หลินหลิน / แมวสีหม่น

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 3 คมกระบี่อำมหิต 1

ชื่อตอน : บทที่ 3 คมกระบี่อำมหิต 1

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 42

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 15 พ.ค. 2562 17:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3 คมกระบี่อำมหิต 1
แบบอักษร

ถ้อยคำนี้ไยมิใช่สั่งให้ไปตาย เพื่อแลกกับไก่ฟ้าสองตัว นางต้องเสี่ยวชีวิตเพียงนี้?

               เท่านั้นยังไม่พอ ท่านเก้ายังทำให้นางหมดคำพูดด้วยประโยคต่อมา

               “นอกจากสิ่งนี้ เจ้ายังต้องมอบจดหมายนี้ด้วย”

               เขาล้วงเข้าไปในสาบเสื้อหยิบกระดาษที่พับเรียบร้อยออกมา

               เผิงเสี่ยวม่านกะพริบตาปริบ ไร้คำจะพูดจริงๆ คนผู้หนึ่งอายุไม่ใช่น้อยๆ ทั้งมีฐานะ มีหน้าที่การงานที่ดีกลับหยิบยื่นงานเสี่ยงอันตรายเช่นนี้ให้กับเด็กคนหนึ่ง หากมิใช่เพราะโง่งมก็สมองฟั่นเฟือนแล้ว!

               ท่านเก้าจ้องนาง ก่อนส่งเสียงหัวเราะออกมาคำหนึ่ง

               “ข้าหยิบยื่นงานให้เจ้าย่อมมีเหตุผล” เขาพูดราวกับอ่านใจนางออก “หนึ่ง...แววตาของเจ้า กลางถนนนั่น...” เขาจ้องมองนางด้วยแววตาที่ทำให้ผู้คนหลงใหลได้อย่างง่ายดาย “มีความกล้าไม่กลัวตาย เด็กอย่างเจ้าน้อยคนนักที่จะมีแววตาเช่นนี้”

               นางมิใช่ไม่กลัวตาย เพียงเคยตายมาแล้วครั้งหนึ่งจึงคุ้นเคยมากกว่าคนอื่น

               “สอง...งานนี้ให้ผู้ใหญ่ทำไม่ได้ ต้องเป็นเด็กคนหนึ่ง ซ้ำยังต้องเป็นเด็กที่น่าสงสารคนหนึ่ง”

               สภาพของนาง หากนับว่าน่าสงสารก็คงใช่ ทั้งยากจนและผ่ายผอม ทว่า...ใบหน้าอัปลักษณ์นี้ ไม่แน่ว่าจะทำให้คนสงสาร

               “ใบหน้าของข้าน้อยอาจทำให้ผู้อื่นหวาดกลัว”

               “กับคนผู้นี้ย่อมเป็นความสงสาร” ท่านเก้าลุกขึ้นยืน ทอดสายตามองไปเบื้องหน้า ทิวเขาสลับซับซ้อนถูกคลี่คลุมด้วยแสงสีส้มจางๆ “องค์ชายสามเป็นคนมีเมตตา เห็นผู้อื่นทุกข์ เขามักจะหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ ยิ่งเป็นเด็กอย่างเจ้า เขายิ่งไม่รีรอ”

               “เช่นนี้แล้ว จะให้ข้าน้อยทำร้ายเขาหรือ”

               “มิใช่ทำร้าย แต่เป็นช่วยเหลือ”

               “ช่วยเหลือ?”

               ในซองนั่นมิใช่ยาพิษหรือไร...เผิงเสี่ยวม่านมองซองกระดาษในมือของท่านเก้าอย่างงุนงง

               “นี่คือยาแก้พิษ” เขาถอนหายใจคราหนึ่ง ก่อนอุ้มนางเข้าเอว พาไปนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง “ตอนนี้องค์ชายสามล้มป่วย พำนักอยู่ที่หานตง”

               หานตง...ติดชายแดนต้าเว่ย

               “ล้มป่วยเพราะถูกพิษหรือ” เผิงเสี่ยวม่านมุ่นคิ้ว นางยังไม่เข้าใจ...ไม่เข้าใจจริงๆ “แล้วอย่างไร นี่มิใช่เรื่องภายในของถูหนานหรอกหรือ ต้าเว่ยไยต้องเกี่ยวข้อง”

               สายตาของท่านเก้าจับจ้องนางแน่วนิ่ง ประกายตาวิบวับมีความชื่นชมอยู่หลายส่วน

               “เดิมทีไม่ต้องข้องเกี่ยว แต่เพราะพิษชนิดนี้ ไม่เกี่ยวข้องก็คงไม่ได้”

               “พิษชนิดใด”

               “พิษสลายกระดูก เป็นพิษจากพืชชนิดหนึ่ง”

               พิษสลายกระดูก นางไม่เคยได้ยิน แต่เมื่อเขาพูดว่าพบในพืชชนิดหนึ่งก็นับว่าเชื่อถือได้ พืชบนเขานี้เท่าที่นางรู้จักมีหลายชนิดที่มีพิษจนสามารถทำร้ายผู้คนได้

               “พืชชนิดนี้เติบโตได้ในต้าเว่ยเท่านั้น ทั่วทั้งถูหนานไม่มียารักษา ในต้าเว่ยเองก็ยากจะหาคนรักษาได้ ข้าต้องดั้นด้นตามหาหมอยานับร้อยคนกว่าจะได้ยาแก้พิษนี้มา”

มีความมุ่งมั่นน่าชื่นชมยิ่ง ทว่า...

“ไยท่านไม่นำไปให้องค์ชายสามด้วยตัวเองเล่า”

“ไม่ได้...ไม่มีทาง” สีหน้าของเขาจริงจังขึ้นมาแปดส่วน ยามพูดยังส่ายหน้าไปมา “ยามนี้หานตงวุ่นวายมาก ชาวบ้านต่างเล่าลือว่าเป็นชาวต้าเว่ยวางยาพิษ หวังสังหารองค์ชายสามแล้วนำทหารบุกเข้ายึดหานตง ผู้คนโกรธแค้นรอเวลาจะเปิดศึกท่าเดียว ข้าเคยส่งจดหมายชี้แจงความจริงแล้วกลับไม่เป็นผล ยามนี้ความสัมพันธ์ระหว่างถูหนานกับต้าเว่ยแย่ลง แถบชายแดนที่เคยสงบเริ่มวุ่นวาย ทหารเมืองหานตงเคลื่อนทัพ ทหารจากส่วนกลางถูกส่งมายังชายแดน หากปล่อยเวลาให้นานกว่านี้ องค์ชายสามอาการทรุดลงจนรักษาไม่ได้ ศึกนี้ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้แล้ว” เขาทอดถอนใจคราหนึ่งแล้วกล่าวต่อ “ศึกใดๆ ข้าไม่นึกหวั่น เพียงแต่ระยะนี้พระพลานามัยของฮ่องเต้ไม่สู้ดีนัก ฮองเฮาเองก็ประชวรสามวันดีสี่วันไข้ ผู้คนเป็นกังวล สถานการณ์ในต้าเว่ยไม่เหมาะกับการสู้รบกับใคร หากจะเกิดศึกจริงๆ ก็ขอให้ผ่านพ้นช่วงนี้ไปก่อน”

“ข้าน้อยเข้าใจๆ” เผิงเสี่ยวม่านพึมพำ ก้มหน้านิ่งคิดเล็กน้อย แล้วค่อยเงยหน้ามองท่านเก้า “ท่านปลอมตัวเข้าไปสิ”

“ทหารนับร้อยเฝ้าวังแน่นหนา แม้ปลอมตัวก็ไม่แน่ว่าจะเข้าถึงองค์ชายสามได้”

“หากท่านไม่สามารถ ข้าน้อยที่เป็นเพียงเด็กคนหนึ่งจะเข้าไปได้อย่างไร”

“ไม่อาจพูดว่าได้ แต่มีโอกาส” เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ “วันพรุ่ง วังหลวนหลงทำอาหารเลี้ยงเด็กกำพร้าในเมืองหานตง เด็กพวกนั้นสามารถเข้าวังชั้นนอกได้ เจ้าเพียงรวมตัวกับพวกเขาแอบเข้าไปในวัง ไปที่ห้องบรรทมขององค์ชายสาม ใส่สิ่งนี้ในถ้วยน้ำชาและสอดจดหมายไว้ใต้หมอน”

“ทำไมต้องแอบใส่ มอบให้องค์ชายสามกับมือเลยไม่ได้หรือ”

“เกรงว่านอกจากจะไม่สามารถช่วยชีวิตองค์ชายสามยังอาจต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นั่น”

เผิงเสี่ยวม่านกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น นางมองท่านเก้า กะพริบตาปริบๆ

               “ทะ...ท่านเก้า” กว่าจะเปล่งเสียงออกมาได้ถึงกับผ่านไปครึ่งก้านธูป “ข้าน้อยเป็นเพียงเด็ก”

               “เพราะเป็นเพียงเด็กจึงมีโอกาส”

               “หากถูกจับได้เล่า”

               “องค์ชายสามมีเมตตามาก เห็นเจ้าเป็นเพียงเด็กย่อมไม่ทำร้าย หรือถ้าถูกผู้อื่นจับได้” เขายัดสิ่งหนึ่งใส่ในมือนาง “เพียงเปิดเผยสิ่งนี้กับผู้อื่นแล้วบอกว่าเป็นบ่าวรับใช้ท่านโหว”

               ‘สิ่งนี้’ คือป้ายหยกสลักอักษรตัวหนึ่ง นางย่อมอ่านไม่ออก ไม่เข้าใจความหมาย เผิงเสี่ยวม่านก้มมองสิ่งที่อยู่ในมือไม่กล่าวคำใด ท่านเก้าจึงสำทับต่อไปว่า

               “นี่มิใช่เพียงเอาไก่ฟ้าตัวอวบๆ หอมๆ ฉ่ำๆ มาแลก...” ได้ยินคำหอมๆ ฉ่ำๆ พานให้น้ำลายสอยิ่ง หากเป็นเด็กคนอื่นอาจพยักหน้ายอมเสี่ยงชีวิตเพื่อแลกกับอาหารโอชะแค่มื้อเดียวแล้วกระมัง

               “ยังมีข้าวของเงินทองอีกเป็นกระบุงมาให้เจ้า หรือเจ้าอยากได้อะไร หากไม่เกินกำลัง ข้าย่อมหามาให้ได้”

               หากอยากได้ดาวบนฟ้าเล่า ท่านจะหามาได้ไหมเล่า...เผิงเสี่ยวม่านเลิกคิ้วมองท่านเก้าด้วยแววตาคล้ายท้าทาย ทว่าเมื่อนางหลุบสายตาลงแววตาเช่นนั้นพลันจืดจางกลายเป็นแววตาเบื่อโลกและผู้คน

               “ข้าน้อยไม่ต้องการสิ่งใด ข้าน้อยไม่อยากเอาชีวิตไปเสี่ยง...”

               “นี่ไม่นับว่าเสี่ยงอันใด” ท่านเก้าพูดขัดขึ้นมา น้ำเสียงจริงจัง แววตายิ่งจริงจัง “ข้าจะตามติดเจ้า จับตาดูเจ้า คอยช่วยเหลือเจ้า”

               คำพูดนี้ นางควรอุ่นใจหรือไม่

               “นอกจากข้าแล้ว ยังมีคนของเราอีกจำนวนหนึ่ง” เขาว่าพลางหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาแล้วคลี่ออก บนนั้นเป็นภาพวาดแผนผังห้องต่างๆ ในวังหลวนหลง

               “ตรงนี้คือห้องบรรทมขององค์ชายสาม” เขาชี้มือไปที่จุดหนึ่ง ชั้นบนสุดและอยู่ริมสุดในเรือนทิศตะวันออก “เจ้าเพียงไปให้ถึงที่นี่แล้วรีบกลับออกมา”

               พูดเหมือนง่าย แต่ในสถานการณ์เช่นนั้นย่อมไม่ง่ายเช่นนี้แน่

               “คืนนี้ข้าจะให้คนนำเงินกับทองไปไว้ให้พ่อแม่ของเจ้าส่วนหนึ่งก่อน หลังงานเสร็จสิ้นข้าจะมอบส่วนที่เหลือให้”

               ใช่ว่าทุกคนจะซื้อได้ด้วยเงิน...

               เผิงเสี่ยวม่านกัดริมฝีปากชั่งใจ นานกว่าหนึ่งก้านธูปกว่านางจะผ่อนลมหายใจยาว...กับคนมียศตำแหน่งสูง ปลายคมดาบอยู่ในมือ ตวัดเพียงนิดก็สามารถบั่นคอผู้คนได้แล้ว หากนางปฏิเสธไม่แน่ว่าอาจถูกฆ่าโดยไม่ทันกะพริบตา หรือหากนางรับงานนี้และทำสำเร็จก็อาจจะถูกฆ่าอีก ชีวิตในโลกนี้คาดเดาอะไรไม่ได้เลย ทำหรือไม่ทำย่อมมีค่าเท่ากัน อย่างน้อยได้รู้ว่าจะมีเงินมีทองมาถึงมือ ได้เสี่ยงชีวิตครั้งหนึ่งก็นับว่าคุ้มน่า

               “ตกลง” ในที่สุดนางก็โพล่งออกไปอย่างหนักแน่น และยังสำทับอย่างจริงจังว่า “แต่เงินส่วนหลังต้องเป็นของข้าน้อย”

จะหาว่านางละโมบโลภมากหรืออกตัญญูต่อบิดามารดาก็ช่าง นางเพียงอยากเก็บเงินส่วนนี้ไว้ช่วยเหลือตนเองยามฉุกเฉิน หากสวรรค์ยังพอเมตตานาง นางคงมีชีวิตอยู่อีกหลายปีจำต้องมีทุนรอนไว้บ้าง เงินส่วนนี้จะช่วยนางได้ในภายภาคหน้า

“ตกลงตามนี้ ข้าเลือกคนไม่ผิด! ไม่ผิดจริงๆ!”

ท่านเก้ากล่าวกลั้วเสียงหัวเราะ ก่อนอุ้มนางเข้าเอวแล้วพาขึ้นหลังม้า ตะโกนสั่งความคนของตนสองสามประโยค แล้วค่อยกระตุกบังเหียนพาอาชาควบตะบึงขึ้นไปทางเหนือ สู่ผืนป่าหนาทึบ

ดวงตะวันคล้อยต่ำใกล้ลาลับแล้ว บรรยากาศขมุกขมัววังเวงเงียบเหงา เผิงเสี่ยวม่านเหลียวมองไปด้านหลัง แววตาทั้งอาลัยอาวรณ์และกังวล มิรู้ว่าป่านนี้เสี่ยวอิงยังรอนางอยู่หรือไม่...คงไม่หรอก ป่านนี้เสี่ยวอิงคงแช่น้ำในอ่างสบายเนื้อสบายตัวแล้วกระมัง

นางหันกลับมา มองไปเบื้องหน้า หนทางมืดมิด นางหวาดกลัวแต่ต้องกัดฟันข่มความรู้สึก เมื่อตัดสินใจแล้วไม่อาจถอยกลับ คงต้องทำงานให้สำเร็จและรักษาชีวิตตนเองเอาไว้ให้ได้

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น