อรมัทน์ เธียรปรีชา

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 13 ประเพณีเขา ประเพณีเรา

ชื่อตอน : ตอนที่ 13 ประเพณีเขา ประเพณีเรา

คำค้น : คุณนายบ้านฝรั่งเช่า

หมวดหมู่ : นิยาย ทั่วไป

คนเข้าชมทั้งหมด : 62

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 15 พ.ค. 2562 11:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 13 ประเพณีเขา ประเพณีเรา
แบบอักษร

เมื่อเร็วๆ นี้  ฉันได้รับอีเมล์พร้อมรูปถ่ายเด็กฝรั่งชายหญิงหน้าตาน่ารักเป็นนักหนา    เด็กชายอายุประมาณหกขวบชื่อ แบรดลีย์   ส่วนเด็กผู้หญิงอายุประมาณแปดขวบชื่อลอเรน   พ่อแม่ของเด็กเคยมาเช่าบ้านเราอยู่เมื่อฉันเพิ่งทำโครงการเสร็จใหม่ๆ  อยู่ได้สองปีแล้วต้องย้ายกลับไป  นานๆ ทีก็จะส่งรูปครอบครัวพ่อแม่ลูก  มาให้ฉันด้วยความคิดถึงบรรยากาศยามอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ของเรา  นี่ก็ผ่านมาหลายปีแล้ว   เด็กทั้งสองโตขึ้นมากแล้ว  หน้าตาก็ยังน่ารักเหมือนเดิม

ในเวลานั้นแมทธิวกับเจนและลูกเล็กๆชายหญิงเพิ่งย้ายมาจากอังกฤษ  แมทธิวทำงานอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมแถบชลบุรี  ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านเราไปประมาณหกสิบกิโลเมตร  แต่เขาก็มีคนขับรถส่วนตัว  ขับรถรับส่งให้  ใช้เวลาเพียงสี่สิบนาทีก็ถึงโรงงาน  เพราะเราอยู่ทางตะวันออกของกรุงเทพ  เจนก็เหมือนภรรยาฝรั่งทั้งหลายที่ย้ายตามสามีมาอยู่เมืองไทย  คือต้องอยู่บ้านเลี้ยงลูก 

 

เวลานั้น ลอเรนเพิ่งอายุสามขวบ  หน้าตาน่ารักบอบบางเหมือนตุ๊กตาพอร์ซเลน     ส่วนแบรดลีย์เพิ่งอายุขวบเศษ  เพิ่งเดินได้  

ช่วงนั้นยังเป็นช่วงที่บ้านตัวเองยังไม่เสร็จเรียบร้อย  เพราะเพิ่งตัดสินใจดัดแปลงสวนเล็กๆ หน้าบ้านทำเป็นบ่อปลาคาร์ฟ   จึงต้องมีการขุดดินให้ลึกลงไปประมาณครึ่งเมตร  ลงเสาเข็มไม้สนและผูกเหล็กปูก้นบ่อไว้  

บ่ายวันนั้น  หนามเตย  ลูกสาวคนโตของฉันเดินเล่นอยู่หน้าบ้าน  เห็นพี่เลี้ยงพม่าอุ้มหนูน้อยแบรดลีย์มาเดินเล่นอยู่หน้าบ้าน  ก็เลยฉวยมาอุ้มเล่น  เดินเพลินไปข้างบ่อปลาที่ขุดทิ้งไว้   เลยลื่นไถลลงไปในบ่อ  แต่สติยังดีอยู่  ไม่ยอมปล่อยมือจากการอุ้มน้อง   แต่หนูน้อยตกใจขนาดหนัก   ร้องไห้จ้า 

พอหนามเตยค่อยๆ ปีนขึ้นมาจากบ่อได้ด้วยความทุลักทุเล   เจ้าหนูแบรดลีย็สลัดตัวจนหลุด   วิ่งเตาะแตะมาหาฉันซึ่งเพิ่งขับรถกลับมาจากข้างนอก   จอดรถตรงถนนหน้าบ้าน  กำลังเปิดประตูก้าวลงจากรถพอดี

ฉันได้ยินเสียงดังป๊อกเบาๆ แล้วตามด้วยเสียงร้องไห้ดังสุดฤทธิ์  พอปิดประตูรถก็เห็นแบรดลีย์ยืนร้องไห้มองมาที่ฉันอย่างตกใจและเสียใจ

ฉันก็ตกใจไม่แพ้กัน  รีบเอาแบรดลีย์เข้ามากอด  หนูน้อยก็ยิ่งร้องไห้ใหญ่เหมือนกับจะต่อว่าต่อขานที่ต้องมาพบชะตากรรมหนีเสือปะจรเข้เช่นนี้  พยายามดิ้นจนหลุดจากอ้อมแขนฉันได้  ก็วิ่งกระเซอะกระเซิงไปหาพี่เลี้ยง  ท่าทางคงคิดว่า  คนบ้านนี้ไว้ใจไม่ได้สักคน

ฉันตกใจยิ่งกว่าแบรดลีย์เสียอีก  วิ่งตามไปดูว่าหนูน้อยเป็นอะไรมากหรือเปล่าจากเสียงป๊อกของหัวที่วิ่งไปโขกกับประตูรถที่ฉันเปิดผลัวะออกมาพอดิบพอดี

ฉันเห็นตรงหางคิ้วของแบรดลีย์มีรอยช้ำเล็กๆ สีม่วงก็ยิ่งใจเสีย   บอกกับพี่เลี้ยงปากคอสั่นเป็นภาษาอังกฤษผิดๆ ถูกๆเพราะพี่เลี้ยงพูดภาษาไทยไม่ได้เลย  ให้ช่วยสังเกตอาการน้องด้วยว่าถ้าซึมหรือมีไข้  ก็ให้ช่วยมาบอกด้วย

คืนนั้น  ผ่านไปด้วยความกังวล  คิดไปต่างๆ นานา  ถ้ากระโหลกร้าว  เลือดออกในสมอง  เราจะทำยังไงดี  

จนเช้า  แอบเดินไปเมียงๆ มองๆ หน้าบ้านแบรดลีย์   กลัวเหลือเกินว่าจะเห็นภาพพ่อหรือแม่ของหนูน้อยอุ้มลูกพร้อมกับน้ำตานองหน้าวิ่งออกมาขึ้นรถเพื่อไปปโรงพยาบาล

ยืนแอบมองอยู่พักหนึ่ง  บ้านก็ยังเงียบเหมือนไม่มีคนอยู่  หรือว่าเขาพาแบรดลีย์ไปโรงพยาบาลตั้งแต่เมื่อคืนตอนดึก

ขณะที่ยืนจิตตกจินตนาการไปต่างๆ นานาอยู่นั้น  พี่เลี้ยงพม่าก็เดินออกมากวาดลานหน้าบ้าน  ฉันจึงค่อยๆ เดินเข้าไปถามด้วยเสียงที่พยายามทำให้ปรกติที่สุด

“แบรดลีย์เป็นยังไงบ้าง  วันนี้งอแงไหม”

พี่เลี้ยงหันมายิ้มแล้วตอบเสียงปรกติว่า

“วันนี้แบรดลีย์ไม่สบาย  สายๆ มาดามจะพาไปหาหมอ”

“หา...อะไรนะ ไม่สบาย อาการเป็นยังไงบ้าง  ซึมหรืออาเจียนไหม  ตัวร้อนหรือเปล่า”

ฉันรัวคำถามปากคอสั่น  โถ...แบรดลีย์ ป้าขอโทษ  ถ้าหนูต้องนอนเป็นผักแล้วป้าจะทำยังไงดี  ป้าจะไปสารภาพกับแม่หนูเองว่า  ป้าเป็นคนทำให้หนูต้องมาเป็นอย่างนี้  

ไม่น่าเลย  ก็เห็นเป็นรอยช้ำนิดเดียว  คิดว่าคงไม่น่าเป็นอะไรมาก  หรือว่าเลือดตกใน

“แล้วทำไมมาดามไม่รีบพาไปโรงพยาบาล  ถ้าเป็นมากอย่างนี้”

“มาดามรอคนขับรถมารับ  แบรดลีย์ไม่เป็นอะไรมาก    เพียงแต่เป็นหวัดน้ำมูกไหล”

“อ้อ...เป็นหวัดเองหรือ  ไม่ซึมแน่นะ”

ฉันครางอย่างโล่งใจ  

นอกจากสร้างบ่อปลาแล้ว  ฉันยังให้ผู้รับเหมามาสร้างห้องพักให้พ่อบ้านและแม่บ้านของโครงการซึ่งเป็นสามีภรรยากัน  ตรงที่ดินว่างติดกับโรงรถบ้านฉัน  ผู้รับเหมาเป็นชายจีนชื่อคุณวิชิต  อายุเลยกลางคน  เลี้ยงหมาชิวาว่า  และรักอย่างกับลูก  ต้องเอาติดตัวมาคุมงานด้วยทุกวัน  จนเป็นขวัญใจของเด็กๆ ในหมู่บ้าน

แรกๆ ฉันได้ยินเด็กฝรั่งที่มาเล่นด้วย  เรียกเจ้าหมาตัวเล็กว่า อูฉี่  นึกแปลกใจว่าผู้รับเหมาตั้งชื่อหมาแปลกๆ คงไม่มีความหมายอะไร

แต่ต่อมาก็ถึงบางอ้อ  เมื่อได้ยินเจ้าของเรียกชัดเจนว่า “อู๋จี๊” ที่แปลว่ามีเงิน  หรือร่ำรวย

บ่ายวันหนึ่ง  ฉันนั่งทำงานอยู่ในบ้าน  ได้ยินเสียงผู้ชายหลายคนร้องพร้อมๆ กัน ฟังคล้ายๆ เสียงเพลงแร้ป แล้วสลับด้วยเสียงให้จังหวะดังเหมือนฮึฮึฮึฮือ  ฮึฮึฮึฮือ ทุกครั้งก็จะมีเสียงเด็กๆ หัวเราะกันกราวประกอบไปด้วย

ฉันเลยเดินออกไปดูตามเสียงนั้น  ก็เห็นภาพที่ใครๆที่เห็นก็อดหัวเราะไม่ได้  เป็นภาพที่คนงานของคุณวิชิตกำลังตอกเสาเข็มสั้น  เพราะเป็นบ้านชั้นเดียว  โดยวิธีโบราณ  คือมีคนหนึ่งยืนจับเสาเข็มให้ตรงไว้  ตรงกึ่งกลางเสาเข็ม  เขาจะตอกไม้เป็นคานยื่นออกมาสองข้าง  ให้คนงานขึ้นไปยืนบนคานข้างละคน  แล้วทั้งสามคนก็จะร้องเพลงพร้อมกัน  สลับทุกประโยคด้วยฮึฮึฮึฮือ พร้อมกับขย่มตัวพร้อมกันตามจังหวะเพลง  

ทุกครั้งที่มีเสียงฮึฮึฮึฮือ  กลุ่มฝรั่งมุงทั้งเด็กและผู้ใหญ่เป็นต้องหัวเราะจนงอหาย  โดยเฉพาะเด็กบางคน  ถึงกับลงไปนอนดิ้นหัวเราะกับพื้นเลยทีเดียว

นี่คงเป็นเรื่องอเมซซิ่งไทยแลนด์ของเขาจริงๆ  

ปัจจุบันนี้ฉันไม่เคยเห็นคนงานก่อสร้างที่ไหนเขาใช้วิธีตอกเสาเข็มแบบคลาสสิคอย่างนี้อีกเลย  คงเป็นเพราะเดี๋ยวนี้  ตามไซท์งานก่อสร้างมีแต่แรงงานพม่าและเขมรเท่านั้น  

เรื่องร้องเพลงให้จังหวะลงเสาเข็มนี้  ทำให้นึกไปถึงภูมิปัญญาไทยอีกเรื่องที่คล้ายๆกันและกำลังสูญหายไป

เมื่อก่อนนี้  ฉันอยู่จังหวัดปัตตานี  บ้านอยู่ริมแม่น้ำ  ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากปากแม่น้ำมากนัก  จึงมีเรือหาปลาที่กลับจากหาปลาในทะเลแล้วแวะขึ้นปลาที่สะพานปลาเสร็จก็เอาเรือเข้ามาจอดในแม่น้ำลึกเข้ามา

เรือเหล่านี้เป็นเรือไม้  ไม่ใหญ่มากนัก  ชาวเรือจะเรียกเรือสิบสองวา  เมื่อขายปลาเสร็จแล้วก็มาจอดตรงริมแม่น้ำฝั่งโน้น ตรงข้ามบ้านฉันเพื่อล้างอวน 

 

เวลาเขาล้างอวนซึ่งหนักมาก  เขาจะหย่อนอวนลงไปในน้ำ   แล้วพวกลูกเรือก็จะลากขึ้นมาเป็นจังหวะพร้อมๆกันด้วยสียงเพลงที่ฟังก็รู้เลยว่าเป็นเพลงชาวเรือ  ฟังแล้วเพราะจับใจ  น่าจะเป็นเพลงของชาวระยอง  ซึ่งเวลานั้น  จะนำปลาที่จับได้ไปขึ้นที่สะพานปลาจังหวัดปัตตานีเป็นส่วนใหญ่  เพราะส่งขึ้นรถบรรทุกเข้าไปมาเลเซียไม่ไกลมากนัก   จนคนระยองย้ายมาตั้งหลักแหล่งกิจการโรงงานน้ำปลา  ห้องเย็น    ซื้อบ้านช่องอยู่เป็นหลักแหล่งถาวรอยู่ในจังหวัดปัตตานีเต็มไปหมด  อยู่ไปนานๆ ชาวระยองก็พูดเพี้ยนไปปัตตานี  ชาวปัตตานีก็พูดเหน่อไประยอง  ชักจะพูดระยองฮิผสมทองแดงนิยุ่งกันไปหมด

ต่อมาคงไม่มีคนไทยเป็นลูกเรือออกไปหาปลาอีกแล้ว  ทั้งลำคงมีไต๋เรือกับลูกน้องคนสำคัญไม่กี่คนที่เป็นคนไทย  นอกนั้นพม่าและเขมรล้วน  

หลังจากสร้างห้องพักให้พ่อบ้านและแม่บ้านของโครงการเสร็จแล้ว  ฉันก็ให้ทั้งสองคนกลับไปรับลูกสาวสองคนที่ฝากตายายเลี้ยงที่บ้านนอกมาอยู่ด้วย  โดยย้ายทะเบียนบ้านมาด้วยเพื่อสมัครเข้าเรียนที่โรงเรียนวัดใกล้บ้าน  เด็กสองคนต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแต่ฝรั่ง  ต้องเล่นกับเด็กฝรั่ง  ทะเลาะกันบ้าง  ดีกันบ้างตามประสาเด็ก  จนพอพูดภาษาอังกฤษได้  อาจจะพูดได้เก่งกว่าเด็กในวัยเดียวกันจากโรงเรียนคอนแวนท์ในซอยเดียวกันเสียอีก

  

ในช่วงแรกที่ยังมีหมู่บ้านเดียวให้ดูแลอยู่  ฉันยังค่อนข้างมีเวลามากหน่อย   จึงมีแก่ใจคิดกิจกรรมสนุกๆให้เด็กฝรั่งในหมู่บ้านมาเล่นด้วยกัน  

ครั้งหนึ่ง  พี่สาวไปเที่ยวปากเกร็ด  ก็เลยซื้อหม้อข้าวหม้อแกงพร้อมเตาขนมครกของเด็กเล่นมาฝาก  ฉันเลยป่าวประกาศไปทุกบ้านว่า  วันหยุดที่จะถึงนี้  เวลาสิบโมงเช้า  จะสอนทำขนมไทย  

ถึงวันเวลาที่กำหนด   พอโผล่ไปที่สนามกลางหมู่บ้าน  ก็เห็นสมาชิกฝรั่งทั้งเด็กและแม่ๆ มารอกันพรั่งพร้อม  

ฉันเองทำกับข้าวหรือขนมอะไรไม่เป็นหรอก  แต่เคยเห็นอาแปะคนหนึ่งมาตะโกนขาย’ครกไข่’อยู่หน้าบ้านเป็นประจำตอนลูกยังเล็กๆ   และลูกก็เป็นลูกค้าประจำของอาแปะจนทำให้ฉันได้เห็นวิธีทำอันแสนง่ายและแทบไม่ต้องใช้ฝีมือเลยของ’ครกไข่’

ฉันให้แม่บ้านซื้อไข่นกกระทามาถุงใหญ่พร้อมซอสแมกกี้และเนยสด  แม่บ้านตัดใบตองจากต้นกล้วยที่ปลูกไว้ริมกำแพงมาทำกระทงเตรียมไว้ให้แทนจาน  จุดถ่านให้ในเตาอันเล็กๆ ที่เขาให้มาเป็นชุดกับถาดขนมครก  ฉันให้เด็กๆ ช่วยกันทาเนยในหลุมขนมครกด้วยใบตองที่มัดและฉีกเป็นพู่ฝอย  เด็กๆ แย่งกันตอกไข่ใบเล็กใส่ในหลุม  พอสุกก็แคะออกด้วยช้อนกาแฟใส่ในกระทง  เหยาะด้วยซอสแมกกี้  แล้ววิ่งเอาไปให้แม่ชิม  พวกแม่ๆ ก็มาถ่ายรูป  ถ่ายวิดีโอกันใหญ่  บอกว่าจะส่งไปให้ปู่ ย่า ตา ยาย ดูที่เมืองนอก  เป็นที่สนุกสนานและประทับใจกันทั้งเด็กและผู้ใหญ่  หวังว่าเด็กๆ พวกนี้  เมื่อกลับไปอยู่ประเทศตัวเองและโตขึ้น  คงยังจดจำ ‘ครกไข่’ที่แสนอร่อยเพราะได้แคะด้วยตัวเอง  และวันอันสนุกสนานในวัยเยาว์ที่เมืองไทย  ว่าไม่ได้นะ  หนึ่งในนั้นอาจจะมีสักคนที่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศเขา  แล้วเกิดจดจำเรื่องแคะขนมครกไข่ที่เมืองไทยในวัยเด็กขึ้นมาได้  แล้วให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ขึ้นมา  เหมือนที่นักข่าวชอบขุดสัมภาษณ์ประธานาธิบดีโอบามาถึงชีวิตในวัยเด็กที่อินโดนีเซีย  ขนมครกไข่ไทยคงดังไปทั่วโลกแน่  โอย----แค่คิดสมมุติก็ตื่นเต้นล่วงหน้าไว้ก่อนแล้ว

ฉันมักจะพยายามให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ฝรั่งได้มีส่วนร่วมเรียนรู้ในประเพณีไทยทุกเทศกาล  ถึงวันลอยกระทง  ก็จะโค่นต้นกล้วยกับใบตอง----ก็กอเดิมนั่นแหละ  ที่ปลูกไว้ทำเวิร์คชอปทุกชนิด  เอามาตัดแบ่งเป็นแว่นๆ ระดมแม่บ้านจากหลายๆ บ้านในโครงการ  มาช่วยสอนฝรั่งกรีดใบตอง  ทำกระทง ปักธูปเทียน  แล้วไปเก็บดอกไม้ตามมีตามเกิดที่ปลูกไว้มาใส่ในกระทงให้สวยงาม ได้กระทงโย้ไปเย้มา  แต่ก็เป็นฝีมือของตัวเอง  ตกค่ำก็เปิดไฟในสระน้ำให้ลอยกระทงประกอบเพลง ลอย ลอยกระทงกันให้ครึกครื้น

วันสงกรานต์เป็นวันที่ฝรั่งชอบที่สุด  พ่อบ้านของโครงการเตรียมถังสองร้อยลิตรให้ฝรั่งไปยืนสาดน้ำรถที่ผ่านไปผ่านมาบนถนนนเลยเชียว  เท่านั้นยังไม่พอ  ฝรั่งอีกกลุ่มถึงขั้น  ให้พ่อบ้านขับรถกระบะ  บรรทุกถังน้ำพร้อมลูกเล็กเด็กแดงทั้งฝรั่งทั้งไทยตระเวณสาดน้ำไปตามถนนระแวกใกล้หมู่บ้าน  

หลังจากวันสงกรานต์ไทยอีกไม่กี่วันก็เป็นวันสงกรานต์มอญ ก็ยังให้พ่อบ้านพาไปเล่นสาดน้ำที่พระปะแดงอีก

อย่างนี้เรียกว่า  ถึงประเทศไทยจริงๆ

อยู่ในหมู่บ้านที่มีฝรั่งเยอะ  ก็ย่อมมีประเพณีของฝรั่งด้วย   ก่อนวันฮาโลวีนสักหนึ่งอาทิตย์      เริ่มมีการประดับประดาในธีมของฮาโลวีน  มีทั้งฟักทอง  ใยแมงมุมปลอม  โครงกระดูกทำด้วยพลาสติด  และวัสดุที่เป็นสีส้มๆ ดำๆ ทั้งหลาย แขวนตามรั้วระแนงหน้าบ้านและระเบียง  ประชันกันเอิกเริก

พอถึงวันที่สามสิบเอ็ด ตุลาคม ซึ่งเป็นวันจริง  ตกเย็น  เด็กฝรั่งทั้งหมู่บ้านก็พากันแต่งเป็นผีชนิดต่างๆ วิ่งกันพล่านไปหมด  ผู้ใหญ่บางคนก็ร่วมแต่งด้วย  บางบ้านก็เตรียมซุปฟักทองไว้เลี้ยง  

ฉันในฐานะผู้ใหญ่บ้านก็ต้องแต่งบ้านต้อนรับวันฮาโลวีนด้วย  และเตรียมขนมและช้อคโกแลตให้ขบวนเด็กมา ‘ทริค  ออร์ ทรีต’ทุกปี

ประเพณีของฝรั่งที่เราคนไทยไม่ค่อยจะรู้จักกันนักก็คือ บอนไฟร์ไนท์ (Bonfire Night) เป็นวันที่ฝรั่งโดยเฉพาะคนอังกฤษจะฉลองกันโดยการก่อกองไฟ และจุดพลุกัน ซึ่งตรงกับวันที่ห้า พฤศจิกายนของทุกปี 

วันนี้มีประวัติต้นตอมายาวนานกว่าสี่ร้อยปี  

เดิมอังกฤษนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมัน คาธอลิก แต่พระเจ้าเฮนรี่ที่แปดได้เปลี่ยนศาสนาประจำชาติมาเป็นโปรแตสแตนท์ ตั้งแต่นั้นมา  ราษฎรที่ยังศรัทธาในนิกายเดิมอยู่ก็ถูกกดขี่ข่มเหงมาตลอด 

ต่อมาในสมัยพระเจ้าเจมส์ที่หนึ่ง  พระองค์ ก็ได้ ออกกฏหมายข่มเหงพวกโรมัน คาธอลิกหนักยิ่งขึ้น  จนมีการก่อตั้งขบวนการลับขึ้น  วางแผนล้มล้างพระเจ้าเจมส์ที่หนึ่งและบรรดาผู้ออกกฏหมาย  โดยลงทุนซื้อบ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้กับรัฐสภา  ซึ่งบ้านหลังนี้มีทางลับใต้ดินต่อเชื่อมกับรัฐสภา

Guy Fawkes กับพรรคพวกได้รับมอบหมายให้เตรียมดินระเบิดและเตรียมจุดระเบิดในวันที่ห้า พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันเปิดรัฐสภา  และพระเจ้าแผ่นดินจะเสด็จมาทรงเป็นประธานด้วย  ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้

แต่โชคร้ายเป็นของ Guy Fawkes  ก่อนที่ระเบิดจะถูกจุด  เขาถูกจับในเช้าวันนั้น รัฐสภาอันสง่างามจึงยังคงอยู่ริมแม่น้ำเทมส์จนถึงทุกวันนี้ แต่พระเจ้าเจมส์ที่หนึ่งและบรรดาผู้ออกกฏหมายทั้งหลาย  แม้จะไม่ถูกระเบิดในวันนั้น  แต่ก็ทะยอยกันไปเฝ้าพระเจ้ากันหมดแล้ว

Guy Fawkes   ถูกนำไปขังไว้ที่ Tower Of  London  และถูกทรมานจนต้องสารภาพเผยชื่อผู้ก่อการทั้งหมด  จนถูกกวาดล้างแทบสิ้นซาก  (มิน่า  ที่นี่ถึงได้ชื่อว่าผีดุนัก ใครๆในประวัติศาสตร์ของอังกฤษ  ผิดนิดผิดหน่อย  เป็นต้องถูกพามาขังและทรมานที่นี่กันทุกที)

หลังจากนั้น  พระเจ้าเจมส์ที่หนึ่งจึงให้มีการฉลองที่รัฐสภาไม่ถูกเผา  และทุกคนอยู่รอดปลอดภัย  ต่อมาก็เลยมีการก่อกองไฟเผาหุ่นจำลองของ Guy Fawkes นานๆเข้ากลายเป็นงานเฉลิมฉลองสนุกสนาน จุดพลุกันเอิกเริก  ถ้าวิญญานของ Guy Fawkes ยังไม่ไปผุดไปเกิด  คงแค้นน่าดู

พอถึงเดือนธันวาคม  ก็เข้าสู่บรรยากาศของวันคริสต์มาส  แต่ละบ้านก็จะแข่งกันประดับประดาไฟกระพริบทั้งหลายตามระเบียงบ้าน  มองผ่านหน้าต่างเข้าไปถึงห้องนั่งเล่นในบ้าน  จะเห็นต้นคริสต์มาสประดับไฟกระพริบอยู่ตรงมุมห้องเกือบทุกบ้าน  คงคิดถึงบ้านกันมากจนต้องตกแต่งบ้านเอาบรรยากาศพอให้หายคิดถึง

งานนี้บ้านผู้ใหญ่บ้านแม้เป็นคนพุทธ  ก็ไม่พลาดอีกตามเคย  ไฟราวต้องมากกว่า  แพรวพราวกว่า  เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของผู้ใหญ่บ้านเข้าไว้

เลยกลางเดือนธันวาไปนิดหน่อย  โรงเรียนนานาชาติก็เริ่มปิด  ฝรั่งเริ่มทะยอยบินกลับไปเยี่ยมญาติและฉลองคริสต์มาสกับครอบครัวที่เมืองนอก  ที่ไม่กลับไปต่างประเทศก็จะมีพ่อแม่แก่ๆบินมายี่ยมจากเมืองนอก  ปรกติหมู่บ้านเราจะไม่มีฝรั่งสูงอายุเลยสักคนเดียว  ที่มีอยู่จะเป็นฝรั่งวัยทำงานทั้งสิ้น  เดือนธันวาคมจนถึงเดือนมกราคม  เป็นช่วงที่เมืองเขาหนาวจนไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน  แต่เมืองไทย  แม้อากาศจะไม่ค่อยจะหนาวนัก  แต่เป็นช่วงที่อากาศเย็นสบายที่สุดในรอบปี  มีแสงแดดเจิดจ้า  ปู่ย่าตายายฝรั่งเหล่านี้ก็เลยถือโอกาสมาเยี่ยมหลาน  ช่วงนี้เราจึงมักจะเห็นฝรั่งแก่ๆ   นอนอาบแดดอยู่ริมสระน้ำเป็นคู่ๆ ทุกวัน (ใจคอจะไม่ยอมแยกจากกันเลยหรือไง)  นี่เป็นเหตุผลที่เวลาตกแต่งบ้านเช่า  ไม่ว่าหลังเล็กหรือหลังใหญ่  ฉันจึงต้องเตรียมห้องนอนสำหรับแขกไว้เสมอ   

พอถึงวันหยุดคริสต์มาส  โรงเรียนนานาชาติก็จะหยุดยาวตั้งแต่กลางเดือนธันวาคมเป็นต้นไป  แทบจะไม่มีฝรั่งคนไหนทำงานในช่วงนี้กันแล้ว   ต่างพาพ่อแม่ไปเที่ยวในเมืองไทยแบบยาวข้ามปีไปเลย  จนหมู่บ้านเราแทบจะเป็นหมู่บ้านร้าง

โชคดีของทั้งฝรั่งและไทย  เพราะช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปี  พี่ไทยในหมู่บ้าน  สามารถฉลองส่งท้ายปีด้วยคาราโอเกะเสียงดังหนวกหูกันตามสบายอย่างที่ไม่สามารถทำกันได้เวลาฝรั่งอยู่  นอกหมู่บ้านก็มีคาราโอเกะของกลุ่มวินมอเตอร์ไซค์ดังลอยลมมาชัดเจนแบบเจ็ดวันเจ็ดคืนต่อเนื่องไม่มีเวลาหยุดแม้สักชั่วโมงเดียว ขอให้เที่ยวให้สนุกเถิดฝรั่งจ๋า  อย่าเพิ่งกลับมาเลยจนกว่าจะข้ามปี  วงคาราโอเกะเขาจะหมดแรงช่วงนั้นพอดี

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น