KIRIN Music_JP

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 1 : การพบเจอที่ไม่อาจเลี่ยง

ชื่อตอน : ตอนที่ 1 : การพบเจอที่ไม่อาจเลี่ยง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 104

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 16 พ.ค. 2562 15:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1 : การพบเจอที่ไม่อาจเลี่ยง
แบบอักษร

 

 

" ย...อย่าเข้ามานะ...ช่วยด้วย...เเม่คะ ! "

 

เสียงของเด็กสาวที่ค่อยถอยหนีไปด้านหลังพร้อมกับร้องไห้พลางเรียกหาเเม่ของตนทั้งน้ำตา เเต่ไม่ว่าจะเรียกกี่ครั้งก็ไม่มีใครมาตามเสียงที่เธอตะดกนเลยสักคน ขณะเดียวกันด้านหน้าของเธอ สิ่งมีชีวิตรูปร่างประหลาดที่ดูเเล้วคล้ายกับหมาป่าเเต่มันตัวใหญ่กว่าสามเท่า เเละที่หลังของมันเหมือนกับมีมือของมนุษย์โผล่ออกมาหลายข้างเเละกำลังขยับไปมาอย่างน่าขยะเเขยง ดวงตาของมันเเดงฉานเเละกำลังส่องสว่างอยู่อย่างน่ากลัว ขณะที่ปากของมันได้มีกลิ่นคาวเลือดฟุ้งออกมา เเละเศษเนื้อกับเลือดที่ิดอยู่ตามซอกฟัน เด็กสาวที่เห็นอย่างนั้นได้เเต่ร้องไห้ก้าวขาไม่ออก มันอ้าปากเเละพุ่งตรงเข้าใส่เธอ

 

" ก๊าซซซ ! "

 

เด็กสาวได้เเต่ปิดตาเพราะทำอะไรไม่ได้พร้อมมกับเสียงของมันที่กำลังเข้ามาใกล้ถึงตัว เเต่เเล้วพอผ่านไปซักพักเธอก็ลืมตาขึ้นเเล้วก็รู้สึกว่ามันเเปลกๆที่ตัวเองไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเลย พร้อมกับสิ่งที่ปรากฎอยู่ตรงหน้าเด็กสาวนั้นคือหมาป่าที่อ้าปากจะขย้ำเธอเเต่มันก็หยุดไปทั้งสถาพนั้นพร้อมกับที่ตรงศีรษะของมันมีบางอย่างเเทงทะลุอยู่ มันคือปลายดาบเเละใบดาบสีดำสนิทเเละขอบเป็นสีเเดง เด็กสาวเผลอมองไปที่สิ่งนั้นอย่างเคลิบเคลิ้ม

 

" ไม่บาดเจ็บอะไรใช่รึเปล่าหนูน้อย ? "

 

เด็กสาวหันไปมองตามเสียงเรียกพร้อมกับที่ร่างของหมาป่าตัวนั้นโดนผ่าครึ่งเป็นสองท่อนโดยที่มันไม่อาจจะทำอะไรได้เลย สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าเธอคือชายหนุ่มอายุน่าจะ 20 มีผมยาวสีดำเเละผูกผมเป็นหางม้าไว้ข้างหลัง เเละตาข้างซ้ายมีผ้าปิดตาสวมอยู่ ใส่เครื่องเเบบกับผ้าคลุมสีดำที่ข้างเอวๆมีกระเป๋าขนาดเล็กเเละดาบอีกเล่มนึงเสียบอยู่เเต่เป็นสีน้ำเงิน

 

" ม ไม่เป็นอะไรค่ะ "

 

เด็กสาวตอบกลับมาโดยที่ขายังขยับไม่ได้เพราะความตกใจกลัวเมื่อครู่ ชายหนุ่มเก็บดาบเข้าฝักเเล้วเดินเข้าไปใกล้ๆจากนั้นก็ค่อยๆอุ้มตัวเธอขึ้นมา ตอนนั้นเองที่มีเสียงตะโกนดังมาจากด้านหลัง

 

" เรนะ เรนะ ! "

 

" เเม่คะ ! "

 

คนเป็นเเม่รีบวิ่งมาทันทีเมื่อเห็นลูกของเธอชายหนุ่มเดินเข้าไปใกล้เเล้วส่งลูกสาวที่อุ้มอยู่ให้กับเธอ ทั้งสองคนกอดกันทั้งน้ำตาทันทีดูเหมือนว่าเเม่ของเธอจะไปทำธุระท่หมู่บ้านใกล้ๆโดยให้เธอเฝ้าบ้านเอาไว้ระหว่างนั้นพอได้ยินข่าวว่าหมาป่าบุกจู่โจมหมู่บ้านเธอก็รีบวิ่งมาทันที คนเป็นเเม่หันมาขอบคุณให้กับชายหนุ่มพร้อมกับลูกของเธอในอ้อมกอด

 

" ข ขอบคุณ ขอบคุณมากเลยค่ะ ที่ช่วยลูกสาวของฉันไว้ "

 

" ขอบคุณมากเลยค่ะพี่ชาย ! "

 

" ไม่เป็นไรหรอก...ถ้ายังไงต่อจากนี้ก็ทำรั้วป้องกันรอบหมู่บ้านไว้น่าจะปลอดภัยกว่านะครับ "

 

ชายหนุ่มหันไปบอกชาวบ้านหลายคนที่วิ่งตามมากันหลายคน คนที่ดูเหมือนจะเป็นผู้ใหญ่บ้านเดินก้าวออกมาข้างหน้าพลางก้มหัวขอบคุณให้

 

" ค ครับ ถ้ายังไงในฐานะผู้ใหญ่บ้านขอขอบคุณที่ช่วยหมู่บ้านของพวกเราเอาไว้นะครับ เอ่อ...เเต่ว่า เจ้านี่มันเป็นสัตว์ประหลาดอะไรเหรอครับ ที่ผ่านมายังไม่เคยเห็นตัวประหลาดเเบบนี้มาก่อนเลย "

 

ผู้ใหญ่บ้านเเละพวกชาวบ้านมองที่ศพของเจ้าหมาป่าตัวนั้นที่กำลังค่อยๆสลายหายไปกลายเป็นเป็นละออง

 

" เจ้านี่เรียกว่า อสูร น่ะครับ มันเพิ่งปรากฎตัวเมื่อไม่กี่ปีที่เเล้วเอง...ที่ผ่านมาก็มีเจอบ่อยๆยิ่งในช่วงหลังด้วยเเล้วเนี่ยก็เจอเยอะเป็นพิเศษเลย เเต่ปกติในชนบทอย่างที่นี่น่าจะไม่ค่อยโผล่เท่าไหร่ บางทีมันอาจจะหลงมาก็ได้ ถ้ายังไงลองให้พวกผู้ใหญ่ในหมู่บ้านนี้สร้างรั้วกั้นที่เเข็งเเรงเอาไว้นะครับ "

 

พอชายหนุ่มอธิบายเสร็จเขาก็กลับหลังเเล้วทำท่าจะเดินออกไปตอนนั้นเอง โป๊ก ! ได้มีบางอย่างมากระทบเข้าที่หัวของเขาเลือดไหลลงมาจากทางหัวย้อยลงมา พอลองดูเเล้วเป็นก้อนหินขนาดเท่านิ้วก้อยเเล้วพอหันกลับไปหาตำเเหน่งที่ขว้างมา ก็พบกับเด็กผู้ชายที่กำลังร้องไห้เเละมองมาทางนี้ด้วยเเววตาโกรธเเค้น

 

" เเก...ถ้าเเกมาที่นี่เร็วกว่านี้ล่ะก็...คุณพ่อก็คงไม่ตายหรอก...หน็อย "

 

ข้างกายเด็กชายเป็นพ่อของเขาที่ส่วนลำตัวหายไปเเล้ว บางทีเจ้าตัวคงจะเคียดเเค้นชายหมุ่มที่มาช้าเเล้วช่วยพ่อของตัวเองไว้ไม่ทัน พวกชาวบ้านต่างตะโกนไปที่เด็กคนนั้น

 

" เคนตะหยุดนะ ! "

 

" เขาอุตส่าห์มาช่วยพวกเรานะ ! "

 

" ทำเเบบนั้นได้ยังไง ! "

 

" ไม่เป็นไรหรอกครับ "

 

ชายหนุ่มเอามือไปห้ามพวกชาวบ้านที่กำลังด่าเด็กชาย พร้อมกับเดินเข้าไปใกล้

 

" ย...อย่าเข้ามานะ ! "

 

เด็กชายร้องตะโกนเสียงดังพลางหยิบหินเตรียมขว้างอีกครั้ง ตอนนั้นเองที่เขารู้สึกว่าพ่อที่นอนอยู่ใกล้ตัวเองเริ่มขยับอีกครั้ง พ่อของเด็กคนนั้นค่อยๆลุกขึ้นมา เขาพยายามจะตะโกนเรียกชื่อพ่อเเต่ก็ต้องหยุดคำพูดเอาไว้ก่อน เพราะดวงตาของพ่อเป็นสีเเดงก่ำเเละฟันของเขาเเหลมคมทั้งหมดราวกับสัตว์ป่ากล้ามเนื้อเเละตัวใหญ่ขึ้นเเละด้านหลังนั้นก็มีกระดูกเเหลมคมพุ่งออกมาพร้อมกับก้อนเนื้อที่คล้ายเเขนงอกออกมาเหมือนกันกับหมาป่าเมื่อครู่

 

" พ...พ่อ "

 

" โอ้ววว ! "

 

สิ่งที่เคยเป็นพ่อของเด็กคนนั้นพุ่งเข้าใส่เเต่เเล้ว เสียง ฉัวะ ! ก็มาพร้อมกับดาบสีเเดงที่เเทงทะลุตรงกลางหัวเป็นชายหนุ่มที่ชักดาบเเล้วเข้าไปเเทงที่หัวโดยทันทีเเละรวดเร็วจนไม่มีใครมองทัน ตอนนั้นเองที่ดูเหมือนดวงตาจะเปลี่ยนไปเป็นมนุษย์ปกติพ่อของเด็กคนนั้นหันไปมองชายหนุ่มด้วยรอยยิ้ม

 

" ข...ขอบ...คุณ "

 

พ่อของเด็กชายกล่าวออมาเช่นนั้นพร้อมกับรอยยิ้มเเละกลายเป็นละอองล่องลอยหายไปจากเบื้องหน้า

 

" พ...พ่อ...ทำไม..."

 

" ...อย่างน้อยนั่นเป็นสิ่งที่ฉันพอจะทำให้เขาได้ "

 

เด็กชายเงยหน้าขึ้นมามองชายหนุ่มที่พูดออกมาด้วยความโศกเศร้า

 

" อสูรไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเกิดมาจากสัตว์หรือกำเนิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติอย่างเดียวเท่านั้น กระทั่งศพเองก็มีโอกาสที่จะลายเป็นอสูรด้วยเหมือนกัน...พ่อของเธอเองก็เป็นหนึ่งในนั้น "

 

ชายหนุ่มหันไปบอกชาวบ้านข้างหลังด้วยพร้อมกับก้มตัวจนเท่ากับเด็กชายตรงหน้า

 

" ฉันเองก็มีส่วนผิดที่มาช้าเหมือนกัน เเต่อีกครึ่งนึงมันก็เป็นความผิดของเธอเหมือนกันนะ "

 

" ความผิด...ของผม "

 

ชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นสีหน้าเป็นจริงจังทันทีเเล้วพูดออกไป

 

" ผิดที่ตัวเธอเองอ่อนเเอไงล่ะ อ่อนเเอที่ปกป้องคนสำคัญก็ไม่ได้ เป็นเเบบนี้จะไปโทษต้นเหตุคืออสูรที่ตายไปเล้วก็คงไม่ได้ ฉะนั้นจงโทษตัวเองที่อ่อนเเอเกินไปจนปกป้องพ่อไม่ได้เเทนเถอะนะ ทำอย่างนั้นเเล้วถึงจะเดินต่อไปได้...เหมือนกับฉันตอนนี้ไงล่ะ "

 

"..............."

 

เด็กชายนิ่งเงียบระหว่างนั้นชายหนุ่มก็ค่อยๆลุกขึ้นเเล้วเดินออกจากหมู่บ้านไป พอเดินมาได้สักพักก็เเหงนมองฟ้าเเล้วถอนหายใจ

 

" เฮ้อออ..."

 

เหนื่อยเป็นบ้าเลย เอาจริงๆนะเรื่องเเบบนี้น่ะ มันไม่เหมาะกับฉันซักนิด ฉันเดินออกจากหมู่บ้านมาอย่างเงียบๆท่ามกลางบรรยากาศมืดมน หนำซ้ำยังเผลอพูดเรื่องเกินจำเป็นออกไปซะด้วย ขณะที่ฉันกำลังเดินไปเรื่อยๆอยู่นั้นเองตรงหน้าก็มีคนที่สวมเครื่องเเบบสีดำเหมือนกันดินกันมาทางนี้สามคน

 

" หัวหน้าเหนื่อยหน่อยนะคะ ! "

 

ผู้หญิงสั้นผมสีฟ้าท่าทางร่าเริงทักทายฉันก่อนใครเพื่อน ชื่อของผู้หญิงคนนี้ ซาซากิ เรียวโกะ อารมณ์เจ้าตัวต่อให้เป็นบรรยากาศมืดมนเเบบนี้ก็ยังคงยิ้มเเฉ่งสดใสได้ จะว่ารอยยิ้มของเธอทำให้โลกทั้งใบสดใสสำหรับฉันก็คงได้

 

" จู่ๆก็โดดลงมาจากรถไฟอย่างนี้กว่าจะบอกให้หยุด มันก็ลำบากนะครับหัวหน้า ! "

 

ต่อมาเป็นชายสวมเเว่นท่าทางเป็นมิตร ชื่อ คัตสึกิ เรียวตะ เเละสุดท้าย

 

" เรารีบกลับขึ้นรถไฟได้เเล้วค่ะ เดี๋ยวถ้าไปสายจะโดนว่าเอาได้นะคะ "

 

ผู้หญิงสวมเเว่นผมยาวสีม่วงที่ดูท่าทางจริงจัง อารากิ สึบามิ

 

ทั้งสามคนนี้เป็นลูกน้องของฉัน ถ้าดูตามอายุเเล้วอายุ 18 ปีเท่ากัน ส่วนฉันอายุ 20 พวกเราทั้งสี่เดินตรงไปเรื่อยๆตรงที่รถไฟจอดรออยู่ ทันทีที่ขึ้นไปผู้โดยสารทั้งหมดต่างจ้องมาที่ฉัน เเต่พอเห็นเครื่องเเบบเเละตราที่ติดอยู่ตรงหน้าอกเท่านั้นเเหละก็พากันเงียบเป็นป่าช้าเชียว พวกเราทั้งสี่กลับเข้าไปในที่นั่งตามเดิม ตอนนั้นเองที่สึบามิหันมาคุยกับฉัน

 

" หัวหน้าคงยังไม่ลืมกำหนดการต่อจากนี้ใช่รึเปล่าคะ ? "

 

" อืม ไปที่เมืองหลวงเพื่อพบกับอามาเทราสึใช่รึเปล่าล่ะ "

 

" ...อย่าลืมเติมท่านนำหน้าด้วยสิคะ "

 

" ถ้าเรื่องนั้นล่ะก็ไม่เป็นไรหรอก ยังไงคุยกันอยู่ทุกวันก็เรียกเเต่เเบบนั้นนี่ "

 

พอฉันพูดออกไปเเบบนั้นสึบามิก็จ้องเขม็งมาทางนี้ทันทีพลางทำเเก้มป่องเหมือนไม่พอใจ จะว่าน่ารักก็ได้ล่ะนะเเบบนี้ สำหรับคนจริงจังอย่างผู้หญิงคนนี้ถือว่าเป็นภาพที่หาดูได้ยากทีเดียว

 

" เเต่นี่เราออกมานอกหมู่บ้านนะคะ กรุณาอย่าลืมสิคะ "

 

" หึหึ โอเค เข้าเมืองตาหลิ่วต้องลิ่วตาตามสินะ "

 

ระหว่างนั้นฉันก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงเเล้วหยิบถุงผ้าที่เมือนเครื่องรางนำโชคออกมาเเนบชิดกับหู ตอนนั้นเองก็มีเสียงที่ได้ยินใกล้ๆดังออกมา

 

" อ่า ได้ยินที่เราง่ำ ง่ำ พูดอยู่รึเปล่า ง่ำ ง่ำ "

 

" ...ถ้าเสียงพูดล่ะก็คงไม่ได้ยิน เเต่เสียงเธอกินเนี่ยได้ยินเต็มสองหูเลยล่ะ "

 

" ก็ได้ยินไม่ใช่หรือไง ง่ำ ง่ำ รีบๆมาได้เเล้วนะเจ้าน่ะ อีกฝ่ายคอยจะเเย่อยู่เเล้วนะ "

 

ดูเหมือนเจ้าตัวจะกินเสร็จเเล้ว ฉันที่รู้สึกเอือมระอากับท่าทีนั้นพยายามจะตัดเสียงไปเเต่เรื่องที่ว่ามีคนคอยอยู่เมื่อกี้เห็นทีคงจะปล่อยผ่านไม่ได้เลยลองถามรายละเอียดดู

 

" เเหม ก็นะ...ที่เรียกเจ้ากับลูกน้องมาจากบ้านเกิดเลยก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก เอาจริงๆมันเป็นเเค่เรื่องไหว้วานสำหรับเจ้าคนเดียวน่ะนะ "

 

" ...เรื่องไหว้วานสำหรับฉันคนเดียวเหรอ "

 

ฉันรู้สึกสงสัยต่อเรื่องนั้นจึงคมวดคิ้วเข้าหากัน

 

" อืม...อีกฝ่ายระบุตัวเจ้ามาเเบบเจาะจงเลยน่ะ ยังไงซะพอมาถึงเเล้วก็เเยกทางกับลูกน้องเเล้วมาหาเราเป็นการส่วนตัวด้วยนะ เเค่นี้ล่ะ ! "

 

พูดเสร็จอีกฝ่ายก็ตัดสายไปซะอย่างนั้น ถึงเจ้าตัวจะว่างั้นก็เถอะเเต่ทำไมฉันรู้สึกว่าน้ำเสียงมันฟังดูดีใจชอบกล ฉันเก็บถุงนั่นกลับเข้ากระเป๋าจากนั้นก็หลับฆ่าเวลระหว่างจะถึงจุดหมาย ไม่นานรถไฟก็มาถึงจุดหมายที่ตั้งใจเอาไว้พอก้าวเท้าลงไปก็สัมผัสกับกลิ่นอายที่เเปลกใหม่อาจจะเพราะที่ผ่านมาอยู่เเต่ในชนบทล่ะมั้งทิวทัศน์เเละบรรยากาศที่เห็นจากในเมืองที่มีเเต่ผู้คนเต็มไปหมด จึงต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ทั้งตึกราวบ้านช่องทั้งหมดล้วนต่างจากในเมืองหลวงอย่างสิ้นเชิงคงเป็นเพราะได้รับอิทธิพลมาจากประเทศอื่นด้วยนั่นล่ะ

 

ถ้าจะให้ฉันย้อนเล่ากลับไปไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ สงครามโลกได้เกิดขึ้นมีผู้คนล้มตายมากมายไม่เว้นเเต่ละวัน ฉากนองเลือดเเละเสียงระเบิดที่ดังขึ้นเป็นประจำในตอนนั้นยังคงฝังใจไม่มีลืมสำหรับบางคน เเละเป็นช่วงหลังจากนั้นไม่นานเจ้าอสูรนั่นก็โผล่มา สัตว์ประหลาดซึ่งไม่รู้ตัวว่าโผล่ออกมาจากไหนนั้นพอเทียบกันเเล้วอาจจะน่ากลัวว่าอาวุธหรือมนุษย์ด้วยกันเองซะอีกก็ได้ เเต่เพราะอย่างนั้นเเหละถึงได้เปลี่ยนสงครามที่มีมายาวนานให้เป็นการร่วมมือกันเพื่อกำจัดมันลงไปให้ได้เเละลำพังอาวุธธรรมดาไม่มีทางใช้กับมันได้ผลเพราะพอใช้เเล้วมันจะฟื้นตัวหรือไม่ก็อยู่ในสภาพที่ไม่ตายไปตลอด ต้องใช้อาวุธที่มีการลงอาคมหรือพลังจากเทพเท่านั้นที่สามารถจำกัดมันได้ไม่ก็ใช้เวทมนต์ที่เเรงพอล่ะนะ เเต่เวทมนต์น่ะในหลายพันหลายหมื่นคนจะมีซักคนที่สามารถใช้ได้เห็นว่าในช่วงสงครามก็มีเอามาใช้เหมือนกันเเต่ถ้าเกิดเป็นสมัยนี้เเค่ใครสักการะบูชาเทพองค์ไหนก็ใช้เวทมนต์ได้เเล้วเเทบจะต่างจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิงเลยจนรู้สึกสารบางคนที่สวดภาวนาเเทบตายกลับใช้ไม่ได้เเทนเเต่พอมาตอนนี้กลับกันเเค่มีจิตศรัทธาก็เพียงพอ ฉันหันไปบอกกับลูกน้องทั้งสองคนที่อยู่ด้านหลัง

 

" เดี๋ยวฉันต้องไปทำธุระซักหน่อย พวกนายสามคนจะไปเที่ยวที่ไหนก็ได้ตามสบายเลยนะ พอถึงเวลาเเล้วก็มาเจอกันตามที่นัดเอาไว้ด้วยล่ะ "

 

" เข้าใจเเล้วค่ะ/ครับ ! "

 

ทั้งสามคนต่างตัวตรงตอบรับคำสั่งของฉันอย่างพร้อมเพรียงกัน คงเป็นเพราะด้านหลังนั้นมีหนังสือที่ระบุถึงสถานที่ที่อยากจะไปล่ะมั้ง อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นเวลาพักผ่อนก็เลยอนุญาติให้ไปเพราะการต้องมาทำอาชีพนี้น่ะถ้าไม่ผ่อนคลายซะบ้างก็อยู่ไม่รอดหรอก หลังจากพอเเยกตัวกับสามคนนั้นเเล้วฉันก็ออกเดินไปคนเดียวซักพักก็มาถึงคฤหาสน์ขนาดใหญ่ที่มีสัญลักษณ์ดวงอาทิตย์วาดไว้ที่หน้าประตูทางเข้า

 

" ขอรบกวนทราบชื่อกับสังกัดรวมถึงอันดับด้วย "

 

คนเฝ้าประตูหันมองมาทางที่ฉันด้วยสายตาเคร่งครึม ฉันจึงบอกชื่อกับสังกัดไปพร้อมกับเปิดให้เห็นเครื่องหมายเเละอันดับที่ติดอยู่ตรงอกเสื้อ

 

" ซาคากามิ เรียวจิ สังกัด หน่วยปราบปรามอสูรชนบท ส่วนอันดับเเค่เห็นนี่ก็คงจะพอรู้นะ "

 

" อึก...เชิญเข้าไปได้เลยครับ ! "

 

พอเห็นอันดับของฉันตรงอกเสื้อเท่านั้นเเหละก็มีสีหน้าตกตะลึงเเล้วทำตัวเรียบร้อยขึ้นมาเชียว หลังจากนั้นก็มีผุ้หยิงในชุดเครื่องเเบบสีดำเหมือนกันนำทางเดินไปไม่นานก็มาถึงห้องโถงขนาดใหญ่ซึ่งมีบัลลังก์ตั้งอยู่ตรงหน้าพร้อมกับมีคนกำลังนั่งอยู่บนนั้น เป็นเด็กผู้หญิงผมสีฟ้าที่กำลังใส่ชุดมิโกะอยู่พอเห็นฉันเธอก็หันมาบอกด้วยรอยยิ้ม

 

" ยินดีต้อนรับสู่คฤหาสน์ของเรานะเรียวจิ "

 

" อ่า...ขอบคุณที่เชิญมาละกันนะ "

 

ผู้หญิงที่นำทางมาค้อมหัวให้จากนั้นจึงเดินออกจากห้องไป พอประตูปิดลงเเล้วเท่านั้นล่ะ

 

" เรียวจิจจจ ! "

 

เจ้าตัวที่นั่งอยู่บนบัลลังก์อย่างสง่าเมื่อครู่ก็กระโจนพุ่งตรงมาที่ฉันทันที จะให้เอามือไปจับหัวเเล้วโยนกลับไปที่บัลลังก์ก็ได้อยู่เเต่ขี้เกียจทำอย่างนั้นเลยยอมอ้าเเขนรับเเต่โดยดีล่ะนะ พอฉันรับเธอมาอยู่ในอ้อมเเขนเจ้าตัวก็เอาหน้ามาถูไถตรงอกฉันอย่างมีความสุขเหมือนกับครอบครัวที่ไม่ได้เจอกันมานานอย่างไรอย่างนั้น

 

" เรียวจิ เราคิดถึงเจ้ามากเลยนะ เจ้ารู้ตัวรึเปล่า ! "

 

" รู้จ้ารู้ ก็เล่นติดต่อมาหากันทุกวันไม่ขาดสายเลยนี่นา "

 

เด็กคนนี้ที่กำลังเเนบชิดตัวฉันอยู่ตอนนี้ชื่อ อามาเทราสึ ซึ่งเจ้าตัวเป็นเทพเเห่งดวงอาทิตย์อ่ะนะ ถึงรูปร่างเเละนิสัยจะไม่ให้ก็ตามเถอะ ซึ่งอายุจริงๆของเจ้าตัวน่ะไม่ว่าจะถามกี่รอบก็เอาเเต่บอกว่า 12 ขวบจ้า อยู่ทุกครั้งเลยเลิกถามไป ส่วนการพบกันของฉันกับเธอน่ะจะขอละเอาไว้ก่อน เอาเป็นว่าหลังจากที่มีอสูรออกมาเเละเเต่ละประเทศร่วมมือกันจู่ๆก็มีเทพอย่างเธอคนนี้ปรากฎตัวออกมากันเต็มไปหมดพร้อมกับให้คำเเนะนำในการจัดการพวกอสูรล่ะนะ ส่วนเทพองค์อื่นนอกจากอามาเทราสึเเล้วฉันก็มีไปเจอมาบ้างเหมือนกันเพราะไม่รู้ตั้งเเต่เมื่อไหร่ถึงโดนยัดเยียดสถานะคนสำคัญของเธอลงในประวัติประจำตัว ถึงจะเคยถามเจ้าตัวเเล้วก็ตามว่าถ้ามีพลังขนาดนั้นก็จัดการพวกอสูรให้หมดไปทีเดียวน่าจะง่ายกว่าให้มนุษย์อย่างพวกเรามาทำตั้งเยอะ เเต่คำตอบที่ได้กลับมาทำให้ฉันต้องกลับมาคิดใหม่

 

" ถ้าให้เทพอย่างพวกเราทำอย่างนั้นล่ะก็อาจจะมีบางคนเผลอกำจัดมนุษย์ให้หมดไปทีเดียวปนอยู่ด้วยก็ได้นะ จะเอาเเบบนั้นเหรอ "

 

" โอเค ฉันผิดเองที่ถามไป ทำเป็นว่าฉันไม่เคยถามเธอมาก่อนก็เเล้วกันนะ "

 

เเละเพราะคำตอบมันเป็นอย่างนั้นนั่นเเหละเลยทำให้ไม่มีทางเลือก

 

" เอาเป็นว่าเกี่ยวกับเรื่องที่เรียกเจ้ามาที่นี่น่ะ พอดีมีคนที่อยากจะไหว้วานเจ้าอยู่น่ะ "

 

" ไหว้วานฉันเหรอ "

 

" อืม เธอเป็นคนที่ออกจะเเปลกๆไปซักหน่อยน่ะนะ เเต่เป็นคนดีเเน่นอนเราขอรับรองเลย "

 

" ...คำว่ารับรองของเธอนี่มันเชื่อถือได้เเค่ไหนกันล่ะ "

 

" น่าน่า อย่าไปใส่ใจเรื่องนั้นเลยรีบไปกันเถอะิีกฝ่ายดูเหมือนจะรอเเย่เเล้วนะ ! "

 

ข้างๆอามาเทราสึเริ่มส่องเเสงเเล้วปรากฎเป็นประตูเลื่อนเเบบญี่ปุ่น บ้านเกิดจริงๆของเธอนั้นอยู่บนสวรรค์เเต่สาเหตุที่ส่วนใหญ่อยู่ที่นี่ก็เป็นเฉพาะเวลางานกับมีอาหารอร่อยๆให้กินได้ไม่อั้นเท่านั้นล่ะ เล่นเอาอยากจะถามกลับไปเลยว่าเธอทำอาหารเป็นสักอย่างรึเปล่า เเต่ก็ต้องเก็บไว้ไม่ถามไปเพราะมีความรู้สึกว่าอาหารที่มาจากฝีมือเธอต้องมีสภาพเกรียมสมกับดวงอาทิตย์เเหงๆเลยเลี่ยงเอาไว้ เเถมบางครั้งเจ้าตัวยังใช้ให้ช่วยให้เข้าไปทำความสะอาดบ้านที่รกอีก จนเริ่มสงสัยสถานะของตัวเองขึ้นมาเหมือนกันว่าตกลงเป็นคนสำคัญหรือเป็นคนรับใช้กันเเน่ เเต่คงจะทั้งสองอย่างนั่นล่ะ

 

ถึงเจ้าตัวจะทักมาหาทางนี้ด้วยลูกเเก้วสื่อสารทุกวันก็เถอะ เเต่อย่างน้อยฉันก็ปฎิเสะไม่ได้ว่าน้ำเสียงร่าเริงของเจ้าตัวทำให้ฉันมีรอยยิ้มทุกวันก็ได้น่ะนะ อ๊ะ! เเล้วก็ขอบอกเลยฉันไม่ใช่โลลิค่อน เเค่อยู่ฝ่ายเดียวกับเด็กผู้หญิงน่ารักๆเท่านั้นโดยอามาเทราสึก็เข้าข่ายนี้ด้วยล่ะนะเเต่ก็ขอหยุดเอาไว้ก่อนเท่านี้ขืนบอกมากกว่านี้มันจะเเย่เอา

 

หลังจากเลื่อนประตูออกไปก็เจอกับเเสงสว่างฉันเดินตามอามาเทราสึเข้าไปพร้อมกับเลื่อนประตูกลับไปปิดเหมือนเดิม เเละสิ่งที่ปรากฎต่อหนาก็เป็นห้องขนาดหกเสื่อมีโต๊ะสี่เหลี่ยมตั้งอยู่ตรงกลางเเละมีอาหารตั้งเรียงรายเอาไว้อยู่ ดูเหมือนจะเพิ่งทำได้ไม่นานเพราะยังคงมีไออุ่นลอยโชยออกมาอยู่ เเละตรงนั้นเอง

 

" หือ "

 

" อ๊ะ ! "

 

ตาของฉันไปสบเข้ากับเด็กผู้หญิงที่กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะตรงนั้น ดูเเล้วน่าจะอายุ 12 ปี เส้นผม ดวงตา เเละเสื้อผ้าที่น่าจะมาจากต่างประเทศเป็นสีดำทั้งหมด เธอมองมาทางนี้โดยไม่กะพริบทางฉันเองก็เช่นกัน ตอนนั้นเองที่อามาเทราสึหันไปพูดกับเด็กผู้หญิงคนนั้นเเละเเนะนำตัวชั้นให้เธอฟัง

 

" ขอโทษที่ให้รอนะ ซาเอะ "

 

" ไม่เป็นไรหรอก "

 

จากนั้นฉันกับอามาเทราสึก้นั่งลงใกล้ๆกับเด็กที่ชื่อซาเอะ เธอมองมาทางนี้เเละส่งยิ้มให้

 

" เรามีชื่อว่า ซาเอะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคุณเรียวจิ "

 

" อ...อืม "

 

ดูท่าทางเเล้วเธอก็เป็นมิตรดีอยู่อะนะ เเต่ไม่รู้ทำไมฉันถึงรู้สึกเสียวสันหลังวาบเหมือนกับโดนงูจ้องอยู่อย่างนั้นล่ะ จากนั้นอามาเทราสึก็บอกให้พวกเรากินข้าวกันก่อนเเละจากนั้นพอกินเสร็จฉันก็ต้องยกถ้วยชามไปล้างตามหน้าที่ จากนั้นจึงกลับมาน่งที่เดิมระหว่างนั้นอามาเทราสึก็ชงชาตั้งเตรียมไว้ ส่วนรสชาติก็คงจะบอกได้ว่าอร่อยล่ะนะ

 

" เเล้วคนที่เรียกฉันมาคือคุณหนูคนนี้เหรอ ? "

 

พอฉันหันไปที่ซาเอะเเล้วถามเธอ อามาเทราสึก็พยักหน้าให้

 

" คือว่าซาเอะน่ะนะ จะว่าไงดีล่ะ...เธอเป็นลูกของคนรู้จักของเราที่อยู่อีกประเทศหนึ่งน่ะ เเล้วพอดีระหว่างทางกลับบ้านก็โดนอสูรดักทำร้ายตั้งหลายครั้งจนตอนนี้ต้องมาฝากไว้กับเราน่ะ เเถมทางนั้นเองก็ดูเหมือนจะอยากให้ทางนี้พาเธอไปส่งโดยสวัสดิภาพด้วยเพราะงั้น... "

 

" ...เลยจะให้ฉันตามไปเป็นคนคุ้มกันให้อย่างนั้นสินะ "

 

พอพูดสิ่งที่คิดได้ออกไปอามาเทราสึก็ท่าทางตกใจเหมือนกับว่า รู้ได้ยังไงกัน ! มันก็เเหงล่ะ คิดว่าฉันคนนี้โดนเธอใช้งานมากี่รอบเเล้วล่ะหาาา ต่อมาก็เป็นซาเอะที่พูดต่อ

 

" พอดีฉันไม่อยากจะรบกวนคนเยอะๆเลยถามอามาเทราสึว่าพอจะมีคนเก่งๆสักคนที่จะคุ้มกันฉันไปได้ตลอดทางรึเปล่าน่ะ เเล้วตอนนั้นเธอก็เสนอชื่อคุณเรียวจิมานี่เเหละ "

 

" ใช่เเล้วล่ะ เพราะคนเก่งสุดที่เรารู้จักก็มีเเต่เจ้านี่นาเนอะะ ! "

 

ไม่ต้องมาโพสท่าน่ารักเลยนะจะบอกให้ ถึงจะน่ารักจริงๆก็เถอะ !...เเต่ถึงกระนั้นจะให้ไปส่งตัวถึงต่างประเทศ ก็คงไม่รู้ว่าต้องไปที่ไหนด้วย จึงถามกลับไป

 

" ว่าเเต่จะให้พาไปส่งที่ไหนเหรอ ? "

 

" ที่อังกฤษน่ะ "

 

อังกฤษเหรอ ฉันยังไม่เคยออกนอกประเทศด้วยบางทีมันอาจจะเป็นโอกาสที่ดีในการไปเที่ยวก็ได้ ก็อยากจะพูดอย่างนั้นอยู่หรอก เเต่สมัยที่มีอสูรเพ่นพ่านเเบบนี้คำว่าไปเที่ยวเนี่ยก็คงเหมือนกับฝันเลยล่ะมั้ง

 

" หึหึ เเน่นอนว่าที่พักเเละทุกอย่างรวมถึงรายละเอียดเราก็จัดเตรียมไว้ให้เรียบร้อยเเล้วล่ะนะ เเถมยังมีโบนัสพิเศษให้อีกด้วย เจ้าไม่มีเหตุผลต้องปฎิเสธเลยใช่ไหมล่ะ ! "

 

"...อืม เเต่ว่าฉันจะต้องไปคนเดียวงั้นเหรอ ? "

 

พอถามไปซาเอะเเละอามาเทราสึก็พยักหน้าให้

 

" อย่างที่ฉันบอกไปก่อนหน้านี้ ว่าไม่ต้องการคนเยอะต้องการเเค่คนเเข็งเเกร่งเพียงคนเดียวเท่านั้น เพราะถ้ามีคนตายเยอะทางฉันเองก็คงรู้สึกไม่สบายใจ "

 

" ก็ตามที่บอกนั่นล่ะนะ ว่าไงล่ะ จะรับงานนี้รึเปล่า ? "

 

พอลองพิจารณาดูเเล้วมันก็อาจจะดีกว่าก้ได้ ถ้าต้องลากทั้งสามคนนั้นไปด้วยมีหวังกลายเป็นปัญหาเเหงๆ เเถมถ้าเกิดอะไรขึ้นมาทางนี้ก็อาจจะต้องเป็นคนรับผิดชอบในฐานะหัวหน้าด้วย เเละที่สำคัญ ฉันหันไปมองหน้าซาเอะอีกครั้งเจ้าตัวก็ยังยิ้มเเย้มเหมือนเดิมราวกับไม่ทุกข์ร้อนทั้งที่โดนอสูรโจมตีมาหลายรอบ ถึงจะคิดว่าไม่น่าใช่คนธรรมดาก็เถอะเเต่ก็งคงไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรนักหรอก ฉันคิดอย่างนั้นเเล้วหันไปบอกอามาเทราสึ

 

" เอาเป็นว่าฉันตกลงรับงานนี้ละกัน ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายกับเดินทางเธอเป็นคนจัดการนะ "

 

" โอเค...ถ้าอย่างนั้นฝากคุ้มกันซาเอะด้วยล่ะ ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าล่ะก็ ไม่สิ !...ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับซาเอะล่ะก็เจ้าต้องรับผิดชอบโดยการมาอาศัยอยู่กับเราตลอดชีวิตนะ "

 

ฉันหันไปบอกกับซาเอะทันทีโดยไม่สนใจอามาเทราสึที่กำลังพล่ามอยู่

 

" งั้นขอฝากตัวระหว่างเดินทางด้วยนะ ซาเอะ "

 

" ฮิฮิ ทางนี้ก็ขอฝากตัวด้วยเช่นกันคุณเรียวจิ "

 

เเล้วการพบกันที่จะเปลี่ยนเเปลงชีวิตของฉันหลังจากนี้ก็เริ่มขึ้น

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น