Luna736

โลกของไรท์อยู่ในนี้ ถ้าชอบถูกใจ เม้นบอกไรท์หน่อยนะคะ ขอบคุณทุกกำลังใจค่ะ

SPECIAL EP 01 - คิระที่(น่า)รัก

ชื่อตอน : SPECIAL EP 01 - คิระที่(น่า)รัก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 132

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 15 พ.ค. 2562 21:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
SPECIAL EP 01 - คิระที่(น่า)รัก
แบบอักษร

แดดสายสาดส่องเข้ามาผ่านม่านหน้าต่าง สายลมพัดผ่านบ้านทาคายาม่าที่ยังยึดกิจการร้านขายไข่มายาวนานกว่าสามสิบปี สิ่งที่เปลี่ยนไปจากวันวานคือบ้านหลังนี้เหลือคนอยู่อาศัยแค่สองคนเท่านั้นคือคิระกับคิริทะนิ อายะแต่งงานแยกครอบครัวออกไปอยู่กับสามีที่ต่างจังหวัด ซิคโค่และเมคก้าเคลฟเวอร์เหลือไว้เพียงความทรงจำเท่านั้นเพราะพวกมันล้มหายตายจากไปตามกาลเวลา ตั้งแต่นั้นมาคิระก็ไม่เลี้ยงสุนัขอีกเลยเพราะกลัวจะรักจนทรมานยามมันจากไป เขาช้ำชอกหัวใจมากพอแล้วจึงไม่อยากมีภาระผูกพันทางใจกับใครอีก โทรศัพท์มือถือวางอยู่ข้างเตียงเดิมที่อดีตคนรักเคยมานอนกกกอดเผื่อแผ่อุ่นไอให้เรือนกายชายไหวหวั่น มาวันนี้คิระต้องนอนโดดเดี่ยวเพียงลำพังกินเวลาร่วม 20 กว่าปีเข้าไปแล้วโดยไร้สาวใหม่เคียงข้าง วันเวลาพาวัยของเขาล่วงเลยมาจนใครๆคิดว่าเขาคงจะเป็นโสดไปจนวันตาย

เสียงน้ำจากฝักบัวในห้องน้ำดังฟ้องว่าเจ้าของห้องกำลังทำธุระส่วนตัว ผ้าเช็ดตัวถูกดึงจากราวมาขยี้หน้าก่อนจะถือออกมาห้องกระจกในห้องน้ำบานเดิมที่ริกะเคยส่อง สะท้อนเงาเจ้าของห้องเดินถือผ้าเช็ดตัวในมือ เรือนกายเปลือยเปล่าเดินออกไปแต่งตัวด้านนอก ละอองน้ำบนกล้ามแขนและบ่าถูผ้าเช็ดตัวเนื้อหนาพรากไปซึมซับจนหมดสิ้นแต่สัมผัสกลิ่นรสของริกะที่เคยฝากไว้บนเรือนกายเขานั้นไม่เคยจางหาย ไม่ว่าจะอาบน้ำขัดถูตัวเองมาแล้วกี่ครั้ง ทุกอย่างก็ยังตราตรึงอยู่ในหัวใจคิระเสมอไม่เคยลืม

“ฟึ้บ” ผ้าเช็ดตัวโยนไปที่ปลายเตียง คิระในวัย 50 เปิดตู้เสื้อผ้าหยิบเสื้อออกมาใส่ เขาหันไปเห็นตะกร้าผ้าเต็มแล้วก็รู้ว่าถึงเวลาต้องซักผ้าเสียที ชีวิตโสดๆไร้ภรรยาปรนนิบัติงานบ้านงานเรือนก็แบบนี้ แววตาอ่อนโยนละมุนฉายความเหงาโดดเดี่ยวขึ้นมาเสี้ยววินาทีนึงเมื่อนึกภาพว่ามันคงจะดีหากริกะยังอยู่กับเขาในวันนี้ เขาคิดเอาเองว่าเธอคงจะเป็นยัยป้าวัยห้าสิบที่งอแงแต่เซ็กซี่ยั่วเขาไม่เกรงใจวัยทองที่มาเยือน

“หรือจะหมดอารมณ์กับผม” คิระคิดเล่นๆแล้วก็ยิ้มแบบฝืดๆกับตัวเอง เขาไม่ได้สนใจเรื่องเซ็กส์มากไปกว่าการได้มีใครสักคนนั่งมองหน้ากัน กอดกันในวันที่ต้องการกำลังใจหรืออยู่เคียงข้างกันด้วยความรักความเข้าใจแต่ถ้ามีสักอาทิตย์ละสองสามครั้งมันก็น่ากระชุ่มกระชวยดีไม่น้อย คิระหันกลับไปมองเตียงของเขา ในความทรงจำฉายภาพริกะนอนกอดผ้าห่มในชุดเสื้อกล้ามกับกางเกงขาสั้นที่เธอชอบใส่ ถ้าในความเป็นจริง เขายังมีเธออยู่ตรงนี้ใกล้ๆ เขาจะเดินไปหอมฟัดแก้มเธอสักสามสี่ฟอดแล้วจุ้บอีกสักสองทีส่วนมากกว่าจูบนั้นก็คงจะหลายๆที ที่ไม่ระบุจำนวนชัดๆเพราะขี้เกียจจะนับ

“ไม่มาหาผมเลยนะริกะ” คิระบ่นพึมพำ เขาอยากเจอริกะในฝันแต่ไม่รู้ทำไมช่วงนี้ที่รักถึงไม่ยอมมาเข้าฝันเขาเลย เสื้อยืดแขนสั้นถูกดึงลงมาบนอกหนากล้ามแน่นๆของหนุ่มใหญ่อดีตตำรวจที่ลาออกมาเป็นครูสอนยิงปืนให้กับโรงเรียนของโทคุโร่ จากความเจ็บปวดใจในอดีตทำให้เขาไม่อยากเป็นตำรวจทำงานสืบคดีอีกแล้ว ตัวเขาเองมีพรสวรรค์ด้านการยิงปืนมากกว่า แม่เขาจึงไม่ขัดข้องอะไรตอนเขามาบอกแม่ว่าเขาจะลาออกหลังจากได้ตำแหน่งสารวัตร

ห้องนอนเขามีกระบอกน้ำวางอยู่ เขากินน้ำหลายลิตรต่อวันจนชินเป็นเรื่องปกติ ผู้ชายที่ดูแลตัวเองเลิกเหล้าเลิกบุหรี่ออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างเขาไม่แปลกที่จะโดนนักเรียนทักเสมอนึกว่าอายุไม่น่าเกินสี่สิบ สิ่งที่หล่อเลี้ยงหัวใจผู้ชายขี้เหงาอายุ 50 อย่างเขาให้ครองตนเป็นโสดได้เรื่อยมาคือความหวังว่าจะได้เจอหน้าอดีตคนรักอีกครั้ง แม้มันจะเป็นเรื่องลมๆแล้งๆแต่คิระก็หวังว่าสักวันก่อนที่เขาจะสิ้นลมลาโลกนี้ไป เขาจะได้เจอหน้าริกะอีกสักครั้ง เสื้อกล้ามสีขาวรัดกล้ามอกหนาและบ่ากว้างที่ยังไม่ลืมกลิ่นเนื้อสาวที่เคยแนบชิด นอกจากเขาจะเป็นครูสอนยิงปืนแล้ว อดีตเขายังเคยเป็นบอดี้การ์ดด้วย เขาทำงานไปเรื่อยแบบไม่ได้คิดอะไรมากนักขอแค่อยู่ได้ไปวันๆ ความจริงแล้วเขามีเงินก้อนในบัญชีหลายสิบล้านเยนซึ่งมาจากเงินเก็บของตัวเองและเงินมรดกที่พ่อของเขาแบ่งให้ แหวนบนนิ้วส่องประกายฟ้องว่าผู้ชายคนนี้มีเจ้าของหัวใจแล้วแม้ข้างกายจะไม่มีใครเคียงข้างก็ตาม

หน้าร้านเปิดตามปกติแต่คิริทะนิอยู่ในครัว คุณแม่วัย 70 กลางๆ ยังทำกับข้าวให้ลูกชายเหมือนเดิมแม้จะรู้สึกปวดตามข้อตามประสาคนแก่ เธอเคยตามใจไม่ว่าคิระเรื่องครองความโสดเพราะไม่อยากบังคับหัวใจแต่ความเงียบเหงายามบั้นปลายได้แปรเปลี่ยนความคิดของเธอ เธออยากให้คิระมีใครสักคนคอยดูแลแทนเธอหลังเธอลาโลกนี้ไป ใครก็ได้ที่รักและเข้าใจคิระ จะเป็นใครเธอก็ไม่เกี่ยงทั้งนั้น

คิระเดินลงบันไดมา เขาเหลือบไปเห็นลูกค้าลูกค้าผู้หญิงสองคนเดินดุ่มๆเข้ามาที่หน้าร้าน พวกเธอมองป้ายเบอร์ของไข่ที่ใช้ตัวอักษร L,M และ S แทนขนาดของไข่แต่ละเบอร์ เขาจึงเดินออกไปขายของก่อน ตรงหน้าลูกค้ามีไข่หลายแบบให้เลือกไม่แพ้ที่ห้างสรรพสินค้าเลยสักนิด นอกจากไข่ไก่สีขาวแล้วยังมีไข่ไก่สีเนื้ออีกด้วย จะไม่มีก็แต่ไข่จากไก่พันธุ์หายาก ราคาแพง เช่น ไข่ของไก่พันธุ์ซิลกี้หรืออุโคะเคซึ่งมีขนฟูฟองหนา โดยไข่ของไก่สายพันธุ์นี้ ฟองจะใหญ่กว่าไข่ไก่ทั่วไป ราคาขาย10 ฟอง มีตั้งแต่ประมาณ 3,000-7,000 เยน (870-1,450 บาท)

“เอา M สีขาว 10 ฟองค่ะ” ลูกค้าสั่งเสียงฉะฉานเหมือนตั้งใจจะรีบซื้อแล้วรีบกลับแทบไม่มองหน้าคนขายเลยสักนิด

“แต่เธอ สีเนื้อมันมีประโยชน์กว่านะ” เพื่อนสาวหันไปเถียงให้เพื่อนซื้อไข่สีเนื้อซึ่งมีราคาสูงกว่าไข่สีขาว คนที่ขายไข่มาทั้งชีวิตอย่างคิระได้ยินแล้วก็ไม่แปลกใจ ยังมีคนญี่ปุ่นหลายคนที่คิดแบบนี้

“จริงๆ เรื่องประโยชน์มันไม่ต่างกันหรอกนะครับ สีที่ต่างกันเนี่ยเพราะเป็นสีตามตัวแม่ไก่ครับ ไก่สีขาวก็ออกไข่ที่ขาว ไก่ที่สีน้ำตาลก็ออกไข่สีน้ำตาลอมแดงๆครับ” คำพูดของคิระดึงให้สองสาวเงยหน้ามามองพ่อค้าหน้าอ่อนกว่าวัย

“จริงหรอ พี่เพิ่งรู้นะเนี่ย” สาวคนนึงคุยกับคิระ เขาสะดุดหูกับคำว่าพี่ที่ออกมาจากปาก ลูกค้าทั้งคู่แล้วน่าจะอายุสามสี่สิบเห็นจะได้ แล้วอะไรคือการที่เธอแทนตัวเองตอนคุยกับเขาว่าน้องกันนะ 

“ครับผม เลือกสีไหนตามใจคนซื้อเลยครับ สิบละ 200 เยน (60บาท) ครับ” คิระฉีกยิ้ม เขาออกจะกระดากปนเขินหน่อยๆที่ถูกเรียกว่าน้อง ดูแล้วลูกค้าสองคนน่าจะสะดุดตากับหน้าตาพ่อค้าอยู่ไม่น้อยเพราะพอเห็นหน้าคิระแล้วพวกเธอก็เอาแต่แอบชำเลืองมองพร้อมรอยยิ้มเขินๆกันทั้งคู่

คิริทะนิยกกับข้าวสองอย่างออกมาวางที่โต๊ะด้านนอก เธอดูแลบ้านคนเดียวเลยยกข้าวมากินหน้าร้าน ลูกค้ามาจะได้เดินออกมาต้อนรับได้ทันท่วงที ภาพที่เธอเห็นคือลูกชายของเธอขายของอย่างคล่องแคล่วเหมือนสมัยวัยรุ่นแต่ไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนไปแค่ไหน ลูกค้าที่มาก็ยังไม่วายแอบมองพ่อค้าอยู่ร่ำไป

“ขอบคุณนะครับ โอกาสหน้ามาอุดหนุนใหม่นะครับ” คิระพูดอย่างสุภาพนอบน้อม เขาเดินเอาเงินมาใส่ตะกร้าก็เห็นว่าแม่เขารอกินข้าวอยู่ที่โต๊ะ

“วันนี้แม่ทำไก่ต้มรากบัวกับไข่ทอด ลูกเอากับอย่างอื่นเพิ่มอีกไหม” คิริทะนิถามเพราะอยากให้ลูกกินได้เยอะๆ เธอเห็นพักนี้คิระออกไปทำงานหนักเลยห่วงว่าจะไม่ได้กินข้าวกินปลา

“พอแล้วครับ แค่นี้ก็เยอะแล้วล่ะ” คิระพูดพร้อมกับเดินมานั่งที่เก้าอี้ เขามองไก่ต้มรากบัวแล้วก็จำได้ว่ามันเป็นเมนูที่แม่เขาทำในวันที่ริกะมาหาเขาที่บ้าน วันนั้นเขาง้อเธอแล้วก็ทำอะไรสยิวในครัวกันสองคนไม่ให้แม่รู้ยกเว้นแต่เจ้าซิคโค่เท่านั้นที่เดินเข้ามาเห็นพอดี คิระนึกถึงภาพวันนั้นที่อุ้มริกะไปต่อบนห้อง เขาเคยใช้ร่างกายตัวเองง้อผู้หญิงคนนึงให้กลับมาคืนดีคบหาเป็นแฟน แค่คิดก็แอบตลกปนคิดถึงนางในฝันที่ยังทำให้เขาคิดถึงได้ทุกคืนวัน  

“หึหึ” คิระหัวเราะเบาๆแล้วยกชามข้าวขึ้นมา คิริทะนิเหลือบมองลูกชายยิ้มคนเดียว ทั้งที่ไม่มีคนรักข้างกายแต่ลูกชายเธอกลับมีความสุขกับความรักที่มองไม่เห็นจับต้องไม่ได้ เธอเริ่มสะท้อนใจมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะความกังวลห่วงหากลัวลูกชายจะลำบากยามบั้นปลาย เธอจึงอยากให้เขามีใครสักคนเสียที

‘ลูกควรเปิดใจมีใครสักคนได้แล้วคิระ อย่ารออีกเลย’

“ไก่อร่อยมากเลยครับ ผมแกะให้นะครับแม่” คิระเอาตะเกียบเลาะเนื้อน่องออกจากกระดูกแล้วคีบใส่ถ้วยข้าวของคิริทะนิ สายตาหญิงชรามองลูกชายที่ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ คิระก็ยังคงเป็นเด็กเสมอวันยันค่ำ

“ถ้าไม่มีแม่ แล้วใครจะทำกับข้าวให้ลูก” คิริทะนิถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่แฝงความกังวลไว้อย่างชัดเจน คนเป็นลูกชายฉีกยิ้มขณะใช้ตะเกียบฉีกเนื้อไก่

“แม่ไม่ต้องกังวลหรอกครับ ผมไม่ให้แม่เป็นอะไรหรอก ต้องอยู่กับผมจนถึง 100 ปีไปเลย” คิระคีบไก่ในถ้วยข้าวให้คิริทะนิ เขาอมปลายตะเกียบพร้อมฉีกยิ้มนิดๆ คิริทะนิมองลูกชายเธอที่ยียวนเหมือนเดิมไม่มีผิด

“แต่แม่ห้ามล้มแบบรอบที่แล้วอีกนะครับ ผมเป็นห่วง” คิระพูดพร้อมกับคีบไก่ใส่ปาก แม่จะทำเขาหัวใจเกือบจะวายตายตอนหกล้มจนเขาต้องพาไปส่งโรงพยาบาล คิริทะนิมองลูกชายที่เธอรักที่สุด

“คิระ แม่เป็นห่วงลูกจริงๆนะ”

“อย่าห่วงเลยครับ” คิระหันไปบอกคิริทะนิด้วยน้ำเสียงสบายๆเพราะไม่อยากให้แม่ทุกข์ใจ

“ผมดูแลตัวเองได้ แม่กินข้าวเยอะๆนะครับ” คิระฉีกยิ้มให้ทีนึงแล้วหันไปเอาตะเกียบคุ้ยข้าวเข้าปาก คิระทะนิถอนหายใจในใจ เธอจะต้องพูดแบบไหน คิระถึงจะเข้าใจกันนะ

แท๊กซี่ขับมาจอดที่หน้าร้าน คิริทะนิหันไปมองก็เห็นแท๊กซี่ขับออกไปเผยให้เห็นว่ามีหญิงสาวหอบหิ้วของติดมือมาหาแต่เช้า เธอยิ้มออกมาทันทีเมื่อเห็นหน้าพยาบาลสาวเรียบร้อยน่ารักแวะมาหา คิระเห็นก็ลุกขึ้นไปต้อนรับทันที เขามองแม่ของเขาที่เดินไวไปรับแขกก่อนเขาเสียอีก ในหัวเขาคิดไปเองว่าแม่เอ็นดูพยาบาลอาจเพราะนึกถึงอายะก็เป็นได้ เธอย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดกับสามี การเดินทางมาหาแต่ละทีย่อมลำบาก

“สวัสดีค่ะคุณย่า” พยาบาลสาววัย 32 โค้งให้อย่างนอบน้อม เธอมีผมสีดำขลับยาวเลยบ่า ใบหน้ากลมมีแก้มและรอยยิ้มละมุนดีต่อใจคนไข้โดยเฉพาะเหล่าคนสูงวัยที่จะเอ็นดูเธอเป็นพิเศษ ในมือเธอมีปิ่นโตมาพร้อมกับสาลี่ แอปเปิ้ลอย่างละสองสามลูก

“หนูเอากับข้าวเช้ามาฝากคุณย่าค่ะ ยังทัน...ไหมคะ” อายาโกะฉีกยิ้มนิดๆเชิงยังหวังในใจ เธออุตส่าห์รีบตื่นมาทำกับข้าว แต่เช้าวันนี้รถติดเธอเลยมาถึงช้ากว่าที่คิดไว้

“เอาอะไรมาฝากย่าอีกเนี่ยอายาโกะ” คิริทะนิรู้สึกเกรงใจ เธอกับอายาโกะเจอกันที่โรงพยาบาลคราวที่เธอหกล้ม คิระพาเธอเข้าโรงพยาบาลไปนอนพักรักษาตัวอยู่สามสี่คืนโดยมีอายาโกะคอยดูแล ไม่รู้เพราะถูกชะตาหรือเพราะเหงาไม่มีใครมาหา คิริทะนิจึงคุยกับอายาโกะจนถูกคอ คราวที่หาหมอตามนัด เธอก็ได้อายาโกะคอยดูแลอำนวยความสะดวกให้ แม้คิริทะนิจะออกจากโรงพยาบาลมานานแล้ว แต่พยาบาลสาวก็ยังแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนสม่ำเสมอ

“หนูทำแกงกะหรี่หมูมาน่ะค่ะ เห็นคราวก่อนคุณย่าบ่นว่าอยากกิน หนูลองทำครั้งแรก กรุณาแนะนำหนูด้วยนะคะ” อายาโกะโค้งให้คิริทะนิ

“โอ้ยตายแล้ว” คิริทะนิรีบเดินเข้าไปจับต้นแขนอายาโกะ เธอเงยหน้าขึ้นมามองหน้าคุณย่าที่แสนใจดี สายตาเธอมองเลยไปถึงคิระที่ยืนมองเธออยู่ หัวใจใต้อกเธอเต้นตุ้บๆ เขาจะเห็นความตั้งใจของเธอบ้างไหมนะ คิระเดินตรงเข้ามาหา เขารู้ว่าตัวเขาไม่ควรยืนนิ่งเฉยดูดาย

“เชิญด้านในดีกว่าครับคุณอายาโกะ คุณทานข้าวมาหรือยังครับ” คิระถามคำถามที่อายาโกะรอคอยจะได้ยิน เธอรีบยิ้มเจื่อนๆก่อนจะสั่นหัวให้

“ยังเลยค่ะ” อายาโกะตอบเสียงอ้อมแอ้มเมื่อมองตาคิระ เธอหลงรักผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่ ดูนุ่มนวล อ่อนละมุน ขี้เล่น รักครอบครัวแบบเขา

“ถ้าอย่างนั้นเชิญทานข้าวด้วยกันเลยครับ เชิญครับ” คิระพาอายาโกะเข้าบ้าน คิริทะนิยิ้มขณะมองคิระคุยกับอายาโกะ 

“เดี๋ยวผมเอากับข้าวไปใส่ชามให้นะครับ” คิระยิ้ม เขาย่อมต้องดูแลต้อนรับขับสู้คนที่ดูแลแม่เขาเป็นอย่างดี

“รบกวนด้วยนะคะ” อายาโกะเก็บอาการเขินอายไว้ แค่เธอยื่นปิ่นโตส่งให้คิระ แก้มสองข้างเธอก็ร้อนผ่าว นอกจากคิระจะเป็นรักแรกพบ เธอยังตกหลุมรักลึกกว่าเดิมตรงที่มักเห็นเขาไปดูแลเฝ้าคิริทะนิทุกวันด้วยความใส่ใจและอ่อนโยน หากคิริทะนิไม่บอกว่าเขาอายุ 50 แล้ว เธอก็คงยังเชื่อสายตาตัวเองที่ตัดสินว่าอย่างมากเขาก็น่าจะอายุ 37-38 เท่านั้น 

เสียงคุยเจื้อยแจ้วของคิริทะนิกับอายาโกะที่หน้าร้านทำให้คิระที่เก็บจานชามหลังกินข้าวเสร็จอยู่หันไปมอง

“เนี่ยยยย ย่าขายไข่มาตั้งแต่สาวๆแล้วล่ะ ส่งลูกชายลูกสาวเรียนกันจนโตหมดแล้ว บุญคุณเจ้าไข่พวกนี้แท้ๆเชียวนะหนูอายาโกะ”

“แล้วคุณย่าจะขายต่อไปอีกเมื่อไหร่คะ” อายาโกะถามคิริทะนิ เธอดูเป็นคนแก่ใจดีที่สดใสร่าเริงไม่เก็บตัวอมทุกข์

“ก็ไม่รู้สินะ จนกว่าคิระจะแต่งงานแต่งการละมั้ง” คิริทะนิฉีกยิ้มแล้วหันไปหาคิระที่เช็ดโต๊ะอยู่ อายาโกะฟังก็เขินๆเพราะอดจินตนาการว่าเธอเป็นต้นเหตุให้คิริทะนิไม่ได้เป็นแม่ค้า

“ตื้อเก่งงงงละเกิ้นนน แม่ใครน้อ” คิระทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้หูทวนลม เขายกจานชามเข้าไปในครัว อายาโกะแอบมองผู้ชายขี้เล่นทำตัวเป็นพ่อบ้าน

“หนูไปช่วยเขาก่อนนะคะ” อายาโกะรีบพูดกับคิระทะนิแล้วลุกเข้าไปในครัว คิริทะนิมองตาม รอยยิ้มบางๆเกิดขึ้นบนใบหน้าของเธอ

“โคล้งเคล้งๆ” เสียงถ้วยจานกระทบกันบนซิงค์ คิระเทน้ำยาล้างจานลงในอ่าง ฟองสบู่ขาวฟูฟ่องเปื้อนมือหนาหยาบของเขา อายาโกะเข้ามาเห็นคิระล้างถ้วยชามอย่างคล่องแคล่ว เธอเลือกเดินเข้าไปยืนข้างๆเขา

“ชั้นช่วยล้างนะคะ” อายาโกะพูด คิระหันไปเห็น เขาฉีกยิ้มสว่างสดใสไม่ต่างจากท้องฟ้านอกหน้าต่าง

“ไม่รบกวนคุณอายาโกะหรอกครับ รอข้างนอกเถอะครับ ผมทำแปบเดียวก็เสร็จแล้วล่ะ”

“อย่าเกรงใจเลยค่ะ ชั้นมากินข้าวบ้านคุณให้ชั้นช่วยเถอะนะคะ”

“แต่คนมากินข้าวก็หิ้วกับข้าวแสนอร่อยมาให้” คิระแย้งด้วยเสียงนุ่มๆ อายาโกะเหลือบมองคิระที่ส่งยิ้มให้เธอ แก้มเธอร้อนผ่าวกับคำว่ากับข้าวแสนอร่อย

“มันอร่อยจริงหรอคะ” อายาโกะถามซ้ำ เธอก็แค่ฝันว่าได้ทำกับข้าวให้คิระกินทุกวัน แต่ละเช้าที่ตื่นมาคงจะมีความสุขไม่น้อยเลยทีเดียว

“ครับ” คิระยิ้มแล้วก้มลงล้างจานต่อ

“มีตรงไหนต้องปรับปรุง แนะนำได้เลยนะคะไม่ต้องเกรงใจ” อายาโกะพูด ปฏิเสธไม่ได้ว่าลึกๆแล้ว เธอนั้นอยากเอาใจคิระ

“อืม...ถ้าใส่มันฝรั่งอีกนิด เผ็ดอีกหน่อยก็น่าจะดีนะครับ” คิระหันไปบอก อายาโกะจ้องเขาอย่างตั้งใจฟัง เธอพร้อมจะปรับปรุงและทำตามที่คิระบอกทุกอย่าง

“ค่ะ” อายาโกะยิ้มกับตัวเอง เธอหันไปหาคิระอีกครั้งพร้อมแววตามุ่งมั่น

“ชั้นจะทำตามที่คุณบอกค่ะ รบกวนช่วยชิมอีกสักครั้งด้วยนะคะ” อายาโกะพูดอย่างนอบน้อม คิระหันไปมองพร้อมรอยยิ้มเอ็นดูปนเกรงใจอย่างบอกไม่ถูก เธอทำเหมือนว่าเขาเป็นครูสอนทำอาหารมากกว่าครูสอนยิงปืน

“ยินดีครับ” คิระตอบอย่างสุภาพตามมารยาทที่ควรทำ ในสายตาเขา อายาโกะเป็นผู้หญิงที่ดูทุ่มเท จริงจัง มุ่งมั่นและพึ่งพาได้ เธอใส่ใจและตั้งใจทำมากจนเขาเกรงใจไม่กล้าปฏิเสธเลยทีเดียว 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น