Mamymind

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

พี่ชายเพื่อน 8 [Rewrite]

ชื่อตอน : พี่ชายเพื่อน 8 [Rewrite]

คำค้น : พี่ชายเพื่อน

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.4k

ความคิดเห็น : 81

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ส.ค. 2563 23:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
พี่ชายเพื่อน 8 [Rewrite]
แบบอักษร

 

 

 

พี่ชายเพื่อน 8 

 

 

เสียงเครื่องปรับอากาศดังขึ้นท่ามกลางความเงียบในห้องนอนใหญ่ของคฤหาสน์วินิชราชกุลโดยมีผู้ร่วมอาศัยอยู่ในห้องสองคนที่ต่างอยู่มุมใครมุมมัน โดยเขมินท์ที่เข้ามาอยู่ในห้องนี้เป็นคืนแรกก็นั่งบนโซฟาหลังใหญ่ที่อยู่ข้างกำแพงห้องฝั่งที่เตชิตบอกว่าให้เขมินท์นอนบนเตียงโดยที่ตนเองก็ร่างแบบงานในไอแพดเงียบๆคนเดียว ส่วนเตชิตก็นั่งอ่านเอกสารการประชุมของวันพรุ่งอยู่ที่บนเตียง  

 

ทั้งคู่ไม่พูดคุยกันตั้งแต่เขมินท์อาบน้ำเสร็จเตชิตก็เข้าไปอาบต่อพอออกมาต่างคนก็ต่างทำงานของตนเอง เตชิตเองก็พยายามสงบสติอารมณ์ไม่หาเรื่องเขมินท์ที่เมินตนเองอย่างเห็นได้ชัด จนเวลาผ่านไปเป็นชั่วโมงและเตชิตก็เริ่มจะหมดความอดทนลงไปทุกที 

 

“วันนี้นายต้องขึ้นมานอนบนเตียง” 

 

“ผมนอนบนโซฟาได้ครับไม่เป็นไร” 

 

“แต่ฉันสั่ง” 

 

“ขอโทษนะครับคุณเตชิตผมไม่ใช่ลูกน้องคุณที่จะทำตามคำสั่งคุณทุกอย่าง และถ้าคุณง่วงก็นอนไปได้เลย เราไม่ได้เป็นสามีภรรยาที่รักกันขนาดที่ต้องนอนพร้อมกันหรอกครับ” เขมินท์พูดออกมาทั้งๆที่ยังก้มหน้าขีดเขียนลงบนไอแพดไม่หยุด 

 

“นายกลัวฉันจะทำอะไรนายรึไง ฉันบอกแล้วไงว่าฉันไม่มีอารมณ์กับท่อนไม้อย่างนายหรอก” 

 

“ผมก็ไม่มีอารมณ์กับคุณหรอกครับและที่สำคัญผมไม่ง่วงแล้วก็มีงานที่ต้องทำ หวังว่าคุณจะเลิกวุ่นวายสักที ผมต้องใช้สมาธิทำงาน” เขมินท์บอกด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งเพราะตนเองนั้นต้องใช้สมาธิในการทำงานจริงๆ แถมวันนี้เขมินท์ยังไม่ได้เข้าบริษัทอีก งานก็ยิ่งเยอะๆอยู่ด้วยและก็ไม่อยากเอาเวลาก่อนนอนมานั่งเถียงกับเตชิตในเรื่องไร้สาระหรอกนะ มันเสียเวลา 

 

“คิดว่าฉันสนรึไง ฉันถามเป็นมารยาทเท่านั้นแหละ” เตชิตตอบกลับก่อนจะปิดไฟหัวเตียงของตนเองและล้มตัวลงนอนโดยหันหลังให้เขมินท์ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม เขมินท์ที่เห็นว่าเตชิตปิดไฟฝั่งตัวเองลงไปแล้วก็แอบถอนหายใจออกมาเบาๆ  

 

เขมินท์นั้นขอสารภาพเลยว่าตนเองกลัวการนอนร่วมเตียงกับเตชิตมาก อาจจะเป็นเพราะความรู้สึกที่ได้ตื่นขึ้นมาในห้องนี้มันฝังลึกอยู่ในความทรงจำ ความรู้สึกที่ถูกเหยียบย่ำทั้งศักดิ์ศรีและความรู้สึกทางใจ สายตาของเตชิตที่มองตนเองในวันนั้นมันทำให้เขมินท์ไม่ต่างจากสิ่งสกปรกที่น่ารังเกียจเลยสักนิด ขนาดในตอนนี้เขมินท์แค่คิดถึงเรื่องนั้นมือก็สั่นขึ้นมาไม่หยุด ซึ่งอาการนี้มันคืออาการที่เขมินท์หวาดกลัวว่าจะเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นอีก….. 

 

และในที่สุดเวลาก็ผ่านไปค่อนคืน เขมินท์ก็ยังนั่งอยู่บนโซฟาด้วยสภาพที่สัปหงกและในมือก็ยังมีทั้งไอแพดและปากกาของไอแพดคามือทั้งสองข้างไว้ ทำให้เตชิตที่รู้สึกตัวขึ้นมาเพราะแสงสว่างที่ยังมีในห้องก็มองเห็นภาพของเขมินท์ที่นั่งสัปหงกอยู่แบบนั้น เตชิตเลยหยิบรีโมตอัตโนมัติที่ใช้ในห้องกดปิดไฟทุกดวงโดยไม่คิดสักนิดเลยว่าตนเองจะทำตัวเป็นพระเอกแสนดีเข้าไปอุ้มเขมินท์มานอนบนเตียง เพราะเจ้าตัวก็ปากเก่งขนาดนั้นก็นอนหลับแบบนั้นไปทั้งคืนเถอะ เหอะ! 

 

 

ร่างกายของเขมินท์ที่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอัตโนมัติเป็นประจำในเวลาตีห้าของทุกวันเพื่อเตรียมตัวไปทำงานและเตรียมอาหารเช้าและเตรียมของใส่บาตร ในวันนี้เองก็เช่นกัน เขมินท์ค่อยๆลืมตาขึ้นมาก็พบว่าตนเองเผลอนั่งหลับไปทั้งที่ยังทำงานในมืออยู่ พอกดดูเวลาก็พบว่าตอนนี้เป็นเวลาตีห้ากว่าๆ ก็เลยลุกขึ้นเก็บของและเดินไปกดเปิดไฟในห้องบางส่วนเพื่อที่จะได้เตรียมตัวอาบน้ำแต่งตัวและลงไปในครัวเพื่อเตรียมตัวตักบาตรเหมือนทุกวัน แม้ว่าที่นี่จะไม่ใช่ที่บ้านตนเองก็ตาม 

 

หลังจากที่อาบน้ำจนเสร็จเขมินท์ก็ลงมาที่ครัวอย่างที่ตั้งใจไว้ แม่ครัวในห้องครัวต่างตกใจที่ตนเองตื่นขึ้นมาในเวลานี้และยังลงมาทำอาหารเช้าอีกต่างหาก แต่แม้จะเกร็งในช่วงแรกแต่ทุกอย่างก็ผ่อนคลายขึ้นเมื่อเขมินท์เป็นคนอัธยาศัยดีคุยกับคนในครัวพร้อมรอยยิ้มหวานๆ จนทุกคนในครัวผ่อนคลายลงและกล้าพูดคุยกับตนเองมากขึ้น 

 

“คุณเขมทำข้าวต้มน่ากินจังค่ะ กลิ่นหอมมากๆเลย” 

 

“ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ เขมก็ทำตามแบบครูพักลักจำมาไม่อร่อยขนาดนั้นหรอกครับ แล้วนี่พระท่านจะมาที่หน้าบ้านกี่โมงเหรอครับ เขมจะทำอาหารสักสองสามอย่างใสบาตรด้วยกลัวไม่ทัน” 

 

“เจ็ดโมงค่ะ ตอนนี้ยังไม่หกโมงเลยมีเวลาอีกเยอะเลยค่ะ เดี๋ยวพวกเราช่วย” 

 

“ขอบคุณนะครับ” เขมินท์เอ่ยขอบคุณพร้อมรอยยิ้มก่อนจะเอาฝาหม้อมาปิดหม้อข้าวต้มกุ้งที่เป็นอาหารเช้าของวันนี้ก่อนจะเริ่มลงมือทำอาหารใส่บาตรและก็ทำเผื่อใส่กล่องข้าวไปทานในช่วงกลางวันของเขมินท์ด้วย 

 

หลังจากที่ทำอาหารเสร็จแล้ว เขมินท์ก็พบว่ามีเวลาเกือบครึ่งชั่วโมงที่พระจะมาเขมินท์เลยเดินขึ้นไปดูลูกชายที่ตอนนี้ไม่รู้ว่าตื่นรึยัง แต่พอเปิดประตูห้องของลูกเข้าไปก็พบว่าลูกชายสุดที่รักของเขมินท์อาบน้ำแต่งตัวด้วยตัวเองเสร็จเรียบร้อยแล้ว 

 

“ตื่นเช้าจังครับคนเก่ง นอนหลับไม่สนิทหรือฝันร้ายรึเปล่า” 

 

“ไม่ครับ โมเดลฝันดีที่สุดเลย แต่โมเดลตื่นเต้นที่จะได้กินอาหารเช้าพร้อมคุณแม่กับคุณพ่อ โมเดลเลยตื่นมาเตรียมตัวครับ” 

 

“เก่งที่สุดเลยครับ งั้นโมเดลลงไปใส่บาตรกับคุณแม่ก่อนนะครับ” 

 

“ครับ พอโมเดลใส่บาตรแล้วโมเดลขอเข้าไปปลุกคุณพ่อได้มั้ยครับ” 

 

“ขอคุณแม่ดูก่อนนะครับ ไว้คุณแม่จะบอกอีกที ตอนนี้เราลงไปรอพระกันนะครับเดี๋ยวจะใส่บาตรไม่ทันพระ” เขมินท์บอกก่อนจะพาโมเดลเดินลงไปใส่บาตรที่หน้าบ้าน โดยมีคุณหญิงแม่ที่ตื่นขึ้นมาใส่ด้วย ทั้งสามคนใส่บาตรร่วมกันจนเสร็จก่อนจะเดินกลับเข้ามาในตัวบ้านพร้อมๆกัน โมเดลเลยขออนุญาตเขมินท์ขึ้นไปหาเตชิตที่ห้อง เขมินท์เห็นว่าคงห้ามลูกชายไม่ได้เลยอนุญาตให้โมเดลขึ้นไปปลุกคนเป็นพ่อที่ไม่รู้ว่าตอนนี้จะตื่นรึยังเพราะตนเองนั้นไม่อยากจะสนใจเท่าไร และพอโมเดลขึ้นไปชั้นบนแล้วเขมินท์และคุณแม่ก็เดินไปรอโมเดลและเตชิตที่โต๊ะทานข้าวแทน 

 

โมเดลที่ขึ้นมาหาคุณพ่อบนห้องก็ค่อยๆเปิดประตูออกก่อนจะเดินเข้าห้องคุณพ่ออย่างตื่นเต้นและเมื่อเห็นว่าคุณพ่อกำลังแต่งตัวอยู่โมเดลก็เดินเข้าไปกอดขาพร้อมเอ่ยอรุณสวัสดิ์ยามเช้าด้วยน้ำเสียงติดอ้อนจนเตชิตก้มมองแล้วส่งยิ้มให้ลูกชาย 

 

“อรุณสวัสดิ์ครับคุณพ่อ” 

 

“อรุณสวัสดิ์ครับโมเดล ทำไมตื่นเช้าจัง” 

 

“โมเดลตื่นมาตักบาตรกับคุณแม่และคุณย่าครับ” 

 

“ตักบาตร?” 

 

“ครับ คุณแม่บอกให้ตักบาตรทุกเช้าจิตใจจะได้แจ่มใสเหมือนคุณดวงอาทิตย์” 

 

“ขนาดนั้นเลยเหรอครับ งั้นวันหลังพ่อลงไปตักบาตรด้วยดีมั้ย” 

 

“ดีครับ โมเดลอยากตักบาตรพร้อมคุณพ่อคุณแม่” 

 

“แต่ตอนนี้เราลงไปกินอาหารเช้ากันดีกว่านะครับ มาครับพ่ออุ้มลงไปแทนนะ” เตชิตบอกก่อนจะอุ้มลูกชายแนบอกลงบันไดพร้อมตนเอง  

 

เตชิตบอกตัวเองก่อนที่โมเดลจะย้ายเข้ามาอยู่ด้วยว่า เตชิตจะทำทุกทางให้โมเดลรักและขาดเตชิตไม่ได้ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นเขมินท์จะไม่สามารถพาลูกไปจากเตชิตได้ยังไงล่ะ 

 

กลิ่นข้าวต้มในถ้วยที่หอมฟุ้งทำให้โมเดลตักกินด้วยความเอร็ดอร่อย แถมคุณแม่ยังรู้ใจโมเดลที่สุดว่าโมเดลชอบคุณกุ้งตัวโตๆที่สุด! 

 

“อร่อยมั้ยครับโมเดล” คุณหญิงรวีวรรณเอ่ยถามหลานชายที่ขอข้าวต้มกุ้งเป็นครั้งที่สองของเช้าวันนี้ 

 

“อร่อยครับ คุณแม่ของโมเดลทำอร่อยที่สุด ใช่มั้ยครับคุณพ่อ” 

 

“ครับโมเดล แต่พ่อว่ามันเค็มไปหน่อย” 

 

“โมเดลว่าไม่เห็นเค็มเลย คุณแม่ทำอร่อย” โมเดลปกป้องคุณแม่สุดที่รักจากคุณพ่อของตนเองเมื่อคุณพ่อบอกว่าเค็ม คุณพ่อไม่น่ารักเลย! 

 

“คุณพ่อของโมเดลคงจะอิ่มน่ะครับ เมื่อเช้าคุณแม่ก็ทำบุญกรวดน้ำให้ไปเยอะ สงสัยจะได้น้ำเยอะลิ้นเลยเพี้ยนๆไปหน่อย” เขมินท์บอกพร้อมกับคำพูดจิกกัดที่ทำให้คุณหญิงรวีวรรณหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เพราะเธอไม่เคยเห็นใครที่จะกล้าต่อว่าพี่เตชิตของเธอเท่าหนูเขมได้เลยและเธอก็ไม่เคยเห็นหนูเขมในภาพลักษณ์แบบนี้ด้วย พี่เตของเธอนี่เก่งจริงๆที่ทำให้คนเรียบร้อยอ่อนหวานกลายเป็นคนไม่ยอมคนได้ถึงขนาดนี้ 

 

“ฮื่อออ โมเดลไม่รู้เรื่องที่คุณแม่พูดเลย” 

 

“ไว้โตขึ้นโมเดลจะรู้นะครับ ตอนนี้กินข้าวให้หมดก่อนนะครับคุณแม่จะได้ไปทำงานอย่างสบายใจ” 

 

“ฉันจะไปส่งนายเอง เรามีเรื่องต้องคุยกัน” เตชิตบอกเสียงเข้มพร้อมส่งสายตาดุๆจ้องมองเขมินท์ที่จิกกัดตนเองได้เจ็บแสบเหลือเกิน 

 

“พอดีว่าผมขับรถเป็นครับ ขอบคุณในความหวังดี แต่ไม่ต้องหรอกครับผมจะไปเอง” 

 

“เอ่อ… คุณแม่ว่าเรารีบๆกินกันดีกว่านะ เดี๋ยวจะสายไปมากกว่านี้” เพราะสองคนจ้องกันอย่างไม่มีใครยอมใครและคุณหญิงรวีวรรณก็กลัวทั้งคู่จะไปทำงานสายเลยพูดขัดขึ้นมาทำให้เขมินท์และเตชิตก้มลงจัดการอาหารตรงหน้าตนเองให้เสร็จแทนที่จะทำสงครามตากันต่อ 

 

 

“ปล่อยผมนะคุณเตชิต ผมเจ็บ!” เขมินท์เอ่ยบอกอีกคนด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเล็กน้อยเมื่อหลังจากที่กินข้าวเสร็จและเขมินท์ก็กำลังเดินขึ้นบันไดมาเอาของในห้องก่อนจะออกไปทำงานแต่ก็โดนเตชิตเดินตามหลังมาและกระชากแขนของเขมินท์ก่อนจะลากเขมินท์ให้เดินตามเข้ามาในห้อง 

 

ป่าเถื่อนสิ้นดี! 

 

“สมน้ำหน้า กล้าดียังไงมาว่าฉันเป็นพวกผีขอส่วนบุญ นายจะกล้าเกินไปแล้วนะ” 

 

“ผมบอกเหรอครับว่าคุณเป็นผี ไม่ได้พูดสักคำอย่ามาใส่ร้ายกันหน่อยเลย และก็กรุณาปล่อยมือผมสักที ผมจะได้เอาของและออกไปทำงานก่อนจะสายไปมากกว่านี้” 

 

“ขอโทษฉันก่อน ขอโทษที่นายจงใจพูดเสียดสีฉันบนโต๊ะอาหาร” 

 

“ไม่ขอโทษ ทำไมผมต้องขอโทษในเมื่อคำพูดของผมก็ไม่ทำให้คุณตายสักหน่อย” 

 

“เขมินท์!” 

 

“อะไรครับคุณเตชิต” เขมินท์ต่อปากต่อคำอย่างไม่เกรงกลัว ออกจะสะใจเสียด้วยซ้ำที่สามารถทำให้ผู้ชายป่าเถื่อนตรงหน้าหัวเสียได้ขนาดนี้ 

 

“ปากดีนักนะเขมินท์ ฉันอยากจะรู้นักว่าปากแบบนี้มันจะดีได้สักกี่น้ำกัน” หลังเตชิตพูดจบประโยคก็ผลักเขมินท์เหวี่ยงลงบนเตียงเต็มแรงก่อนจะขึ้นไปคล่อมทับเขมินท์ที่กำลังตกใจที่โดนเตชิตทำแบบนี้ 

 

“คุณจะทำอะไรคุณเตชิต ออกไปจากตัวผมนะ!” 

 

“กลัวงั้นเหรอ? เมื่อกี้ยังเถียงฉันอยู่เลยนะ ทำไมตอนนี้กลัวซะแล้วล่ะ เธอคิดว่าคนแบบฉันจะทำอะไรเธองั้นเหรอเขมินท์” เตชิตถามก่อนจะกระชากเน็คไทด์ของตนเองที่ผูกเรียบร้อยอยู่แล้วให้หลุดออกมาก่อนจะใช้มันมัดเข้าที่ข้อมือของเขมินท์ที่พยายามขัดขืนเพื่อจะหนีจากเตชิตให้แน่น 

 

“ปล่อยผมนะ คุณจะบ้าไปแล้วรึไง” 

 

“ฉันไม่ได้บ้า ฉันแค่จะสั่งสอนคนปากดีแบบนายว่าอย่ามาคิดต่อปากต่อคำกับฉัน ครั้งนี้ฉันจะเตือนเบาๆให้นายได้รู้ว่าลองดีกับฉันในที่ของฉันแล้วมันจะเป็นยังไง” หลังจบประโยคเตชิตก็ใช้มือบีบคางของเขมินท์จนริมฝีปากของเขมินท์เปิดออก ก่อนเตชิตจะก้มลงไปบดจูบบนริมฝีปากของเขมินท์ด้วยความรุนแรง  

 

จูบที่เขมินท์ไม่ได้เต็มใจรับทำให้ตนเองนั้นร้องไห้ออกมา เตชิตไม่ได้มอบความอ่อนโยนเหมือนนิยายชวนฝัน แต่มันเป็นจูบที่เต็มไปโดยแรงอารมณ์ที่อยากจะเอาชนะเขมินท์ ริมฝีปากของผู้ชายร้ายกาจทั้งกัดและขบเม้มจนริมฝีปากของเขมินท์บวมช้ำและพอเขมินท์ขัดขืน เตชิตก็ใช้มือบีบคางของเขมินท์จนแทบแตกละเอียดคาฝ่ามือของอีกคนทำให้เขมินท์ต้องยอมเปิดรับสัมผัสของเตชิตทั้งน้ำตา 

 

“ฮึก…” เสียงละอื้นของเขมินท์หลุดออกมาเบาๆเมื่อเตชิตผละริมฝีปากออก เสื้อผ้าของทั้งคู่ยับยู่ยี่จากการขัดขืนของเขมินท์ เตชิตที่เห็นเขมินท์ร้องไห้ก็ยกยิ้มมุมปากขึ้นมาอย่างร้ายกาจเพราะรู้สึกสะใจที่ทำให้คนอวดดีร้องไห้ได้แบบนี้ 

 

“แค่นี้ก็ร้องไห้งั้นเหรอ น่าสมเพชชะมัด” 

 

“คุณมันเลวคุณเตชิต” 

 

“ใช่ ฉันมันเลวและฉันก็เลวได้มากกว่านี้อีกนะ ถ้านายยังกล้าลองดีกับฉัน ถ้าอยากจะรู้ว่าฉันเลวยังไงก็ลองอวดดีกับฉันอีกสิ แล้วนายจะได้รู้ว่าคนแบบฉันเลวได้มากกว่าที่นายเคยเจอ” 

 

“….” 

 

“ลุกขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ได้แล้ว ยับแบบนี้นายคงไม่กล้าเดินออกนอกห้องไปให้คนในบ้านสงสัยหรอกนะว่าฉันทำอะไรนาย” 

 

“ปล่อยมือผมสิ” 

 

“อ่า… ฉันเปลี่ยนใจแล้วดีกว่า ฉันจะเป็นคนเปลี่ยนเสื้อผ้าให้นายก่อนจะออกไปทำงานเองเขมินท์” เขมินท์เบิกสายตากว้างขึ้นด้วยความตื่นกลัวทันทีเมื่อได้ยินเตชิตบอกแบบนั้น 

 

“ยะ อย่านะ!” 

 

“กลัวอะไรกัน ฉันกับนายมันก็เคยๆกันอยู่แล้ว” เตชิตบอกก่อนจะปลดกระดุมเสื้อของเขมินท์ออกจนหมดแล้วค่อยปลดเนคไทด์ที่รัดข้อมือเขมินท์ออกเป็นอย่างสุดท้ายและเขมินท์ที่ได้โอกาสก็ฟาดฝ่ามือเข้าที่ใบหน้าของเตชิตเต็มแรงทั้งๆที่มือและร่างกายของเขมินท์ยังมีอาการสั่นอยู่เล็กน้อย  

 

“คนเลว… คุณมันแย่” 

 

“อยากจะโดนอะไรเลวๆมากกว่านี้มั้ยล่ะ” เตชิตถามก่อนจะกระชากตัวเขมินท์ให้มาเข้าใกล้ตนเอง แต่เตชิตที่ยังไม่ทันได้ทำอะไรไปมากกว่านี้ เสียงประตูห้องก็ถูกเปิดออกพร้อมร่างของโมเดลก็เดินเข้ามาหาใกล้ๆเตียงนอนก่อนจะถามขึ้นเสียงใส 

 

“คุณพ่อกับคุณแม่ทำอะไรกันครับ ทำไมคุณแม่ปลดกระดุมเสื้อล่ะ”  

 

“พ่อกำลังเล่นเกมส์แต่งตัวกับแม่เราครับ ใช่มั้ยเขมินท์” 

 

“ครับ เดี๋ยวโมเดลมาเล่นกับคุณพ่อของโมเดลแทนคุณแม่ทีนะครับ คุณแม่จะไปเปลี่ยนเสื้อก่อนแล้วจะออกไปทำงานแล้ว” 

 

“ได้ครับคุณแม่ คุณพ่อครับเล่นกับโมเดลก็ได้นะครับ คุณแม่จะไปทำงานแล้ว เดี๋ยวสายแล้วลุงบอสจะตีคุณเมียเพี๊ยะๆที่ไปสายแบบนี้”  

 

ถือว่าเป็นโชคดีของเขมินท์ที่โมเดลเข้ามาขัดขวางการกระทำของเตชิตไว้ได้ก่อน เขมินท์เลยไม่โดนเตชิตรังแกไปมากกว่านี้ เพราะแค่นี้ตนเองก็สู้แทบไม่ไหวแล้ว….. 

 

 

สุดท้ายเขมินท์ก็ออกจากบ้านมาคนเดียวโดยที่โมเดลไปกับเตชิตแม้ตอนแรกตกลงว่าจะอยู่กับคุณหญิงแม่ก็เถอะแต่เพราะคุณแม่เองก็มีธุระกะทันหันด้วย เขมินท์ก็เลยต้องยอมปล่อยให้โมเดลไปกับคนร้ายกาจแบบนั้นและอีกอย่างเพราะตนเองนั้นก็เหนื่อยที่จะต่อกรกับคนแบบนั้นแล้วด้วยในวันนี้และในตอนนี้ก็รู้สึกทั้งเหนื่อยกายและเหนื่อยใจแบบสุดๆไปเลย…. 

 

“คุณเขมดูเครียดจังเลยนะครับ งานของผมที่สั่งแก้ไปมันยากขนาดนั้นเลยเหรอครับ” วศิน หรือลูกค้าวีไอพีอีกคนที่เขมินท์ทำงานร่วมด้วยเอ่ยถามอย่างเป็นห่วงเมื่อการประชุมจบลงและเหลือเพียงเขมินท์กับวิศินอยู่ในห้องประชุมกันสองต่อสอง 

 

“เปล่าครับ เรื่องที่คุณวศินสั่งแก้มาสบายมากครับ แต่คงต้องใช้เวลาสักสองอาทิตย์ ช่วงนี้ลูกน้องลาพักร้อนด้วยผมทำงานคนเดียวคงจะช้ากว่ากำหนด เรื่องนี้ต้องขอบคุณคุณวศินมากเลยนะครับที่เข้าใจทางเรา” 

 

“ไม่เป็นไรครับ ผมเข้าใจว่าคุณเขมทำงานหนักและดูแลโมเดลด้วย ว่าแต่วันนี้โมเดลไปไหนครับทำไมไม่เห็นเลย” วศินถามถึงเด็กน้อยหน้าตาน่ารักที่เห็นเป็นประจำเมื่อมาที่บริษัทนี้และพอรู้ว่าเป็นลูกคุณเขม วศินก็ยิ่งเกิดความรู้สึกเอ็นดูเด็กน้อยยิ่งกว่าเดิม เพราะตนเองนั้นรู้สึกนับถือคุณเขมมากๆ ที่เลี้ยงลูกไปด้วยทำงานไปด้วยตัวคนเดียว จนทำให้วศินอยากเข้าไปดูแลทั้งคู่แม้คุณเขมจะปฏิเสธก็ตาม แต่ยังไงวศินก็ยังคงไม่ยอมแพ้ จนทุกวันนี้วศินก็ยังตามจีบคุณเขมอยู่ 

 

“ไปทำงานกับคุณพ่อเค้าน่ะครับ” 

 

“พ่อเหรอครับ พ่อของโมเดลก็คือสามีของคุณเขมเหรอครับ” วศินถามขึ้นด้วยความตกใจ เพราะตั้งแต่รู้จักกันมาวศินไม่เคยเห็นสามีของคุณเขมเลยสักครั้ง และยอมรับว่าพอได้ยินทั้งตกใจและรู้สึกหวั่นใจว่าคนตรงหน้าจะกลับไปมีเจ้าของหัวใจอีกครั้ง…. 

 

“ครับ คุณพ่อของโมเดลเค้ากลับมาหาลูก โมเดลเลยติดพ่อของเค้ามากวันนี้ก็ตามไปกับพ่อของเจ้าตัวนั่นแหละ” 

 

“แล้วคุณเขมกับเค้า กลับมาอยู่ร่วมกันเหรอครับ” 

 

“ครับ แต่ก็อยู่แค่ในฐานะแม่ของลูกเท่านั้น” 

 

“งั้นผมก็ยังมีโอกาสใช่มั้ยครับ” 

 

“เราเป็นเพื่อนกันนะครับ คุณวศินเป็นคนดีขนาดนี้ผมจะไม่เป็นเพื่อนกับคุณได้ยังไง” เขมินท์ตอบออกไปแม้จะรู้ว่าคำตอบของตนเองนั้นจะทำร้ายจิตใจของคุณวศิน แต่เขมินท์ก็ไม่อยากให้คนดีๆอย่างคุณวศินมาหวังกับคุณแม่ลูกติดที่ภาระเยอะแบบตนเอง คุณวศินควรจะได้เจอคนดีที่เพียบพร้อมทั้งฐานะทางกายและฐานะทางสังคมมากกว่าคนอย่างเขมินท์ 

 

“เฮ้อ ผมเจ็บนะครับแต่ผมไม่ยอมแพ้ และหวังว่าเที่ยงนี้คุณเขมจะยอมไปกินข้าวเที่ยงกับเพื่อนคนนี้นะครับ” 

 

“ได้ครับ แต่เขมมีเวลาแค่ชั่วโมงเดียวคงได้กินร้านใกล้ๆบริษัทนะครับ” 

 

“ไม่เป็นไรครับ แค่ได้กินข้าวเที่ยงกับคุณผมก็ดีใจมากแล้ว” วศินบอกพร้อมรอยยิ้มดีใจเล็กน้อยซึ่งเขมินท์เองก็ยิ้มรับ ทั้งคู่ส่งยิ้มให้กันทำให้ลูกน้องของเขมินท์ที่มองเห็นจากด้านนอกหันไปหวีดกันเบาๆ เมื่อหัวหน้าของตนเองและประธานบริษัทคู่ค้าใหญ่ขวัญใจคนในบริษัทมีบรรยากาศหวานชื่นแบบนี้และคนทั้งแผนกก็เชียร์หัวหน้าอย่างเขมินท์ให้รับรักคุณวศินสักที เพราะคุณวศินดูยังไงก็เหมาะกับเพี่เขมของทุกคนที่แสนดีมากๆ ไม่ว่าใครเห็นทั้งคู่อยู่ด้วยกันก็ต้องบอกว่าเหมาะสมทั้งนั้นแหละ! 

 

 

ทางด้านโมเดลที่มาทำงานกับคุณพ่อก็ถูกคุณพ่อจูงมือให้เดินเขามาที่บริษัทที่มีโมเดลเครื่องบินเยอะแยะเต็มไปหมด โมเดลหันมองรอบข้างด้วยความตื่นเต้นไม่หนุดและตอนนี้โมเดลก็รู้สึกชอบที่ทำงานคุณพ่อมากๆเลย! 

 

“ชอบมั้ยครับโมเดล” 

 

“ชอบครับ มีเครื่องบินเยอะเลย” 

 

“โมเดลเคยขึ้นเครื่องมั้ยครับ” 

 

“เคยครับ คุณแม่เคยพาขึ้นเครื่องไปเที่ยวเมื่อปีที่แล้ว อากาศเย็นมาก โมเดลถูกคุณแม่จับใส่เสื้อผ้าหนามากเลย” พอโมเดลบอกแบบนั้นเตชิตก็พอจะเดาได้ว่าโมเดลหมายถึงที่ไหน เพราะในประวัติที่เตชิตเคยให้ชัชวาลไปสืบมาก็มีบอกเกี่ยวกับเรื่องนี้  

“งั้นวันหลังพ่อจะพานั่งเครื่องบินส่วนตัวไปนะครับ จะได้ไม่ต้องไปเบียดกับคนอื่น” 

 

“ฮื่อออ โมเดลไม่เข้าใจครับว่าเครื่องบินส่วนตัวเป็นยังไง แต่โมเดลจะไปกับคุณพ่อไปกับคุณแม่ด้วย ไปกันสามคน อิอิ”  

 

“ครับ ไปกันสามคน” พ่อ แม่ และลูก  

 

ในประโยคหลังเตชิตได้แต่พูดในใจก่อนจะเดินจูงมือลูกชายให้ไปขึ้นลิฟต์และโมเดลก็ส่งยิ้มตาหยีส่งให้คุณพ่อของตนเองตลอดทางเดิน การกระทำน่ารักๆของเด็กน้อยทำให้พนักงานที่เห็นเหตุการณ์นี้ต่างสงสัยว่าเด็กคนนี้เป็นใครทำไมถึงเรียกท่านประธานว่าคุณพ่อ ท่านประธานยังไม่แต่งงานไม่ใช่เหรอ ทุกคนต่างพากันสงสัยและก็จับกลุ่มชวนคุยถึงเรื่องนี้ว่าท่านประธานสุดโหดของตนเองไปแอบมีลูกตั้งแต่เมื่อไร. 

 

...............................................100%............................................... 

แสนดีเกินแบบนี้เอาบทพระรองไปค่ะคุณวศิน คนเขียนไบแอสพี่เต ชอบคนวรั้ยวร้ายยยยยยยยย  

  

ความคิดเห็น