ฮิกันบานะสีขาว✿

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

HuntRunEvent - Notre amour #CarlFiona

ชื่อตอน : HuntRunEvent - Notre amour #CarlFiona

คำค้น : identity v weeklyi , ฟิคidentity v , ฮิกันบานะสีขาว , carl , fiona, embalmer ,priestess

หมวดหมู่ : นิยาย เรื่องสั้น

คนเข้าชมทั้งหมด : 21

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 15 พ.ค. 2562 22:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
HuntRunEvent - Notre amour #CarlFiona
แบบอักษร

✞Notre amour✞

Pairing : Aesop Carl x Fiona Gilman

หัวข้อ : ตกหลุมรัก (Fall in love) , กุหลาบ (Rose) 

PS. ฟิคนี้เป็นของขวัญให้คุณผู้รอดชีวิตของเราในกิจกรรม HuntRunEvent ค่ะ

(เนื้อหากาวขึ้นมาจากคาร์ลสกิน Exorcist กับฟีโอน่าสกิน Dream Messenger)

----------------------------

ชีวิตนั้นช่างแสนสดใสเยี่ยงเหล่าผกามาศยามวสันต์ฤดู ส่วนความปรลัยนั้นงดงามและสงบเยี่ยงใบไม้ยามสรทฤดู

โปรดดูเถิด ว่าแท้จริงแล้วความตายนั้นงดงาม

ด้วยความคิดอันแปลกประหลาดรวมถึงนิสัยที่ชอบเก็บตัว ไม่สุงสิงกับใครและใช้เวลาโดยส่วนมากอยู่กับศพของเอซอป คาร์ล ผู้คนในเมืองต่างก็มองกันว่าเขาคือ ‘ตัวประหลาด’

รู้ตัวอีกทีเอซอปก็กลายเป็นโรคกลัวสังคมไปโดยปริยาย...ทั้งนี้คงเป็นเพราะคนรอบตัวล้วนมีส่วนสร้างบาดแผลในใจ เพราะถูกมองว่าเป็นตัวประหลาดเอซอปเลยเลือกที่จะเงียบต่อไป แต่นั่นก็ยิ่งทำให้เขามักถูกยกขึ้นเป็นหัวข้อนินทาหรือหัวเราะเยาะอยู่เสมอมา

ค่ำคืนอันมืดมิดที่ผู้คนในเมืองทั้งปวงล้วนพร้อมใจกันกักขังตัวเองอยู่ในบ้าน เอซอป คาร์ลกลับเดินเตร็ดเตร่อยู่ตามถนนใหญ่ พักนี้เกิดเรื่องประหลาดขึ้นในเมือง ... ชาวบ้านนับสิบคนหลับใหลไม่ได้สติในช่วงเวลาเดียวกัน

วันหนึ่งก็สองราย อีกวันหนึ่งก็มีเพิ่มอีกสามราย และเมื่อไม่กี่วันก่อนก็เพิ่มขึ้นถึงห้าราย

อาการของทุกคนเหมือนกัน ... หลับไปทั้งๆอย่างนั้นไม่ว่าจะปลุกอย่างไรก็ไม่ตื่นแต่ที่แน่ๆก็คือพวกเขาเหล่านั้นแค่หลับไปเท่านั้น ไม่มีใครรู้ว่าเกิดจากอะไรหรือจะตื่นอีกทีเมื่อไร แต่ชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นฝีมือของปีศาจแม้จะยังพิสูจน์ไม่ได้นักเอซอปก็จำเป็นต้องตรวจสอบให้แน่ชัดเสียก่อน

มีแต่เขาเท่านั้นที่จะตรวจสอบได้...

เขาคงจะมีประโยชน์แค่เรื่องนี้กระมัง

“...” 

รู้สึกเหมือนกำลังถูกจ้องอยู่สายตาจึงเบนไปยังทิศทางที่คิดว่ากำลังโดนจ้องอยู่ เป็นบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่ง—และก็เป็นอย่างที่คิดไว้มีคนจ้องอยู่จริงๆ เป็นชายหนุ่มอายุไล่เลี่ยกับเขากำลังแอบมองผ่านหน้าต่าง

ที่สำคัญเป็นคนที่เขารู้จักด้วย ช่างตกแต่งศพตัดสินใจเอ่ยเรียก

“คุณคลาร์ก” เขาพยายามเรียกด้วยเสียงที่คิดว่าดังที่สุดแล้ว

ไม่นานหน้าต่างบานนั้นก็เปิดออกเจ้าของชื่อโผล่หน้าออกมาให้เห็นพร้อมกับกวักมือเรียกให้เข้ามาในบ้าน แม้นจะไม่รู้ว่าเรียกให้เข้ามาทำไมเอซอปก็ไม่ได้ปฏิเสธคำเชิญชวนนั้น

เมื่อย่างกรายเข้ามาในตัวบ้านชายคนนั้นก็มารอต้อนรับแล้ว

“ขออนุญาตนะครับ..”

“รู้เรื่องนั้นแล้วใช่ไหมคาร์ล ?”

“ครับ.. ที่จริง..ก็เพิ่งจะทราบข่าว...เมื่อเช้านี้น่ะ” เสียงตะกุกตะกักแก้ไม่หายจนเจ้าตัวเองยังนึกรำคาญ

“ที่จริงแล้ว—”

“ผมรู้พร้อมกับ..ข่าวนั้นแล้วล่ะ..ครับ” เอซอปว่า “เรื่องที่คุณเกอร์ทรูด...ก็เป็นหนึ่งในสิบคน”

“อา ผมรู้แล้วว่านายรู้แต่ที่ผมจะพูดคือ...ปีศาจที่ใครหลายๆคนว่ามันมีจริงๆนะ”

“อะไรนะครับ ?” นั่นก็แปลว่า “คุณเห็นเหรอ...ปีศาจที่ว่าน่ะ”

“พูดให้ถูกคือเกือบถูกกล่อมให้หลับเหมือนคนอื่นๆ”

“แล้ว—ทำไมถึง ?”

“ได้เด็กคนนี้ช่วยไว้น่ะ”  มือข้างหนึ่งของอิไลยกขึ้นเกลี่ยปลายนิ้วไล่ไปตามเส้นขนนุ่มๆดูเบาบางหากแต่หนาแน่นของนกฮูกตัวโตบนไหล่ อความารีนคู่นั้นหลุบลง “แต่เธอ...ผมทำอะไรไม่ได้เลย”

“เสียใจด้วย...”

“แต่ที่ว่าถูกกล่อมช่วย.. เล่ารายละเอียดมากกว่านี้—ดะ ได้หรือเปล่า ?”

======

เรื่องที่หนุ่มชาวเคลต์เล่าให้ฟังนั้นถือว่าเป็นข้อมูลสำคัญที่ยังมีไม่มีใครรู้นอกจากตัวเอซอป ปีศาจตัวนั้นมีกลิ่นของธูปหอมที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยกลิ่นไม้ดอกคล้ายกับเยอบีร่าและกุหลาบ รูปลักษณ์เป็นมนุษย์เพศหญิงแต่ไม่ว่านึกเท่าไรก็นึกใบหน้าของมันไม่ออก

แม้จะได้ข้อมูลไม่มากนักแต่พอรู้ว่ากลิ่นกายของปีศาจที่ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำให้ชาวเมืองผู้โชคร้ายหลับใหลราวกับคนตาย แต่ก็ยังอาจทราบถึงสาเหตุที่มันทำให้ผู้คนหลับ—ต้องการอะไรกันแน่นะ

นี่เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้น

คืนนั้นเอซอปเดินจนทั่วเมืองแต่ก็ไม่พบอะไรที่พอเป็นประโยชน์มากกว่าคำพูดของอิไล คลาร์กเลยแม้แต่น้อย ...

“สุดท้ายก็เสียเวลาเปล่าเหรอ”

ลมหายใจพ่นออกมาเบาๆอย่างรู้สึกเหนื่อย ชายหนุ่มรู้สึกเพลียเลยคิดจะกลับบ้าน—ให้เรียกว่าบ้านก็คงไม่ถูกนักมันเป็นแค่กระท่อมเก่าๆหลังเล็กในโรงนา แต่ถึงอย่างนั้นที่นั่นก็สงบและพอจะห่างไกลผู้คน เขาพอใจที่จะอาศัยอยู่ที่นั่นโดยไร้เพื่อนบ้าน

เท้าทั้งสองย่ำไปตามพื้นถนนแบกกระเป๋าสัมภาระที่ถือติดมือมาด้วยตลอดกลับไปด้วย เป็นค่ำคืนที่เงียบงันเพราะทุกคนในเมืองต่างก็หลบอยู่ในบ้านของตัวเอง

“คุณคาร์ล ? ทำไมมาอยู่แถวนี้ล่ะคะ”

จู่ๆเสียงของหญิงสาวก็ดังมาจากด้านหลัง เอซอปหันกลับไป...

“ .. !! ..” เจ้าตัวเผลอปล่อยมือจากกระเป๋าหิ้วแล้วถอยรูดไปด้านหลังด้วยความตกใจที่เมื่อเห็นหญิงสาวนางนั้นยืนอยู่ไม่ไกลจากที่ตัวเองยืนอยู่นัก

“...คุณ..กิล..แมน..”

“ขอโทษค่ะขอโทษทำให้ตกใจเหรอ ...แย่จริงๆเลยฉันเนี่ย” สาวผมแดงรีบขอโทษทันทีเธอหน้าเสียนิดๆที่อีกฝ่ายตกใจขนาดนั้น “ดึกแล้วนะคะทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ? บ้านคุณอยู่ตั้งไกลไม่ใช่เหรอ”

“ผม...” มือกระชับผ้าปิดปากไว้ “เรื่องนั้น...เรื่องแปลกๆที่เกิดขึ้น..ในเมือง ผม—มาตรวจสอบ”

“อย่างนี้นี่เอง เป็นยังไงบ้างล่ะคะได้อะไรเปล่า ?” ถึงประโยคของเอซอปจะไม่ปะติดปะต่อกันแต่หากตั้งใจฟังก็รับรู้ได้ว่าเขาพูดเรื่องอะไร

“ค...ครับ ..นิดหน่อย แล้วทำไม—คุณถึง...ไม่เข้าบ้าน...”

“พอดีว่าลืมเอาขยะมาทิ้งน่ะค่ะเดี๋ยวก็กลับเข้าบ้านคืนแล้วล่ะ” เธอชี้ให้ดูถุงขยะที่เพิ่งนำมาทิ้งเมื่อครู่ก่อนจะหันกลับมายิ้มน้อยๆให้ชายหนุ่ม “เป็นห่วงฉันด้วยหรือเนี่ย”

“...ระวังตัวไว้ ..ดีที่สุดนะครับ” สายตาของเอซอปเหลียวมองบ้านของหญิงสาว บ้านหลังนั้นก็เป็นเหมือนบ้านธรรมดาทั่วไปไม่ได้ใหญ่หรือเล็กมากเหมาะสำหรับเธอที่อาศัยอยู่คนเดียว “คุณ...ควรจะเข้าบ้านได้แล้ว”

“เข้าใจแล้วค่ะ” เธอยังคงยิ้มให้เอซอปจึงรีบเบือนหน้าหนีโดยอัตโนมัติ มีน้อยคนนักที่คุยกับเขาแล้วยังยิ้มให้แถมยังเป็นผู้หญิงที่สวยอย่างเธอด้วย

ฟีโอน่า กิลแมนเป็นนักบวชสาวที่คนส่วนใหญ่ในเมืองนี้รู้จักกันดีนอกจากนั้นเธอยังเป็นสาวกที่นับถือยอก โซธอทพระเจ้าที่แสนน่าเกรงขามในจักรวาลของคธูลู—และเรื่องที่เธอนับถือพระเจ้าที่ว่าของเธอทำให้หลายคนมองว่าฟีโอน่ามีเวทมนตร์ดำจนไม่ค่อยมีใครอยากตีสนิทกับเธอนัก

จะว่าไปแล้วก็ดูเหมือนเขาเลยนะ ...

“อย่าลืมนี่ด้วยนะคุณคาร์ล” เสียงหวานเล็กของหล่อนเรียกให้ช่างตกแต่งศพหันมาหา นักบวชสาวกำลังจะยกกระเป๋าของเขาขึ้นแต่ด้วยแรงของเธอแล้วมันยากลำบากมากที่จะยกได้

“มันหนัก...ให้ผมยกเองเถอะครับ ..”

“ฮะๆ นั่นสินะคะ”

หญิงสาวมองอย่างนึกแปลกใจหน่อยๆกระเป๋าหนักขนาดนั้นแต่อีกฝ่ายกลับแบกไปไหนมาไหนด้วยตัวคนเดียวอย่างสบายๆ นี่คงจะเป็นความแตกต่างของผู้ชายกับผู้หญิงสินะ

“ถ้าอย่างนั้นก็ขอตัวก่อน เดินทางปลอดภัยนะคะ”

“อา ..คือ”

                                    

“—? ” คนที่ทำท่าจะเดินกลับเข้าบ้านหันหลังมามองอีกครั้ง “มีอะไรหรือเปล่าคะ ?”

“...ราตรี..สวัสดิ์ครับ”

“อุ๊บ” พอเธอป้องปากหัวเราะจนเอซอปลนลานทำอะไรไม่ถูกไปเลยทีเดียว ฟีโอน่าก้มลงหยิบอะไรบางอย่างก่อนจะยื่นมันมาให้เขา “ฉันก็ลืมไปเลยราตรีสวัสดิ์เหมือนกันนะคะ” ดอกกุหลาบสีชมพูอ่อนที่เธอเพิ่งเด็ดเมื่อครู่จากหน้าบ้านยื่นมาให้ชายหนุ่มตรงหน้า

“เอ่อ .. ?”

“กุหลาบสีชมพูแทนคำว่าให้กำลังใจค่ะ พวกเราเองก็เพิ่งจะเคยคุยกันยาวขนาดนี้... รับเอาไว้เถอะฉันปลูกเองเลยนะ”

“... ขอบคุณครับ” มือข้างที่ว่างอยู่ยื่นไปรับกุหลาบดอกนั้นมา เขาค่อนข้างมั่นใจเลยว่ามือตัวเองกำลังสั่นน้อยๆแม้จะรับมันมาไว้ในมือแล้วก็ตาม เพิ่งเคยได้รับของจากมือคนอื่นก็วันนี้นี่แหละ

ต้องจารึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์ของเอซอป คาร์ลแล้วล่ะมั้งเนี่ย

======

 

ค่ำคืนเก่าแห่งวสันต์ล่วงเลยผ่านพ้นยามนี้เวลาก็ได้เข้าสู่ช่วงเช้าของวันใหม่ แสงตะวันที่โผล่พ้นขอบฟ้านานมาได้สักพักส่องผ่านช่องว่างระหว่างผ่านม่านสีน้ำเงินเข้ม ส่งผลให้เปลือกตาสีน้ำนมค่อยๆลืมตาขึ้น หน้าอกแกร่งยุบฮวบลอบถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยล้า เมื่อหายง่วงงุนก็พบว่าตนนอนแนบไปกับพื้นโต๊ะ

“....”

เจ้าของเรือนผมสีควันบุหรี่ค่อยๆลุกขึ้น กุหลาบสีชมพูที่วางอยู่บนโต๊ะพลันทำให้ความทรงจำก่อนจะหลับใหลแล่นเข้ามา ใช่แล้ว … เขามานั่งตรงนี้เพื่อขบคิดเรื่องความเป็นไปได้ของปีศาจตนนั้น คงจะผล็อยหลับไประหว่างนั้นกระมัง

เจ้าตัวส่ายหน้าน้อยๆก่อนจะไปอาบน้ำอาบท่า วันนี้เขากะว่าจะลองเข้าไปในเมืองดูอีกครั้งหลังจากเมื่อคืนลองลาดตระเวนดูจนทั่วทั้งเมืองไปรอบหนึ่งแล้ว

ได้แต่หวังว่าคงไม่มีเรื่องเกิดขึ้นอีก

..

.

“คราวนี้เป็นบ้านนั้นเหรอ”

“คิดว่าใช่นะ น่ากลัวจังละแวกบ้านเรายังไม่มีก็จริงแต่มันจะมาเมื่อไรก็ไม่รู้”

“ไม่ใช่แค่ชาวบ้านธรรมดาอย่างเราแต่คนใหญ่คนโตก็โดนด้วยสินะเนี่ย”

“ฉันไม่กล้านอนแล้วสิ”

เสียงเซ็งแซ่จากคนในตัวเมืองต่างก็กำลังคุยเรื่องเดียวกัน เอซอปมีสีหน้ากังวลเล็กน้อยนี่แปลว่าการตรวจตราเมื่อคืนไม่ได้ช่วยอะไรเลยงั้นหรือ เจ้าตัวเดินตรงไปซื้อหนังสือพิมพ์ฉบับเช้ากับเด็กขายหนังสือพิมพ์แล้วกวาดสายตาไล่ดูชื่อที่ปรากฏอยู่หน้าแรกสุด—เพราะไม่สุงสิงกับใครเลยเอซอปจึงไม่กล้าพอที่จะไปถามจากปากตรงๆ

「 แจ็ค วิสต์เลอร์ 」

ค่อนข้างน่าแปลกใจเนื่องจากวันนี้มีเพียงรายชื่อเดียว แต่ชื่อนี้บอกเลยว่าไม่มีใครไม่รู้จักเพราะเขาคือลูกศิษย์ของศิลปินชื่อดังอย่างเจมส์ แม็คนีลล์  วิสต์เลอร์ที่เสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน บางทีเขาควรจะเริ่มตรวจสอบให้ละเอียดและเจาะลึกกว่านี้เสียแล้ว

“นั่นมันหมอผีไม่ใช่เหรอ”

“....” เขาสะดุดกึกเมื่อรู้สึกว่ากำลังเป็นจุดสนใจ รีบเร่งฝีเท้าออกห่างจากจุดนั้นทันที

“นี่ คุณเอซอป !” จู่ๆหญิงสาววัยกลางคนวิ่งรี่มาหาเขาตามด้วยชาวเมืองอีกสามสี่คนเข้ามาประกบหน้าประกบหลังไว้

“ได้โปรดช่วยทำอะไรสักอย่างสิคะสามีดิฉันหลับไปสี่วันแล้วนะคะ”

“ลูกชายของฉันด้วยค่ะช่วยแกด้วยเถอะ”

“เป็นหมอผีไม่ใช่เหรอทำอะไรสักอย่างสิ”

“...!!” ชายนามเอซอปคาร์ลกำลังตัวสั่นอย่างเห็นได้ชัด พยายามถอยหลังเพื่อหนีแต่ทุกทิศทางกลับมีแต่คนล้อมไว้ ไม่—ไม่! ถอยออกไปเดี๋ยวนี้ ในใจของเขากู่ร้องแบบนั้นแต่ปากกลับไม่ขยับเลย

“นี่ คุณจัดการได้ใช่ไหมรีบๆทำเร็วเข้าสิครับ”

“ใช่แล้ว ก่อนที่พวกเราจะหลับกันหมดทั้งเมืองนะ”

“ถอ..ย”

“คุณปราบมันได้ใช่ไหมคะ”

“ถอย ...เดี๋ยว..” ไม่ไหวเสียงของเขามันเบาเอามากๆไม่มีใครฟังเขาเลย ต่างคนต่างแย่งกันพูด ... เพราะแบบนี้ไงเขาถึงไม่ชอบมนุษย์

“ไม่ใช่ว่าเขาไม่ได้ทำอะไรเลยสักหน่อยนะคะ”

ทุกคนเงียบลง หญิงสาวที่คุ้นเคยเดินเข้ามาในวงฝูงชนนั่นทำให้ชาวเมืองกลุ่มนั้นค่อยๆก้าวเท้าออกห่าง

“ที่วันนี้มีแค่คุณแจ็คคนเดียวก็เพราะเมื่อคืนนี้คุณคาร์ลเดินตรวจตราทั่วเมืองทั้งคืนค่ะ ลองคิดดูสิคะว่าวันอื่นๆมีคนโชคร้ายมากกว่าหนึ่งด้วยซ้ำ เพราะคุณคาร์ลจำนวนถึงได้น้อยลงไม่ใช่เหรอ”

คุณกิลแมน ...

“จำนวนน้อยลงแต่ก็ยังจัดการมันไม่ได้เลยไม่ใช่รึไง เธออาจจะเป็นคิวต่อไปก็ได้นะ”

“ถ้าอย่างนั้นทำไมพวกคุณต้องทำเหมือนกับว่าเขาผิดล่ะคะ ? ให้คุณคาร์ลจัดการคนเดียวโบยหน้าที่ให้เขาคนเดียวโดยที่ตัวเองนั่งรอเฉยๆน่ะเหรอ”

“พอเถอะ...” เอซอปเปล่งวาจาออกมา

เหนื่อย... แค่ต้องเข้ามาเจอผู้คนในเมืองก็เหนื่อยแล้วเขาไม่อยากให้ทะเลาะกันเองด้วยเรื่องที่กำลังปัญหาใหญ่อยู่หรอกนะ ชาวเมืองจ้องหน้ากันบ้างก็ทำหน้าไม่ค่อยพอใจนัก บ้างก็เลือกเงียบแล้วออกไปจากวงสนทนา

“ขอบคุณมากนะครับ...”

“ฉันพอเข้าใจนะคะ” ริมฝีปากของหล่อนแย้มออกเป็นรอยยิ้ม—สวยเหมือนเมื่อวานเลย

อยู่กับฟีโอน่าแล้วเขารู้สึกสบายใจอย่างน่าประหลาด เธอไม่เหมือนคนอื่นที่รังเกียจและชอบนินทาเขาแถมยังปฏิบัติตัวกับเขาเหมือนคนทั่วไปอีกด้วย หากบนโลกนี้มีคนแบบเธอเยอะกว่านี้ก็คงดีมากๆเลย

“นอนดึกเลยสินะเมื่อคืนน่ะ ดูขอบตาสิ”

สัมผัสแผ่วเบาแตะที่ใต้ขอบตาสีคล้ำๆ เอซอปรู้สึกเหมือนหยุดหายใจกึกไปพักหนึ่ง ความอ่อนโยนของเธอค่อยๆหลอมละลายซึมซับเข้าสู่หัวใจของเธออย่างเชื่องช้าโดยที่เจ้าตัวเองก็รู้สึกได้ 

“ผม...เผลอหลับบนโต๊ะด้วยล่ะครับ”

“เอ๋ แบบนั้นไม่ดีเลยนะทำไมไม่ไปนอนที่เตียงดีๆเล่า”

“...ผมคงเพลียน่ะ” เขายิ้มออกมาซึ่งเธอไม่มีทางเห็น “วันนี้จะนอนที่เตียงแน่นอนครับ”

“ขอให้มันจริงเถอะค่ะ...แล้วคุณจะทำยังไงต่อหรือคะเรื่องปีศาจนั่นน่ะ ดูเหมือนจะเป็นงานหินมากด้วยนะ”

“ผมยังไม่เห็นตัวตนของมันเลย ... มันคงยากแต่ถ้า—เรียกออกมาน่าจะพอจัดการได้ก็เลยคิดว่าจะไปที่บ้านคุณจิตรกรคนนั้นเผื่อจะได้ข้อมูลใหม่บ้าง... น่ะครับ”

“งั้นเหรอ ถ้างั้นก็ต้องรีบไปแล้วสิบ้านเขาอยู่ห่างจากตรงนี้เยอะอยู่เหมือนกันนะ”

อยากอยู่ต่อแต่มันก็คงได้แค่นี้ล่ะนะ ชายหนุ่มรู้สึกเศร้าน้อยๆแต่มันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ แม้พวกเขาจะบอกลาและแยกกัน ณ ตรงนั้นแล้วแต่สัมผัสเมื่อครู่ก็ยังคงหลงเหลืออยู่

ความรู้สึกแบบนี้คืออะไรกันนะ

======

เวลาล่วงเลยมาจนใกล้พลบค่ำวันนี้ทั้งวันเอซอปคาร์ลเดินไปเกือบทั่วเมืองเพื่อตรวจดูสภาพของชาวบ้านผู้โชคร้ายเหล่านั้นจนครบทั้งสิบเอ็ดคน

สิ่งสำคัญที่เขาได้มาก็คือทุกคนมีสัญลักษณ์คล้ายอักษรโบราณประทับไว้ที่ไหล่ข้างขวา ไม่มีใครรู้ว่ามันหมายถึงอะไรแต่จากประสบการณ์การปราบวิญญาณร้ายมานับร้อยของตระกูลแล้วเขาค่อนข้างมั่นใจว่ามันคือสิ่งที่ปีศาจตนนั้นผนึกวิญญาณไว้ให้หลับใหลไปตลอดกาล

ทางเดียวที่จะปลดผนึกได้มีแต่ต้อง 'กำจัด' เท่านั้น และเขาอาจจะต้องเอาตัวเองเข้าแลกด้วย

มันคงไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว

เที่ยงคืนของวันนั้นสัปเหร่อดื่มชาอุ่นๆและจุดเทียนหอมก่อนจะเข้านอน พยายามทำให้ตัวเองง่วงและหลับสนิทที่สุด มันเป็นวิธีที่เอาแน่เอานอนไม่ได้เลยแต่หากไม่ลองก็แปลว่ายังไม่เริ่มต้นทำอะไร

....

กลิ่นธูปหอมตลบอบอวลหนักหลังจากที่เจ้าตัวคิดว่าหลับไปได้ระยะหนึ่งแล้ว หอมจนชวนรู้สึกเมามายไปกับมัน พลันกลิ่นเยอบีร่าและกุหลาบก็ลอยตามมา

เหมือนอย่างที่อิไลบอกเลย...

ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกหนักตัวเหมือนกับมีหินหนักๆมาทับเอาไว้ ชายหนุ่มพยายามลืมตาเพื่อจะมองแต่ก็ลำบากเหลือเกิน และในที่สุดเขาก็ทำได้

“....”

หอมหวนดั่งบุปผา

สว่างไสวราวหมู่ดาว

น่าหลงใหลเช่นฝัน

ภาพเบื้องหน้าทำเอาเจ้าตัวนิ่งงันไป หญิงสาว...มีหญิงสาวในอาภรณ์สีม่วงไลแลคกำลังนอนคว่ำทับร่างของเขาอยู่ ปีกค้างคาวด้านหลังของหล่อนทำให้รู้ว่าไม่ใช่มนุษย์ที่สำคัญที่สุดคือใบหน้าของปีศาจตนนั้น...

“...คุณกิลแมน”

อะไรกัน ?!

“มีเจ้าคนแรกเลยนะที่ลืมตาขึ้นมาได้” หล่อนเหยียดยิ้ม “แบบนี้ค่อยน่าสนุกหน่อย”

แม้หน้าตาจะเป็นฟีโอน่าแต่น้ำเสียงกับวาจามันไม่ใช่

“อึก--!”

หล่อนส่งปลายลิ้นมาเลียข้างแก้มเขาช้าๆ บดเบียดแนบกายเข้าหามากกว่าเก่า

“ตื่นเต้นดีใช่ไหมเล่าคุณหมอผีเอ๋ย...ต่อไปแกจะต้องหลับด้วย”

อา ตอนนี้เขารู้แล้วว่าตรงหน้านี้ไม่ใช่ฟีโอน่ากิลแมนแต่เป็นปีศาจร้ายกำลังควบคุมร่างของเธอตามใจชอบอยู่ต่างหาก

“ต้องการอะไร...”

“ขับกล่อมให้นิทราและมิปรารถนาจะให้ตื่นอีก—นี่คือหน้าที่ของข้า” มือคว้าหมับเข้าที่แขนขวาแล้วบีบเต็มแรง เล็บยาวจิกลงมาจนรู้สึกเจ็บแปล๊บ

“...ไม่มีทาง” มีดสำหรับปราบวิญญาณที่แอบซุกซ่อนไว้ยกขึ้นมาจ่อหน้า มีดเล่มนี้สามารถดึงภูตผีร้ายออกมารวมถึงไว้ใช้ป้องกันตัวยามโดนเล่นงาน

“จะแทงแม่นางคนนี้น่ะหรือ ? เจ้าแน่ใจนะ ?”

“....”

“เจ้ามิกล้าแทงนางหรอก หากเจ้าไม่ต้องการให้นางเจ็บปวดจริงๆ” รอยยิ้มนั้นแตกต่างจากฟีโอน่าที่เอซอปรู้จักมากโข ไม่มีความสวยงามเลยสักนิด

“ผมไม่ได้จะแทงเธอ”

ไม่มีทางอยู่แล้ว ... และแล้วมีดเล่มนั้นปักตรงกลางอกของหญิงสาวเบื้องหน้า

สิ่งที่เขาจะแทงและกำจัดไปให้พ้นหน้าคือปีศาจที่อยู่ในตัวเธอต่างหาก!

อ้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!

เสียงกรีดร้องโหยหวน ควันดำลอยออกจากตัวปรากฏเป็นเงาดำมืดคล้ายผู้หญิง.. ร่างนั้นกำลังเจ็บปวดเป็นที่สุด เอซอปกดน้ำหนักลงไปอีกทันใดนั้นเองทุกสิ่งทุกอย่างก็พลันมลายหายไปโดยพริบตา ร่างของนักบวชสาวแน่นิ่งไปล้มลงมาซบอกแกร่ง ส่วนมีดสีเงินตกอยู่ข้างกายเปื้อนไปด้วยคราบเหนียวหนืดสีดำ

“...คุณกิลแมน ?”

เอซอปยันตัวลุกขึ้นนั่งพร้อมกันนั้นก็ประคองร่างของเธอไว้—ทำไมแน่นิ่งไปแบบนั้น ?

“ฟ…ฟีโอน่า ?”

เจ้าตัวแนบเอียงหูฟังเสียงชีพจรของหล่อน

มันเบามาก...เบาเหลือเกิน

ไม่นะ ....

“ฟีโอน่า” เอซอปกอดเธอไว้

ทั้งที่มือที่เปรอะเปื้อนไปด้วยไอของวิญญาณร้ายไม่คู่ควรจะโอบกอดเธอไว้เลย แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจหยุดยั้งความรู้สึกนี้ ความรู้สึกแปลกๆที่ตัวเขามีต่อเธอ

“ผมรักคุณ ...” 

ผมรักคุณ ...หัวใจของชายหนุ่มกู่ร้องตะโกนอย่างไม่หยุดยั้ง ยิ่งโอบกอดเธอเท่าไร ความรู้สึกก็ยิ่งมีแต่พรั่งพรูออกมาเรื่อยๆ

“ให้ผมพูดเถอะครับ อย่างน้อยเพียงแค่ในวันนี้...อย่าเพิ่งจากผมไป”

“กรุณา..—ให้ผมได้บอกความรู้สึกที่มีต่อคุณ... ฟีโอน่า”

ในตอนนั้นเธอก็เริ่มขยับโอบแขนรอบคอของเอซอป นั่นเป็นเหมือนความอ่อนโยนที่โอบกอดทั้งความรู้สึกอันเอ่อล้นและทุกสิ่งเอาไว้ ขอบคุณพระเจ้าที่เธอยังมีชีวิตอยู่

“อย่าพูดว่าแค่วันนี้ เลยนะคะ”

“คุณกิลแมน...”

รอยยิ้มของเธอสวยเหมือนเคย

“เรียกฟีโอน่าสิคะ”

นี่คงเป็นคำตอบของเธอ ?

“ครับ ฟีโอน่า..”

“ฉันเชื่อว่าคุณต้องช่วยฉันได้...แล้วคุณก็ทำได้อย่างที่คิด” ฝ่ามือนุ่มเคลื่อนมาลูบใบหน้าอีกฝ่ายไว้ มันอ่อนนุ่มและอ่อนโยนเหลือเกิน

“ผมนึกว่าจะเสียคุณไปเสียแล้ว...ถ้าหากผมปล่อยใจสักนิดละก็ผมคงจะลืมเลือนจุดยืนของตัวเอง...และช่วงชิงริมฝีปากนั้น”

ฟีโอน่าไม่ตอบแต่เลื่อนมือมาร่นผ้าปิดปากของชายหนุ่มลง ริมฝีปาก—ที่น้อยคนนักจะได้เห็น

“หากฉันบอกว่าพวกเราอยู่ในจุดยืนเดียวกันล่ะคะ”

“.....”

ใบหน้าหล่อเหลาโน้มค่อยๆลงมาประทับริมฝีปากเขาลงบนริมฝีปากของเธออย่างอ่อนนุ่ม ลึกซึ้งและไร้การรุกล้ำแล้วจึงถอดถอนจุมพิตออกในเวลาต่อมา

เอซอปตวัดยิ้มเล็กน้อยอย่างรู้สึกขัดเขิน จนหญิงสาวเผลอยิ้มอย่างนึกขำในกิริยานั้น

“...ผมรักคุณครับ”

“ฉันก็เช่นกันค่ะ”

FIN.

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น