อัศวินคนสุดท้าย

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ฝนกลางทุ่ง

คำค้น : ฝนกลางทุ่ง

หมวดหมู่ : นิยาย เรื่องสั้น

คนเข้าชมทั้งหมด : 531

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 16 พ.ค. 2562 19:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฝนกลางทุ่ง
แบบอักษร

***ตอนนี้จะมีภาษาอีสานด้วย

คำแปลจะอยู่ในวงเล็บ

ถ้าตอนนี้เป็นไงก็ช่วยเม้นด้วยนะครับ

ขอบคุณครับ***

ฝนกลางทุ่ง

 

 

    ๓๕ ปีก่อน ท่ามกลางแดดที่แผดเผาของชานเมืองของกรุงเทพมหานคร ทีนี่ห่างไกลจากตึกสูงออกมาพอสมควรมันไม่เหมาะกับผู้ที่แสวงหาสีแสงแห่งความศิวิไลซ์ แต่ถ้าใครจะหาที่เงียบ ๆ สำหรับการพักผ่อนหย่อนใจสักพัก นี่คงเป็นอีกทางเลือกสำรับคนที่ชอบอะไรบ้าน ๆ   “แสน" เองก็เช่นกัน

    แสนมักจะมานั่งอยู่ที่ร้านอาหารร้านนี้เสมอ ๆ เวลาที่เขาได้รับมอบหมายให้ไปส่งวัสดุก่อสร้างให้ผู้รับเหมาในเครือเดียวกันที่เขาทำงานที่จังหวัดใกล้เคียง ถ้ามีโอกาสผ่านมา เขาจะเลี้ยวรถอีซุสุสีแดงบุโรทั่งของหัวหน้างานเข้ามาจอดไว้ใต้ต้นมะม่วงต้นใหญ่ จากนั้นก็จะเดินเข้ามายังร้านอาหารอีสานตามสั่ง ร้านนี้เป็นเพิงไม่ใหญ่มาก หลังคามุงจาก ภายในเพิงจะมีโต๊ะไม้ ๔-๕ ตัว ที่มีไว้รองรับลูกค้าจำนวนจำกัดพอสมควร

    แสนเดินเข้ามาภายในร้านอย่างคุ้นเคย เขาเลือกที่นั่งด้านในสุดที่ติดกับฝั่งลำธารสายเล็กที่เขาเห็นว่ามีปลาตัวเล็ก ๆ โผล่ขึ้นมาหายใจบ้างนาน ๆ ครั้ง อีกด้านของฝั่งธารเป็นท้องทุ่งเขียวขจี ที่มีหุ่นฟางหลายตัวคอยยืนเฝ้าต้นข้าวไม่ให้ใครเข้ามาขโมยข้าวไปได้

    แสนรู้สึกดีที่เขาได้มานั่งอยู่ตรงนี้ อย่างน้อยสำหรับเขาเดือนละครั้งก็ยังดี เพราะปกติเขาต้องใช้ชีวิตอย่างรีบเร่งและเคร่งเครียดอยู่ในเมืองที่แออัดวุ่นวายอยู่ตลอดเวลา ทำให้ชีวิตเขาไม่ได้รับอะไรที่มันสวยงามหรือผ่อนคลายเท่าไรนัก

    ตอนที่เข้ามาเมืองกรุงครั้งแรกเขาอายุเพียง ๒๐ เท่านั้น เเป็นชายหนุ่มที่มีไฟแรง พร้อมที่จะมาเผชิญชะตากรรมในเมืองกรุงแห่งนี้ อย่างน้อย ๆ เขาก็ต้องหอบเงินเต็มเป้เต็มกระเป๋า พาเมียสาวสวย ๆ สักคนกลับบ้าน แต่ผ่านไป ๑๐ ปีแล้วเขาก็ยังคงเป็น นายแสนทุกข์ แสนยากจน คนเดิม ๑๐ ปีก่อนมาอย่างไร ๑๐ ปีต่อมาก็เป็นอย่างนั้น แตกต่างหน่อยก็คงจะเป็นริ้วรอย และอายุที่เพิ่มมากขึ้นทุกที

    ตอนแรกที่แสนเข้ามาที่เมืองกรุง นั้นเขาไม่มีความรู้ อ่านเขียนหนังสือแทบจะไม่ได้ สิ่งแรกที่เขาถนัดนักถนัดหนาก็คือการเขียนชื่อตัวเอง และสิ่งที่สองที่ทำให้เขาได้งานทำก็คือความอดทนของเขา เพราะกว่านายแสนจะได้งานนั้นเขาต้องเดินตะลอนอยู่ในกรุงสามวันเต็ม ๆ จนได้มาเจอเขาประกาศสมัครรับคนงานก่อสร้าง

    นายแสนผู้ไม่ย่อท้อเริ่มต้นด้วยการเป็นกรรมกรแบกหาม ผสมปูน ขนอิฐขนทรายท่ามกลางแสดงแดดร้อนอยู่อย่างนั้นเป็นเวลา ๒ ปี จนช่างที่เขาเป็นกรรมกรให้จะเริ่มให้เขาหัดก่ออิฐทำงานช่างอื่น ๆ และกลายเป็นช่างก่อสร้างเต็มตัว

    จริงอยู่การได้เลื่อนขั้นในหน้าที่ของเขามันจะเป็นเรื่องที่ดีขึ้น แต่มันก็ไม่ได้แตกต่างกันมากมายนักในความคิดของเขา  เขายังคงทำงานหนักเหมือนเดิม เหนื่อยเหมือนเดิม การเลื่อนขั้นในหน้าที่การงานของเขาแทบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะความรู้ของเขามีจำกัด 

    วันหยุดของแสนแทบจะไม่มี ถ้าจะได้หยุดอย่างจริงจังก็คงจะเป็นช่วงเทศการ ซึ่งเขาจะนอนอยู่ห้องไม่ได้ไปไหน ไม่ได้กลับบ้านเพราะเขารู้ดีว่าถ้าเขากลับบ้านเขาจะเหนื่อยกว่าเดิมและเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทาง แต่ก็ไม่ใช่ว่าเขาไม่คิดถึงบ้าน แสนเขียนจดหมายและส่งเงินกลับบ้านบ้านอยู่เสมอ อย่างน้อยที่สุดก็สองเดือนครั้ง การได้ข่าวจากทางบ้านว่าพ่อและแม่ของสบายดีทำให้เขามีแรงสู้งงาน แม้บางครั้งเขาจะเหนื่อยและท้อแค่ไหนก็ตาม

    "เอ้ย...นายแสน  กินอะไรดีวันนี้" เจ้าของร้านผู้ชายร้องถามเขาอย่างสนิทมักคุ้น

    "เอาเหมือนเดิมครับพี่"  แสนตอบไป จากนั้นเจ้าของร้านก็ร้องบอกเมียให้ทำอาหาร

    แสนนั่งใจลอยเหม่อมองออกไปยังทุ่งสีเขี่ยว เขาเห็นว่าตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มครึ้ม ๆ แล้ว เขามองเห็นชาย ๒ คน คนหนึ่งเป็นผู้ใหญ่วัยกลางคน อีกคนเป็นเด็กไม่เกิน๑๐ ขวบ กำลังนั่งหลบฝนที่กำลังจะตกลงมา

    "พ่อเป็นหยังฝนมันคือตก (พ่อทำไมฝนมันถึงตก)" เด็กน้อยถามพ่อด้วยความสงสัย

    "เพราะวามันแล้ง (เพราะว่ามันแล้ง)" คนเป็นพ่อตอบสั้น ๆ

    "ฮ้วย  มันแล้งฝนมันสิตกได้จังได๋ (อ้าว มันแล้งฝนจะตกได้ยังไง)" เด็กน้อยเกาหัวแกรก ๆ เมื่อได้ฟังคำตอบผูเป็นพ่อ

    "เพราะวามันแล้ง ชาวบ้านอดอยากพญานาคบ่อยากปล่อยน้ำตามฤดูกาลเฮ็ดไห่ฝนบ่ตก พญาแถนเลยพาพวกสัตว์ต่าง ๆ ขึ่นไปเฮ็ดสงครามกับพญานาค จนพญานาคญอมแพ่ เลยปล่อยน้ำลงมาเป็นฝน...นั่นเด๋....! พญานาคแพ่แล้ว (เพราะว่ามันแล้ง ชาวบ้านอดอยากเพราะพญานาคไม่ปล่อยน้ำตามฤดูกาลทำไห้ฝนไม่ตก พญาแถนจึงพาพวกสัตว์ต่าง ๆ ขึ้นไปทำสงครามกับพญานาค จนพญานาคยอมแพ้ จึงปล่อยน้ำลงมาเป็นฝน...นั่นไง..!...พญานาคแพ้แล้ว)" พูดยังไม่จบสายฝนเม็ดใหญ่ก็สาดลงมา 

    "เฮาเลยต้องจุดบั้งไฟขอพญาแถนแมนบ่ เป็นหยังคือบ่ขอพญานาคโลด (เราถึงต้องจุดบั้งขอพญาแถนใช่ไหม ทำไม่ถึงไม่ขอกับพญานาคเลย"

     "ไห่พญาแถนไปตกลงไห่ดีกว่าเพราะวาถ่าขอเองพญานาคอาจบ่เกรงใจไห่น้ำไห่ฝน (ให้พญาแถนไปตกลงให้ดีกว่าเพราะว่าถ้าขอเองพญานาคอาจไม่เกรงใจให้น้ำให้ฝน)" ผู้เป็นพ่อตอบลูกชายอย่างยิ้ม ๆ สายฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ผ่านไปสักพักก็หยุดเหลือไว้เพียงสายน้ำที่ไหลอยู่ตามถนน และในทุ่งนา

    "เอ้า ลุก ๆ ถือข่องมาพร้อม ไปจับปลา (เอ้า...ลุกขึ้นถือข้องมาด้วย ไปจับปลา) " ผู้เป็นพ่อลุกขึ้น  เด็กชายก็ลุงตามพร้อมกับถือข้อง แล้วทั้งสองก็เดินไปตามท้องทุ่งแถว ๆ ทางน้ำไหล เด็กน้อยตื่นเต้นดีใจที่เห็นปลากำลังแหวกไว้ผ่าออกหญ้าบ้าง ตามถนนบ้างเพื่อไปหาแหล่งน้ำแหล่งใหม่

    "พ่อ นั่นปลา จับเลยบ่ (พ่อ ตรงนั้นมีปลา จับเลยไหม)" เด็กน้อยชี้บอกพ่อ

    "เดี๋ยว ๆ นั่นปลาดุก พ่อสิจับเอง เดียวมันสิไปถืกเงียงมัน เด็กน้อยไปจับปลาคอพุ้น (เดี๋ยว ๆ นั่นปลาดุก พ่อจะจับเอง เดียวมันจะไปโดนเงี่ยงปลาดุก เด็กน้อยไปจับปลาช่อนนู้น)" พ่อของเขาชี้บอกให้ไปจับปลาอีกตัว

 

    วันนี้สองพ่อลูกเจอปลามากมาย แต่พ่อบอกให้เด็กชายเองแค่พออิ่ม และเอาไปฝากเพื่อนบ้านพอควร 

    "พ่อเป็นหยังคือบ่เอาปลาไห่มันเบิด (พ่อทำไมไม่เอาปลาให้มันหมด"

    "เอาพออิ่มเฮากับพีน้องกะพอ ที่เหลือกะไห่มันใหญ่ออกลูกออกหลาน (เอาพออิ่มเรากับญาติก็พอ ที่เหลือก็ให้มันใหญ่ออกลูกออกหลาน"

    "เป็นหยังคือเอาไปไห่พีน้องนำ (ทำไมต้องเอาไปให้ญาติด้วย)"

    "เวลามีของกะแบ่งกันกิน บ้านใกล้อย่าได้ถิ่มกัน เฮาแบ่งปันเพินเพินแบ่งปันเฮา ร่วมอยู่ร่วมอาศัยกัน คือลุงเทียนได้ซี้นงัวมากะเอามาแบ่งเฮาเด๋ บ่ดีติ (เวลามีของก็แบ่งปันกันกิน บ้านใกล้อย่าได้ทิ้งกัน เราแบ่งปันเขาเขาก็แบ่งปันเรา ท่อยทีท่อยอาศัย เหมือนลุงเทียนได้เนื้อวัวมาก็เอามาแบ่งเรานั่นไง ไม่ดีหรือ) " พ่ออธิบาย

    "ดี ๆ พ่อ ข่อยอยากกินลาบงัวลุงเทียน  ปลานี้เอาไปไห่ลุงเทียนก่อนหมู่เลยเนาะ (ดี ๆ พ่อ ผมอยากกินลาบวัวของลุงเทียน ปลานี้เอาไปให้ลุงเทียนก่อนญาติคนอื่น ๆ เลย)" เด็กน้อยพูดด้วยความตื่นเต้น

    "ได้ยินวา ลุงพันกะเพิ่งกลับมาจากกรุงเทพกรุงไทย เอาลูกอมมานำหลายคัก (ได้ยินว่า ลุงพันเพิ่งกลับมาจากกรุงเทพ เอาลูกอมมากด้วย)" พ่อบอกลูกชายอย่างยิ้ม ๆ

    "จั่งซั่นข่อยเอาปลาไปไห่ลุงพันก่อน ลุงเทียนทีหลัง ข่อยอยากได้ลูกอม ข่อยอยากฟังเรื่องของเมืองกรุง ใหญ่ขึ่นสิได้ไปเมืองกรุงคือลุงพัน ข่อยสิไปเฮ็ดงานอยู่เมืองกรุง สิมักสาวงาม ๆ เมืองกรุงคือในโทรทัศน์ที่บ้านเจ๊กฮง (ถ้างั้นผมเอาปลาไปให้ลุงพันก่อน ลุงเทียนทีหลัง ผมอยากได้ลูกอม อยากฟังเรื่องของเมืองกรุง โตขึ้นจะได้ไปเมืองกรุงคือลุงพัน ผมจะไปทำงานอยู่เมืองกรุง จะชอบสาวสวยเมืองกรุงเหมือนในโทรทัศน์ที่บ้านเจ๊กฮง)" เด็กน้อยพูดตาเป็นประกาย

    "ฮ่าๆ ถ้าไปเมืองกรุงแล้วมันอยู่บ่ดี  บ่สบายคือบ้านเฮากะรีบกลับมาเด้อ แสนเอ้ย (ฮ่า ๆถ้าไปเมืองกรุงแล้วมันอยู่ไม่เป็นสุข ไม่สบายเหมือนบ้านเราก็รีบกลับมาบ้านนะ แสนเอ้ย)" พ่อลูบหัวลูกชายขี้ซนเบา "แต่ต้องรออีกจัก ๑๐ ปีเด้อ ค่อยไป ฮ่าๆ ป่ะ  เมือบ้านเฮา (แต่ต้องรออีกสัก ๑๐ ปีก่อนนะ ค่อยไป ฮ่าๆ ป่ะ กลับบ้านเรา)" 

.

.

.

     แสนเหม่อมองไปยังท้องทุ่งเขียวขจีที่ว่างเปล่า กลางทุ่งมีเพียงหุ่นไล่กา ที่ยืนกางแขนเก้ๆกังๆท่ามกลางแสงแดดของชานเมืองกรุงเทพ ถึงแม้ว่าจะเขียวและดูสวยแค่ไหนแต่มันก็ไม่เหมือนท้องทุ่งนาในความทรงจำของเขา  

    ไม่นานเจ้าของร้านก็เอาอาหารมาเสิร์ฟ มันเป็นลาบวัวกับผักสองสามชนิดและข้าวจานหนึ่ง แสนกินจนอิ่มแล้วก็เดินไปจ่ายเงินที่จุดรับเงินที่มีขนมหลากหลายชนิดโชว์หลาอยู่ มีทั้งแบบห่อใหญ่และแบบแบ่งขาย

    "เอ่อ...พี่ คิดรวมกันกับค่าลูกอมห่อใหญ่ ๒ ห่อเลยนะ"

.

.

    เขาขึ้นรถอีซุสุสีแดงคันเก่าแล้วรีบเอารถขับไปคืนหัวหน้างานและเขารู้ดีว่าเขาจะต้องทำอะไรต่อ

  

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น