขุ่น

“งานของผมมันเสี่ยงภัยกว่าที่คุณจะเข้าใจได้ และผมก็ไม่อยากให้ตัวคุณเข้ามาเสี่ยงกับผม” สแตนลีย์ทัดทาน พลางตีสีหน้ายุ่งยากใจ “หมู่นี้พวกอันธพาลมันอาละวาดบ่อย หากนั่นยังไม่น่าหนักใจเท่าการที่สารวัตรคนใหม่ย้ายมาประจำการในเขตของผม ร่ำลือกันว่าแกเป็นข้าราชการน้ำดี ขยันทำงาน ไม่กินสินจ้าง”

“ฮ่องกงยังมีตำรวจพรรค์นี้อีกหรือ” คนฟังแค่นขำ ไม่เชื่อถือว่าจะเป็นความจริง “ยังไงก็ตาม ถ้าคุณต้องการอำนาจพิเศษคุ้มครอง ก็ขอให้บอกมานะคะ ฉันว่าบารมีตระกูลหมั่นกว้างขวางพอจะกำราบตำรวจทั้งกรมได้สบาย”

“มันไม่น่าขันไปหน่อยเหรอครับ หากผมดึงบารมีสามีคุณมาคุ้มกะลาหัวตัวเอง” ชายชู้ย้อนถามกลั้วหัวเราะ

“จริงสิ มีอีกเรื่องที่ฉันอยากบอกกับคุณ” หางเสียงของหล่อนบอกความยินดี “คุณอาจไม่ได้ไปอังกฤษ แต่ช่งจีต่างหากที่กำลังจะไป เขาได้รับเสนอชื่อให้เข้ารับเครื่องราชฯจากพระหัตถ์สมเด็จพระราชินีนาถ กำหนดออกเดินทางคือเดือนหน้า และจะท่องเที่ยวอยู่ที่โน่นต่ออีกสองเดือนสามเดือน...เมื่อเขาไปแล้ว บ้านตระกูลหมั่นก็คือบ้านของฉัน คุณจะมาเยี่ยมเยือนสักกี่ครั้งก็ได้”

“ถ้าลูกชายกับบรรดาสาวใช้ของคุณอนุญาต ผมก็ยินดีไปครับ...” ชายหนุ่มยิ้มระรื่น “...ตอนนี้ช่างเรื่องพวกนั้นก่อน เรารีบไปจองที่ในโรงหนังกันเถอะ ไปช้าประเดี๋ยว เจมส์ ดีน กับ นาตาลี วู้ด จะไม่คอยท่านะครับ”  

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น