pheonixcher

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 1: Let's Commit Suicide Together

ชื่อตอน : บทที่ 1: Let's Commit Suicide Together

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 4

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 16 พ.ค. 2562 18:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1: Let's Commit Suicide Together
แบบอักษร

บทที่ 1

Let's Commit Suicide Together

_….4 ปีก่อน…

//เมืองโยโกฮาม่า//

“อึ๊บส์~ …อ่า….” 

เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลเข้มหยักศกยกมือบิดขี้เกียจอย่างเมื่อยล้า ร่างสูงโปร่งเดินนำหน้าเด็กหนุ่มผมสีแดงซอยสั้นรุ่นราวคราวเดียวกันอีกคนอย่างเนือยๆ บนถนนสายหนึ่งยามวิกาลที่ไม่มีผู้คนสัญจร เนื่องจากบริเวณนั้นอยู่ใกล้กับโกดังร้านซึ่งเป็นแหล่งกบดานของเหล่าผู้ทำผิดกฎหมายต่างๆ ทั้งสองใส่ชุดคลุมสีดำสนิทอย่างที่คนของพอร์ตมาเฟียมักจะใส่กัน แต่ติดที่ว่าออกจะมีรอยเปื้อนสกปรกไปบ้าง เนื่องจากทั้ง2เพิ่งจะทำภารกิจถล่มกลุ่มคนที่อยู่บริเวณโกดังเหล่านั้นเสร็จสิ้นไปไม่นาน

“เฮ้…ชูยะ~ ทุบหลังให้ฉันหน่อยสิ~”

โอซามุ ดาไซวัย 18 ปีหันมาทำท่าออดอ้อนให้คนตัวเล็กกว่าช่วยทุบหลังคลายเมื่อยให้ตน

“อี๋!!! น่าขนลุกชะมัดเจ้าบ้าดาไซ อย่ามาทำตาแบบนั้นใส่ฉันนะเฟ่ย!”

นากาฮาระ ชูยะวัย 18 ปีรีบเขถิบถอยห่างแต่ดาไซก็ยังไม่ลดละความพยายาม 

“นายจะไม่ช่วยคู่หูอย่างฉันคนนี้เลยหรอ~ “ ดาไซกุมมือประสานกันไว้ใต้คางพร้อมกับกระพริบตาถี่ๆเรียกร้องความสนใจ

“ถ้าเป็นสาวน้อยน่ารักก็ว่าไปอย่าง!”

ชูยะตอบกลับอย่างเหลืออด สายตาเหลิอบไปเห็นแม่น้ำขนาดใหญ่ใต้สะพานคอนกรีตสูง ซึ่งเรือสามารถผ่านได้หากมีการยกสะพานเพื่อเปิดทาง “เอ้า นั่นไงตรงนั้นมีแม่น้ำอยู่ รีบๆไปฆ่าตัวตายเลย!” เด็กหนุ่มบอกอย่างเหลืออดเพราะรู้ว่าร่างสูงที่ร่างกายเต็มไปด้วยผ้าพันแผลพันตัวนั้นชอบการฆ่าตัวตายมากกว่าใคร หรือที่เรียกกันว่า ‘suicide maniac’ 

“แหมๆๆ…รู้ใจกันมากกว่าใครเลยนะชูยะคุง~”

ดาไซพูดเสียงเจ้าเล่ห์ พร้อมเดินไปยังบันไดที่เป็นทางลงไปยังริมฝั่งแม่น้ำ “ว้าว!! แม่น้ำใหญ่จริงๆด้วย!!” พูดเสียงตื่นเต้นกระดี้กระด๊า

“ก็ดีเหมือนกันจะได้ไม่ต้องอยู่รกหูรกตา หึ!”

ชูยะเอ่ยอย่างหมันไส้ แต่แล้วทั้งสองก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างลอยตามน้ำมา แม้จะเป็นเวลาดึกแล้วแต่ก็ยังมีแสงไฟจากรถที่นานๆทีวิ่งผ่าน รวมทั้งสะพานไฟอยู่บ้าง

“นายเห็นเหมือนฉันใช่ไหม…ดาไซ?”

ชูยะเอ่ยพร้อมเปิดปีกหมวกสีดำขึ้นเพื่อให้มองชัดกว่าเดิม

“อืม…ใช่ ฉันก็เห็นเหมือนกัน” 

ทั้งสองพยายามเพ่งสายตาก็พบกับบางสิ่งคล้ายโลงแก้ว2โลง แสงจันทร์ร่วมกับแสงไฟจากถนนส่องกระทบตัวโลงสะท้อนแววระยับแต่หากถูกปกคลุมไปด้วยไอพลังงานสีม่วงอ่อน เด็กหนุ่มทั้ง 2 คนจึงเดินเข้าไปใกล้โดยอาศัยพลัง9ควบคุมแรงโน้มถ่วงของชูยะ ทำให้สามารถเดินบนน้ำไปยังจุดที่พบวัตถุประหลาดได้ แล้วก็ต้องตกตะลึงเมื่อได้พบว่าแต่ละโลงแก้วนั้นมีร่างของใคร 2 คนนอนอยู่

“นั่นมัน เจ้าหนูอากุตากาวะนี่!”

ชูยะร้อง พร้อมกับรู้สึกขนลุกจากไอเย็นที่แผ่ออกมาจากโลงแก้วนั้น ร่างของเด็กหนุ่มรุ่นน้องมีร่องรอยของบาดแผลฉกรรจ์ แต่บางส่วนที่มีไอสีม่วงเริ่มสมานกันราวกับได้รับการรักษา โดยที่ร่างนั้นนอนหงายอย่างสงบอยู่ “ยังมีชีวิตอยู่” ชูยะคอนเฟิร์มข้อสงสัย หน้าอกของอากุตากาวะยกขึ้นลงตามจังหวะการหายใจ

“ทำไมถึงมาอยู่ในที่แบบนี้กันนะ…”

ดาไซครุ่นคิด ดวงตาสีน้ำตาลมองไปยังอีกร่างที่กำลังนอนอยู่เช่นกัน แต่เธอนอนคว่ำหน้า เส้นผมสีดำนิลประบ่าเปียกเหงื่อลู่ไปกับหลังคอ แผ่นหลังมีรอยของมีคมปักผ่านทะลุเสื้อคลุมสีน้ำตาลดำของเธจนเป็นรู 3รูและมีเลือดชุ่มอยู่ ดูเหมือนว่าแผลของเธอจะยังไม่ค่อยสมานตัวดีเหมือนดังเช่นของอากุตากาวะ

ดาไซตัดสินใจแตะที่โลงน้ำแข็งซึ่งห่อหุ้มตัวเด็กหนุ่มไว้ ทันทีที่มือสัมผัสโลงแก้วที่ทำจากน้ำแข็งนั้นก็สลายหายไปเหลือแต่ไอสีม่วงจางๆ ตัวของอากุตากาวะก็ร่วงหล่นสู่ผิวน้ำแต่ชูยะใช้พลังของตนรับไว้ได้ทัน สาเหตุที่ดาไซทำแบบนี้เพราะเขายังไม่รู้ว่าเด็กสาวตรงหน้าคือมิตรหรือศัตรู และจุดประสงค์ของเธอคืออะไรกันแน่ 

ในขณะที่ดาไซกำลังจะยื่นมือไปแตะที่โลงน้ำแข็งของเด็กสาวนั้น เปลือกตาที่ปิดอยู่ของเธอก็ลืมตื่นขึ้นทันที นัยน์ตาสีทับทิมแดงสบกับนัย์ตาของดาไซนิ่ง เธอมีผิวขาว จมูกโด่ง ใบหน้าสวยคมยังคงเรียบเฉยไม่มีเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดแม้จะมีบาดแผลลึกแค่ไหนก็ตาม

ดาไซตะลึงในความสวยของเธอ ถึงกับไม่พูดอะไรต่อแม้ว่าปกติจะเข้าไปจีบทันทีที่เห็นสาวสวย

“คุณเป็นใคร?” เธอเอ่ย เสียงหวานเรียกสติของเด็กหนุ่มกลับคืนมา 

“อะแฮ่ม…” ดาไซยกมือกระแอมแก้เขิน เขาหันหน้าไปอีกด้านพร้อมกับแก้มแดงระเรื่อ เมื่อหันไปก็พบกับชูยะกำลังหน้าแดงจ้องเธอไม่กระพริบเช่นเดียวกัน เขาจึงใช้มือดึงปีกหมวกสีดำลงมาอย่างสุดแรงเพื่อเป็นการเรียกสติคนด้านข้าง

“โอ้ย…มันเจ็บนะเฟ่ยเจ้าบ้าดาไซนี่!”

ชูยะลูบหัวตัวเองพร้อมกับจัดหมวกให้เข้าที่ ความจริงเขาเกือบทำตัวอากุตากาวะหล่นด้วยซ้ำ ด้วยความที่ไม่ค่อยได้เจอผู้หญิงเยอะเท่าไหร่

“น่าๆ ชูยะ~ ฉันเห็นนายอ้าปากค้างน้ำลายย้อยเลยช่วยปลุกให้ไง” ดาไซขยิบตาให้ทีหนึ่ง พร้อมกับพูดจาเกินจริงแต่ก็ทำให้คนอย่างชูยะหลงเชื่อได้ เพราะรู้จักกันมานาน

‘หึ…คนของพอร์ตมาเฟียงั้นรึ’ เด็กสาวคิดในใจ ไม่มีใครไม่รู้ถึงกิตติศัพท์ของคนดังทั้ง2แห่งพอร์ตมาเฟีย 

“แล้วก็….” อยู่ๆร่างสูงที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผลก็ประชิดตัวของเด็กสาว ทันทีที่ดาไซแตะตัวของเธอโลงแก้วที่ทำจากน้ำแข็งก็สลายไปทำให้ตัวของเธอหล่นลงมาเกือบจะถึงผิวน้ำแต่ดาไซจงใจทำแบบนั้นเพื่อที่จะได้ประคองอุ้มเธอในท่าเจ้าหญิง “เธอ…สนใจมาฆ่าตัวตายคู่ไปกับฉันไหม?” เด็กหนุ่มยื่นหน้าเข้าไปจนเกือบจะชนกัน มุมปากยกขึ้นยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ แต่ก็แอบระวังไม่ให้มือไปโดนบริเวณบาดแผลที่หลังของเธอ

“ฆ่าตัวตายงั้นหรอ…” เธอเว้นช่วง ทำเอาชูยะแอบลุ้นตามไปด้วย “ก็เอาสิ…ฉันเองก็เบื่อการมีชีวิตอยู่ในโลกอันเน่าเปื่อยนี้เหมือนกัน” เด็กสาวเอ่ย ริมฝีปากคลี่ยิ้มเล็กน้อย พร้อมกับจ้องเข้าไปในนัยน์ตาสีน้ำตาลของดาไซ ดาไซสบตากลับนิ่งรู้สึกราวกับต้องในมนต์สะกด เขาเองก็ยอมรับว่าคาดไม่ถึงเหมือนกันที่เธอจะตอบรับคำขอของเขา

“สต็อปปปป!! นี่หยุดเลยนะ! เจ้าบ้าดาไซอย่าเอาความคิดบ้าๆไปใส่หัวผู้หญิงสิเฟ่ย!” ชูยะที่ทนดูเหตุการณ์ไม่ไหว ใช้พลังควบคุมแรงโน้มถ่วงย้ายทั้งหมดไปไว้บนฝั่งคอนกรีดที่ติดกับทางลงจากถนน แต่สำหรับการย้ายอากุตากาวะออกจะใช้แรงเยอะไปซักหน่อย เด็กหนุ่มจึงค่อยๆลืมตาตื่นขึ้น

“ที่นี่มัน…?” พอได้สติกวาดสายตาไปรอบๆก็เจอเข้ากับเด็กหนุ่มรุ่นพี่ผมสีน้ำตาลและผมสีแดง รวมทั้งเด็กสาวที่ช่วยชีวิตเขาไว้คนนั้น 

“ดาไซซัง! นากาฮาระซัง! ….แค็ก แค็ก” เขาดูตื่นตระหนก และไอตามมา

“เฮ้ๆ ไม่ต้องตกใจขนาดนั้นก็ได้…แกทำงานสำเร็จไม่ใช่หรือไง” ชูยะยีหัวไม่อย่างพูดให้ยุ่งยากมากความ 

“นั่นสิเนอะ อากุตากาวะ กลัวฉันจะเห็นสภาพนั้นของนายมากรึไง~” ดาไซยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปากราวกับอ่านใจได้ ทำเอาเด็กหนุ่มรุ่นนองไปไม่เป็น

“ไม่ทราบว่าจะปล่อยฉันลงได้รึยัง?” เธอเอ่ยเสียงเรียบ หรี่ตาลงอย่างไม่พอใจ ดาไซจึงยอมปล่อยเธอทั้งที่ก่อนหน้านี้แอบใช้โอกาสอุ้มเด็กสาวอยู่ตั้งนาน

“ครับ ครับ คุณเจ้าหญิง~” 

“อึก…” หลังจากลงยืนที่พื้น เธอก็ต้องเอามือจับไหล่ตัวเองเพื่อยันไม่ให้ล้ม คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเพราะความเจ็บปวดแล่นเข้ามา แต่กระนั้นเธอก็ไม่ร้องขอความช่วยเหลือจากใคร อย่างไรก็ตามดาไซก็ใช้มือจับไหล่ทั้ง2ข้างแล้วดึงตัวเข้ามาพิงอกกว้างของตน

“อยู่นิ่งๆนะ…” ดาไซกระซิบข้างหู จนเธอต้องยอมอยู่นิ่งเพราะถึงขัดขืนไปก็ไม่มีประโยชน์จึงยอมให้เขาช่วย

“คุณชื่อเรกิซังสินะขอรับ กระผมบอกแล้วใช่ไหมว่าไม่ต้องช่วยคนอ่อนแออย่างกระผม เพราะงั้นคุณถึงได้เจ็บตัวแบบนี้! แค็ก…แค็ก” อากุตากาวะพูดอย่างกระท่อนกระแท่น

“ฉันเป็นคนตัดสินใจเองว่าจะช่วยนายหรือไม่” เรกิตอบเสียงเรียบ ส่วนอากุตากาวะก็ไม่สามารถเถียงได้ เพราะมันก็จริงอย่างที่เธอว่ามันคือการตัดสินใจของเธอเอง

“อะไรกันเนี่ย…งงไปหมดแล้ว ฮึ่ย...” ชูยะได้แต่งง จับต้นชนปลายไม่ถูก 

แต่แล้วทุกคนก็รับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของเหล่าบุคคลปริศนาที่มีไม่ได้มีเพียงแค่ 1 หรือ 2 คนแต่กลับมีมากกว่านั้น

และแล้ว…

“ปัง!!! ปังๆๆๆๆๆๆ”

เสียงปืนนัดแรกดังขึ้น ตามมาด้วยกระสุนปืนลูกซองยาวอีกหลายนัดจากเหล่าชายฉกรรจ์ชุดดำนับ 10 คนซึ่งมีเป้าหมายเดียวกันคือกลุ่มเด็กหนุ่มสาวทั้ง 4 คน จนทำให้บริเวณนั้นเต็มไปเด้วยเขม่าควันจากปืน แต่ที่น่าแปลกคือไม่ได้ยินเสียงของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกกระหน่ำยิงเลยซักคน

เมื่อกลุ่มชายชุดดำหยุดยิงก็พบว่ามีม่านน้ำแข็งปกคลุมทั้งหมดอยู่ ไอเย็นสีม่วงแผ่กระจายคล้ายรังสีอำมะหิต โดยที่กลุ่มเด็กหนุ่มสาวไม่มีใครได้รับบาดเจ็บจากกระสุนเลยซักคน นอกจากนั้นกระสุนบางส่วนที่หลุดรอดจากม่านน้ำแข็งน้ำแข็งนั้นถูกหยุดไว้ด้วยพลังสีแดง และหยุดลอยอยู่กับที่

“กะอีแค่กระสุนกระจอก…” ชูยะที่กำลังยื่นมือควบคุมกระสุนด้วยแรงโน้มถ่วงเอ่ย พร้อมกับคลี่ยิ้ม “เอาคืนไปละกันนะ!!!” 

สิ้นคำ ลูกกระสุนนับสิบก็ลอยพุ่งกลับไปในทางที่มันมา

“อ้ากกกก!!” 

เสียงของเหล่าชายชุดดำที่โดนกระสุนของตนร้องกันไปตามๆกัน บ้างก็โดนขา บ้างก็แขน ลำตัวทำเอาแต่ละคนเจ็บหนักกันไป

“แปลกจังนะ…พวกนั้นใส่ชุดคล้ายมาเฟียแต่ดูท่าว่าจะเป็นกลุ่มมาเฟียจากต่างชาติไม่ใช่ในประเทศนี้” ชูยะพูด เพราะชายแต่ละคนดูแล้วไม่ใช่คนญี่ปุ่นแน่นอน

“กลุ่มนั้นคือกลุ่มมาเฟีย sinister เป็นผู้มีอิทธิพลในแถบยุโรป…” เรกิบอก “พวกนายเป็นคนของพอร์ตมาเฟียสินะ ฉันว่าพวกนายรีบไปซะแล้วไม่ต้องมายุ่งกับเรื่องนี้อีก” คิ้วของเธอขมวดเมื่อรับรู้ถึงอะไรบางอย่างที่พุ่งเข้ามา

“ทุกคน หลบ!! พลังวิเศษ วารีเยทือกแข็ง!” เธอบอกเสียงดัง พร้อมกับใช้พลังวิเศษของเธอสร้างใบมีดเทียมที่แข็งแกร็งขึ้นมารับกับใบมีดที่หมายจะทำร้ายเธอและคนอื่นๆ ด้วยความเร็วในขณะที่คนอื่นยังตั้งตัวไม่ทัน

“โอ๊ะ..โอ” แต่ก็ดันมีใบมีด 1 เล่มหลุดมาทางด้านที่ดาไซยืนอยู่ แม้เขาจะมีพลังวิเศษในการลบล้างพลังวิเศษอื่นแต่มันก็ถือว่าเร็วมากที่จะหยุดทัน แต่กระนั้นเขาก็เลือกที่จะเสี่ยง ดาไซกระโดดหลบใบมีดใบแรกไปด้านข้างจากนั้นใช้พลังวิเศษของตนหยุดการเคลื่อนไหวของใบมีด“พลังวิเศษ: สิ้นสูญมนุษย์สมบัติ!” มือหนาแตะใบมีดที่กำลังพุ่งมา ฉับพลันเกิดเป็นวงแหวนสีฟ้าขึ้นรอบๆตัวของดาไซ และใบมีดที่พุ่งมาก็หล่นร่วงสู่พื้นพร้อมกับรอยยิ้มแห่งชัยชนะของเจ้าตัว 

“ไม่ให้ยุ่งไม่ได้หรอกนะ ในเมื่อสาวสวยกำลังตกที่นั่งลำบากนี่นา~” ดาไซเอ่ยพร้อมยักไหล่

“เห….พลังลบล้างพลังวิเศษหรอเนี่ย น่าสนใจดีนะ แต่นายจะต้องเร็วพอตัวเชียวล่ะ!!”

คารอสออกมาจากมุมมืด พร้อมกับควบคุมใบมีดที่เหลืออีก 1 เล่มอย่างรวดเร็วจนเขาคิดว่าดาไซไม่สามารถหลบได้ แต่แล้วดาไซก็ทำในสิ่งที่เขาคิดคือยืนกางแขนออกรอรับใบมีดที่กำลังพุ่งมาด้วยความเร็ว

“ขืนหลบหรือใช้พลังลบล้างก็ไม่น่าจะทัน เพราะงั้นเลยหรอให้ใบมีดมาถึงตัวงั้นหรอ ดาไซซัง!” อากุตากาวะพึมพำและช็อกกับสิ่งที่ดาไซเลือกที่จะทำ

“แกร๊ง!” 

เสียงใบมีดกระทบกับดาบคาตานะเล่มยาวที่อยู่ในมือของเด็กสาวหยุดการโจมตี พร้อมกันน้ันดาไซจึงใช้มือแตะลบล้างพลังควบคุมอาวุธไป เรกิจึงออกแรงเหวี่ยงใบมีดให้ไปอีกทาง

“อย่าลืมสิว่ายังมีฉันอยู่”

เรกิพูดเอ่ย หลังจากช่วยป้องกันการโจมตีไว้ได้ทัน แต่แล้ว…

“ระวัง!!” ชูยะร้องเสียงดัง พร้อมกับกระโดดเข้ามาจะใช้พลังควบคุมแรงโน้มถ่วงแต่ไม่ทัน

“ฉึก!!” 

คารอสที่พุ่งตัวเข้ามาประชิดกับเรกิพร้อมใช้มีดสั้นที่ซ่อนอยู่ในเสื้อแทงไปที่ไหล่ข้างซ้ายของเด็กสาวและลากยาวไปถึงเอวอีกด้าน โดยที่ดาไซเองก็รู้สึกตัวช้าไปเนื่องจากทักษะสังหารของชายผมแดงตรงหน้าเร็วมาก เขาทำได้เพียงแต่ช่วยดึงร่างของเรกิให้ถอยห่างออกมาช่วยลดการโจมตีจากมีดของคารอสไม่ให้ฝังลึกไปมาก แต่มันก็ยังสร้างรอยแผลฉกรรจ์ให้กับร่างของเด็กสาวอยู่ดี เลือดของเธอกระเด็นใส่หน้าของดาไซ

"เป้าหมายมีแค่เธอมาแต่แรกแล้วล่ะนะ...เรกิ หึหึ" เขายิ้มอย่างเลือดเย็น

“ราโชมอน!!!”

อากุตากาวะที่พอฟื้นพลังอยู่บ้างโจมตีใส่คารอสทำให้เขาต้องถอยห่างพร้อมรอยแผลที่แขน 

“เรกิ!!! ทำใจดีๆไว้!!” ดาไซที่รู้ชื่อของเธอจากอากุตากาวะอุ้มเด็กสาวไว้ในอ้อมกอด มือหนาประคองใบหน้าของเธอไว้อย่างอ่อนโยน เธอพยายามฝืนไม่ปิดตา แต่ด้วยความเจ็บปวดบนร่างทำให้เธอพูดอะไรได้ไม่มากนัก 

เธอรวบรวมพลังที่ยังมีเหลืออยู่สร้างโลงน้ำแข็งแต่ก็ทำได้แค่บางส่วน ไม่ออกมาเป็นรูปร่สมบูรณ์ แค่พอจะรักษาบาดแผลของเธอได้บ้าง

“อึก…ช่างฉันเถอะ” เธอว่าแล้วก็ปิดตาไปอย่างเหนื่อยอ่อน

“ช่างไม่ได้! ไหนเธอบอกว่าจะมาฆ่าตัวตายไปกับฉันไง!”

รอยยิ้มขี้เล่นที่เคยประดับใบหน้าเสมอของดาไซได้หายไปเหลือแต่ความกังวลขึ้นมาแทนที่อย่างเห็นได้ชัด แต่สิ่งที่เค้ากังวลมากกว่าการฆ่าตัวตายคู่ที่สัญญาไว้ ตือการที่อยู่ๆเธอต้องมาตายเพราะเขามากกว่า

“ยัยโง่เอ้ย!! ไปปกป้องเจ้านั่นทำไม! แล้วก็แกนะเจ้าบ้าดาไซอย่าทำให้เธอเดือดร้อนไปด้วยสิ! ชูยะใช้พลังควบคุมแรงโน้มถ่วงเหวี่ยงตัวคารอสออกไป และรีบเข้ามาประคองมือของเธอ เขาเองก็รู้สึกหัวเสียเหมือนกันที่ไม่สามารถทำอะไรได้

“คร่ำครวญกันเสร็จรึยัง เจ้าพวกไร้น้ำยา!! ต่อไปจะไม่มีใครเหลือรอด!....” ในขณะที่คารอสจะใช้พลังควบคุมอาวุธฉวยโอกาสตอนที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจกับเรกินั้น เขาก็รู้สึกได้ถึงจิตสังหารอันแรงกล้า พร้อมทั้งรังสีอำมะหิตที่แผ่ซานมาจากด้านหลัง เมื่อเขาหันไปก็พบกับชายวัยกลางคนร่างสูง ผมยาวประบ่า ใส่ชุดคลุมยาวสีดำยืนอยู่ด้านหน้าของกลุ่มชายชุดดำอีกลุ่มอยู่

“แหม่ๆ กำลังคึกคักกันเชียวนะเด็กๆ แต่ฉันขอให้เธอหยุดการกระทำที่เป็นการคุกคามลูกน้องของฉันในเขตของพวกเราจะได้ไหม…คารอสคุง?” โมริ โอไกหัวหน้าพอร์ตมาเฟียเอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม พร้อมด้วยลูกน้องนับสิบคนที่กำลังถือปืนเล็งมาที่เด็กหนุ่มผมสีแดงเพลิงอยู่

“คุณรู้จักผมด้วยหรอ?” คารอสทำหน้าไม่เป็นมิตรใส่ แต่แล้วก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นใตรอีกคนปรากฏตัว “ท่านมาร์คัส ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้!?” 

มาร์คัส โอเทลเซอร์ ชายหนุ่มร่างสูงผมสีฟ้าน้ำทะเลเข้ม หรือบอสแห่งมาเฟีย sinister ผู้มีอิทธิพลจายุโรปก้าวออกมาด้านหน้าลูกน้องของตนตรงมายังที่ๆคารอสอยู่

“ก็ในเมื่อบอสของเธอเพิ่งบอกชื่อกับฉันเมื่อกี๊นี้เอง” โอไกยืนกอดอก และบอกให้ลูกน้องลดปืนลง

“เราต้องไปกันแล้ว…คารอส” เสียงทุ่มน่าฟังเอ่ย ใบหน้าหล่อของมาร์คัสประดับรอยยิ้ม

“ว่าไงนะ ทำไมยอมให้พวกนั้นล่ะ แล้วผลการเจรจาละครับบอส!?” 

“ผลการเจรจาล้มเหลว…เพราะฉะนั้นเราก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ที่นี่อีกแล้ว” มาร์คัสพูดอย่างใจเย็น

“อะไรกัน…พวกเราถูกปฏิเสธโดยพอร์ตมาเฟียงั้นหรอ” คารอสไม่อยากจะเชื่อ

“ใช่แล้วล่ะ พวกเราไม่ยินยอมตกลงเป็นกลุ่มพันธมิตรกับกลุ่มมาเฟีย sninisterของเธอเเลกกับการมีอภิสิทธ์ในการควบคุมเมืองนี้หรอกนะ” โอไกบอก

“หนอย…อย่างน้อยให้ผมได้จัดการเด็กคนนั้นให้เสร็จก่อนสิครับ บอส!” คารอสยังไม่ละความพยายาม

“เท่าที่เห็นเธอก็ไม่น่ารอดอยู่แล้ว เราไปกันเถอะ” มาร์คัสเอ่ยเท่านั้นแล้วจึงหันหลังเดินนำหน้ากลุ่มมาเฟียของตนจากไป “ถ้าเธอไม่ไปกับฉัน ก็อย่าหาว่าไม่เตือน” เขาหันมาหรี่ตาพูด สำหรับคารอสที่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากไม่ทำตามที่บอสสั่ง

“รู้สึกเหมือนโดนหยามเลยแฮะ” อดีตศัลยแพทย์เอ่ย ทั้งๆที่มีเขาที่เป็นหมออยู่ทั้งคนจะช่วยคนที่บาดเจ็บไม่ได้เลยหรอ เหมือนกับโดนดูถูกความสามารถแต่ยังไงก็ตามก็ขึ่นอยู่กับความพึงพอใจของเขาว่าจะช่วยหรือไม่ช่วย เนื่องจากเขาอยู่ในฐานะบอสของพอร์ตมาเฟียแล้ว

“คารอส นายน่ะระวังตัวไว้ให้ดีนะ..” ขณะที่คารอสกำลังจะเดินตามกลุ่มของตนไป ดาไซเอ่ยเสียงเรียบ “ซักวัน…นายอาจจะถูกหักแขนหักขาไปก็ได้นะ..” เด็กหนุ่มพูดด้วยดวงตาที่ไร้แวว ส่อแววอาฆาต ส่วนคารอสก็ทำได้แค่เจ็บใจและเดินจากไป

“แหมๆ…เด็กสาวคนนั้นเป็นใครกันไหนถึงทำให้ดาไซของเราแค้นได้ถึงขนาดนี้” โอไกเดินเข้ามาใกล้เด็กสาวที่กำลังอาการทรุดอยู่ 

‘เสียงนี้มัน…’ เรกิคิดในใจหลังจากได้ยินเสียงที่เคยได้ยินมาก่อนตอนเด็กๆ

“คุณลุงโอไก?” เธอลืมตาดูและเอ่ยเสียงแผ่วเบา แต่แล้วก็เริ่มกระอักเลือด

“แค็ก…แค็ก”

“เรกิซัง!!” อากุตากาวะโพล่งเสียงดังเชิงตำหนิ “คุณเสี่ยงชีวิตตัวเองอีกแล้วนะขอรับ!”

“บอกแล้วไง…มันเป็นความรับผิดชอบของฉัน” แล้วเธอก็หลับตาลง 

“หืม?” โอไกนึกคิด เด็กสาวตรงหน้าคือคนที่เขาเคยคุ้นเคยมาก่อนเมื่อสิบกว่าปีก่อน “เธอ…” แล้วภาพของคนที่เขาไม่อยากจะนึกถึงก็ปรากฏขึ้นในหัว พลังรังสีอัมหิตก็เริ่มแผ่ซ่านอีกครั้ง โดยไม่รู้ตัว

“ฝึบ”

ดาไซเห็นเช่นนั้นจึงรีบฉวยตัวของเด็กสาวมาบังไว้ เพราะไม่รู้ว่าโอไกคิดจะทำอะไรกับเธอหลังจากทำหน้าอำมะหิตแบบนั้น

เห็นดังนั้นชายวัยกลางคนจึงหยุดแล้วทำตัวให้เป็นปกติ

“พวกนาย 2 คนทางที่ดีอย่าไปยุ่งกับเด็กผู้หญิงคนนั้นดีกว่า”

“บอส…ทำไม?” ชูยะไม่เข้าใจ ส่วนดาไซได้แต่หรี่ตามองโอไก

“เธอคนนั้นอยู่กันคนละโลกกับมาเฟียอย่างเรา…” เขาพูด พร้อมกับหันหลังเตรียมเดินจากไป “ถ้าพวกแกอยากช่วยเธอล่ะก็….พาไปส่งที้ร้านขายยาคุโมะสิ” พูดแค่นั้นก็สะบัดผ้าคลุมสีดำพร้อมด้วยลูกน้องกลับไป

“ร้านขายยาคุโมะงั้ยหรอ?” ชูยะเอ่ย

“กระผมรู้จักขอรับ เป็นทางที่เคยเจอกับเธอครั้งแรกและถูกทำร้าย แต่ได้เธอช่วยเอาไว้” อากุตากาวะพูด “แค็ก..แค็ก”

“งั้นหรอ..งั้นฝากนำทางด้วยนะ อากุตากาวะคุง” ดาไซเอ่ยเสียงเรียบพร้อมกับอุ้มร่างไร้สติของเรกิไว้ในอ้อมกอด 

“ทางนี้ขอรับ” เด็กหนุ่มพูด ร่างกายเขาเริ่มดีขึ้นมากเเล้วจึงออกวิ่งนำทาง โดยมีดาไซตามไปติดๆ

“ชิ…ช่วยไม่ได้แฮะ” ชูยะเองก็ไม่เข้าใจความรู้สึกหงุดหงิดนี้ สุดท้ายก็ตามไปด้วยเช่นกัน 

ทางด้านโมริ โอไกที่กำลังนั่งอยู่บนรถส่วนตัวของพอร์ตมาเฟีย ได้แอบดูพฤติกรรมของดาไซ อากุตากาวะ และชูยะอยู่ห่างๆ แล้วก็ต้องถอนหายใจ เมื่อคิดว่าจะต้องโทรหาคนที่เขาไม่อยากคุยด้วยมากที่สุด

“ฮัลโหล…นายเองสินะ นี่โมริ โอไกพูด”

“มีอะไรว่ามา” เสียงทุ้มของชายวัยกลางคนตอบเรียบนิ่งมายังปลายสาย

“ก็ไม่อะไรมากหรอก…แค่อยากจะมาบอกว่าให้นายรีบส่งหมอโยซาโนะ อากิโกะมาที่ร้านยขายยาคุโมะให้เร็วที่สุด”

“หมายความว่ายังไง…ใครเป็นอะไร?” ชายปริศนาฟังดูฉงนใจ

“ลูกสาวนายกำลังอยู่ในอัตราย…เห็นแกความเป็นสหายของเราสมัยก่อนนะ รีบส่งเธอไปให้เร็วเถอะ” โอไกไม่อยากพูดอะไรมาก

“เข้าใจแล้ว…ยังไงก็ขอบใจนายด้วยโมริ เซ็นเซย์…” เขาเอ่ยอย่างช่วยไม่ได้

“ฉันขอรับคำขอบคุณของนายไว้ละกันนะ..ไม่ได้มีบ่อยๆนี่เนอะ~” โอไกม้วนผมตัวเองเล่น พร้อมกับรอยยิ้มยกขึ้นที่มุมปาก จากนั้นจึงวางสายไป

“ขอโทษนะเรกิคุง…นี่เป็นวิธีเดียวที่จะช่วยเธอได้”

ชายวัยกลางคนพึมพำเพราะเขารู้ว่าพลังของหมออีกคนจะสามารถช่วยคนได้เมื่อคนนั้นมีบาดแผลสาหัสอันตรายถึงชีวิตแล้วเท่านั้น

--จบตอนที่ 1--

Writer's talk:ตอนแรกไม่คิดว่าจะแต่งได้ยาวขนาดนี้55 แล้วก็จะมีความลับเยอะหน่อยน้า~

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น