หลินไป๋อัน

นิยาย Soft place to fall เป็นนิยายจีนที่ตั้งใจเขียนออกมาให้เป็นแนวของตัวเองที่สุด อันที่จริงอยากมีชื่อไทยเพราะๆเหมือนกัน แต่ยังตัดสินใจไม่ได้ ขอขอบคุณคนอ่านทุกคนนะคะ ถ้าจะคอมเมนท์บอกว่าเรื่องราวในแต่ละตอนเป็นยังไง ต้องปรับปรุงแก้ไขตรงไหนจะขอบคุณมากเลยค่่ะ

26. ทำไมช่วงนี้ท่านถึงดูว่างนัก

ชื่อตอน : 26. ทำไมช่วงนี้ท่านถึงดูว่างนัก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 205

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 15 พ.ค. 2562 19:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
26. ทำไมช่วงนี้ท่านถึงดูว่างนัก
แบบอักษร

26. ทำไมช่วงนี้ท่านถึงดูว่างนัก

“ท่านพี่ พักดื่มน้ำแกงร้อนๆสักหน่อยดีไหมเจ้าคะ”

น้ำเสียงอ่อนหวานจากภรรยาทำให้ชายหนุ่มว่าที่โอรสสวรรค์เงยหน้าขึ้นจากจดหมายที่อ่านด้วยรอยยิ้ม มือข้างหนึ่งรับถ้วยน้ำแกงมาถือ ส่วนอีกข้างก็รั้งร่างอรชรให้นั่งลงบนตักเขา

“ให้ข้านั่งเช่นนี้แล้วท่านจะรับน้ำแกงอย่างไรเจ้าคะ”

ใบหน้างดงามอมยิ้มอย่างขวยเขินพาให้คนมองรู้สึกสดชื่น นึกพอใจอยู่ลึกๆที่แม้จะแต่งกันมาเป็นสิบปี ลูกก็มีแล้วสองคน นางก็ยังคงหวั่นไหวกับทุกสัมผัสจากเขา มือใหญ่วางถ้วยน้ำแกงลงกับโต๊ะด้านหน้าตัว ขยับก้มมาขโมยหอมแก้มนางทีหนึ่ง

“เจ้าก็ป้อนข้าสิ”

หลัวซานซานเม้มปากทำท่ากระเง้ากระงอดแต่เงาในดวงตาสุกใสคู่นั้นหวานเชื่อมจนเซวียนหย่งเต๋อต้องเผยรอยยิ้มเอ็นดู หญิงสาวหันไปตักน้ำแกงมาเป่าให้คลายร้อนแล้วป้อนเขาทีละคำ

ดื่มน้ำแกงไปพลางขโมยจูบภรรยาไปพลางช่างสร้างความสำราญยิ่งนัก จนน้ำแกงหมดถ้วยริมฝีปากอิ่มของหลัวซานซานก็บวมช้ำ พิงซบอย่างหมดแรงกับแผ่นอกกว้างของผู้เป็นสามีอยู่ครู่หนึ่งก็ดันตัวออก

“ท่านพี่ทำงานต่อเถิดเจ้าค่ะ ข้าไม่กวนแล้ว” หลัวซานซานรู้ตัวดีว่าสตรีหลังบ้านเช่นนางควรประพฤติตนเช่นไร ไม่เคยก้าวก่ายการงานของเซวียนหย่งเต๋อ ไม่เคยใช้ความใกล้ชิดทำให้เขาต้องลำบากใจ

“ชงอวี้ส่งจดหมายมารายงานน่ะ” เซวียนหย่งเต๋อพูดไปอีกอย่าง พลางกระชับอ้อมกอดมิให้พระชายามีโอกาสดิ้นหนี

“องค์ชายไม่ได้ต่อว่าท่านใช่หรือไม่เจ้าคะ” หญิงสาวเอ่ยขึ้นอย่างรู้ทัน เพราะถ้าเซวียนชงอวี้โวยวายมาล่ะก็ท่าทางของเซวียนหย่งเต๋อคงไม่เป็นเช่นนี้ ทีแรกนางยังกลัวสามีจะโดนน้องชายต่อว่าอยู่บ้างที่ส่งคนสำคัญไปลำบากถึงชายแดน

“เจ้านั่นจะต่อว่าอะไรข้าได้ ข้าส่งฮุ่ยหมิ่นไปหาเชียวนะ”เซวียนหย่งเต๋อพูดยิ้มๆ

“แล้วท่านแน่ใจได้อย่างไรเจ้าคะว่าฮุ่ยหมิ่นจะมีใจให้ชงอวี้ ทั้งคู่จะใจตรงกันจริง” หลัวซานซานเอียงคอถามด้วยความสงสัย พวกเขาไม่ได้พบกับฮุ่ยหมิ่นเกือบสิบปี ไหนเลยจะคาดเดาจิตใจของเด็กหญิงได้

“สำหรับชงอวี้ข้าแน่ใจอยู่แล้ว น้องชายตัวดีของข้าไม่สนใจใครหน้าไหน มีเพียงเด็กคนนั้นที่ชงอวี้ประคองไว้กลางฝ่ามือ”หยุดมาขโมยหอมแก้มพระชายาทีหนึ่งก่อนจะพูดต่อ

“ส่วนฮุ่ยหมิ่น ก่อนจะพบนางข้าไม่มั่นใจเท่าไหร่หรอก แต่หลังจากได้คุยแล้วข้าลองพูดถึงชงอวี้กับเฉลยสิ่งที่เขาเคยทำให้แต่ไม่ได้บอกกับนาง หลังเห็นสีหน้านางข้าก็แน่ใจ”

“เพียงเท่านั้นท่านก็รู้ได้แล้วหรือเจ้าคะ”

เซวียนหย่งเต๋อพยักหน้ารับ สีหน้าฮุ่ยหมิ่นยามนั้นแม้จะแค่ไม่นานก่อนที่เจ้าตัวจะก้มศีรษะต่ำไม่ยอมให้เขาอ่านอะไรได้ แต่ใบหน้านั้นแววตานั้นซาบซึ้งระคนตื้นตัน เทิดทูนน้องชายเขาเหนือสิ่งอื่นใด ซ้ำยังรู้สึกว่าตนเองมิอาจเอื้อม

หากเช่นนี้มิใช่รักน้องชายเขาสุดหัวใจ ..จะยังมีความหมายอื่นใดได้อีก

“แล้วถ้าหากฮุ่ยหมิ่นไม่ได้มีใจให้ชงอวี้ล่ะคะ”

“ไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอก ข้ามั่นใจว่าชงอวี้จะสามารถทำให้นางคิดเช่นเดียวกันได้แน่ ลูกหมูกับจิ้งจอก อย่างไรก็เทียบกันไม่ติด” หลัวซานซานได้ฟังก็กะพริบตาปริบๆ

“ทำอย่างกับท่านไม่ใช่จิ้งจอก” พระชายาคนงามบ่นงึมงำแต่ก็ไม่สามารถรอดพ้นหูตาขององค์ไท่จื่อ

“ข้าไม่เคยบอกเสียหน่อยว่าข้าไม่ใช่” ชายหนุ่มรู้ดีว่าเขาไม่ใช่คนดีอะไร กว่าจะไล่ต้อนกระต่ายขาวให้มานั่งบนตักเช่นนี้ได้ก็ใช้ความเป็น ‘จิ้งจอก’ ไปไม่น้อย

เซวียนหย่งเต๋อยังรู้สึกประทับใจกับแผนการในตอนนั้น ทันทีที่เห็นสารขอความช่วยเหลือจากทั้งเยี่ยหยางเฟิงและเซวียนชงอวี้แล้วเขาก็คิดออกทันที กองทัพได้หมอ น้องชายเขาได้สมใจ ส่วนเขาก็มีฐานะเป็นพี่ชายแสนประเสริฐ อุ้มสมคู่ยวนยาง ต้องบอกว่ายิงเกาทัณฑ์ครั้งหนึ่งได้นกหลายตัว

แต่แม้จะเป็นเซวียนหย่งเต๋อก็ยังนึกไม่ถึงว่าจะมีนกอีกตัวที่ได้แถมเกินมาด้วย

เซวียนหย่งเต๋อเคยจะทำตนเป็นเถ้าแก่เสาะหาภรรยาให้เยี่ยหยางเฟิงที่เขาชุบเลี้ยง แต่เจ้าจิ้งจอกอีกตัวที่เลี้ยงไม่เชื่องนั่นใช้ฉากหน้าสุภาพแสนดีหลบเลี่ยงมาได้ตลอด

องค์ไท่จื่อมิได้รู้เลยว่าคณะแพทย์ที่เขาส่งไปนั้นจะมีคนที่ทำให้จิ้งจอกที่ชอบเถลไถลตามใจมีบ้านให้กลับเสียที

หลัวซานซานถอนหายใจ เอนพิงแผ่นอกกว้างที่ซ้อนด้านหลัง

“ข้าอยากให้สงครามจบเร็วๆจังท่านพี่”

“อีกไม่นานหรอก ข้าว่าน่าจะภายในแปดเก้าเดือนนี้ล่ะ ชงอวี้น่าจะจัดการได้เรียบร้อย”

นัยน์ตาเหยี่ยววาววับเมื่อนึกถึงแผนการของน้องชายที่เพิ่งได้อ่าน ระหว่างพวกเขาพี่น้องจะมีการละเล่นแบบเด็กๆที่เซวียนชงอวี้ชอบเอามาใช้ ‘จดหมายล่องหน’

จิ้งจอกตัวแสบนั่นไม่ได้ใช้แค่น้ำมะนาวเขียนอย่างทื่อๆ แต่ใช้มันเป็นส่วนหนึ่งในการอ่านความจริงจากจดหมายสองฉบับที่วางกลอุบายไว้อีกที เซวียนชงอวี้จะใช้วิธีนี้กับข้อมูลสำคัญเท่านั้น ส่วนอีกฉบับที่แนบมาด้วยเป็นการไต่ถามสารทุกข์สุขดิบดังพี่น้อง

ส่วนผู้ส่งสารนั้นนอกจากจะมีรหัสลับที่รู้กันระหว่างเขากับเซวียนชงอวี้แล้ว ยังมีวรยุทธ์ที่สูงส่งไม่เปิดโอกาสให้ใครทำร้ายโดยง่าย ทุกครั้งที่ติดต่อกันโดยตรงเซวียนชงอวี้จะใช้องครักษ์เงาของตนเป็นผู้ถือจดหมายเท่านั้น ไม่เคยให้ใครอื่นทำหน้าที่แทน

ยิ่งเซวียนชงอวี้ออกจากวังไปเป็นสิบปีพร้อมองครักษ์เงาทั้งห้าจึงทำให้มีคนรู้จักและจำหน้าได้น้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ซ้ำหย่งเจียฉีที่อายุน้อยนั่นยังชำนาญการทำหน้ากากหนังมนุษย์ จึงยิ่งทำให้ข้อมูลทุกอย่างปลอดภัย ไม่รั่วไหล

แผนการของเซวียนชงอวี้ที่วางไว้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งเขาและฮ่องเต้ เพื่อไม่ให้เกิดความแตกตื่นเกินความจำเป็น เซวียนหย่งเต๋อคิดว่าพรุ่งนี้คงต้องไปแจ้งด้วยตนเองตั้งแต่เช้า

ใบหน้าคมคายยิ้มแย้มอย่างมั่นใจพาให้จิตใจของหญิงสาวสงบตาม อย่างไรเสียสามีของนางก็เก่งกล้าขนาดเลี้ยงจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ไว้ได้ถึงสองตัว แต่ก็เป็นได้แค่ชั่วครู่เมื่อเริ่มรู้สึกถึงความอุ่นร้อนจากฝ่ามือใหญ่ที่ล่วงล้ำเข้าไปในอกเสื้อ

“อ๊ะ ท่านพี่” ร้องเสียงแผ่วเมื่อรู้สึกได้ถึงเจตนาบางอย่างของสามี ต้นคอถูกขบจนเกิดเสียงพาให้หญิงสาวนั่งไม่เป็นสุข เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังให้ได้ยินอยู่ข้างๆหู

“ตรงนี้ไม่ได้นะ ท่านอย่าทำรุ่มร่ามเดี๋ยวลูกๆมาเห็นเข้า” มือไม้ปัดป้องริมฝีปากร้อนรุ่มกับมือใหญ่ที่เริ่มรุกราน

“งั้นเราไปทำรุ่มร่ามในที่ๆทำได้กันเถิด”พูดจบก็ช้อนร่างอรชรขึ้นอุ้มเดินตรงไปยังห้องบรรทมในตำหนัก

“ตะวันยังไม่ตกดินเลยนะเจ้าคะ”หลัวซานซานท้วงอย่างเขินอาย มือขาวบอบบางทุบอกสามีเบาๆ

“ปิดม่านเจ้าก็ไม่เห็นแล้ว”

“ท่านพี่!!”

หมดจากคำเรียกขานนี้พระชายาเพียงหนึ่งเดียวในองค์ไท่จื่อก็ไม่มีโอกาสได้พูดสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอันอีก ทำได้แค่เพียงส่งเสียงหวานๆสลับกับการเรียกสามี

สำหรับเซวียนชงอวี้แล้วการศึกครั้งนี้มิได้น่ากลัว ไม่ใช่เพราะประมาทแต่ทุกอย่างล้วนผ่านการหาข่าวและไตร่ตรองข้อมูลที่ได้รับมาอย่างครบถ้วน เด็กหนุ่มมิได้ใช้เวลาศึกษาอยู่ที่สำนักหย่งฉือเปล่าๆ

นอกจากการเรียนแล้วเซวียนชงอวี้ยังสร้างเครือข่ายรวมถึงยังเปิดโรงรับจำนำที่เบื้องหลังเป็นการแลกเปลี่ยนซื้อขายข่าวสาร ทำให้เรื่องเส้นสนกลในของขุนนาง แม่ทัพ และตระกูลคหบดีทั้งหมด รวมถึงเรื่องซุบซิบต่างๆล้วนอยู่ในมือคนของเขา

เซวียนชงอวี้จึงสามารถล่วงรู้ถึงบุคคลที่ปองร้ายเขาครั้งออกเดินทางไปเล่าเรียนได้ เป็นฝีมือของตระกูลสนมผู้หนึ่งที่ให้กำเนิดโอรสอีกพระองค์หนึ่ง ห่างจากเซวียนชงอวี้ไม่กี่เดือน

สายข่าวของเซวียนชงอวี้สามารถสืบจนรู้ว่าขุนนางผู้นั้นวางแผนฆ่าเขาเป็นก้าวแรก ถัดมาจึงจะค่อยเริ่มแผนการอื่นโดยเป้าหมายหลักอยู่ที่การดันน้องชายเขาคนนั้นขึ้นเป็นฮ่องเต้

น่าเสียดายที่พวกนั้นคิดการใหญ่แต่กลับไม่มีความสามารถพอ แผนการจึงถูกล่วงรู้ตั้งแต่ก้าวแรกที่เริ่มลงมือ

พระสนมนางนั้นได้รับพระราชทานเหล้าพิษ ตระกูลของนางถูกสั่งประหาร แม้องค์ชายน้อยจะได้รับการดูแลอย่างดี แต่ต่อมากลับป่วยด้วยโรคไข้ป่าสิ้นพระชนม์ยามไปเที่ยวต่างเมือง ดังนั้นแล้วพระโอรสของฮ่องเต้เจิ้งเต๋อจึงเหลือเพียงเซวียนหย่งเต๋อและเซวียนชงอวี้

บุตรที่เหลือของฮ่องเต้เจิ้งเต๋อล้วนเป็นพระธิดา ซ้ำยังมีเพียงสองพระองค์ ถือกำเนิดจากสนมขั้นไฉเหรินทั้งคู่ รวมโอรสและพระธิดาที่ยังมีชีวิตอยู่มีเพียงสี่พระองค์เท่านั้น

ต้องบอกว่าเป็นที่น่าเศร้าสำหรับนางในทั้งหมดที่ฮ่องเต้เจิ้งเต๋อแทบจะไม่เคยเสด็จมาเยือน นอกจากช่วงที่เจียงฮองเฮาตั้งครรภ์และไม่สามารถปรนนิบัติฮ่องเต้ ซ้ำฮ่องเต้ผู้นี้ยังให้ความสำคัญกับราชกิจเป็นหลัก มิลุ่มหลงในอิสตรี จึงเกิดกรณีที่สนมน้อยใหญ่ลักลอบมีชู้ซึ่งก็ถูกเจียงฮองเฮาผู้ปกครองหกตำหนักในจัดการขั้นเด็ดขาด

เคยมีขุนนางถวายฎีกากราบทูลเรื่องนี้ แต่ฮ่องเต้เจิ้งเต๋อก็ตอบกลับเสียจนหน้าชา

“เจ้าบอกว่าพระสนมมีชู้เพราะเรามิได้ให้ความสนใจเช่นนั้นหรือ”

“มิได้พ่ะย่ะค่ะ แต่หากพระองค์ให้โอกาสพระสนมได้ปรนนิบัติรับใช้ใกล้ชิดย่อมจะไม่เกิดความเปลี่ยวเหงาจนเดินทางผิดหลายต่อหลายราย ทำร้ายพระเกียรติของฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”

โอรสสวรรค์ทำเพียงเหยียดยิ้มเย็นแล้วถามกลับ

“เราเคยเอ่ยปากรับพระสนมคนใดรึไม่”

ขุนนางในท้องพระโรงยามนั้นต่างเหงื่อซึมหลัง ฮ่องเต้ไม่เคยพูดเลยแม้แต่น้อย การคัดเลือกหญิงงามเข้าวังตามจริงก็มีพระประสงค์ให้ยกเลิกแต่ถูกเหล่าขุนนางคัดค้าน

พระสนมที่ได้เข้ามาล้วนเป็นบรรดาขุนนางจัดหาและ ‘ยัดเยียด’ ให้ทั้งสิ้น

ฮ่องเต้เจิ้งเต๋อตรัสด้วยน้ำเสียงสบายๆ ไม่ได้อาละวาดเช่นฎีกาก่อนด้วยทรงเห็นว่าฎีกานี้ช่างย้อนแย้งได้น่าขันยิ่งนัก

“เราเคยพูดแต่แรกแล้วว่าเรารักเพียงฮองเฮา ภรรยาของเราเพียงผู้เดียว ไม่เคยคิดมีใครอื่น ดังนั้นพระสนมที่ใครต่อใครจงใจส่งมาให้ จึงไม่เคยอยู่ในความสนใจของเรา เช่นนี้แล้วพวกเจ้ายังจะกล้ากล่าวโทษเราอีกหรือ คนที่ส่งพระสนมมารับความเปลี่ยวเหงา คบชู้สู่ชายจนต้องโทษประหาร มิใช่พวกเจ้าหรือไร”

ตั้งแต่นั้นการคัดเลือกหญิงงามเข้าวังก็ถูกยกเลิกเป็นการถาวร ทำให้การแต่งงานออกเรือนขององค์หญิงองค์ชายรวมถึงราชนิกูลชั้นสูงล้วนมีที่มาแตกต่างกันไปตามบุพเพสันนิวาสของแต่ละคน

นอกจากนี้ด้วยความสามารถของฮ่องเต้เจิ้งเต๋อ ผู้ที่มีบทบาทในราชสำนักมักเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นที่ไม่มีกำลังทหารในมือกรณีเป็นเรื่องการปกครองประชาชนในด้านต่างๆ พระราชทานเกียรติยศแก่แม่ทัพทุกคนตามสมควร ให้โอกาสในการทำศึก ไม่โปรดปรานหรือฝักใฝ่ตระกูลใดจนเกินงาม จัดการขุนนางกังฉินเรียบตั้งแต่ยังดำรงตำแหน่งเป็นองค์ไท่จื่อ

ดังนั้นในยามนี้จึงไม่มีขุนนางที่มีอำนาจมากพอในการแย่งชิงราชบัลลังก์ แม้ว่าจะไปร่วมมือกับแคว้นฉู่หรือแคว้นอื่นๆ ก็ยังไม่สามารถล้มราชวงศ์เซวียนลงได้ และพระปรีชาสามารถของฮ่องเต้เจิ้งเต๋อรวมถึงองค์ไท่จื่อเซวียนหย่งเต๋อในการบริหารปกครองบ้านเมือง ยังสามารถครองใจได้ทั้งขุนนาง บัณฑิต และราษฎรทั้งหมดได้

ฉะนั้นแล้วสำหรับเซวียนชงอวี้ในยามนี้จึงไม่มีศึกในให้ต้องกังวล มีเพียงศึกนอกจากแคว้นฉู่ที่เปรียบเสมือนลูกแกะไร้เล่ห์ในสายตาขององค์ชายผู้นี้

ในจวนของเจ้าเมือง เยี่ยหยางเฟิงจัดเตรียมเรือนเหวินเป่าไว้ให้เป็นที่ประทับขององค์ชายสามไว้แล้วนับแต่พระองค์เผยตัวตน แต่เซวียนชงอวี้ก็มาพักน้อยครั้งนัก โดยมากแล้วจะอยู่ที่ค่ายทหารเป็นหลัก

เมื่อฮุ่ยหมิ่นมาพักที่จวนของเจ้าเมือง เซวียนชงอวี้จึงกลับมาค้างที่เรือนเหวินเป่าทุกครั้งที่สามารถทำได้

ยามแดดร่มลมตก วันนี้ฮุ่ยหมิ่นไม่ได้ไปนั่งเล่นในสวนเป็นเพื่อนรั่วซีเช่นเคย เด็กหญิงต้องสละตักให้แม่ทัพรูปงามได้นอนหนุนเพื่อพักผ่อนอยู่บนตั่งที่ตั้งรับลมอยู่หน้าเรือนเหวินเป่าแทน

แผ่นอกที่สะท้อนขึ้นลงเป็นจังหวะบอกให้รู้ว่าเจ้าชีวิตของนางบัดนี้เข้าสู่ห้วงนิทราแล้ว ฮุ่ยหมิ่นเพ่งพิศใบหน้างดงามนั้นเงียบๆ

แม้อายุยามนี้จะแค่สิบสี่แต่ความคิดของฮุ่ยหมิ่นก็เป็นของสตรีวัยเกือบสามสิบ ดังนั้นแล้วทุกสิ่งที่เซวียนชงอวี้ทำให้จึงประทับอยู่ในทุกลมหายใจ

เด็กหญิงไม่เคยคิดฝันว่าเขาจะมีใจให้ ที่ผ่านมาต้องคอยย้ำตนให้เจียมหัวใจไว้ อย่าคาดหวังไกลเพราะกลัวความเจ็บปวด ฮุ่ยหมิ่นนึกย้อนไปในหลายๆเหตุการณ์ เซวียนชงอวี้แสดงออกชัดเจนเสมอเพียงแต่นางปิดหูปิดตาเท่านั้น จนกระทั่งเขากอดตอบแล้วจูบซับน้ำตาให้ นาทีนั้นฮุ่ยหมิ่นจึงเพิ่งได้รู้ว่าเขาเองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน

เมื่อคิดถึงเหตุการณ์นั้นแก้มกลมก็ซับสีเรื่อขึ้นอีก คล้ายว่าม่านหมอกแห่งความไม่แน่ใจสลายไป ดวงตาก็เห็นความสว่างสดใสของความจริง

เด็กหนุ่มที่หนุนตักนางผู้นี้ ยามนั้นพรมจูบไปทั่วหน้าละเว้นไว้เพียงริมฝีปากเพราะนางยังเด็ก ถ้ามิใช่เพราะคิดถึงตัวฮุ่ยหมิ่นเป็นหลักยังจะมีสาเหตุอื่นอีกหรือ

ระหว่างถือโอกาสมองเซวียนชงอวี้เพลินๆฮุ่ยหมิ่นก็นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้

ก่อนจากกันครั้งนั้นเขาเรียกนางว่า ‘หลินฮุ่ยหมิ่น’ เซวียนชงอวี้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของนาง ไม่รู้ว่าเขารู้ได้อย่างไร ฮุ่ยหมิ่นอยากรู้เหตุผลยิ่งนัก แต่เด็กหญิงก็รู้ดีว่านี่ไม่ใช่เวลามาไถ่ถาม เจ้าชีวิตของนางยังมีภาระหน้าที่ที่รออยู่

ดูเอาเถิด ถึงขั้นหนุนตักนางหลับสนิทไปเช่นนี้เขาคงจะเหนื่อยมากจริงๆ

ฮุ่ยหมิ่นมั่นใจอยู่ลึกๆว่าสุดท้ายแล้วเขาจะยอมเฉลยเรื่องราวทุกอย่างออกมาเองแม้นางไม่เอ่ยปากถาม เพราะเขารู้และไม่เคยลืมเลยว่าฮุ่ยหมิ่นคิดอะไร

ลมที่พัดแรงขึ้นพาให้ลูกผมลงมาปรกหน้าเขา มือป้อมค่อยๆปัดออกให้แผ่วเบา ระวังไม่ให้รบกวนคนที่หลับอยู่ ฮุ่ยหมิ่นนั่งนิ่งอยู่ท่าเดิมแม้ว่าจะผ่านมาหนึ่งชั่วยามแล้ว ริมฝีปากระเรื่อเผยอยิ้มน้อยๆอย่างสุขใจ

ยามที่นางอ่อนล้า เซวียนชงอวี้คือที่พักใจเพียงหนึ่งเดียว

เมื่อวันนี้เขาเหนื่อยกาย ฮุ่ยหมิ่นก็อยากจะเป็นที่ที่ให้เขาพักลงได้

“นอนหลับให้สบายเถิดค่ะ ข้ายินดีรอท่าน”

รั่วซีที่นั่งอยู่ในเก๋งกลางสวนไม่ได้อยู่คนเดียวอย่างที่ฮุ่ยหมิ่นนึกกังวล หญิงสาวมีเจ้าเมืองผู้ทำงานเก่งเลิกงานเร็วมานั่งเป็นเพื่อนอยู่ทุกวัน ผ่านมาเกือบสามสัปดาห์ขาของรั่วซีหายเป็นปกติแล้ว หญิงสาวสามารถเดินเหินได้คล่อง แต่เพราะยามนี้สถานการณ์โรคอหิวาต์ดีขึ้นมาก นางจึงไม่ต้องไปออกตรวจบ่อยๆแล้ว ปล่อยให้หมอหลวงคนอื่นไปทำแทนได้และให้คนของเยี่ยหยางเฟิงปล่อยข่าวลือต่อ

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมาจากตำราที่อ่านก็ต้องพบว่าเจ้าเมืองหนุ่มยังคงนั่งอ่านหนังสืออยู่ท่าเดิมไม่ได้ขยับไปไหน

“ทำไมช่วงนี้ท่านถึงดูว่างนัก”

เยี่ยหยางเฟิงขมวดคิ้ว เขาไม่ได้ว่างเสียหน่อย เพียงแต่เร่งทำงานให้เสร็จให้เลิกเร็วเท่านั้น ซ้ำงานบางอย่างยังต้องดำเนินการเฉพาะตอนกลางคืน เวลาที่เยี่ยหยางเฟิงจะว่างก็เหลือแค่ช่วงบ่ายจนถึงเวลากินข้าวเย็น

“เจ้าไม่คิดว่าข้าสะสางงานราชการได้เก่งบ้างรึ”

รั่วซีนิ่งเงียบ แต่สีหน้านั้นก็ฟ้องอยู่ว่านางไม่เชื่อ เยี่ยหยางเฟิงรู้สึกเหนื่อยใจ

ช่างเถิดอย่าว่าแต่นางไม่เชื่อในเหตุผลเลย เขาเองก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกันว่าเหตุใดจึงต้องทำให้ตนเองเหนื่อยมากขึ้นเพื่อที่จะมีเวลามานั่งอ่านหนังสือที่นี่ การที่ได้เฝ้าดูสีหน้าต่างๆของนางเริ่มเป็นความเคยชินในชีวิตของเยี่ยหยางเฟิงแล้ว

จิ้งจอกร้ายไม่อาจเข้าใจ ไฉนลูกกวางจืดชืดจึงดึงดูดสายตาเขาเสียยิ่งกว่ากุลสตรีโฉมสะคราญในเมืองหลวงที่องค์ไท่จื่อเป็นผู้จัดหาให้

ใช่ว่าเยี่ยหยางเฟิงจะไม่เคยแตะต้องสตรี ต้องบอกว่าก่อนจะมารับตำแหน่งเจ้าเมืองที่นี่ เยี่ยหยางเฟิงมีประสบการณ์มามิใช่น้อย แน่ใจในฝีไม้ลายมือของตนอยู่พอสมควร เพียงแค่พอถูกสั่งให้มารับตำแหน่งสำคัญแล้วจึงปรับปรุงตนเสียใหม่ ไม่ให้ขายหน้าไปถึงผู้ผลักดันอย่างองค์ไท่จื่อเท่านั้น

สำหรับเยี่ยหยางเฟิงแล้ว สตรีเป็นสิ่งที่ผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านไป เป็นความสำราญชั่วครู่ชั่วยามที่มีหรือไม่มี ก็ไม่ได้รู้สึกอันใดสำหรับคนขี้เบื่อเช่นเขา

ที่เขาพาตัวเข้ามาใกล้รั่วซีก็เพราะต้องการความสนุก อยากเห็นสีหน้าท่าทางอันแปลกใหม่เท่านั้น คิดว่าไม่เกินสามวันตนเองก็คงจะเบื่อแล้วหาสิ่งอื่นทำ แต่กลับกลายเป็นว่านี่ก็จะสามสัปดาห์แล้ว เขายังคงเพลิดเพลินกับการเฝ้าสังเกตอากัปกิริยาของนาง ซ้ำร้ายยังนึกอยากเห็นสีหน้าต่างๆอันเป็นผลมาจากตัวเขาเองด้วย

“ข้าเข้าใจว่าท่านไม่ชอบข้า” รั่วซีเอ่ยออกมาตรงๆ คนไม่ชอบหน้ากัน ทั้งด่าทั้งทำร้ายร่างกาย แล้วจะมาอยู่ด้วยกันทำไม

คิ้วสีจางขมวดเข้าหากันน้อยๆกะพริบตาปริบๆ ลักษณะนี้นางกำลังสงสัย

“ข้าไม่ได้โกรธเคืองเจ้า”

“เช่นนั้นแปลว่าท่านเห็นข้าเป็นสหาย?” ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเบิกกว้างขึ้นน้อยๆ ท้ายเสียงสูงขึ้นหน่อย นี่นางกำลังแปลกใจ

ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆแทนคำตอบ

เยี่ยหยางเฟิงไม่ใช่ไก่อ่อนที่จะคิดว่าความสนใจเช่นนี้มีไว้ให้บุคคลที่เป็นเพียง สหาย แต่หากนางจะเข้าใจเช่นนั้นเขาก็จะปล่อยไปก่อน จนกว่าเขาจะแน่ใจกับสิ่งที่รู้สึกย่อมไม่มีสิ่งใดต้องรีบร้อน

รั่วซียิ้มตอบกลับ มันจริงใจและไร้สิ่งแอบแฝง ใบหน้าจืดชืดดูสว่างไสวขึ้นมา เยี่ยหยางเฟิงรู้สึกว่าอะไรในอกมันกระตุกไปวูบหนึ่ง

“เช่นนั้นท่านสามารถระบายความอึดอัดใจให้ข้าฟังได้นะ ข้ายินดี”

“ไม่จำเป็นหรอก ขอบคุณเจ้ามาก”

ครั้งนี้นางขมวดคิ้วจนสองข้างแทบจะชนกัน ริมฝีปากสีชมพูเข้มเม้มเข้าหากันน้อยๆ เงาตาคู่นั้นมีแววความกังวลที่ฉายชัด

นางกำลังเป็นห่วงเขา

น่าแปลกที่อาการเช่นนี้ทำให้เยี่ยหยางเฟิงรู้สึก มีความสุข ไม่ใช่สนุกสำราญ แต่เป็นความอบอุ่นที่อวลอยู่ทั่วทั้งใจ การที่นางเป็นห่วงเขา เขาชอบความรู้สึกนี้มากจริงๆ

จิ้งจอกคิดใคร่ครวญอีกครั้ง ถ้าเขาต้องการให้ลูกกวางห่วงเขาอีก หมายความว่าเขาต้องรับบทชายผู้ผิดหวังในรักต่อไปอีกหรือ นางจะได้เป็นห่วงเขาไม่เลิกรา

“เอาเถิด หากท่านมีสิ่งใดไม่สบายใจก็สามารถบอกข้าได้ ข้ายินดีรับฟัง”

จิ้งจอกวายร้ายนึกครึ้ม ตัดสินใจส่งคนสนิทของตนที่ไม่ใช่คนของทางการไปสืบข้อมูลพื้นเพของรั่วซีเพิ่มเติม อยากรู้นักว่าถูกเลี้ยงดูมาเช่นไรจึงได้เป็นสตรีที่แปลกประหลาดเช่นนี้

ความสงบที่ชายแดนดำเนินมาเรื่อยๆพร้อมกับการปฏิบัติการเคลื่อนย้ายกำลังพล ประชาชนในเมืองชุนเต๋อค่อยๆถูกทางการอพยพไปที่เมืองด้านใน ทหารจากหัวเมืองฝั่งใต้และตะวันออกถูกโยกย้ายมายังเมืองชุนเต๋อและเมืองชายแดนในรูปแบบต่างๆกัน

เมืองชุนเต๋อที่เคยคึกคักยามนี้เงียบกว่าที่เคย แต่ละบ้านดับตะเกียงกันรวดเร็ว การค้าขายซบเซาลงจากข่าวลือการระบาดของโรคอหิวาต์ ผู้คนบางส่วนย้ายถิ่นฐานเพื่อหนีโรคระบาด บางส่วนกริ่งเกรงในสงครามจึงหนีออกไป มีเพียงจำนวนไม่มากที่ยังคงติดที่ไม่จากไปไหน

ผ่านมาอีกหนึ่งเดือน เริ่มมีข่าวการเคลื่อนไหวของแคว้นฉู่ ทัพใหญ่หนึ่งแสนคนที่นำโดยเยลี่เตมูร์ หนึ่งในแม่ทัพคนสำคัญบัดนี้ออกเดินทางจากเมืองหลวงมาแล้ว

หนึ่งเดือนนี้เซวียนชงอวี้แทบจะค้างคืนที่ค่ายทหารทุกวัน แม่ทัพหนุ่มเดินทางไปมาระหว่างเมืองลี่ชาและเมืองชุนเต๋อพร้อมกุนซือเทียนเหวยและทหารติดตามจำนวนหนึ่งเพื่อเตรียมการทุกอย่างให้พร้อม ฮุ่ยหมิ่นได้เจอหน้าเขาไม่บ่อยนัก เด็กหญิงได้แต่เพียงทำอาหารกับขนมที่ทานง่ายๆฝากไปให้เขาเท่านั้น

ฝ่ายเยี่ยหยางเฟิงเองก็หัวหมุนไม่ต่างกัน ต้องดูแลกิจการภายใน ความเป็นอยู่ของราษฎร ประสานงานการข่าวกับทางวังหลวง จัดเตรียมเสบียง หมอและยารักษาโรคให้กองทัพ แทบจะไม่ได้กลับมาค้างที่จวนสักเท่าไหร่ มักจะพักอยู่ที่ศาลาว่าการ

น่าแปลกที่เจ้าเมืองหนุ่มผู้ชอบทุ่มเทให้กับการทำงานรู้สึกอยากเร่งทำงานตรงหน้าให้เสร็จโดยเร็ว ด้วยหวังจะไปนั่งรับลมยังสวนในจวนที่บัดนี้มีหญิงสาวผู้หนึ่งชอบมานั่งอ่านหนังสือเงียบๆ การไม่ได้เห็นใบหน้าจืดชืดแสดงความรู้สึกในรูปแบบต่างๆ ไม่ได้เห็นท่าทางที่นางเป็นห่วงกังวลเขาทำให้เยี่ยหยางเฟิงเริ่มว้าวุ่นใจ และยอมรับกับตัวเองว่าหญิงประหลาดผู้นี้เข้ามามีบทบาทต่อหัวใจของเขามากขึ้นเรื่อยๆ

ในขณะที่เยี่ยหยางเฟิงรู้สึกอยากเจอหน้าแต่กับรั่วซีแล้ว ไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆเกิดขึ้นกับนางเลยแม้แต่น้อย หญิงสาวได้รับรู้จากฮุ่ยหมิ่นและที่ปรึกษาหลิวแล้วว่าช่วงนี้เยี่ยหยางเฟิงทำงานหนักมาก กิจวัตรประจำวันของรั่วซีจึงเหมือนๆเดิม

กองทหารจำนวนสามหมื่นนายนำโดยเซี่ยห้าวไห่เคลื่อนขบวนออกมารอรับศึกอยู่ที่นอกด่านเมืองลี่ชา รออยู่เพียงสามวันก็รับรู้ถึงการเข้ามาใกล้ของทัพฉู่

ด้วยลักษณะภูมิประเทศโดยรอบเมืองลี่ชายามนี้แล้วการสู้รบแบบกองโจรจะเหมาะที่สุด เซี่ยห้าวไห่ค่อยๆให้พลทหารเคลื่อนขบวน ทหารทุกนายสวมชุดดำแฝงกายในความมืด นายกองผู้มีฝีมือถูกส่งไปจัดการเวรยามตามจุดต่างๆ ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วและปราศจากเสียง เพียงไม่นานเวรยามของค่ายก็ค่อยๆถูกสับเปลี่ยนเป็นคนของเซี่ยห้าวไห่

ลอบก่อความวุ่นวายสร้างเพลิงไหม้จากภายใน จากนั้นก็หลบหนีออกมา ทิ้งชุดทหารฉู่กลับมาใส่ชุดดำเช่นเดิมแล้วเข้าประจำตำแหน่ง ความสับสนอลหม่านที่เกิดขึ้นเนื่องจากไฟไหม้ยามดึก รวมถึงการสิ้นชีพของเวรยามเฝ้าระวังทั้งหมดทำให้กว่ากองกำลังของเยลี่เตมูร์จะรู้ตัวก็สายเกินไปแล้ว

ทหารฉินที่นำโดยเซี่ยห้าวไห่มีจำนวนน้อยกว่าแต่ก็สามารถจัดการทัพของเยลี่เตมูร์ได้ภายในเวลาไม่นาน

เซี่ยห้าวไห่กับหลัวซิงเหวินนายทหารคนสนิทพุ่งตรงไปยังกระโจมพักของเยลี่เตมูร์ตามตำแหน่งที่ได้หมายตาไว้แต่แรก เยลี่เตมูร์ถูกจับมัดมือไพล่หลัง เมื่อทั้งคู่นำตัวเยลี่เตมูร์ออกมาทหารที่เหลือต่างก็ต้องยอมแพ้ทิ้งอาวุธ ทั้งหมดถูกกวาดต้อนเป็นเชลยยกเว้นเยลี่เตมูร์และพลทหารระดับล่างอีกหนึ่งคน

เยลี่เตมูร์บัดนี้ถูกบังคับให้คุกเข่าต่อหน้าเซี่ยห้าวไห่ แม้จะได้รับความอัปยศแต่ด้วยศักดิ์ศรีแม่ทัพทำให้ความหยิ่งทะนงยังคงฉายชัด

“ข้าแพ้แล้ว จะฆ่าก็ไม่ต้องรอช้า ลงมือเถิด”

ความสงบนิ่งแม้กำลังเผชิญความตายทำให้เซี่ยห้าวไห่นึกนิยมอยู่ในใจ

“แม่ทัพของข้าชื่นชมในตัวท่าน มิปรารถนาจะเอาชีวิต ข้ามิอาจฆ่าท่านได้ ท่านแม่ทัพ”

“ท่านต้องการสิ่งใดที่นอกเหนือไปจากชีวิตข้า ข้ามิอาจให้ได้”

เซี่ยห้าวไห่หัวเราะน้อยๆ แม่ทัพผู้นี้ซื่อตรงต่อแผ่นดินนัก เมื่อรู้ว่าเขาไม่เอาชีวิตก็แน่ใจว่าต้องถูกใช้เป็นเครื่องมือ จึงปฏิเสธและเลือกที่จะตายตั้งแต่แรก

“ถ้าท่านตาย คนของท่านที่เหลือต้องตายทั้งหมด แต่ถ้าท่านเลือกจะมีชีวิตอยู่ต่อพวกเขาก็ได้อยู่ด้วย”

เยลี่เตมูร์นิ่งเงียบ ทหารหนึ่งแสนนายที่เขานำมานี้ล้วนเป็นคนที่เขาฟูมฟักมาทั้งสิ้น ที่กล้าทำการยกทัพมาทั้งที่รู้ว่าแม่ทัพของอีกฝ่ายคือ หน้ากากพญายม ก็เพราะมีข่าวการระบาดของโรคอหิวาต์ในค่ายทหารแคว้นฉิน

“แม่ทัพของข้าไม่ปรารถนาจะรบพุ่งต่อเพื่อให้สองฝั่งเสียไพร่พลไปมากกว่านี้ จึงจะขอให้ท่านนำความไปบอกฮ่องเต้ของท่านทีว่าทางต้าฉินต้องการสงบศึก สำหรับเชลยฝั่งข้าก็ยินดีคืนให้ขอสิ่งแลกเปลี่ยนเป็นเพียง ม้า แพะ หรือวัว อย่างละสองตัวต่อหนึ่งคนเท่านั้น”

เยลี่เตมูร์บดกรามแน่น นี่มันสงบศึกอันใด เรียกค่าไถ่ชัดๆ

“เจ้าเอาชีวิตคนไปเปรียบกับเดรัจฉานรึ!!”

“มิได้ ท่านแม่ทัพ ต้าฉินเรามิได้ต้องการสงคราม เราต้องการความสงบสุขกลับคืนสู่ประชาชนเท่านั้น”เซี่ยห้าวไห่ยังคงเจรจาอย่างเยือกเย็น

ทีท่าของนายกองหนุ่มผู้นี้ทำให้แม่ทัพผู้มากประสบการณ์ต้องนิ่งคิด ต้องการเสบียงทดแทน ไม่ปรารถนาสงคราม นั่นมิใช่แปลว่าแคว้นฉินไม่พร้อมสำหรับการทำสงครามหรอกหรือจึงเสนอเงื่อนไขเช่นนี้ ซ้ำยังไว้ชีวิตเขาที่เป็นแม่ทัพคนสำคัญของฉู่อีกด้วย

อีกทั้งการลอบโจมตีในครั้งนี้ยังทำในช่วงกลางคืน ลงมือด้วยคนเพียงจำนวนน้อย หมายความว่าต้องการประหยัดกำลังคนให้มากที่สุด แสดงว่าข่าวลือเรื่องโรคอหิวาต์ที่ระบาดหนักในกองทัพน่าจะเป็นเรื่องจริง

“แล้วถ้าข้าไม่ยินยอมล่ะ”

“ข้าก็แค่ให้ทหารซักคนของท่านไปแทน แล้วให้ท่านอยู่ที่นี่ เพียงแต่หากแคว้นท่านต้องการได้แม่ทัพคนสำคัญเช่นท่านกลับคืน คงต้องเสียค่าตอบแทนให้คุ้มค่า ไม่ใช่แค่สัตว์สองตัวเป็นแน่”

เยลี่เตมูร์นิ่งไปอีกครั้ง หากเขามีชีวิตกลับไป นั่นหมายถึงโอกาสของทัพฉู่ก็ยังมี เขามีโอกาสกลับมาพลิกสถานการณ์ แม้จะต้องพบเจอสายตาคลางแคลงใจจากคนอื่นๆ แต่ถ้าเขายังอยู่ที่นี่ชีวิตของเขาจะเป็นอีกหนึ่งเครื่องต่อรอง

“ตกลง”

หลังจากนั้นอีกหนึ่งเดือนให้หลังก็มีข่าวจากสายที่เซวียนชงอวี้วางไว้แจ้งว่าทัพฉู่เคลื่อนพลอีกครั้ง ครานี้ยกทัพมาห้าแสนนาย มุ่งตรงมายังทิศของเมืองลี่ชาและเมืองชุนเต๋อ นำโดยไท่จื่อของแคว้นฉู่ มั่วจ้างเอ๋อร์ผัง

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น