Bad Guy

หัดแต่งจ้า ช่วยกันแนะนำติ-ชมได้น๊าา .

บทที่ 3 : ไม่ใช่วันที่ดี

ชื่อตอน : บทที่ 3 : ไม่ใช่วันที่ดี

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แอ็คชั่น,บู๊ล้างผลาญ

คนเข้าชมทั้งหมด : 13

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 15 พ.ค. 2562 03:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3 : ไม่ใช่วันที่ดี
แบบอักษร

ชายร่างยักษ์สตาร์ทเครื่องเลื่อยไฟฟ้าที่ชะโลมไปด้วยเลือดสดๆพร้อมกับเดินตรงมายังหนุ่มผิวสีผมทรงสกินเฮดที่อยู่เบื้องหน้า มาร์คัสกระชับปืนกลในมือเขาอย่างแนบแน่นและสาดห่ากระสุนใส่ชายถือเลื่อยนั่นจนหมดแม็กแต่ก็ไม่มีวี่แววว่าชายคนนั้นจะรู้สึกสะทกสะท้านอะไรเลยแม้แต่น้อยเขายังเดินตรงมาหามาร์คัสด้วยท่าทีปกติ

"เห้ย เอาจริงดิ" แม็กกาซีนสำรองถูกบรรจุเข้ารังเพลิงเป็นที่เรียบร้อยพร้อมกับกระหน่ำยิงเข้าที่เป้าหมายเดิม เหมือนครั้งนี้จะได้ผลบ้างถึงแม้จะเล็กน้อย ชายผู้นั้นเกิดชะงักขึ้นชั่วขณะและคุกเข่าลงไปกับพื้น มาร์คัสเห็นเช่นนั้นจึงไม่รอช้าวิ่งหนีออกจากตรงนั้นโดยเร็วที่สุดให้พ้นรัศมีการมองของเจ้าเลื่อยบ้านั่น แต่ดูเหมือนเขาจะคิดผิดเมื่อมันลุกขึ้นมาและดวงตาของมันเองก็เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำพร้อมกับยกเลื่อยไฟฟ้าขึ้นเหนือหัวและวิ่งพุ่งตรงหามาร์คัสอย่างรวดเร็ว

"ไม่ใช่วันที่ดีเอาเสียเลย" หนุ่มผิวสีกระโดดหลบกับจังหวะที่เจ้าเลื่อยคลั่งนั่นพุ่งมาพอดี

ฉึก...!!! ใบเลื่อยบาดเข้าที่ขาขวาของเขาเล็กน้อยพอให้เดินกระโผลกกะเผลก

มาร์คัสหยิบแม็กกาซีนสุดท้ายที่เหลืออยู่ของปืนกลขึ้นมาพร้อมกับโหลดซองกระสุนเข้าที่ และตรงดิ่งเข้าไปยิงอัดที่หัวของเจ้าเลื่อยจนหมดแม็ก หัวของมันตอนนี้กลายเป็นรูขนาดใหญ่ที่สามารถมองทะลุไปอีกฝั่งหนึ่งได้อย่างชัดเจนและเจ้าเลื่อยก็ล้มฟุบไปกับพื้นพร้อมกับเลือดที่ไหลออกจากรูบนหัวของมันอย่างไม่ขาดสาย ทันใดนั้นเองมาร์คัสก็อาเจียนออกมาหลังจากเห็นภาพที่น่าสยดสยองที่ตัวเองได้กระทำลงไปกับมืออยู่พักหนึ่ง

"ให้ตายเหอะ ฆ่าคนเลวมาก็ตั้งเยอะ ไมมาอ้วกกับอะไรแบบนี้วะเนี่ย" ปืนกล M4A1 ถูกโยนทิ้งอย่างไม่ใยดีเหลือเพียงมีดเดินป่าหนึ่งเล่มเท่านั้นที่ยังพอทำให้เขาเองอุ่นใจได้บ้าง มาร์คัสเดินกระโผลกกะเผลกไปยังจุดนัดพบบนยอดเขาคงจะใช้เวลาสักหน่อยแต่ก็คงไม่เกินเที่ยงคืนที่บอกกับลูกทีมตัวเองไว้

เวลาค่อยๆล่วงผ่านเลยไปอย่างช้าๆ หนุ่มผิวสียังคงเดินเหม่อลอยไปกับบรรยากาศที่ตอนแรกชวนเป็นใจแต่ตอนนี้กับกลายเป็นสร้างอุปสรรคแก่เขาอย่างมาก หากเป็นสามัญชนธรรมดาทั่วไปคงสติหลุดไปแล้วแน่ๆกับสิ่งที่มาร์คัสเจอเพียงไม่ถึงชั่วโมง บาดแผลเริ่มหายชาทดแทนด้วยความเจ็บปวดมาร์คัสเดินกัดฟันลุยพายุฝนไปยังจุดนัดพบแม้น้ำฝนมันจะทำให้เขารู้สึกปวดแสบทรมาน ยังไม่เท่ากับภาพตรงหน้าที่เขาเห็นอยู่ตอนนี้จุดนัดพบทีมบีถูกลุมล้อมไปด้วยชาวบ้านที่ทำท่าทีแสนประหลาดเหมือนกำลังนั่งลุมอะไรบางอย่างอยู่ เขาเดินเข้าไปใกล้ๆก็ยิ่งช็อคกว่าเดิมเป็นเท่าตัว เมื่อชาวบ้านที่เขาเห็นนั้นสภาพแลดูไม่เหมือนกับคนทั่วไปมันเหมือนกับศพที่ลุกมาจากโลงมากกว่าที่จะเรียกว่าคนได้กำลังนั่งกินมนุษย์ที่น่าจะพึ่งตายมาได้สดๆอย่างน่าเอร็ดอร่อยยิ่งไปกว่านั้นศพที่ชาวบ้านกินอยู่นั้นก็คือ โคลอี้ สาวสวยประจำทีมบีของมาร์คัส มันทำให้เขาคลื่นไส้อีกครั้ง แต่ตอนนี้สติของมาร์คัสยังมีอยู่ก็มองสถานการณ์อย่างรอบคอบก็ไม่เห็นวี่แววว่าบรีย่ากับโอเว่นจะอยู่ที่นี่เหมือนพวกเขาสองคนจะหนีไปได้ แต่โคลอี้อาจจะคิดไว้ว่าน่าจะถ่วงพวกนี้ไว้ได้จนกว่าเขาจะมา

"บ้าเอ้ย ฉันน่าจะรีบมาให้เร็วกว่านี้" น้ำตาไหลอาบแก้มของเขาโดยไม่รู้ตัวมาร์คัสหยิบระเบิดลูกเกลี้ยงที่พกติดตัวมายามฉุกเฉินเขาถอดสลักแล้วปาไปยังฝูงชนที่นั่งแทะเนื้อมนุษย์กันอย่างสนุกสนาน ก่อนจะกลายเป็นดอกไม้ไฟบนยอดเขา ชิ้นส่วนเนื้ออวัยวะและเลือดกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณและถูกชำระล้างด้วยน้ำฝนฝูงชนสลายหมดสิ้นไม่เหลือรอดแม้แต่คนเดียวเหลือเพียงแต่ชายหนุ่มผิวสีที่อยู่อย่างสันโดษอีกครั้ง มาร์คัสคุกเข่าร้องไห้ออกมาพยายามคิดว่าสิ่งที่เจอนั้นมันไม่ใช่ความฝัน ยิ่งคิดเท่าไหร่เขายิ่งแทบใกล้จะเป็นบ้า นี่มันเรื่องห่าเหวอะไรกัน ไม่เข้าใจอะไรเลยสักนิด ยังไม่ทันได้เสียใจอะไรไปมากกว่านี้ก็มีเสียงโวยวายดังมาจากทางหมู่บ้านที่มาร์คัสพึ่งผ่านมา เขาหยิบกล้องมาส่องดูก็พบกับฝูงชาวบ้านที่สภาพเหมือนศพจำนวนมหาศาลค่อยๆเดินออกมาจากหมู่บ้านอย่างเชื่องช้า และชาวบ้านพวกนั้นก็กำลังจะขึ้นเขามา

"เวรเอ้ย ต้องถอยแล้วสิ" ฝนเริ่มซาลงภาพที่เห็นก็ยิ่งชัดขึ้นก่อนจะกลับศูนย์บัญชาการนั้นมาร์คัสก็ดูให้แน่ใจว่าชาวบ้านพวกนี้นั้นเป็นอะไรกันแน่ ใบหน้าที่เละและบางคนก็บิดเบี้ยวจนดูไม่ได้ แขนขาของบางคนนั้นก็หงิกงอเหมือนกับไม่มีกระดูกเดินกระโผลกกะเผลกมา ที่แย่ไปกว่านั้นคือมีอยู่ตัวหนึ่งนั้นกรามด้านล่างหายไปเป็นที่เรียบร้อย คงน่าจะฉีกขาดจากการเน่าเปื่อยหรืออะไรสักอย่างที่ตอนนี้มาร์คัสเองก็ไม่สามารถอธิบายอะไรได้มากนัก เขาหนีกลับออกไปยังทางเดินที่เขากับลูกทีมมาตอนแรกตรงดิ่งไปยังรถยนต์ที่แอบจอดไว้ในโพรงป่าแถวนั้นแต่ก็ไม่พบรถคันดังกล่าวอยู่เป็นไปได้ว่าโอเว่นและบรีย่านำมันหนีออกไปแล้ว อย่างน้อยมาร์คัสเองก็ยังพอดีใจที่ลูกทีมสองคนที่เหลือยังมีชีวิตอยู่แต่เขาเองจะไปได้ถึงไหนกันเมื่อขาของเขาเองก็มีแผลอยู่กับจิตใจตอนนี้ที่ไม่ค่อยจะมั่นคงอะไรหลังจากเจอแต่เรื่องร้ายๆมาตลอดคืน

"ไม่กี่สิบโลเองเอาหน่อยมาร์คัสนายทำได้" ชายหนุ่มผิวสีออกเดินทางกลับด้วยสองเท้าของเขา และนึกขึ้นมาได้ว่าฝนตอนนี้มันซาลงมากแล้วคงจะติดต่อกลับไปยังศูนย์บัญชาการได้เขาจึงวอกลับไปทางศูนย์ใหญ่ทันที แต่ก็ไม่มีการตอบรับใดๆกลับมา มาร์คัสงุนงงเล็กน้อยคงเพราะอาจจะมีงานเร่งด่วนเข้ามาจากทางนั้นก็ได้เลยไม่มีใครว่างที่จะตอบเขาหรืออาจจะมีอไรเกิดขึ้นที่นั่น คิดดีเขาไว้สิมาร์คัสดวงคงไม่ซวยขนาดที่ต้องเจอเรื่องร้ายๆถี่ขนาดนี้หรอก

หนทางที่ยาวไกลสุดลูกหูลูกตานำพาให้หนุ่มผิวสีผู้เดินอย่างเดียวดายท่ามกลางท้องถนนในยามราตรีนี้รู้สึกอ่อนล้าและหมดแรง เวลาในตอนนี้ก็เกือบราวๆตีสองเห็นจะได้ สัญชาตญาณบางอย่างพาให้มาร์คัสฉุดคิดอีกครั้งตั้งแต่ที่เขาเดินมาตลอดทางราวชั่วโมงสองชั่วโมงนั้นกลับไม่มีรถแล่นผ่านเขาเลยสักคันแม้แต่ผู้คนเองก็ด้วย จนถึงตอนนี้ก็ไม่มีการตอบกลับจากทางศูนย์บัญชาการแม้แต่อย่างใด เขาหยุดคิดอยู่พักหนึ่งก่อนสายตาจับไปจับจ้องอยู่ที่บ้านขนาดเล็กหลังหนึ่งที่มีไฟส่องสว่างเพียงหลังเดียวท่ามกลางราตรีที่เงียบสนิทนี้ ไปสภาพอย่างนี้เขาคงหาว่าบ้าแน่ๆเอาไงเอากันล่ะวะ

หนุ่มผิวสีมุ่งตรงไปยังบ้านที่ส่องแสงสว่างหลังนั้น เมื่อถึงรั้วประตูบ้านก็พบว่ามันไม่ได้ล็อคอยู่และประตูบ้านเองก็ไม่ได้ถูกปิดแม้แต่อย่างใด มาร์คัสเดินเช็ครอบๆตัวบ้านทุกอย่างก็ปกติดีหน้าตาและประตูหลังบ้านถูกล็อคอย่างแน่นหนาเว้นแต่ประตูรั้วหน้าบ้านกับประตูทางเข้าบ้าน เขาหยิบมีดขึ้นมาพอให้อุ่นใจก่อนจะค่อยๆเข้าไปภายในตัวบ้านหลังนั้น

แม้จะมีแสงไฟจากดวงไฟที่เปิดอยู่แต่กลับไร้วี่แววของสิ่งมีชีวิตใดๆมาร์คัสไล่เดินเช็คทีละห้องๆจนเหลือเพียงแค่ห้องนอนเท่านั้น ทันทีที่เปิดเข้าไปยังห้องนอนก็ได้พบกับศพของหญิงสาวที่บาดแผลเต็มไปด้วยรอยฉีกกัดราวกับสัตว์ป่า เขายืนนิ่งอยู่สักพักและย่างเท้าเข้าไปหวังว่าจะนำศพออกมา แต่ทันทีที่ยังไปได้ไม่ถึงไหนศพหญิงสาวนั่นก็ลุกพรวดขึ้นมาหมายจะคร่าชีวิตชายผู้บุกรุกมายังบ้านของเธอ ดวงตาสีขาวโพลนกับผิวหนังที่ซีดและเรี่ยวแรงอันมหาศาลนี่มันมาจากไหน มาร์คัสไม่ทันครุ่นคิดอะไรได้มากก็ผลักร่างของเธอให้ออกห่างจากตัว

"แย่กว่านี้ก็เจอมาแล้ว" ใบมีดทิ่มเข้าที่หัวอย่างจังตัดเข้ากับสมองของหญิงสาวคนนั้น เธอแน่นิ่งและฟุบลงไปกับพื้น มาร์คัสเช็คทั่วทุกมุมบ้านให้แน่ชัดว่าเขาไม่พลาดอะไรไปแน่ๆ เขาเดินไปปิดประตูรั้วพร้อมกับปิดไฟในบ้านและล็อคประตูหน้าต่างทุกบาน ร่างไร้วิญญาณของสาวเจ้าของบ้านถูกฝังไว้ที่สวนหลังบ้านของเธอ มาร์คัสเข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าโชคยังดีที่มีเสื้อผ้าผู้ชายหลงเหลืออยู่คงอาจจะเป็นแฟนของเธอก็เป็นได้

"ขอโทษนะ ฉันขอบ้านหลังนี้ละกัน" หนุ่มผิวสีเปิดทีวีดูเพื่อเช็คสถานการณ์โดยรวมว่าเกิดอะไรขึ้นมาบ้างในช่วงที่เขาออกไปทำภารกิจอยู่บนป่าเขานรกนั่น ก็มีแต่ข่าวเกิดเหตุจราจลทั่วทุกพื้นที่ภายในเมืองเฮเฟ่น ศพลุกขึ้นมากินคน และเหตุระเบิดใจกลางเมืองซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการหน่วยATD และเหมือนว่าสหรัฐฯจะลอยแพกับเฮเฟ่นเป็นที่เรียบร้อย การรับคนเข้าเมืองจากเฮเฟ่นไปรัฐอื่นๆนั้นถูกปิดกลั้นอย่างสิ้นเชิง เว้นเพียงแต่แคลิฟอร์เนียเท่านั้นที่ยังสามารถไปได้ และมีการตรวจเข้มที่ค่อนข้างสูง แต่ในเวลานี้ถึงเขาจะรู้ที่หมายต่อไปว่าจะหนีไปไหน แรงจูงใจในการจะทำอะไรต่อไปนี้ก็ได้หมดลงเสียแล้ว เขาคงจะต้องพักผ่อนเสียหน่อยหลังจากเจออะไรมาต่อมิอะไรในเวลาเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง ช่างเป็นคืนที่บั่นทอนจิตใจเสียเหลือเกิน มาร์คัสเดินไปยังห้องนอนและทิ้งตัวลงบนเตียงนุ่มพร้อมกับเปิดแอร์ให้อากาศนั้นเย็นสบายเหมาะแก่การนอนหลับ เปิดวิทยุฟังเพลงคลอเบาๆก่อนที่เขาจะเคลิ้มหลับไป

------------------------------------------------------------------------------------

"แม่นี่หนังเหนียวเป็นบ้าเลยแหะ รอดจากฮ.ที่ตกสูงขนาดนั้น"หนุ่มวัยกลางคนผมสั้นพูดคุยกับเพื่อนรักของเขาที่กำลังแบกสาวน้อยที่พึ่งตกจากเฮลิคอปเตอร์มาหมาดๆ

"เรื่องนั้นว่าที่หลัง ห่วงชีวิตเธอก่อนดีกว่าแจ็ค" ชายหนุ่มผมยาวสีดำขลิบมองค้อนไปยังเพื่อนของเขา

"นานๆจะเจอคนสวยๆทั้งที แม่นางคนนี้หายดีเมื่อไหร่ฉันขอจับทำเมียนะเชน ฮ่าๆๆ"

"เธอฟื้นขึ้นมาจะยอมรับไอ้คนโสโครกอย่างนายเป็นผัวเหรอวะ" เชนอุ้มร่างที่ไร้สติของสาวน้อยแสนสวยมาวางบนเตียงภายในเต็นท์พยาบาลและเช็คสภาพร่างกายว่ามีอาการบาดเจ็บตรงไหนบ้าง จากเท่าที่ดูแล้วกระดูกแขนซ้ายของเธอหักและมีรอยช้ำตามร่างกายหลายจุด ไม่แน่ใจว่ามีอาการช้ำในด้วยหรือเปล่า แต่ชีพจรยังเต้นเป็นปกติดีอยู่

"ดูนี่สิไอ้เชน แม่สาวน้อยนี่ไม่ธรรมดาซะด้วย" แจ็คหยิบบัตรประจำตัวหน่วยATDที่คล้องคอร่างไร้สติของหญิงสาวเอาไว้อยู่นั้นขึ้นมาดู

"เซเรีย คุซากิ ชื่อน่ารักดีแหะ" เชนทำแผลตามร่างกายของเซเรียให้อย่างดี และใช้ไม้มาดามแขนข้างที่หักของเธอไว้ แผลไฟไหม้และรอยขีดข่วนก็ดูดีขึ้นกว่าตอนแรก ถ้าหากสาวน้อยผู้นี้ตื่นขึ้นมาร่างกายคงจะฟื้นสภาพเร็วกว่าปกติ

"ไอ้เชน ให้ฉันเฝ้าแม่สาวคนนี้แทนมั้ย ?"

"ไม่ต้องเลยแจ็ค แกไปเฝ้าเวรแหละดีแล้ว ปล่อยให้หมอดูแลตรงนี้จะดีกว่า" แจ็คแสดงสีหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัดก่อนจะแบกปืน AK47 ขึ้นไปเฝ้าเวรบนหอสังเกตุการณ์

เอาล่ะมาเช็คเหตุการณ์ภายในตัวเมืองกันเสียหน่อยดีกว่า หมอหนุ่มลุกขึ้นไปเปิดวิทยุฟังข่าวสารจากตัวเมืองว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างมั้ยก็ต้องตกตะลึงกับสิ่งที่เขาเองได้ยินว่าเกิดเหตุการณ์คนตายลุกขึ้นมาไล่กัดคนจนเป็นเหตุจราจลไปทั่วเมืองและตอนนี้ยังไม่ทราบผู้เสียชีวิตแน่ชัดเพราะคนที่เสียชีวิตแล้วบางรายกลับมามีชีวิตอีกครั้งในฐานะสัตว์ป่าที่หิวกระหายไม่ใช่ผู้คนปกติทั่วไป ด้วยเหตุนี้ทางรัฐอื่นๆได้ปิดกั้นการอพยพคนเข้าจากเมืองเฮเฟ่นเป็นที่เรียบร้อย เว้นเพียงแต่แคลิฟอร์เนียที่ยังรับคนเข้าเมืองได้อยู่แต่จะมีการตรวจอย่างเข้มงวดโดยมีทหารคอยช่วยเหลือและจัดการพวกคนตายที่ยังมีชีวิตอยู่ในตอนนี้ ขอให้ทุกท่านอยู่แต่ภายในบ้านไม่ต้องออกไปไหนและรอจนกว่าทางรัฐบาลจะแก้ไขสถานการณ์นี้ได้

"คนตายกลับมามีชีวิตงั้นเหรอ ไม่มีทาง เป็นไปได้ยังไง" เชนนั่งครุ่นคิดวิเคราะห์กับข่าวสารที่เขาได้รับมาอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่จะได้วิเคราะห์อะไรไปมากกว่านี้สาวน้อยฮ.ตกก็ได้สติขึ้นมาและร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด

"นี่ๆแม่คุณ อย่าพึ่งขยับตัวมากสิ" ชายหนุ่มวิ่งเข้าไปประคองตัวเซเรียอย่างทะนุถนอม

"ฉันอยู่ที่ไหนแล้วคุณเป็นใครกัน ?" สาวน้อยมึนงงเล็กน้อยพร้อมกับมองไปยังร่างกายตัวเองที่บาดแผลตามร่างกายถูกรักษาไว้อย่างดี

"รออาการคุณดีกว่านี้ก่อนผมจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้คุณฟังนะครับ เซเรีย" เซเรียถึงกับงงเมื่อคนแปลกหน้านั้นรู้จักชื่อของเธอทั้งที่ยังไม่ได้แนะนำตัว เชนรู้ทันจึงหยิบบัตรประจำตัวของเธอให้ดูก่อนที่สาวน้อยจะเอ่ยปากถาม ชายหนุ่มหยิบยาระงับประสาทไปให้เธอกินและเฝ้าจนกว่าเธอจะผลอยหลับไปในที่สุด

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น