แพทริก เหล่า

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 29

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 46

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 16 พ.ค. 2562 20:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 29
แบบอักษร

วันเดือนเลื่อนไหลดังวารีที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปีหลังจากนั้น ทั้งเด็กชายและเด็กหญิงแห่งบ้านตระกูลหมั่นก็ย่างเข้าสู่วัยหนุ่มสาว มาบัดนี้เหล่ฟั้นกลายเป็นสาวเต็มตัว แม้นเค้าหน้าของเธอจะไม่ถึงกับสะสวยจนเป็นที่สะดุดตา แต่ด้วยเรือนร่างเพรียวลมสมส่วนอันเกิดจากการทำงานอย่างสมบุกสมบันมานานปี ประกอบกับผิวพรรณที่ขาวผ่องเป็นยองใย ทั้งๆที่กรำแดดเรื่อยมา ก็ทำให้ผู้คนมิอาจมองข้ามความงามของเธอไปได้เฉยๆเช่นกัน ส่วนไหว่เชิงนั้นก็เติบโตเป็นหนุ่มหล่อมาดเข้ม ร่างกายแข็งแรงสมชื่อชั้นนักกีฬา ทั้งยังฉลาดปราดเปรื่อง รอบรู้ในสรรพวิชาที่ศึกษามาจากโรงเรียนผู้ดี จึงเป็นธรรมดาที่บิดามารดาจะหลงใหลได้ปลื้มไปตามๆกัน

อาฉุนเข้าพิธีแต่งงานในต้นปีนั้น ขณะที่เธอมีอายุเกือบยี่สิบและเปี่ยมด้วยความวิตกว่าเธอจะต้องเป็นข้ารับใช้ไปตลอดชีวิต เนื่องจากเธอเป็นคนไม่สวย อีกทั้งกิริยามารยาทก็ไม่เรียบร้อยนัก แม่สื่อขาประจำของบ้านได้เพียรพยายามจับคู่ให้เธอมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็มีอันต้องคว้าน้ำเหลวไปทุกทีเพราะติดปัญหาที่ขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง เป็นต้นว่า โน้มน้าวใจญาติผู้ใหญ่ไม่ได้ผล ปีนักษัตรของทั้งสองฝ่ายชงกันรุนแรง ตกลงค่าสินสอดไม่ลุล่วง หรือแม้กระทั่งคำปฏิเสธด้วยเหตุผลว่าโหงวเฮ้งของเธอไม่เข้าตาฝ่ายชาย...ทั้งหมดนี้ทำให้เด็กสาวเริ่มรู้สึกว่าความหวังของตนยิ่งริบหรี่ลงไปทุกขณะ เธอได้ตระเตรียมใจไว้แล้วว่าชาตินี้เธออาจเป็นโสดจนวันตาย ทั้งจะต้องกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนเพราะไม่มีลูกหลานเซ่นสรวงให้...เหล่านี้เป็นสิ่งที่สาวๆชาวจีนไม่ต้องการแม้แต่จะนึกคิดด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ดี ในที่สุดดวงของเธอก็มาสมพงศ์กับชายคนหนึ่งจนได้ เจ้าบ่าวของอาฉุนเป็นหนุ่มนักเชิดสิงโตซึ่งมีถิ่นฐานอยู่ที่เขตเอเบอร์ดีนบนเกาะฮ่องกง ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาทั้งคู่ไม่เคยรู้จักแม้ชื่อแซ่ของว่าที่คู่สมรส เป็นแต่แม่สื่อแม่ชักแนะนำให้ทั้งสองมาอยู่กินร่วมกันในฐานะคู่ผัวตัวเมียเท่านั้นเอง

เหล่ฟั้นไม่เคยล่วงรู้ข้อเท็จจริงว่าเบื้องหลังม่านไข่มุกบังหน้าเจ้าสาวที่อาฉุนสวมในพิธีวิวาห์เป็นเยี่ยงไร ดวงหน้านั้นจะปรากฏร่องรอยแห่งความสุขสันต์ที่ได้รับอิสรภาพ หรือว่าทุกข์โทมนัสค่าที่ถูกคลุมถุงชน ก็ยากแก่การคาดคะเน เธอจึงได้แต่ขอพรจากพระผู้เป็นเจ้าให้คนทั้งสองมีชีวิตคู่ที่จีรังดั่งคำพยากรณ์

นับจากวันนั้นมา เหล่ฟั้นก็ไม่เคยได้ยินข่าวคราวของอาฉุนอีกเลย เพราะว่าบ้านใหม่ของเธออยู่ไกลจากบ้านตระกูลหมั่นสุดหล้าฟ้าเขียว แต่เด็กสาวก็มองโลกในแง่ดีและภาวนาว่าชีวิตของหมุ่ยไจ๋รุ่นพี่คงจะมีแต่ความสุขใจ เพราะอย่างน้อยๆความใฝ่ฝันที่จะได้ใช้ชีวิตบนเกาะฮ่องกงของเธอก็สำเร็จเป็นจริงแล้ว

การออกเรือนของอาฉุนได้นำความหวั่นไหวมาสู่หัวใจอันเปราะบางของเหล่ฟั้น ทุกครั้งที่นึกขึ้นได้ว่าเธอกำลังจะเป็นคนต่อไปที่ถูกบังคับแต่งงานแลกกับอิสรภาพ เธอจะกระวนกระวายจนไม่เป็นอันกินอันนอนเลยทีเดียว

“ต่อไปก็ถึงตาเราแล้วสินะ”

เหล่ฟั้นรำพึงอย่างปลงตกเช่นนี้เสมอ

“อิสรภาพหรือ? ไม่จริงเลยแม้แต่น้อยนิด การถูกจับแต่งงานกับคนที่เราไม่ได้รักมันต่างอะไรกับการกักขังครั้งใหม่เล่า”

เธอเริ่มต้นสะอื้นขณะขดตัวลงนอนในห้องแคบๆของตัวเอง

“พระเจ้าช่วยลูกด้วย ตลอดหลายปีมานี้ลูกไม่เคยเสื่อมศรัทธาในพระองค์เลย โปรดอย่าทอดทิ้งลูกด้วยการผลักไสให้ลูกอยู่กินกับผู้ชายที่ลูกมิได้รักเขาเลย...ขอทรงพระกรุณาเทอญ ให้ลูกได้พบชายที่ลูกรักและเขาคนนั้นก็รักลูก”

อดีตเด็กกำพร้าจากคอนแวนต์แห่งฝอซานเปล่งคำอธิษฐานซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งเธอมักจะหลับผล็อยไปพร้อมกับคำอธิษฐานเหล่านี้ โดยไม่รู้เลยว่าเสียงเล็กๆของเธอจะล่องลอยไปถึงพระกรรณของพระผู้เป็นเจ้าหรือไม่

แต่แล้ววันหนึ่งเธอก็ได้รับคำตอบในเรื่องนี้...

“งามเสียจริงหนอ โอ้ เจ้าดอกมะลิวัลย์ งามเสียจริงหนอ โอ้ เจ้าดอกมะลิวัลย์”

ท่วงทำนองเพลง ‘เจ้าดอกมะลิ’ อันอ่อนช้อยซึ่งห่างหายจากโสตประสาทของเธอมานานครันกลับดังขึ้นใกล้ๆ พลันแจ่มชัดขึ้นเมื่อเธอลืมตา เสียงขับร้องสุดแสนไพเราะนั้นคงไม่ใช่ของผู้ใดอีก นอกเสียจากผู้มีพระคุณสูงสุดในชีวิตเธอ

“ซิสเตอร์” เจ้าของชื่อ ‘มะลิหอมหวน’ คลำมือเปะปะไปรอบกายซึ่งเรื่อเรืองด้วยแสงสว่างสีขาวและกลิ่นหอมของมะลิซึ่งกำจายไกลประหนึ่งมีดอกมะลินับพันดอกแทรกซึมอยู่ในทุกอณูอากาศ...ทันใดนั้นม่านหมอกที่หนาตาก็จางลง บันดาลให้ร่างบางในเครื่องแบบทูนิคสีขาวเผยชัดแก่สายตาของเด็กสาว

นักบวชหญิงหันหลังเดินจากไป ในมือมีมะลิกิ่งหนึ่งถืออยู่

“หอมละมุน กลีบล้วนบานสะพรั่ง หอมละมุน กลีบล้วนบานสะพรั่ง ดอกขาวงาม ชนพากันเชยชม”

“ซิสเตอร์ขา” หมุ่ยไจ๋ตะโกนด้วยความรู้สึกแช่มชื่น วิ่งไล่ราวจะไขว่คว้าผู้อุปการะสมัยเด็กให้กลับมาหาโดยไม่คลาดคลาจากกันอีก

ซิสเตอร์กวานหยุดร้องอึดใจหนึ่งเพื่อพิจารณารูปร่างหน้าตาที่เปลี่ยนแปลงไปของเหล่ฟั้น ส่งยิ้มให้ ก่อนจะเริ่มขับขานลำนำโบราณนั้นต่อไป เสมือนว่าท่าทีกระตือรือร้นของเด็กในความดูแลตนจะไม่อยู่ในความรับรู้เลยแม้แต่น้อยนิด

เหล่ฟั้นกวดตามไปอย่างไม่ลดละ หากเป็นเรื่องน่าประหลาดที่นักบวชหญิงเดินไปอย่างเชื่องช้า แต่ก็ยังเร็วกว่าเด็กสาวอยู่หลายช่วงก้าวอยู่ดี ทั้งสองติดตามกันมาถึงจุดหนึ่งที่เหล่ฟั้นรู้สึกเมื่อยล้าจนตามต่อไปไม่ไหว เมื่อนั้นซิสเตอร์จึงหยุดอยู่กับที่ หันกลับมายิ้มเย้ยนิดหนึ่ง พลางชูกิ่งมะลิไปข้างหน้า

“ข้าขอเด็ดเจ้ามาเชยหน่อย ค่อยส่งให้ชายที่หมายปอง”

ไวกว่าใจคิด มะลิกิ่งนั้นก็ผลุบหายไปในอากาศ

“ดอกมะลิวัลย์ เจ้าดอกมะลิวัลย์”

กวาน เหล่ฟั้น สะดุ้งตื่นขึ้นพร้อมกับอาการปวดหนึบบริเวณเปลือกตา นอกจากนั้นท่อนขาทั้งสองข้างของเธอยังเมื่อยล้าราวกับเพิ่งเข้าเส้นชัยรายการวิ่งแข่งมาก็ไม่ปาน เธออาศัยพละกำลังทั้งหมดที่เหลืออยู่ในการชันตัวลุกขึ้นพลางขยี้ตาอย่างจะเรียกสติ

“ฝันถึงซิสเตอร์อีกแล้วหรือ”

เด็กสาวถามตัวเองอย่างไม่แน่ใจ ด้วยความเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวที่มีอยู่ในเวลานี้ ทำให้เธอสับสนว่านั่นเป็นเพียงความฝันหรือความจริงกันแน่

พอคำถามนั้นสิ้นสุดลง เธอจึงได้ยินทำนองเพลง ‘เจ้าดอกมะลิ’ ซึ่งบรรเลงด้วยเครื่องสายสักชนิดหนึ่ง

“ใครเป็นคนเล่นนะ” สาวใช้วัยสิบห้าปีผุดลุกพรวด ลืมอาการปวดเมื่อยจนหมดสิ้น และไต่บันไดขึ้นไปตามหาต้นตอของเสียงด้วยความรู้สึกกึ่งจริงกึ่งฝัน

หูและเท้าทั้งสองข้างนำเธอมาหยุดที่ห้องสันทนาการชั้นบนสุด ที่ซึ่งผนังทุกกระเบียดนิ้วทาด้วยสีขาว แลดูพร่างโพลนราวกับความฝัน ข้าวของทุกชิ้นงดงามไร้ที่ติ ล้วนถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ...สองตาของเธอมุ่งตรงไปยังประตูบานเฟี้ยมซึ่งเชื่อมระหว่างตัวห้องนี้ กับมุขหน้าห้องอันเป็นที่แขวนกรงนกและปลูกต้นมะลิ เด็กหนุ่มวัยเดียวกับเธอกำลังสีไวโอลินท่ามกลางไออุ่นของหมอกจางและแดดอรุณรุ่ง

“คุณชายน้อย!” เด็กสาวเหมือนจะล้มพับไปในวินาทีนั้น

“ธ...เธอ” เด็กหนุ่มมีท่าทางตกใจไม่น้อยไปกว่ากันสักเท่าไร

สองนายบ่าวสบตากันอย่างจนปัญญาจะสรรหาถ้อยคำมาเริ่มบทสนทนา ปล่อยให้เสียงร้องของนกหงส์หยกในกรงครอบงำพื้นที่นั้นอยู่นาน ก่อนจะเป็นบุตรชายเจ้าของบ้านที่ตั้งสติได้เร็วกว่า ชิงถามขึ้นเพื่อทำลายความอึดอัดนั้นลง

“เวลานี้เธอน่าจะไปจ่ายตลาดอยู่ไม่ใช่หรือ”

“คุณชายน้อยรู้จักเพลง ‘เจ้าดอกมะลิ’ ด้วยหรือเจ้าคะ” เหล่ฟั้นละลนละลานถาม พลันนึกได้ว่าตนยังไม่ตอบคำถามของอีกฝ่าย “เมื่อวานนี้ฉันซื้อมาตุนไว้แล้วเจ้าค่ะ เห็นพวกรถสองล้อเขาบอกว่าทางไปตลาดจะปิดซ่อม ก็เลย...”

“ฉันเรียนเพลงนี้ กำลังจะสอบวันพุธหน้า เลยเอามาซ้อม” ไหว่เชิงชิงตัดบท พลางจัดตำแหน่งที่รองคางของไวโอลินให้เหมาะเหม็ง ตั้งท่าจะซ้อมต่อ

“ยังงั้นหรือเจ้าคะ” เหล่ฟั้นยิ้มแหย พยายามจะยืดการโอภาปราศรัยออกไป “คุณชายน้อยนี่เก่งจังเลยนะเจ้าคะ เล่นกีฬาก็เป็น เล่นดนตรีก็เพราะด้วย”

“ยอฉันยังงี้น่ะ บอกไว้ก่อนว่าฉันไม่ใช่คนบ้ายอ ไม่มีการแจกเงินรางวัลเหมือนอย่างคุณแม่หรอกนะ” ไหว่เชิงยักไหล่ “แล้วอีกอย่างหนึ่ง ฉันไม่ชอบความเจ้ายศเจ้าอย่างเหมือนคุณพ่อคุณแม่ฉัน เวลาอยู่ด้วยกันแค่นี้ฉันอยากให้เธอพูดกับฉันด้วยภาษาสามัญธรรมดา เรียกชื่อฉัน ไม่ต้องมาเจ้าค่ะเจ้าขาให้เยิ่นเย้อ น่ารำคาญ”

“งั้นหรือคะ คุณชายน้อย”

“ไหว่เชิง” เด็กหนุ่มสำทับชื่อตนอย่างจับน้ำเสียงไม่ได้

“ไหว่เชิง” ผู้เป็นบ่าวทวนชื่อนั้นอย่างแข็งขืน

“ดี ทีนี้กลับมาที่เรื่องเก่า...” เจ้าของเสียงไวโอลินลดเครื่องดนตรีในมือลง ในฉับพลันสั้นๆนั้น เหล่ฟั้นแลเห็นแววความสะใจฉายฉานในสีหน้าของเขา “การที่ฉันเล่นเพลงนี้มันเป็นเรื่องประหลาดมากเลยหรือ ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเธอจะตะกายขึ้นมาถึงชั้นสามเพื่อมาตามหาคนเล่นเพลงนี้”

“ก็...ไม่แปลกหรอกค่ะ” เหล่ฟั้นพูดไม่ออก ราวกับถูกความว้าวุ่นพลุ่งขึ้นมาบีบหลอดเสียง เธอเกือบจะหลุดปากบอกไปอยู่แล้วเชียวว่าเป็นเพราะนิมิตในฝันนั้น เคราะห์ดีที่ยั้งลิ้นได้ทันท่วงที “ฉันมีความทรงจำดีๆกับเพลงนี้”

“จริงรึ” ไหว่เชิงเลิกคิ้วอย่างใคร่รู้ “ส่วนฉันน่ะ มีแต่ความเบื่อหน่าย เพราะครูที่สอนฉันเป็นแหม่มแก่ๆ นิสัยเจ้าระเบียบ เล่นผิดนิดหน่อยก็ดุด่ายังกับฉันไปฆ่าใครตาย เนื้อเพลงที่ร้องกันแปลว่าอะไรบ้างก็ฟังไม่ออกสักคำ ภาษาแผ่นดินใหญ่ถ้าไม่มีตัวหนังสือให้อ่าน ไม่มีทางที่ฉันจะเข้าใจได้เลยแม้แต่คำเดียว”

“งั้นคงเป็นโชคดีของฉันแล้วล่ะค่ะ เพราะซิสเตอร์คนที่ร้องเพลงนี้ให้ฉันฟังเป็นประจำ ท่านเป็นคนมณฑลเจียงซู มณฑลต้นตำรับของเพลง ‘เจ้าดอกมะลิ’ นี้ ท่านเลยสอนความหมายภาษากลางให้ฉันและเพื่อนๆฟังด้วย”

“เมื่อกี้เธอว่าอะไรนะ ซิสเตอร์ร้องเพลงให้เธอฟังหรือ”

“ค่ะ ใช่ เพราะตอนเด็กฉันถูกเลี้ยงดูมาในคอนแวนต์”

“พูดเป็นเล่นไปน่า ฉันไม่ยักรู้ว่าแม่ชีเขาอนุญาตให้ร้องเพลงได้”

“ยิ่งไปกว่านั้นอีกนะคะ ซิสเตอร์ของฉันท่านยังสาวมาก ตัวท่านไม่ใช่ภคินีที่คร่ำครึหัวโบราณเหมือนหลายๆคน ท่านบอกกับพวกเราว่าการเลี้ยงดูเด็กๆที่ดีที่สุด ไม่ใช่การบังคับบัญชาให้เด็กๆปฏิบัติตนตามที่ผู้ใหญ่สั่ง ผู้ใหญ่ต่างหากที่ควรทำความเข้าใจโลกของเด็กๆ และเพราะท่านมีพรสวรรค์ทางการขับร้องมาก ทุกคืนก่อนนอน หากท่านเข้าเวร ท่านก็เลยจะร้องเพลงกล่อมพวกเราเป็นประจำ”

“ด้วยเพลง ‘เจ้าดอกมะลิ’ นี่น่ะรึ”

เขาชักจะสนใจมากขึ้น และบังเกิดความรู้สึกดีๆต่อเธอ

“มากกว่านั้นอีกนะคะ เพลงดังๆสมัยนั้นท่านเคยร้องให้พวกเราฟังหมด ที่ร้องบ่อยสุดคงจะเป็นเพลงของ เจ๊า สุ่น แต่เพราะฉันชื่อ ‘เหล่ฟั้น’ ฉันเลยรู้สึกผูกพันกับเพลง ‘เจ้าดอกมะลิ’ มากกว่าเพลงไหนๆ ซิสเตอร์ย้ำกับฉันอยู่เรื่อยว่าที่ท่านตั้งชื่อนี้ให้กับฉันก็เพราะฉันเกิดมาในวันที่แปลงดอกมะลิในคอนแวนต์บานสะพรั่ง”

“หน้าตาเธอละม้าย เจ๊า สุ่น สมัยวัยรุ่นมากทีเดียว”

เขาละคำว่า ‘สวย’ ไว้ในใจ แล้วจึงตั้งต้นสังเกตสังกาเรือนร่างของอีกฝ่ายทีละส่วน...รูปร่างของเธอมีความโค้งเว้าได้ส่วนสัด ผิวพรรณเธอเล่าก็ขาวสะอ้าน ผุดผาดประดุจดอกมะลิเนื้องามก็ปานกัน

“ฉันกลับรู้สึกว่าคุณนายต่างหากที่เหมือน เจ๊า สุ่น ในตอนนี้ นอกจากสวยเหมือนกันแล้ว ยังร้องเพลงเพราะเหมือนกันด้วย” เธอแสร้งเย้ากลับ

ไหว่เชิงผุดยิ้มเนือยขึ้นในหน้า เมื่อพบว่าบางอย่างที่เขาเคยเข้าใจเกี่ยวกับเธอมาตลอดนั้นผิดไปจากความจริงทั้งหมด “ฉันเคยได้ยินพวกผู้ใหญ่เขาร่ำลือกันว่าเธอเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกเลี้ยงดูมาในโบสถ์ หลายปีมานี้ฉันคิดว่าเธอคงรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในชาติกำเนิดของตัวเอง แต่ตรงกันข้าม เธอดูจะภาคภูมิใจในตัวเองมาก”

สาวใช้ปรายตาดูนายน้อยแวบหนึ่ง “มันก็มีบ้างเป็นธรรมดาแหละค่ะ ความรู้สึกริษยาเด็กคนอื่นที่มีพร้อมทุกอย่าง ครั้งแรกที่ฉันรู้จักคุณ ฉันก็รู้สึกว่าตัวเองด้อยค่า และโชคร้ายกว่าคุณมากๆ”

“ฉันเสียใจ” เด็กหนุ่มเอ่ยด้วยความจริงใจ

“แต่การที่ฉันไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ ก็ไม่ใช่ความโชคร้ายหรือปมด้อยที่ต้องละอาย เพราะในความไม่มีของฉัน ฉันก็มีหลายสิ่งที่เด็กทั่วไปไม่มี ไม่เคยได้ลิ้มรส ฉันมีเพื่อนฝูงมากมายตั้งแต่เล็ก ฉันเรียนรู้ที่จะแบ่งปันกับผู้อื่น อยู่ร่วมกับผู้อื่น และเสียสละเพื่อผู้อื่นนับแต่จำความได้ เหนือสิ่งอื่นใด ฉันมีบรรดาซิสเตอร์เป็นที่พึ่งพิงทางกายและใจเสมอ โดยเฉพาะซิสเตอร์กวาน ถึงแม้ท่านจะไม่ใช่แม่ของฉัน แต่ท่านก็ปฏิบัติกับฉันเสมือนเป็นแม่แท้ๆ ท่านเป็นผู้ให้ฉันทุกอย่าง แม้แต่ชื่อแซ่”  

“หมายความว่าแซ่กวานไม่ใช่แซ่จริงของเธอหรือ” ไหว่เชิงเพิ่งจะพูดออก หลังจากที่เศร้าซึมกับชีวิตวัยเด็กของเหล่ฟั้นพักใหญ่

เด็กสาวเขม้นตามองเด็กหนุ่ม ก่อนส่ายหน้าช้าๆอย่างระอาในความไม่รู้เรื่องรู้ราวของผู้เป็นนาย “เด็กกำพร้าที่ไหนจะรู้ชื่อแซ่ละคะ ผู้ให้กำเนิดฉันเป็นใคร จนป่านนี้ยังเป็นความลับที่ดำมืด หาคำตอบไม่ได้เหมือนคำถามว่า ตายแล้วไปไหน”

“ฉันนึกว่าพ่อแม่ของเธอคงฝากจี้หยกเหน็บไว้ที่ไหนสักแห่ง เหมือนอย่างในนิยายกำลังภายในรายปักษ์เสียอีก” ไหว่เชิงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

“นั่นมันในนิยาย ชีวิตจริงเห็นจะไม่ได้กระมังคะ เพราะช่วงที่ฉันเกิดมานั้น ญี่ปุ่นรุกรานชาติเราอย่างหนัก บ้านเมืองอยู่ในช่วงสงคราม คนเจ็บคนตายเป็นเบือ พ่อกับแม่ของฉันอาจจะถูกสังหารไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้วก็ได้”

“เธออย่าพูดเป็นลางไปสิ พวกเขาอาจจะยังมีชีวิตอยู่ก็เป็นได้”

“ฉันคงไม่คาดหวังอะไรจากพวกท่านแล้วล่ะค่ะ เพราะถ้าหากพวกท่านยังมีชีวิตอยู่จริง หลังสงครามสงบตั้งหลายปีก็น่าจะตามหาฉันบ้าง และฉันก็มีซิสเตอร์กวานอยู่ทั้งคนแล้ว ฉันเลยไม่ต้องการความรักใคร่ใยดีจากพวกท่านอีก”

“ดูท่าทางเธอจะรักซิสเตอร์กวานของเธอมาก ฉันเชื่อว่าท่านคงเป็นคนดีจริงๆ” ไหว่เชิงชื่นชม ก่อนถามกลับ “เธออยากเจอซิสเตอร์อีกมั้ย”

น้ำเสียงของเด็กหนุ่มมีประกายแห่งความหวังและน้ำใจ ทว่าเด็กสาวกลับหม่นหมองเมื่อได้เห็นดังนั้น...เธอก้าวไปข้างหน้าโดยไม่พูดอะไร ผ่านหน้าเขาซึ่งมองตามอย่างคอยคำตอบ และหยุดนิ่งที่มุข ซึ่งแดดแรกของวันกำลังโลมไล้เลื่อมเลื่อมลายลงบนกรงนกและกิ่งก้านของต้นมะลิจนเกิดเหลือบเงาประหลาด

“แน่นอนค่ะ” สุ้มเสียงของเด็กสาวเครือสะอื้น “แต่ถึงฉันจะอยากเจอท่านเพียงใดก็คงไม่สามารถเจอท่านได้อีกแล้ว เพราะท่านจากไปเมื่อตอนที่ฉันอายุครบแปดขวบ ไม่ช้าก่อนเกิดการปฏิวัติใหญ่ และก่อนที่ฉันจะถูกขายมาที่นี่”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น