ลูกคนเดียว

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่สิบสี่

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย สยองขวัญ,สั่นประสาท

คนเข้าชมทั้งหมด : 251

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 16 พ.ค. 2562 10:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่สิบสี่
แบบอักษร

ยังไม่ทันที่นิ้วจะถึงไกปืน มือข้างหนึ่งกระชากปืนไปจากเขา ร่างของจอมภพล้มคว่ำก่อนจะดีดตัวกลับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว อาการหัวเสียปรากฎชัดเจนเมื่อเห็นหน้าของชัชวาล ลูกน้องเขาสะพายปืนบนไหล่

               “แกทำอะไรของแกชัช”

               “นายกำลังโดนมันลวง”

               ชัชวาลตอบกลับมาด้วยความสงบ

               “ลวงเหรอ เปล่าเลยชัช ฉันกำลังจะฝังกระสุนเข้าไปในหัวไอ้เสือผีนั่นต่างหาก”

               “นายกำลังจะเสียกระสุนอาคมให้กับตอไม้” เขาพยักหน้าไปทางด้านหลังของจอมภพ “ไม่เชื่อนายดู”

               ถึงจอมภพจะยังโมโหอยู่ก็ยังหันกลับไปดูแล้วก็ต้องเย็นวาบทั้งไขสันหลัง ไม่มีร่างเสือหรือเงาดำ มีเพียงตอไม้ตายซากท่อนหนึ่งตั้งนิ่งอยู่ในจุดที่เขาจำได้ว่าเสือผีเคยยืนอยู่ เขาก้าวเท้ายาวจนเกือบหลุดออกนอกเขตคาถาแต่ดีที่ชัชวาลเหนี่ยวไหล่ไว้ได้ทัน

               “ผมว่านายไปนอนพักเถอะครับ เดี๋ยวผมเฝ้ายามต่อเอง”

               “แต่ฉันมั่นใจว่าเห็นมันจริงๆ”

               “ผมเห็นแต่นายยืนมองเข้าไปในป่าแล้วจ้องปืนเหมือนจะยิงอะไร แต่นายเล็งไปที่ตอไม้อันนั้น ผมเลยลุกขึ้นมาห้ามนายไว้”

               “แกไม่เห็นมันจริงๆ”

               “นายกำลังโดนอาถรรพ์ของมันเล่นงาน นายก็รู้ว่ามันต้องการทำลายกระสุนอาคม”

               จอมภพเงียบ ชัชวาลมองที่ราวป่าซึ่งมืดสนิท เงียบสงัดอยู่เช่นเดิม

               “มันอยู่แถวนี้แหละนาย คอยหาโอกาสจัดการพวกเรา แต่นายไม่ต้องห่วง หลังจากโดนตะกรุดของหลวงพ่อ มันก็เหมือนจะอ่อนแรงลงไปเยอะ”

               จอมภพยังคงนิ่งทบทวนความคิดของตนเอง เขามั่นใจว่าต้องเป็นมันอย่างแน่นอน ลูกศิษย์พรานดำเดินไปซุนไฟให้แสงสว่างขับไล่ความมืดมิดออกไปแล้วจึงกล่าวย้ำ

               “นอนเถอะครับนาย พรุ่งนี้เรายังมีงานหนักอีกมาก”

               เจ้านายของเขาจึงยอมเดินไปล้มตัวลงนอน ไม่กี่อึดใจต่อมา ชัชวาลก็ได้ยินเสียงกรนเบาๆ เขาทิ้งตัวลงนั่งข้างกองไฟแล้วเติมฟืนจนไฟลุกสว่างโพลง สายตาของเขากวาดมองในความมืดรอบรอบด้าน โสตประสาทและสัญชาตญาณของพรานชำนาญไพรบอกเขาว่าเสือตัวนั้นยังคงป้วนเปี้ยนอยู่ไม่ห่างไกลนัก บางครั้งที่ลมพัดก็ยังคงได้กลิ่นสาบสางของมันอยู่ แม้จะแผ่วบางไม่ชัดเจนแต่กับเขามันรุนแรงเข้มข้นเหมือนเสือร้ายอยู่ตรงหน้าเลยทีเดียว ลูกน้องคนสนิทของจอมภพนั่งอยู่จนกระทั่งเกือบใกล้รุ่ง เสียงแมลงและนกบางชนิดเริ่มร้องอีกครั้ง เขาเติมฟืนอีกรอบแล้วล้มตัวนอนข้างกองไฟ ชัชวาลมั่นใจว่าภูติร้ายหลบหนีไปแล้วอย่างแน่นอน เหลือเวลาอีกประมาณสองชั่วโมงถึงจะเช้า เขาหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน

               

               จอมภพถูกปลุกด้วยกลิ่มหอมชวนหิวของอาหารบางอย่าง เขาดึงกายลุกขึ้นนั่ง มองทางชัชวาลที่นั่งหันหลังให้พร้อมทำอะไรบางอย่างอยู่หน้ากองไฟ มันเป็นเช้าที่อากาศค่อนข้างขมุกขมัว หมอกลอยอ้อยอิ่งพิงเขาสูงตระหง่านห่างไกลออกไป ชายหนุ่มปิดปากหาวแล้วพาตัวเองมานั่งยองมองดูลูกน้อง ชัชวาลกำลังย่างไก่ขนาดพอดี กลิ่นหอมกวนจนกระเพาะเขาร้องโครกคราก

               “แกไปเอาไก่มายังไงชัช ไม่มีเสียงปืนสักนัด”

               ชัชวาลตอบเรียบๆ

               “ผมเลียนเสียงไก่ตัวเมียนาย ไอ้นี่มันหลงกลเลยตระครุบจับ”

               จอมภพผงกหัวไม่กล่าวอะไร เขาลุกขึ้นยืนมองยังตอไม้นั้นอย่างคลางแคลงใจ ชายหนุ่มลูบคาง

               “เมื่อคืนแกไม่เจออะไรแปลกๆบ้างหรือไงชัช”

               “ไม่ครับนาย ปกติดีทุกอย่างครับ”

               แล้วชัชวาลก็ง่วนอยู่กับไก่ย่างอีกราวห้านาทีก็ยกลง เขาหยิบมีดพกตัดแบ่งเนื้อส่งให้ จอมภพรับมาเคี้ยวช้าๆ

               “อร่อยเหมือนเดิม กินด้วยกันสิชัช”

               เขารับคำเจ้านายทั้งคู่แบ่งกันกินไก่ตัวเขื่องนั้นพร้อมทั้งยังเปิดอาหารกระป๋องแกล้มอีกสองอย่าง เกือบแปดโมงเช้าแสงแดดจึงเริ่มสาดส่อง ทั้งจอมภพและชัชวาลก็พร้อมสำหรับการผจญภัยตามล่าเสือร้ายอีกครั้ง ลูกศิษย์พรานดำนำทางเขากลับมายังจุดเดิมเมื่อวาน หลังจากตรวจดูร่องรอยตางๆ เขาก็ชี้ให้เจ้านายของเขาดูรอยตีนบนพื้น

               “มันยังเจ็บอยู่นาย รอยตีนขวาเหมือนจะเดินเป๋ๆ”

               แล้วยังชี้รอยนอนพักของเสือร้ายซึ่งอยู่ห่างออกไปเล็กน้อย

               “เมื่อคืนมันวนเวียนอยู่แถวนี้นาย น่าจะเพิ่งออกไปได้ไม่นาน”

               “มันคงหาโอกาสเล่นงานเรา”

               ชัชวาลผงกหัวรับ

               “เป็นไปได้ครับนาย ปิศาจในตัวเสือนั่นคงบังคับให้มันอยู่แถวนี้ผิดจากวิสัยสัตว์ป่าบาดเจ็บทั่วไป”

               “ตามมันต่อชัช มันคงยังไปได้ไม่ไกล”

               ชัชวาลไม่พูดอะไร เขามองรอบๆแล้วก้าวนำตามด่านเล็กๆเส้นหนึ่ง

               

               อีกสองชั่วโมงต่อมา จอมภพก็พบว่าตัวเองยืนหอบหายใจเบาๆอยู่บนสันเขาช่วงหนึ่ง เขามองรอบด้านเห็นเพียงต้นไม้แน่นทึบ เลยออกไปคือแนวไม้เขียวประดุจน้ำทะเลสุดลูกหูลูกตา ชัชวาลนั่งลงบนหินก้อนหนึ่งเขาครุ่นคิดบางอย่างจนจอมภพอดถามไม่ได้

               “มีอะไรเหรอชัช”

               “ผมกำลังสงสัยครับนายว่าเสือตัวนั้นมันกำลังพาเราไปในสถานที่แห่งหนึ่ง”

               “ที่ไหน”

               “หุบสมิง”

               “หุบสมิง”

               เขาทวนชื่อนั้น หุบสมิงเป็นหุบเขาตอนหนึ่งซึ่งอยู่เกือบใจกลางอุทยานแห่งชาติหนองเสือร้อง แวดล้อมด้วยดงไม้หนาทึบ นอกจากนั้นยังเป็นที่อยู่อาศัยของฝูงช้างขนาดใหญ่อีกหลายฝูง

               “ทำไมแกคิดอย่างนั้น”

               “ผมไม่แน่ใจนะครับนาย แต่เส้นที่ไอ้เสือผีนำเราไปเป็นเส้นทางลัดที่ใกล้ที่สุดในการเดินไปหุบสมิง ที่นั่นเป็นป่าทึบ โอกาสของมันจะมีมากยิ่งขึ้น”

               “ต่อให้มันไปป่าหิมพานต์เราก็ต้องตามมันไปชัช ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงอยากล่ามันมากขนาดนี้”

               ข้อนี้แม้แต่ชัชวาลเองก็ไม่เข้าใจ ถึงจอมภพจะชอบล่าสัตว์เป็นกีฬาแต่เขาก็ไม่เคยมุ่งมาดปรารถนาจะล่าสิ่งมีชีวิตใดมากเท่ากับเสือปิศาจตัวนี้เลย หรืออาจจะเป็นโชคชะตาก็ได้ ชะตากรรมกำลังทำงาน

               “แต่ที่หุบสมิงอันตรายมากนะครับนาย ทั้งช้างทั้งไข้ป่า แล้วก็ไม่แน่ว่าเราอาจจะเจอกับพวกเจ้าหน้าที่ด้วย

               “ฉันไม่กลัวชัช ฉันต้องการจบงานของฉัน”

               ชายหนุ่มโคลงหัวอย่างระอาใจ จอมภพดื้อดึงจะพาตัวเองและเขาไปสู่ความตายจริงๆ ลูกน้องคนสนิทไม่ได้พูดอะไรอีก เขาปล่อยให้เจ้านายพักอีกสิบนาทีจึงออกเดินทางต่อ คราวนี้ชัชวาลนำทางโดยไม่สนใจรอยของเสือผีแล้ว เขาแน่ใจว่าถึงยังไงก็ต้องพบกับมันที่หุบสมิงอย่างแน่นอน

               หลังจากพักกลางวัน ชัชวาลก็บอกกับจอมภพว่าไม่เกินหกโมงเย็นวันนี้ทั้งคู่ก็น่าจะถึงปากทางเข้าหุบสมิง เจ้านายของเขาดูเงียบขรึมเล็กน้อย พวกเขาออกเดินกันต่อ ชัชวาลนำทั้งคู่ขึ้นสันเขาแล้วตัดลงเพื่อข้ามห้วยเล็กๆ บริเวณริมห้วยเขาพบรอยตีนของเสือผีอีกครั้งหลังไม่เห็นมานาน

               “มันกินน้ำและหลบพักอยู่ที่นี่สักพักใหญ่ๆเลยนาย เหมือนจะออกนำหน้าเราไม่เกินครึ่งชั่วโมง”

               เส้นทางต่อมารกทึบขึ้นทุกขณะ ต้นไม้เริ่มมีสภาพใหญ่โตมากกว่ารอบนอกเนื่องจากว่าป่าไม้บริเวณนี้ไม่เคยถูกสัมปทานเช่นป่ารอบนอกของอุทยานแห่งชาติ ป่าไพรแถบนี้จึงยังสมบูรณ์และอุดมด้วยสัตว์ป่านานาชนิด ครั้งหนึ่งนกกกจำนวนสามสี่ตัวบินผ่านหัวของพวกเขาไป ตลอดช่วงเวลาที่เหลือจอมภพระวังตัวทุกย่างก้าว เขาไม่เคยเข้าในใจกลางป่าที่ทึบมากขนาดนี้มาก่อน ส่วนสำหรับชัชวาลนั้น ในอดีตเคยเข้าล่าสัตว์ในหุบสมิงหลายครั้งจนกระทั่งพบเจอเหตุการณ์ประหลาดกับทิดน้อยแล้ว เขาเองก็ขยาดที่จะเข้าสู่หุบสมิงเหมือนกัน

               ทั้งคู่ไม่พบร่องรอยของเจ้าเสือร้ายอีกเลยจนกระทั่งเกือบหกโมงเย็น ชัชวาลจึงหยุดพัก พวกเขาอยู่บนสันเขาซึ่งชันและสูงกว่าทุกเขาที่ผ่านมา บริเวณที่หยุดยืนเป็นชานผาหินยื่นล้ำเข้าไปในหุบเขากว้างใหญ่สลับด้วยดงไม้รกทึบและบางส่วนเป็นทุ่งหญ้าขนาดเล็ก จอมภพก้าวไปยืนอยู่เหนือชานผานั้น ถึงไม่มีใครบอกเขาก็รู้ได้ว่าเบื้องหน้าคือหุบสมิง สถานที่ที่สมบูรณ์ที่สุดของที่นี่ ดวงตะวันกำลังจะลับเหลี่ยมเขา ประกายสีส้มอ่อนพราวทั่วจนทำให้หุบเขาสมิงสวยงามเกินบรรยาย ชัชวาลปล่อยนายของเขาซึบซับบรรยากาศชั่วครู่ก่อนเตือนให้เร่งหาจุดพักแรม ทั้งคู่เดินตามด่านแล้วตัดลงประมาณห้าร้อยเมตรจึงพบกับลำห้วยเล็กๆ จอมภพตัดสินใจเลือกบริเวณนั้น ถึงแม้ชัชวาลจะไม่เห็นด้วยเนื่องด้วยแถบนั้นรกทึบ ไม่ขึ้นเบียดเสียด แต่ก็ต้องจำใจเพราะดวงตะวันเริ่มอ่อนแสงลงทุกขณะจนทั่วบริเวณเกือบจะมืดสนิท

               ลูกศิษย์พรานดำวางกระเป๋าสะพายหลังแล้วเร่งรีบหาเศษไม้กิ่งไม้สำหรับก่อไฟโดยเร็วที่สุด เขาลืมสังเกตรอบด้าน เสือใหญ่ที่หลบหลังพุ่มไม้รกทึบจึงมีโอกาส มันกระโจนพรวดออกมาหมายตะปบเขาที่ลำคอ

 

               ชานนท์นำวันชัยและเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าอีกสองคนเดินออกตรวจตามแนวชายขอบอุทยานแห่งชาติด้านที่ติดกับชุมชน เขาได้ยินเรื่องเกี่ยวกับเสือผีมากมาย ทั้งการสังหารสัตว์เลี้ยงอย่างโหดร้ายหรือการที่ตาเฒ่าคนหนึ่งยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่าเขาเห็นเสือตัวนั้นกลายร่างเป็นคน จนกระทั่งมาถึงชายป่าช่วงหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากบ้านของทิดน้อยไม่มากนัก ทิดน้อยเองก็เป็นหนึ่งในผู้เสียหายเช่นกัน ไอ้แดงหมาของเขาถูกลากหายไปเมื่อเดือนก่อน

               ชานนท์มองเห็นซากของสิ่งที่คั้งหนึ่งเคยเป็นห้างยิงสัตว์กองระเกะระกะอยู่ด้านล่างโคนไม้ใหญ่ เขาขมวดคิ้วเดินเข้าใกล้ เจ้าหน้าที่อีกสองคนออกเดินตรวจโดยรอบมีเพียงวันชัยเท่านั้นที่ตามมากระชั้นชิด

               “รอยยังใหม่อยู่เลยผู้ช่วย สักสองสามวันนี่เอง” วันชัยนั่งลงสังเกตร่องรอยต่างๆ

               “งั้นก็ช่วงที่เราทำค่าย”

               “ครับ น่าจะช่วงนั้นแหละครับ”

               “พี่ชัยพอเดาได้ไหมว่าใคร” ชานนท์ถามเรื่อยๆ สายตาคมกริบจ้องมองลูกน้อง วันชัยทำท่าครุ่นคิดแล้วเหลียวมองไปยังตำแหน่งบ้านของทิดน้อย

               “เมื่อสมัยก่อนทิดน้อยเองก็ถือเป็นพรานสมัครเล่นคนหนึ่ง”

               “พี่ชัยสงสัยทิดน้อย”

               เขาส่ายหัว

               “ทิดน้อยมีเพื่อนสนิทอยู่คนชื่อชัชวาล เป็นลูกน้องคนสนิทหรืออาจจะเรียกได้ว่าคู่หูของนายจอมภพครับ ผมสงสัยว่าคงจะเป็นชัชวาลมากกว่า”

               ชานนท์หัวเราะในลำคอ

               “ทำไมพี่ชัยไม่บอกมาเลยล่ะว่าสงสัยนายจอมภพ” เมื่อวันชัยไม่พูด เขาจึงพูดต่อ

               “ในอเภอนี้เหลือนายพรานที่มีชีวิตอยู่ไม่กี่คน ส่วนใหญ่ก็แก่จนเลิกล่าหมดแล้ว เหลือคนน่าสงสัยแค่นายจอมภพเท่านั้น”

               “แล้วถ้ายังงั้นนายจอมภพจะล่าอะไรล่ะครับ”

               “ผมว่าพี่รู้คำตอบดีอยู่แล้ว เสือตัวนั้นยังไงล่ะ” แล้วเขาก็ชี้ทางด่านเล็กอันทอดยาวเข้าสู่ผืนป่ารกทึบ “ติดกล้องอีกสักตัวแถวนี้แหละพี่ อาจจะจับภาพมันได้”

               วันชัยพยักหน้าล้วงหยิบกล้องดักถ่ายภาพสัตว์ป่าจากระเป๋าหลัง ชานนท์เปิดกล้องแล้วตั้งค่าต่างๆ เขาตั้งไว้ให้กล้องถ่ายทั้งภาพนิ่งและวิดีโอเคลื่อนไหว พอเสร็จแล้วชายหนุ่มก็หยิบกระดาษขึ้นมาเขียนพิกัดกล้อง วันเวลาตั้งกล้อง สถานที่ แล้วเขาก็ลองถ่ายภาพดูเมื่อเรียบร้อย ชานนท์ก็หันไปจัดการกับกล้องอีกตัวในแบบเดียวกัน ส่วนวันชัยและลูกน้องหาทำเลที่จะติดตั้งกล้องดักถ่าย เขาเลือกต้นไม้ใหญ่ริมด่านของทั้งสองด้านเยื้องกันเล็กน้อย แล้วจึงทำการตัดต้นไม้ขนาดเล็กที่จะขวางหน้ากล้อง เนื่องจากกล้องดักถ่ายภาพสัตว์ป่าจะถ่ายอัตโนมัติเมื่อพบการเคลื่อนไหวหรือบางรุ่นก็จะถ่ายเมื่อจับความร้อนในตัวของสัตว์ป่าได้ หลังจากติดตั้งกล่องใส่กล้องดักถ่ายเรียบร้อย ชานนท์ก็นำกล้องใส่เข้าไปก่อนจะไปคลานสี่เท้าอยู่หน้ากล้อง เขากลับมาเปิดดูภาพ เมื่อเห็นว่ากล้องสามารถถ่ายภาพเขาได้ทั้งตัวโดยไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดหายไป ผู้ช่วยหนุ่มก็ยิ้มออกมาได้ เขาจึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าทำแบบเดียวกัน ถือเป็นการฝึก เกือบสิบห้านาทีทุกอย่างจึงเสร็จสิ้นลง

               “หวังว่าจะถ่ายมันได้นะผู้ช่วย”

               วันชัยพูดขึ้น ชานนท์ยิ้ม

               “เราติดกล้องสิบตัว ในทุกบริเวณสำคัญที่สัตว์ป่าส่วนใหญ่จะต้องผ่าน ถ้ามันมีจริงอย่างน้อยเราต้องได้รูปมันบ้าง”

               “ครับ หวังว่าอย่างนั้น แล้วผู้ช่วยจะเอายังไงต่อ”

               “ตอนนี้ผมอยากคุยกับทิดน้อยหน่อย พี่ชัยไปเป็นเพื่อนผม ส่วนสองคนนี่ให้กลับไปก่อน”

               “ได้ครับ”

               วันชัยหันไปสั่งเจ้าหน้าที่ทั้งคู่แล้วสาวเท้าเดินตามชานนท์ซึ่งล่วงหน้าไปก่อนแล้ว ช่วงเวลาที่ชานนท์กำลังเดินไปพบปะพูดคุยกับทิดน้อย ชัชวาลที่กำลังอยู่ในห้วงแห่งความคับขัน

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น