Xfer Markina

สิ่งที่ทำให้ผมมีความสุขกับการเขียนนิยายมากที่สุดคือ มีคนอ่าน คอมเมนท์ให้กำลังกับคำแนะนำ นั่นคือแรงผลักดันที่ทำให้นักเขียนทุกคนสร้างผลงานต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง... ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ!

อสูรราชสีห์ (Phase 001 ปลอกคอที่ล่ามไว้)

ชื่อตอน : อสูรราชสีห์ (Phase 001 ปลอกคอที่ล่ามไว้)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 46

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 19 พ.ค. 2562 13:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
อสูรราชสีห์ (Phase 001 ปลอกคอที่ล่ามไว้)
แบบอักษร

ล้างโคตรอมตะ (Nesmrtelný x Nesmrteľný)

อสูรราชสีห์ (Phase 001 ปลอกคอที่ล่ามไว้)

เดือนธันวาคมปีคริสต์ศักราช 2105 ณ ใจกลางเมืองหลวงของกรุงปราก สาธารณรัฐเช็กเกีย เวลา 19 นาฬิกา 12 นาที

ท้องฟ้าในยามค่ำคืนมืดสลัวพร้อมหิมะตกลงมาปรอย ๆ แต่บรรยากาศโดยรอบกลับปกคลุมด้วยผู้คนที่สัญจรไปมานับพันกว่าชีวิต แสงไฟจากอาคารสูงใหญ่ แหล่งที่อยู่อาศัย ริมทางเดิน หรือแม้กระทั่งยานพาหนะที่สัญจรบนท้องถนนนั้นทำให้ไม่สามารถมองเห็นแสงดวงดาราที่เจิดจรัสได้ชัดเจน

ดูเผิน ๆ อาจเป็นเมืองที่เหล่าประชาชนต่างใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ไร้ซึ่งเหตุวุ่นวายหรือภยันตรายเข้ามาย่างกราย ทว่าหากลองมองจากมุมสูงออกนอกท้องฟ้าหรืออวกาศ จะเห็นได้ว่าพื้นที่บางส่วนแต่ละทวีปนั้นแหว่งหายไป แสงไฟแห่งอารยธรรมของมนุษย์ริบหรี่และกระจุกกันเพียงแค่บางจุด บ้างก็มีแสงจากเพลิงไหม้ที่ลุกโชนไปทั่วพื้นที่บริเวณ ซึ่งทั้งหมดเกิดจากการสู้รบในสงครามและเหตุวินาศกรรม โดยฝีมือของเหล่าผู้วิเศษบางส่วนที่กระจัดกระจายไปทั่วโลก

ย้อนไปเมื่อสองปีที่แล้ว หรือปีคริสต์ศักราช 2103 โลกได้เกิดเหตุการณ์พิศวงและน่าอัศจรรย์ใจขึ้น เมื่ออุกกาบาตปริศนาขนาดเล็กได้พุ่งฝ่าเข้ามายังชั้นบรรยากาศ ความดันกับความร้อนที่พุ่งสูงได้บีบหินจากอวกาศให้แตกเป็นเสี่ยง ๆ จนเศษซากและฝุ่นละอองของมันแพร่กระจาย บางคนที่ได้สูดดมมันก็ส่งผลให้ภายในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นมนุษย์อมตะ ซึ่งไม่มีใครผู้ใดสามารถฆ่าคนผู้นั้นให้ตายได้โดยสมบูรณ์

โดยที่อุกกาบาตลูกนั้นได้รับการตั้งชื่อจากสหประชาชาติว่า “Eden” ที่หมายถึงสวนของพระเจ้า

เหล่านักวิทยาศาสตร์ได้เก็บชิ้นส่วนของเศษซากอุกกาบาตนั้นมาเพื่อทำการศึกษาวิจัย เรื่องสาเหตุที่ทำให้ประชากรโลกจำนวน 1 ใน 10 ส่วนต้องกลายเป็นมนุษย์อมตะ เผื่อว่าสักวันหนึ่งมันจะกลายเป็นประโยชน์อันมหาศาลให้แก่มวลมนุษยชาติ

แต่มันกลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อเหล่ามนุษย์อมตะจำนวน 9 ใน 10 ส่วนต่างรับรู้ถึงขีดความสามารถและความพิเศษที่ก้าวล้ำเหนือกว่าผู้คนทั่วไป พวกเขาจึงเริ่มใช้พลังในทางที่ผิดในการก่อเหตุวินาศกรรมเพื่อความพอใจและผลประโยชน์ส่วนตัว ถึงขั้นแข่งขันที่จะเป็นพระเจ้าเพื่อปกครองโลกใบนี้เลยทีเดียว

อย่างไรก็ดียังมีอีก 1 ส่วนที่พวกเขาไม่มีจิตมุ่งร้าย ตั้งใจจะใช้ชีวิตอย่างสงบสุข มิหนำซ้ำยังใช้พลังพิเศษของตนช่วยเหลือผู้อื่นแม้ว่าจะต้องโดนดูถูกเหยียดหยามสักเท่าไหร่ก็ตาม

ทว่าสำหรับประชาชนทั่วไปกลับไม่เรียกพวกเขาเหล่านั้นว่า “คน” และพากันมองว่าเป็น “ปีศาจในร่างมนุษย์” เสียมากกว่า ไม่ว่ามนุษย์อมตะผู้นั้นจะมีจิตใจบริสุทธิ์มากสักเพียงใดก็ตาม ซึ่งความรู้สึกต่อต้านทั้งหมดนี้ล้วนเกิดขึ้นจากความหวาดกลัว ที่ได้รับผลกระทบมาจากพวกเขาทั้งสิ้น

แม้แต่ชายหนุ่มชายเช็กเกียวัย 20 คนนี้เองก็ถูกตราหน้าว่าเป็นปีศาจเช่นเดียวกัน เพียงแต่ถูกสวมปลอกคอเอาไว้ เป็นการบ่งบอกว่าเขากำลังอยู่ภายใต้การดูแลและควบคุมโดยเหล่ามนุษย์ แต่ถึงกระนั้นก็ยังถูกเหล่ามนุษย์ที่เรียกตัวเองว่าเป็นสัตว์อันแสนประเสริฐผู้มีอารยธรรม ต่างดูแคลนและใช้ชายหนุ่มคนนี้เป็นหมากบนกระดานเพื่อให้เหล่ามนุษย์อมตะเข่นฆ่าด้วยกันเอง โดยที่ผู้คนธรรมดาไม่จำเป็นต้องมือเปื้อนเลือดหรือลงมืออะไรให้มากมาย และเพื่อลดการสูญเสียประชากรมนุษย์ไปในตัว

แสดงให้เห็นถึงความจริงถ่องแท้บนโลก ที่ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายมนุษย์อมตะ หรือแม้กระทั่งฝ่ายมนุษย์ธรรมดาด้วยกันเองต่างก็มีความดี ความชั่วและความเห็นแก่ตัวฝังรากลึกอยู่ในสังคมแต่ละส่วน

“ชิ… ไม่ว่าใครหน้าไหนก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้น”

นอร์เบิร์ท บิสทรอน ชายหนุ่มผมสีดำมันเงา ภายใต้แววตาคมกริบมีนัยน์ตาสีเขียวอมเหลือง ในชุดเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการพิเศษเสื้อเชิ้ตคอปกแขนยาวสีขาว โดยสวมเสื้อโค้ทสีดำทับอีกที ด้านในเป็นเสื้อยืดสีครามแก่อมเขียว ช่วงล่างสวมกางเกงสแล็คเข้ารูปรัดด้วยเข็มขัดสีน้ำตาล กับรองเท้าคอมแบทสีดำมันวาวเสริมพื้นเหล็ก กล่าวพึมพำขึ้นในขณะย่างก้าวบนทางเดินริมถนนท่ามกลางผู้คนพลุกพล่าน หลังจากที่สายตาของแต่ละคนจับจ้องมองตนอย่างหวาดระแวง พร้อมทั้งถูกดูหมิ่นและเหยียดหยามด้วยคำนินทา

“ไอ้หมอนี่หน้าตาโฉดเอาเรื่องเลยล่ะ”

“สวมปลอกคอแบบนี้ หรือว่าเจ้านี่จะเป็น…”

“อย่าไปพูดถึงมันสิ เดี๋ยวหมอนี่คิดว่าเราไปหาเรื่องเขาหรอก”

“จะกลัวมันทำไม ตอนนี้มันก็ไม่ต่างอะไรกับหมาที่ล่ามปลอกคอหรอกน่า”

คำติฉินนินทาต่าง ๆ นานาได้ดังแว่วระงมรอบตัว แต่นอร์เบิร์ทก็ไม่ได้หันไปต่อว่าอะไรและทำได้เพียงแค่สบถพึมพำใส่เท่านั้น

“…ก็ไอ้หมาล่ามปลอกคอตัวนี้นี่แหละที่มันกำลังทำหน้าที่ปกป้องชีวิตนับล้านอย่างพวกแกอยู่ เชิญนินทาเห่าหอนกันในพื้นที่สงบสุขต่อไปเถอะ”

ด้วยสายตาอันเฉียบแหลมแม้จะอยู่ในสีหน้าปกติ ก็ทำให้ประชาชนแถบนี้ไม่กล้าที่จะเดินเข้าใกล้เขา พร้อมทิ้งระยะห่างเอาไว้อย่างเห็นได้ชัด ราวกับทุกคนกำลังหลบหลีกทางให้แก่หนุ่มนักเลงหัวไม้ซึ่งกำลังควบคุมพื้นที่แห่งนี้ ต่อให้นอร์เบิร์ทสวมปลอกคอสีดำที่ทำจากโลหะและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดพิเศษ กับชุดของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการพิเศษก็ตาม

นอร์เบิร์ทยังคงรู้สึกขุ่นมัวกับปฏิกิริยาของผู้คนแถบนี้ที่มีให้ต่อตน ชายหนุ่มจึงชะลอฝีเท้าแล้วหยุดเดิน แหงนใบหน้าขึ้นไปมองบนท้องฟ้าอันมืดสลัวซึ่งกลางนภามีดวงจันทร์สีขาวลอยเด่นสง่าเต็มดวง คอยฉาดฉายแสงทรงกลดสยบแสงดวงดาราที่ระยิบระยับ เมื่อมองดูแล้วก็ทำให้จิตใจของเขารู้สึกสงบเย็นลง แต่ภายในกลับรู้สึกตื่นตัวกระปรี้กระเปร่าพร้อมโลดแล่นเต็มกำลัง โดยขัดแย้งกับความรู้สึกภายในอย่างสิ้นเชิง

“คืนนี้พระจันทร์เต็มดวงงั้นสินะ”

ความสงบสุขมักเกิดขึ้นได้ไม่นานนัก ทันใดนั้นเสียงเอะอะโวยวายก็ได้ดังขึ้นจากเบื้องหน้าของชายหนุ่มราว 15 เมตร ทำให้ประชาชนที่เดินพลุกพล่านแถวนั้นต้องแตกกระเจิงถอยห่างออกจากจุดบริเวณดังกล่าวด้วยความหวั่นเกรง

นอร์เบิร์ทเลิกแหงนดูดวงจันทร์แล้วจ้องมองสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พบว่ามีชายวัย 20 ปีตอนต้นในชุดพังค์ ย้อมผมสีฉูดฉาดและสวมเครื่องประดับตามร่างกาย กำลังกระชากคอเสื้อเด็กหนุ่มมัธยมศึกษาตอนต้นพร้อมพูดจาแสดงท่าทีข่มขู่ใส่โดยที่ไม่สนใจผู้คนรอบข้าง

“อย่าลีลาสิวะ ก็บอกให้ส่งเงินมาไงเล่า!”

“ไม่ได้นะ เมื่อเช้านี้ผมก็ให้คุณไปแล้วนี่!?”

เด็กหนุ่มโต้ตอบกลับโดยใช้มือทั้งสองบีบจับข้อมืออีกฝ่ายเอาไว้แน่น ทว่าหนุ่มในชุดพังค์ได้สะบัดมือขวาออกเพื่อล้วงอะไรบางอย่างจากกระเป๋ากางเกงยีนส์ขึ้นมา มันคือมีดพับที่สามารถเก็บซ่อนคมเอาไว้ภายในด้ามจับได้นั่นเอง

ชายวัยรุ่นในชุดพังค์กดปุ่มเพื่อให้ใบมีดดีดขึ้นมา แล้วจ่อปลายคมไปยังบริเวณต้นคอของเด็กหนุ่มผู้เคราะห์ร้ายอย่างรวดเร็วซึ่งห่างกันเพียงแค่ไม่กี่เซนติเมตร สร้างความหวาดเสียวต่อผู้ที่สัญจรไปมาแถวนี้จนทำให้หญิงสาวบางรายต้องส่งเสียงกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนก

“แค่นั้นมันจะไปพอยาไส้อะไรวะ ส่งมาสิว้อย อยากโดนเสียบรึยังไง!?”

นอร์เบิร์ทถอนหายใจอย่างเอือมระอา เดิมทีเขาตั้งใจที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องที่ไม่จำเป็น เพราะมันอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานหรือความไว้วางใจได้ แต่ด้วยนิสัยพื้นเพของตนที่ไม่อยากเห็นคนที่อ่อนแอกว่าถูกรังแกจึงไม่อาจเมินเฉยได้อย่างเด็ดขาด

ในท้ายที่สุดชายหนุ่มก็ต้องก้าวเท้ามุ่งปรี่เข้าไปหาพร้อมเกริ่นเสียงด้วยท่าทีใจเย็น แม้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะถืออาวุธอยู่ในมือก็ตาม

“อุกอาจเหลือเกินนะคุณ รีดไถเงินเด็กซึ่ง ๆ หน้าแบบนี้ไม่คิดจะเกรงใจเจ้าหน้าที่ตำรวจกันบ้างเลยรึยังไง?”

“ตำรวจเรอะ… เหอะ ตำรวจในเมืองนี้ต่างอยู่ภายใต้อำนาจของพ่อฉันว้อย รู้ไหมว่าฉันลูกใคร อย่ามาสะเออะทำตัวเป็นฮีโร่หน่อยเลย ถ้าไม่อยากโดนจิ้มก็ไปให้พ้นหน้าซะ!” หนุ่มพังค์แสดงท่าทีกร่างพร้อมหันคมมีดไปที่กลางอกของนอร์เบิร์ทแทน แต่นั่นไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกหวาดเสียวเลยแม้แต่น้อย

“ก็ไม่รู้หรอกนะว่าคุณเป็นลูกใคร จะลูกของเจ้าพ่อมาเฟียหรือลูกนายกอะไรก็ช่าง แต่ถ้าทำเรื่องอุกอาจแบบนี้ผมเองก็ปล่อยเอาไว้ไม่ได้หรอก… เด็กเขาไม่ให้เงินก็อย่าไปบังคับสิ ช่วยเก็บของเล่นที่อยู่ในมือแล้วไปจากที่นี่ซะเถอะ”

“อ๋า!? ไอ้นี่วอนซะแล้วว่ะ อยากตายมากนักใช่ไหมหา!?”

“เหอะ พูดมากอยู่นั่นแหละ รีบ ๆ ลงมือซะเลยสิ มัวแต่ใช้ปากถือมีดอยู่รึยังไง?”

นอร์เบิร์ทกล่าวท้าทายพลางยักไหล่ กริยาดังกล่าวได้สร้างความบันดาลโทสะให้แก่หนุ่มพังค์อย่างยิ่ง อีกฝ่ายทนไม่ไหวจึงรีบง้างมีดขึ้นพร้อมแผดเสียงเพื่อระเบิดความโกรธออกมา

“ปากดีนักนะ ตายซะเถอะ!!”

ฉึก!

คมมีดได้พุ่งเสียบเข้าที่หน้าท้องของนอร์เบิร์ทอย่างจัง

นอร์เบิร์ทค่อย ๆ ก้มลงมองดูกับสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมทำตาเบิกโพลง เลือดได้ไหลอาบทั่วใบมีดกับเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ตนสวมใส่ ส่วนหนุ่มพังค์เผยสีหน้าหวั่นวิตกเพียงเล็กน้อย เพราะดูเหมือนนี่จะไม่ใช่การก่อเหตุอุกฉกรรจ์เป็นครั้งแรก ไม่เช่นนั้นคนที่ลงมือคงได้สติแตกไปชั่วขณะหนึ่งเป็นแน่แท้

“กรี๊ดดดด!!”

“มีคนโดนแทง เรียกรถพยาบาลกับตำรวจเร็วเข้า!!”

ประชาชนที่อยู่ในเหตุการณ์ส่งเสียงตื่นตระหนก แน่นอนรวมไปถึงเด็กหนุ่มม.ต้นเองก็ด้วย แต่ละคนออกอาการช็อกด้วยความเสียวไส้ บ้างก็เป็นลมล้มพับหรือวิ่งหนีเพื่อให้พ้นจากจุดเกิดเหตุ สร้างความอลหม่านแตกตื่นไปทั่วบริเวณ

“ใจกล้าไม่เบา แถมยังแทงได้สวย… แต่เรื่องการใช้มีดเนี่ยสอบตกเลยว่ะ”

นอร์เบิร์ทเงยหน้าขึ้นพลางแสยะยิ้มใส่ ดูเหมือนว่าเขายังคงท่าทีสบายราวกับไม่มีเรื่องร้ายแรงอะไรเกิดขึ้น เมื่อหนุ่มพังค์เห็นเช่นนี้ก็ถึงกับเหงื่อตกอ้าปากตะลึง เพราะปกติคนทั่วไปหากโดนมีดเสียบเข้าอย่างจังก็เป็นไปได้ยากที่จะยืนประคองตัวได้นานหลายสิบวินาที

“น… นี่แก หรือว่าจะเป็น!?”

“ก็เออสิ เดี๋ยวฉันจะสอนวิธีการใช้มีดอย่างถูกต้องเอง”

พลั่ก! พลั่กพลั่ก!

นอร์เบิร์ทกล่าวจบจึงรีบนำสันฝ่ามือทั้งสองสับใส่ที่ข้อมือของคนร้าย ตามด้วยรัวหมัดเข้าที่ใบหน้าซ้ายขวาสองครั้ง ทำให้อีกฝ่ายเสียหลักคลายมือออกจากด้ามจับมีดพร้อมปล่อยคอเสื้อของเด็กหนุ่มมัธยมต้น ทั้งที่ไม่ได้ออกแรงโจมตีมากนัก แต่ด้วยความที่นอร์เบิร์ทมีพละกำลังที่มากกว่าคนอื่นทั่วไป หนุ่มในชุดพังค์จึงต้องยกมือขึ้นมากุมใบหน้าด้วยความเจ็บปวดพลางส่งเสียงสบถใส่ทันที

“โอ๊ย! แก ไอ้หมาล่ามปลอกคอ!”

“หมาล่ามปลอกคอเรอะ? ก็ยังดีที่ไม่เอาฉันไปเปรียบเทียบกับไอ้พวกสารเลวพรรค์นั้น… เอาล่ะกฎเหล็กของการใช้มีดมีอยู่สองข้อหลัก ๆ คือ… ฮึ้บ!”

นอร์เบิร์ทใช้มือขวาจับด้ามมีดที่เสียบอยู่บนหน้าท้องของตน แล้วดึงมันออกรวดเดียวโดยที่ไม่สนว่าจะต้องเป็นแผลฉกรรจ์หรือเสียเลือดมากเกินไป แต่ดูท่าทางเขาจะไม่ค่อยรู้สึกเจ็บปวดทรมานสักเท่าไหร่ เมื่อคว้าอาวุธได้จึงนำมือซ้ายกระชากคอเสื้อของหนุ่มพังค์ ตามด้วยเหวี่ยงเท้าซ้ายกระแทกใส่ช่วงล่างของอีกฝ่ายพร้อมกับผลักออกไปด้านข้าง ทำให้คนร้ายเสียหลักล้มลง

ปึ้ก! พลั่ก!

ต่อมาจึงใช้เข่ากดลงบนร่างที่นอนหงายบนพื้นทางเดิน ก่อนที่นอร์เบิร์ทจะง้างมีดขึ้นเพื่อเตรียมลงมือจู่โจมจากมุมสูง จับด้ามมีดในลักษณะหงายคมลงเพื่อที่จะแทงเป้าหมายได้อย่างสะดวก

“อั๊ก!? เฮ้ยอย่า อย่าาาา!!”

คนร้ายพยายามส่งเสียงร้องขอชีวิต แต่นอร์เบิร์ทกลับไม่สนใจพร้อมทอดมองศัตรูด้วยสายตาเฉียบคมและเลือดเย็น จากนั้นจึงพุ่งมีดลงมาอย่างรวดเร็วโดยไร้ซึ่งความลังเล

ปึ้ง! เคร้ง!

“เฮื้อก!!?”

หนุ่มพังค์ทำตาเบิกโพลง และอ้าปากค้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีดโดยที่น้ำตาเริ่มไหลพรากอาบแก้ม ทั่วทั้งร่างกายแข็งเกร็งไม่ไหวติงแม้ว่าตนจะไม่ได้ถูกมีดเสียบเข้าอย่างจัง แล้วค่อย ๆ ชำเลืองตามองทางซ้าย พบว่ามีดที่อยู่ในมือของนอร์เบิร์ทถูกปักลงบนพื้นและหักเป็นสองท่อนด้วยแรงโจมตีอันมหาศาล ทว่าใบหน้าด้านซ้ายของเขามีรอยแผลจากการถูกของมีคมเฉียดจนเลือดไหลซึมออกมา

“ข้อแรก การใช้มีดให้มีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง จะต้องใช้คมมีดเฉือนหรือแทงร่างกายซ้ำ ๆ ในกรณีที่ไม่สามารถโจมตีจุดตายของศัตรูได้ จนกว่าอีกฝ่ายจะต่อต้านเราไม่ไหว”

นอร์เบิร์ทเริ่มอธิบายพร้อมลุกขึ้นยืน ใช้เท้าขวากดลงบนกลางอกของคนร้ายพอประมาณเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายขัดขืนหรือลุกวิ่งหนี แต่ด้วยความที่ชายหนุ่มมีพละกำลังที่มากมายกว่าคนทั่วไป ก็ทำให้คนร้ายเริ่มหายใจไม่ค่อยออก จากนั้นเขาจึงหยิบบุหรี่จากซองขึ้นมาแล้วใช้ปากคาบเอาไว้ จุดไฟแช็คตรงปลายมวนเพื่อเผาไหม้จนได้ที่ก่อนจะสูบควันเข้าไปเฮือกหนึ่ง

“ฟู่…”

เขาพ่นควันบุหรี่ไปอีกทางเพื่อไม่ให้เด็กหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้าสูดดมโดยตรง ต่อมาจึงเกริ่นขึ้นอีกครั้ง

“ข้อที่สอง เมื่อใดที่ต้องใช้มีดโจมตีศัตรูให้ล้มเพียงครั้งเดียวก็ต้องแทงเข้าที่จุดตาย แล้วบิดด้ามมีดคว้านอวัยวะภายในให้สุดกำลัง แต่สิ่งที่แกทำถือว่าผิดพลาดอย่างมหันต์ ในเมื่อปล่อยให้มีดตกไปอยู่ในมือของศัตรูก็เตรียมใจรับความตายได้เลย”

“อ… ไอ้เด็กอวดดี คอยดูนะฉันจะให้พ่อเอาเรื่องนี้ไปฟ้ององค์กรของแก ให้ผู้บริหารไล่แกออกซะ!”

หนุ่มพังค์ส่งเสียงแหบเพื่อข่มขู่ แต่นอร์เบิร์ทไม่ได้ใส่ใจพร้อมหยิบสมาร์ทโฟนจากกระเป๋าเสื้อเชิ้ตขึ้นมาเพื่อเปิดภาพโฮโลแกรมสามมิติ เป็นวิดีโอบันทึกซึ่งฉายให้เห็นถึงอีกฝ่ายที่กำลังข่มขู่เด็กหนุ่มมัธยมต้นทั้งภาพและเสียง เมื่อมีหลักฐานมัดตัวไว้หนาแน่นคนร้ายก็ถึงกับหน้าซีดพูดอะไรไม่ออก

“ฉันส่งคลิปนี้ให้กับตำรวจและองค์กรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งชื่อ ที่อยู่และการกระทำของแกจะถูกนำไปพิจารณาไต่สวน เพราะฉะนั้นเชิญเอาตัวเองให้รอดในชั้นศาลก่อนเถอะ”

นอร์เบิร์ทกล่าวจบจึงเก็บสมาร์ทโฟนใส่ลงในกระเป๋าเสื้อไว้อย่างเดิม ขณะเดียวกันเด็กหนุ่มหน้าใสก็ได้กล่าวขึ้นกับตนด้วยความดีใจ

“ขอบคุณมากครับพี่ชาย… ว่าแต่คุณควรรีบไปหาหมอเถอะ ไม่งั้นจะเป็นอันตรายได้นะ”

“ห่วงตัวเองก่อนดีกว่าเจ้าหนู บาดแผลแค่นี้เองพี่ไม่เป็นอะไรหรอกน่า ดูนี่ซะก่อนสิ”

นอร์เบิร์ทถลกชายเสื้อขึ้นเผยให้เห็นกล้ามเนื้อบนหน้าท้อง ใช้มือเช็ดคราบเลือดซึ่งเปื้อนอยู่จนเห็นจุดบริเวณที่ถูกแทง ทว่ารอยแผลดังกล่าวกลับปรากฏแสงสีฟ้าจางอ่อน แล้วค่อย ๆ สมานแผลให้กลับมาเป็นปกติดังเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เด็กหนุ่มได้เห็นก็อ้างปากค้างอย่างประหลาดใจ

“ค… คุณเป็นมนุษย์อมตะงั้นเหรอ?”

“ก็แค่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการพิเศษธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นแหละ… นั่นไงแม่นายมารับตัวแล้ว”

นอร์เบิร์ทชี้นิ้วไปทางด้านหลังของเด็กหนุ่ม พบว่ามีหญิงวัยกลางคนกำลังมุ่งตรงมาทางนี้อย่างร้อนรนพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจอีก 4 นาย จากนั้นตนจึงละเท้าออกจากร่างของผู้ร้ายที่นอนศิโรราบบนพื้นทางเดินแล้วเกริ่นแซวต่อผู้ปฏิบัติงาน

“ชักช้าจังคุณตำรวจ สมกับเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์จริง ๆ”

“แค่จับคนร้ายกระจอก ๆ ได้อย่าทำเป็นกร่างนักเลยไอ้หนุ่ม กลับไปทำงานของแกซะ” ตำรวจนายหนึ่งขมวดคิ้วใส่พร้อมใช้มือผลักร่างของนอร์เบิร์ทให้พ้นทาง เพื่อที่จะรวบตัวผู้ก่อเหตุได้อย่างสะดวก ทว่าชายหนุ่มไม่ได้แยแสกับกริยาอีกฝ่ายก่อนจะแซวใส่อีกครั้งเป็นการปิดท้าย

“หวังว่าคุณตำรวจจะไม่โดนผู้ที่มีอำนาจสั่งปล่อยตัวเจ้านี่ออกมาจากคุกโดยเร็วอีกนะครับ”

ประโยคสุดท้ายได้ทำให้เหล่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสี่นายกัดฟันกรอดและจ้องเขม็งด้วยสีหน้าบูดเบี้ยวไม่สบอารมณ์ เนื่องจากนอร์เบิร์ทได้พูดจี้ใจดำใส่ แต่พวกเขาเลือกที่จะไม่ต่อล้อต่อเถียงแล้วพาตัวหนุ่มพังค์ไปสถานีตำรวจอย่างเงียบ ๆ

นอร์เบิร์ทสูดควันบุหรี่เข้าไปแล้วค่อย ๆ พ่นออกมาอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นพูดคุยกับเด็กหนุ่มเป็นการส่งท้ายด้วยท่าทีกันเองพลางเอื้อมมือทำท่าจะลูบสางศีรษะอีกฝ่าย

“ไหวนะเจ้าหนู เดินทางกลับดี ๆ ล่ะ”

“อย่าเข้ามาใกล้ลูกชายฉันไอ้ปีศาจ…! ไปกันเถอะลูก”

ผู้เป็นแม่ส่งเสียงตวาดไล่ชายหนุ่มไปให้พ้นทาง เข้ากอดลูกชายของตนเอาไว้ราวกับไข่ในหินก่อนจะพาตัวกลับไปอย่างเร่งรีบ ส่วนนอร์เบิร์ทเหล่ตามองสตรีผู้นั้นอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์ แต่ตนก็ไม่ได้คาดหวังสิ่งตอบแทนอะไรจากอีกฝ่ายตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ที่ทำไปเพราะก็อยากช่วยเหลือด้วยความบริสุทธิ์ใจเสียมากกว่า

นอร์เบิร์ทยืนพักเพื่อสูบบุหรี่และมองดูสองแม่ลูกที่กำลังเดินจากไป ขณะเดียวกันเด็กหนุ่มก็ได้หันกลับมาโบกมือตะโกนส่งเสียง พร้อมส่งรอยยิ้มมอบให้เขาด้วยความจริงใจ

“พี่ชาย ขอบคุณมากนะครับ!”

และทั้งสองคนก็ได้ลับสายตาไป จนกลมกลืนเข้ากับประชาชนที่สัญจรไปมาท่ามกลางแสงสีเสียงของเมืองหลวงในยามค่ำคืน นอร์เบิร์ทที่ยืนส่งเด็กหนุ่มผู้ใสซื่อบริสุทธิ์จึงเผยรอยยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ เพราะเขาได้ในสิ่งต้องการเรียบร้อยแล้ว นั่นคือคำขอบคุณนั่นเอง

คำว่า “ขอบคุณ” นั้นมีความหมายสำคัญสำหรับชายหนุ่มเป็นอย่างมาก เสมือนรางวัลที่เขาโหยหามาเป็นเวลานานแสนนานในฐานะคนเหนือมนุษย์ ตลอดระยะเวลาที่ตนปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือประชาชน เพราะที่ผ่านมาคนส่วนใหญ่ต่างเห็นว่าเขาไม่สมควรได้รับการปฏิบัติเยี่ยงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง แม้กระทั่ง ณ เวลานี้ก็ตาม

“ซวยล่ะ เปื้อนเลือดแบบนี้สงสัยคงได้ฤกษ์เปลี่ยนเสื้อใหม่แล้วล่ะสิ”

นอร์เบิร์ทก้มลงมองดูชายเสื้อที่เปื้อนเลือดพลางพึมพำ ขณะที่เหตุการณ์เริ่มสงบลงและประชาชนต่างแยกย้ายไปตามทางของแต่ละคน จู่ ๆ สัญญาณจากเครื่องมือสื่อสารก็ได้ดังขึ้นมา เป็นเสียงผู้หญิงที่สังเคราะห์ขึ้นด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ส่วนตัวนามว่า “Vika” ซึ่งคอยทำหน้าที่จัดการสิ่งสำคัญต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันให้กับผู้ใช้อยู่เสมอ

“เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการพิเศษนอร์เบิร์ท มีสายจากสำนักงานสืบสวนติดต่อเข้ามาค่ะ”

ชายหนุ่มยกแขนซ้ายพร้อมถลกแขนเสื้อลงเล็กน้อย เผยให้เห็นกำไลข้อมือสีดำคล้ายนาฬิกาดิจิตอลซึ่งกำลังฉายตัวอักษรและหน้าจออินเตอร์เฟสสีฟ้า รายชื่อที่ติดต่อเข้ามานั้นเป็นภาษาอังกฤษ โดยมีตราสัญลักษณ์ขององค์กรปราบปรามเหล่าอาชญากรเหนือมนุษย์ปรากฏเป็นรูปสามเหลี่ยมกับตรีศูลสายฟ้า ในชื่อของ ICEO (Immortal Criminal Elimination Organization)

“โอเค ต่อสายให้ผมหน่อย”

ชายหนุ่มออกคำสั่งให้ระบบทำงานจนหน้าจออินเตอร์เฟสเริ่มแสดงผลที่เปลี่ยนไป โดยคนที่ติดต่อเข้ามาเป็นหัวหน้าทีมอัลฟ่า ทำหน้าที่ผู้ควบคุมและออกคำสั่งให้แก่นอร์เบิร์ท แต่ไม่ปรากฏชื่อหรือใบหน้าของคู่สนทนาให้ทราบ โดยปรากฏให้เห็นเพียงแค่ปรากฏคำว่า Sound Only เท่านั้น

“อัลฟ่าเรียกอสูรราชสีห์ มัวแต่หาเรื่องกับไอ้กุ๊ยข้างถนนอยู่ได้ ใกล้ถึงเวลาเริ่มงานแล้ว ถ้ายังไม่อยากโดนหักเงินเดือนก็รีบวิ่งแจ้นมาที่สำนักงานซะ”

“อะไรกัน เห็นด้วยเหรอครับเนี่ย?” นอร์เบิร์ทยิ้มเจื่อน

“ไม่ว่าแกจะอยู่ที่ไหนหรือทำอะไรพวกฉันก็รู้เห็นทั้งหมด อย่าลืมเชียวล่ะว่ายังมีคนสะกดรอยตามดูพฤติกรรมของแกอยู่ทุกย่างก้าว”

“ตามติดยิ่งกว่าวิญญาณแบบนี้วันหลังก็ให้พวกเขามานอนค้างที่หอพักผมซะเลยสิ”

“ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่นแก อย่ามาต่อล้อต่อคำให้มันมากนักนะ… รีบ ๆ มาได้แล้ว อย่าสายเกิน 1 ทุ่มครึ่งล่ะ”

“คร้าบ ๆ รับทราบครับผม จะไปเดี๋ยวนี้แหละ”

นอร์เบิร์ทตอบรับคำสั่ง ก่อนจะยุติการสนทนาแล้วจัดชุดแต่งกายให้เรียบร้อย เสร็จแล้วเขาจึงรีบเร่งฝีเท้ามุ่งหน้าไปยังสำนักงานสืบสวนประจำกรุงปรากอย่างรวดเร็ว ซึ่งอยู่ห่างจากจุดนี้ไม่ไกลเท่าไหร่นัก

ในขณะที่เดินทางฝ่าฝูงชนซึ่งพลุกพล่านไปมาจนแน่นขนัด ชายหนุ่มก็ได้พบเห็นสิ่งที่สะดุดตาซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของถนน เป็นหญิงสาววัย 18 ปี ผมยาวประบ่ากับนัยน์ตาสีน้ำตาล ใบหน้าเรียวงามสะสวยมีความน่ารัก ในชุดเสื้อแขนยาวสีขาวตัดโทนดำคล้ายชุดกะลาสี คลุมด้วยผ้าพันคอผืนยาวสีแดง ช่วงล่างสวมกระโปรงสั้น ถุงเท้ายาวเหนือเข่าและรองเท้าคอมแบทสีดำ ซึ่งเสื้อผ้าการแต่งกายนั้นมีลักษณะคล้ายคลึงกับชุดที่นอร์เบิร์ทกำลังสวมใส่อยู่

“!?”

ชายหนุ่มหันไปจ้องมองเป้าหมายอย่างไม่ละสายตา เนื่องจากเธอได้ส่งสายตาแน่นิ่งมายังตนแม้จะอยู่กันคนละฟาก ถึงจะอยู่ค่อนข้างไกลแต่ก็มีความโดดเด่นสะดุดตา จนกระทั่งหญิงสาวปริศนาได้กลืนหายเข้ากับฝูงชนที่สัญจรเดินไปมาบนทางเท้าโดยไร้ซึ่งร่องรอยใด ๆ ราวกับวิญญาณที่จางหายไปตามสายลม

“เจ้าหน้าที่นอร์เบิร์ท มีอะไรผิดปกติรึเปล่าคะ?”

เสียงของระบบปฏิบัติการดังขึ้นจากกำไลข้อมือซ้าย ทำให้นอร์เบิร์ทได้สติกลับคืนมาพลางหลับตาส่ายหน้าเล็กน้อย

“ไม่มีอะไรหรอกวิก้า ผมคงจะตาฝาดหรือคิดมากจนเห็นภาพหลอนไปเอง”

ชายหนุ่มตอบกลับ พยายามสลัดความคิดอันฟุ้งซ่านและความสงสัยข้องใจให้พ้นออกจากหัว แล้วก้าวเท้ามุ่งหน้าไปยังสำนึกงานต่ออย่างรวดเร็วเพื่อให้ทันเวลาที่กำหนด แม้ภายในลึก ๆ จะยังคงข้องใจกับสิ่งที่ได้เห็นเมื่อสักครู่นี้ก็ตาม

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น