Abel Sarkhanti

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

นี่มันเดจาวู หรือความฝัน

ชื่อตอน : นี่มันเดจาวู หรือความฝัน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย เรื่องสั้น

คนเข้าชมทั้งหมด : 71

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 19 พ.ค. 2562 00:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
นี่มันเดจาวู หรือความฝัน
แบบอักษร

แล้วผมก็โผล่หน้าออกมา ในห้องๆหนึ่ง บรรยากาศแถวนี้คุ้นๆ

“หิวน้ำ … หิวน้ำ … หิวน้ำ …” มีใครบางคน ส่งสัญญาณ ‘สารเคมี’ มาแจ้งผมกับพรรคพวกที่อยู่ใกล้ๆ และหนวดของผมก็รับรู้ได้ว่า สัญญาณ ‘ดัง’ มาจากบริเวณใดบริเวณหนึ่ง ไม่ไกลจากที่ผมยืนอยู่ ‘น้ำเสียง’ ของผู้แจ้งข่าว บ่งบอกถึงความอ่อนแรงและสิ้นหวัง

ผมก็ไม่รู้จะตอบหรือช่วยเขาอย่างไรดี ได้แต่เดินตุหรัดตุเหร่ ไปรอบๆห้อง พบว่า ห้องประกอบด้วย ‘ห้องโถง’ ตามแนวเหนือ-ใต้ (หนวดของผมจับทิศทางของสนามแม่เหล็กได้ จึงรู้แนวทิศเหนือ-ใต้) 

พื้นห้องปูด้วยกระเบื้องสีครีมชมพู แต่ละแผ่นกว้างสิบสองฟุต ยาวสิบสองฟุต

(ถ้าปรับสายตา มองให้เหมือนสายตามนุษย์ ระยะทางหนึ่งฟุต ในความรู้สึกของผม ก็คือ ความยาวหนึ่งนิ้ว ในความรู้สึกของมนุษย์)

ผมเดินมาสุดทางทิศเหนือของห้องโถง เบื้องหน้าผมเป็นประตู มีลูกบิด ด้านซ้ายมือของผม เหมือนจะเป็นลานกว้าง มีชุดโซฟาวางอยู่ ส่วนด้านขวามือ คล้ายกับมีโต๊ะอ่านหนังสือและเก้าอี้วางอยู่ใกล้ๆโต๊ะ

ถัดจากโต๊ะก็เป็นหน้าต่าง ประดับด้วยผ้าม่าน เหนือโต๊ะขึ้นไป เป็นชั้นวางของ มีตุ๊กตาก็อตซิลล่าสองตัว วางอยู่คู่กัน ตัวหนึ่งสีน้ำเงิน เก่าเขรอะ อีกตัวหนึ่งสีชมพู ใหม่เอี่ยม

ตุ๊กตาก็อตซิลล่าสีน้ำเงินเหรอ มันดูคุ้นๆนะ เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน

บนโต๊ะมีหนังสือพิมพ์เปิดค้างเอาไว้ โดยไม่มีของหนักทับ งั้นไปอ่านหนังสือพิมพ์กันดีกว่า

โต๊ะหลังนี้สูงไม่มากนัก สักห้าหกเมตรเห็นทีจะได้ เก้าอี้ก็สูงแค่สามเมตร ผมปีนเก้าอี้ขึ้นไป แล้วกระโดดไปบนโต๊ะ ตรงไปหาหนังสือพิมพ์ ขนาดของหนังสือพิมพ์ กว้างสองเมตร ยาวสามเมตร พาดหัวข่าวตัวหนังสือขนาดเท่าหม้อแกง (หม้อแกงของจริง – ไม่ได้ประชด) “เลือกตั้งนายกสมัยที่สี่ ฮุน มาเนต …”

ฟีดดด! ลมพัดหน้าแรกของหนังสือพิมพ์ ปลิวไป ผมเลยอ่านหน้าถัดไปแทน

เจอคอลัมน์หนึ่ง มีรูปประกอบข่าว (หนังสือพิมพ์ยุคนี้ รูปกับเนื้อหาข่าวอยู่หน้าเดียวกัน) เป็นเรือสำราญขนาดใหญ่ เบื้องหลังของเรือเป็นภูเขาน้ำแข็ง ลอยอยู่กระจัดกระจาย บนท้องฟ้ามีดวงอาทิตย์ ถูกบังจนเป็นสีดำ อีกนัยหนึ่งคือ เกิดสุริยคราส …

ด้านล่างของรูป มีคำบรรยาย ตัวหนังสือเท่า (ความกว้าง) ไม้บรรทัด แต่สายตาผมไม่ค่อยดีเท่าไร ก็เลยอ่านได้ กระท่อนกระแท่น

“เรือสำราญหรู พาชม ‘สุริยคราส’ กลาง …”

“สัมผัสไอเย็น แอนตาร์กติกา …”

“10:00 น. ตามเวลาในประเทศไทย”

เฮ้ย เดี๋ยวนี้ คนเราเป็นถึงขนาดนี้เลยหรือ ขนาดสุริยคราส ก็ยังต้องลงทุนนั่งเรือไปชม!

ผมขยับตัว มาดูข่าวอีกคอลัมน์หนึ่ง คราวนี้รูปประกอบข่าว เหมือนจะเป็นรูปด่านโรงเกลือ ผมจำรูปนี้ได้ดี เบื้องหลังของด่านโรงเกลือเป็นตึกสูงทันสมัย หน้าตึกมีรูปปั้นขนาดใหญ่ ตั้งตระหง่านอยู่ สูงเกือบเท่าตึก หน้าตารูปปั้นดูไม่ออก (สายตาไม่ดี) แต่รูปปั้นใหญ่ขนาดนั้น ก็น่าจะเป็นบุคคลสำคัญของบ้านเมืองเขา ผมขยับลงไปอ่านข่าวด้านล่างรูป

“ค่าแรงสองพันห้า …”

“ไม่พอกิน …”

เฮ้ย เดี๋ยวๆ รัฐบาลเพิ่งปรับค่าแรงเป็นห้าร้อย เมื่อต้นปีนี้เองไม่ใช่เหรอ แล้วสองพันห้านี่มาจากไหนล่ะ

ผมขยับตัวลงไป อ่านบรรทัดต่อไป

“แรงงาน …”

“… ดิ้นรน … กัมพูชา …”

 “ด่าน ‘อรัญฯ’ เข้ม …”

“‘ฮุน มาเนต’ แย้ม …”

“… อยากได้ค่าจ้าง ชมละ ๑๕ เรียล …”

 “สอบอังกฤษ และวัฒนธรรม …”

 “… ครั้งละ ๓๕๐ เรียล …”

(อยากรู้เป็นเรื่องอะไร ปะติดปะต่อ แต่งประโยคเอง ตามใจชอบ)

นี่มันข่าวอะไรกัน! ขึ้นต้นเป็นเรื่องค่าแรงไทย แต่ลงท้ายเป็นเรื่องสอบอังกฤษ สอบวัฒนธรรม 

เขียนข่าวมั่วหรือเปล่า! เหมือนจับแพะมาชนแกะ เฮ้อ นับวันยิ่งลงข่าวไร้สาระ! ผมไม่ได้อ่านหนังสือ ปีละแปดบรรทัดนะ ลองนับดูสิ ตอนนี้ก็เกินแปดบรรทัดแล้ว

ฟีดดด! กระดาษหนังสือพิมพ์ปลิวไปเสียแล้ว ลมที่นี่แรงจริง

ตามทิศทางลม ดูเหมือนมาจากโซฟา ที่อยู่ด้านซ้ายมือของประตู มีหญิงสูงวัยอายุราวหกเจ็ดสิบ รูปร่างท้วม นั่งอยู่สัปหงกอยู่บนเก้าอี้นวม และเปิดพัดลมเอาไว้ คาดว่า น่าจะเป็นลมจากพัดลม เป็นสาเหตุทำให้หนังสือพิมพ์ปลิว

แล้ว พี่แกเข้ามาตั้งแต่ตอนไหนนี่!

เดี๋ยวๆ หน้าตาของพี่แกดูคุ้นๆ นะ

เฮ้ย นี่มัน ‘ย่าของเด็กนนนี่’

คนนี้แหละ ที่ทำให้ผมเกือบหัวขาด ในตอนนั้น

แม้ว่ารูปร่างโดยรวมของแก เปลี่ยนไปตามกาลเวลา ดูท้วมขึ้น แต่หน้าตาของพี่แกยังเหมือนเดิม ผมจำได้ติดตา

ตอนนี้ดูเหมือนพี่แก นั่งคอพับอยู่บนโซฟา ไม่ได้สนใจมองมาที่ผม ผมจึงเปลี่ยนจุดสนใจ กลับไปมองที่ผนัง มีปฏิทินแขวนอยู่ ไม่เป็นไร อ่านปฏิทินก็ได้ แล้วผมเดินไปที่ผนัง แล้วไต่ขึ้นไป จนถึงปฏิทินที่แขวนอยู่เบื้องบน

(เชื่อเลยว่า หลายคนในที่นี่ไม่ค่อยได้อ่าน หรือสังเกตปฏิทิน งั้นลองมาอ่าน แล้วสังเกตไปพร้อมๆกัน)

ผมเริ่มอ่านจาก ด้านล่างสุดซ้ายมือของปฏิทิน (เพราะต้องปีนจากล่างไปหาบน) เป็นตัวเลข ๒๕ (ตัวเท่าหม้อแกง) สีแดงเข้ม แสดงว่า เป็นวันอาทิตย์ (ที่จริงแมลงเห็นสีแดงเป็นสีเหลือง แต่ผมก็ไม่รู้ ทำไมวันนี้เกิดเออเร่อ ถึงเห็นเป็นสีแดง)

ใต้เลข ๒๕ ก็มีตัวหนังสือขนาดเล็กลงมา แต่ยังพออ่านได้ อ่านว่า ‘แรม ๘ ค่ำ เดือน ๑๑’

บนตัวเลข ๒๕ ก็ต้องเป็นวันที่ ๑๘ ๑๑ และ ๔ ตามลำดับ ใช่ไหม แล้วก็เป็นเลข ๒๗ สีเทาจาง อยู่มุมบนซ้าย

แต่ที่น่าสังเกตคือ วันที่ ๑๓ ๑๙ และ ๒๓ ก็เป็นสีแดง ทั้งๆที่ ไม่ใช่วันเสาร์หรืออาทิตย์

เดือนที่มีวันหยุดแบบนี้ คือเดือนอะไรล่ะ

ผมไต่ขึ้นไปอ่านข้างบน คำเฉลยก็ปรากฏ ‘ตุลาคม/October’ อยู่ด้านซ้ายมือ ตรงกลางเขียนว่า ‘ปีกุน’ แล้วก็ ‘2043/๒๕๘๖’ อยู่ด้านขวามือ

เฮ้ย ตาฝาดหรือเปล่า ปีนี้มันเพิ่งจะ พ.ศ. ๒๕๖๓ ไม่ใช่เหรอ ตอนที่เจอเด็กนนนี่ครั้งแรก ก็ปลายปี ๖๒ ราวๆ พฤศจิกาฯ

เวลายี่สิบสามปี ที่ผ่านมา มันเกิดอะไรขึ้น ผมไปอยู่ไหนมา

แต่แล้วผมก็ได้ยินเสียงหวีดร้องลั่นห้อง ปลุกผมให้ตื่นจากภวังค์โดยฉับพลัน

“กรี๊ดดดดด …”

ตามด้วยเสียงละล่ำละลักปนหอบ

“แมงสาบ แมงสาบ แมงสาบ แมงสาบ แมงสาบ ฮือๆ แมงสาบ ฮือออ …”

ผมเงยหน้าขึ้นมองหาเจ้าของเสียง เป็นเด็กไว้ทรงผมกะลาครอบ กำลังร้องไห้จ้า ส่วนมือก็ชี้โบ๊ชี้เบ๊มาที่ผม

เด็กน้อยคนนี้ แต่งชุดนักเรียนอนุบาล เสื้อสีขาว กางเกงสีกรมท่า เสื้อนักเรียนตรงอกขวา ปักเป็นตัวหนังสือสีแดง อ่านว่า ‘ด.ช.ณัฐกานต์’ นามสกุลอะไร อย่าไปรู้เลย ตรงอกซ้ายอ่านว่า ‘น้องอองรี’ แม้สายตาของผมไม่ค่อยดีนัก แต่เรื่องกะประมาณอายุของเด็ก ตรงนี้ขอบอกเลยว่า แม่น

และเด็กคนนี้อายุอยู่ระหว่าง สองขวบครึ่งถึงสามขวบครึ่ง

อีกไม่ถึงสามนาที ผมก็ได้ยินเสียงประตูเปิดเข้ามา ดังแอ๊ด! ตามด้วยเสียงทุ้มของผู้ใหญ่ “อองรี คร้าบ พ่อมาแล้ว … อ้าว ร้องไห้ขี้มูกโป่งเลย ดูสิ”

ส่วนผมตอนนี้เริ่มรู้ชะตากรรมแล้ว จึงตั้งท่าจะเดินหนี แต่ก็สายไปเสียแล้ว ไม่มีคำพูดใดใดจากปากพ่อของเด็ก พอแกเห็นผม ก็คว้าผมหมับ แบบว่าไม่รู้โกรธแค้นกันมาแต่ปางไหน สงสัยจะเก็บความแค้นเอาไว้ ตั้งแต่ยังเด็ก

(คงจะจำกันได้ ตอนนั้นผมโดนย่าของเขา ถือไม้วิ่งไล่ตีขณะบินอยู่ ผมพลาดท่าโดนไม้ตีตกแหมะ บนแก้มของเขา … นั่นก็เกือบยี่สิบสี่ปีมาแล้ว เวลาผ่านไปเร็วเหมือนกันนะ!)

ตุ๊บ! ผมถูกเขาเหวี่ยงปา ลงบนพื้น แรงเหวี่ยงของเขา ทำให้ผมนอนหงาย ดิ้นกระแด่วๆ จุกอย่างแรง! พยายามพลิกตัวกลับ แต่ก็ …

ตุ๊บ! เผละ! ความรู้สึกเสียบแปลบ โดนส้นรองเท้ากระทืบ จุกอย่างบอกไม่ถูก เห็นก้อนไขมันไหลเยิ้มออกมาจากสีข้าง

ตุ๊บ! แต๊บ! (อ๊ากกซซ! เผลอร้องไปโดยอัตโนมัติ แต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา สงสัยเส้นสียง พังไปแล้ว ตั้งแต่โดนกระทืบครั้งแรก) จุกและเจ็บปวดสุดชีวิต โดยเฉพาะบริเวณอก บ่งบอกว่า กระเพาะกับลำไส้ส่วนกลาง พังไปแล้ว ร้อยเปอร์เซ็นต์

ตุ๊บ! แต๊บ! (อ๊ากกซซ!) ความเจ็บปวดอีกครั้ง คราวนี้เจ็บทั่วตัว กระเพาะกับลำไส้ส่วนกลาง แหลกเละ ไม่สามารถคืนสภาพเดิมได้ รู้สึกแปลบๆตรงท้อง แสดงว่า ลำไส้ส่วนล่างแตกเสียหาย 

ตุ๊บ! หนับ! (อ๊ากกซซ!) คราวนี้เจ็บที่สุด เพราะแรงกระทืบ ทำให้อวัยวะทุกชิ้นโดนบดขยี้ เหลวแหลกกลายเป็นก้อนเขละ ไหลทะลักออกมาปนกับไขมัน กลายเป็น ‘โคลนสีเทา’ พอไม่มีอวัยวะมาพยุงไว้ ตัวผมก็เลยแบนแต๊ดแต๋ จนหัวใจทั้งสิบสามก้อน ไปแนบกับเส้นประสาทตรงหน้าท้อง ใครๆก็รู้กันว่า ถ้าหัวใจกับเส้นประสาทมาแตะกันเมื่อไร มันเจ็บปวดแสนสาหัส!

“อึ๋ยย! แหวะ! สกปรก” ผู้เป็นพ่อมองไปที่ใต้รองเท้า ก่อนใช้กระดาษทิชชู่ห่อตัวผมไว้ รอบๆตัวผมก็เลยเห็นแต่กระดาษทิชชู่ และเนี้อเยื่ออันแหลกเหลวของผม ทะลักออกมานอกลำตัว

ที่แน่ๆ เจ็บปวดม้ากกกก แม้ว่าอวัยวะภายในทุกชิ้น แหลกเหลว หลุดออกมา แต่ระบบประสาทสัมผัสของผม ยังมีสภาพดี แต่ยังหูได้ยินเสียงเป็นปกติ ตายังมองเห็นเป็นปกติทุกอย่าง ถ้าไม่มีกระดาษทิชชู่บังเอาไว้นะ

ผมได้ยินเสียงพ่อคุยกับลูก

“อองรี คร้าบ ทำไมเอามือไปไว้ตรงนั้น หละลูก? แหวะ! ไม่เอา ไม่เล่น นะคร้าบ มามะ เอามือออกได้แล้ว ไปล้างมือกัน …”

“อ้าว ไม่ไปเหรอ” น้ำเสียงผิดหวังเล็กน้อย “งั้นรอพ่ออยู่ที่นี่ก่อนนะ พ่อขอไปล้างมือก่อน” แล้วเสียงก้าวเท้าของผู้เป็นพ่อ ก็ห่างออกไปเรื่อยๆ

ไม่ถึงนาที ผมก็ได้ยินเสียง เจ้าหนูอองรี เริ่มร้องไห้อีกครั้ง ตามมาด้วยความรู้สึก น้ำไหลมาโดนตัว โดนทีแรก ผมสะดุ้งเฮือก ตามสัญชาตญาณ ‘เฮ้ย! น้ำกรด’

เหยียบผมจนแบนแต๊ดแต๋ไม่พอ ยังจะเอาน้ำกรดมาราดอีกเหรอ! ใครหนอ โหดร้ายม้ากกกก!

ตอนนี้เศษอวัยวะที่หลุดออกมา เริ่มแข็งเป็นกาว ยึดร่างผมไว้กับกระดาษทิชชู่ ไปไหนไม่ได้เลย แม้แต่กระดิกตัวหนี ก็ยังทำไม่ได้ ส่วนกระดาษทิชชู่ก็ซับน้ำได้ดีม้ากกกก น้ำจึงไหลซึมผ่านเข้ามา ทั้งอึดอัด ทั้งชื้น ทั้งเจ็บปวดจากเส้นประสาท ไปสัมผัสกับหัวใจ

สักพักหนึ่ง ตัวผมก็พองขึ้น จากน้ำที่ซึมเข้าไปในตัว หัวใจกับเส้นประสาทก็แยกออกจากกัน ความเจ็บปวดทุเลาลง แม้จะได้รับความแสบจากน้ำเกลือ แต่รู้สึกดีขึ้นเยอะ

พอความเจ็บปวดทุเลาลงแล้ว ผมก็เริ่มสนใจ น้ำที่ทำให้ตัวผมพอง จนคลายความเจ็บปวดลงได้ (ต้องของคุณเจ้าหนูอองรี ที่แอบเทน้ำอะไรก็ไม่รู้ของพ่อเขา ลงบนพื้น) ที่แน่ๆไม่ใช่น้ำกรด เพราะน้ำกรดจะมีกลิ่นฉุนอย่างร้ายกาจ หรือว่า ระบบประสาทรับกลิ่นของผมพังไปแล้ว จากการโดยกระทืบ เมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา

ภายในตัวของผม มีแต่น้ำ เส้นประสาท กับหัวใจ (อ๋อ ยังมีสมองอยู่) ไม่มีลำไส้ ไม่มีกระเพาะ จึงไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้ ขาของผมยังใช้การได้ดี ขาของผม มีคุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่งคือ มีเซ็นเซอร์ตรวจสอบสารเคมีในน้ำได้

อึม! ในน้ำมีเกลือแกง 0.225% โพแทสเซียม 0.0375% น้ำตาลเป็นศูนย์

แล้วก็สีใส ‘เหมือนน้ำประปา’ เซ็นเซอร์ที่ขาของผมบอกอย่างนั้น

เซ็นเซอร์ที่ขาส่งข้อมูลยังสมอง เพื่อประมวลต่อ โดยอาศัยประสบการณ์ที่ผ่านมา

อย่างแรกที่คิดไว้คือ ไม่น้ำตา ก็น้ำลาย เพราะเด็กวัยนี้ชอบเล่นน้ำลาย แต่ก็ไม่ใช่ทั้งสอง เพราะแหล่งน้ำตรงนี้ มีโซเดียมมากกว่า ราวสี่เท่าของโพแทสเซียม ส่วนน้ำตาหรือน้ำลาย มีโพแทสเซียมมากกว่า ประมาณสามถึงห้าเท่าของโซเดียม

เซ็นเซอร์ที่ขาส่งข้อมูลมาเพิ่ม สมองประมวลจึงขนาดของแอ่งน้ำได้ โดยใช้ข้อมูลแรงตึงผิวพบว่า แอ่งน้ำมีขนาดกว้าง (ตามสายตาของมนุษย์) เกือบสองฟุต มีพื้นที่ผิวติดต่อกันอย่างต่ำสามตารางฟุต แปลงพื้นที่เป็นปริมาตรแล้วก็พบว่า แอ่งน้ำผืนนี้มีปริมาตรน้ำ ราวหนึ่งแก้วของมนุษย์ หรือระหว่าง 200 – 250 ซีซีของมนุษย์

น่าจะเป็นน้ำอัดลมเหรอ! เด็กเทน้ำอัดลมทิ้ง ประชดพ่อแม่ อึม แต่ก็ไม่น่าใช่ เพราะน้ำอัดลมมีน้ำตาลเยอะมาก

งั้นก็เป็นสปอร์ทดริ้ง อย่างเกเตอเรดหรือสปอนเซอร์ ก็ไม่ใช่อีกนั่นแหละ เพราะน้ำที่เด็กเททิ้ง ไม่มีน้ำตาล อีกอย่าง พ่อของเด็กคงไม่เล่นพิเรนทร์ เอาของพวกนี้ให้ลูกกิน และเด็กอายุสองสามขวบ ไม่มีแรงเปิดฝาขวดเองได้นะ

แล้วน้ำชาล่ะ ที่จริงเด็กตัวขนาดนี้ พ่อแม่ไม่ควรให้กินน้ำชาเลยนะ แต่ก็เป็นไปไม่ได้เหมือนกัน ถ้าเป็นน้ำชา ผมไม่น่าจะมีชีวิตอยู่ได้เกินห้านาที หลังจากโดนน้ำชา

เพราะน้ำชามีคาเฟอีน เป็นยาพิษสำหรับพวกผม คาเฟอีนทำให้ระบบประสาทรวน สมองค้าง จนเกิดอาการชักกระตุก ดิ้นกระแด่วๆ

ผลสรุปก็คือ มันเป็นน้ำละลายผงเกลือแร่ แต่เป็นน้ำเกลือแร่ ที่ไม่มีน้ำตาล

มีเกลือแกงแค่ 0.225% แสดงว่า ใช้ผงเกลือแร่หนึ่งซอง ผสมน้ำสองลิตร (ถ้าอยากรู้ว่า มีรสชาติอย่างไร ก็ลองเอาผงเกลือแร่ที่กินแก้ท้องเสีย มาหนึ่งซอง ชงกับน้ำเปล่าสักสองลิตร แล้วชิมดู รสชาติออกแนวนั้น)

จำได้ว่า เมื่อสักพักใหญ่ที่ผ่านมา มีพรรคพวกคนหนึ่ง กำลังทรมานด้วยอาการขาดน้ำ พยายามส่งสัญญาณฟีโรโมน ขอความช่วยเหลือ ตอนนี้ผมเจอแหล่งน้ำพอดี มันอาจเป็นประโยชน์บ้าง ผมควรจะสงเคราะห์เขา ด้วยการส่งสัญญาณฟีโรโมนไปบอก

ความจริงแล้ว การดำรงชีวิตของพวกเรา อาหาร ไม่ใช่ปัจจัยที่สำคัญที่สุด เพราะเศษอาหาร หาได้ทุกที่ สิ่งที่ทำให้พวกเราเสียชีวิต อันดับหนึ่งคือ ขาดน้ำ พวกแมลงจึงมักส่งสัญญาณบอกกันเอง เมื่อพบเจอแหล่งน้ำ

แหล่งน้ำตรงนี้ มากพอ สำหรับพวกผม ห้าถึงหกร้อยตัว

ก่อนอื่น ผมต้องคัดเลือกเฉพาะ ข้อมูลที่สำคัญ ข้อมูลที่แปลงเป็นสัญญาณฟีโรโมนได้… เนื่องจากภาษาของพวกเรา ไม่ซับซ้อน มีขีดจำกัด อย่างเช่น คำว่า ‘0.225%’, ‘200 ซีซี’ แบบนี้ก็ไม่มี ‘รหัสภาษา’ มารองรับ ก็ส่งไปไม่ได้ …

ในที่สุด ผมก็เลือกสิ่งที่ ‘รายงาน’ คือ … ‘เจอแหล่งน้ำ’, ‘โซเดียมต่ำ’, ‘โพแทสเซียมต่ำกว่า’, ‘ไม่มีน้ำตาล’, ‘ไร้กาแฟ’ , ‘ระวังมนุษย์ด้วย’ … 

สมองของผมก็ส่งสัญญาณไปยัง ต่อมฟีโรโมนที่อยู่ตรงบั้นท้าย เพื่อให้สร้างสัญญาณฟีโรโมนออกมา ส่งข่าวบอกพรรคพวก แต่ต่อมที่อยู่บริเวณนั้นไม่ตอบสนองใดใด มันอาจจะเละไปแล้ว เพราะโดนกระทืบ นั่นคือผมไม่สามารถส่งสัญญาณได้

เสียงเปิดประตูดังแอ๊ด ตามด้วยเสียงพูด คราวนี้เป็นเสียงของสุภาพสตรี อองรีเห็นแม่ ก็เริ่มร้องไห้อีก

“ตายแล้ว! นองเต็มพื้นเลย แม่ถามหนูแล้ว ตอนอยู่บนรถน่ะ แล้วหนูทำไม …” ผู้เป็นแม่พูดได้แค่นั้น อองรีก็เปลี่ยนจากร้องไห้กระซี้กระซิก มาเป็นร้องไห้สะอึกสะอื้น ทำให้ผู้เป็นแม่หยุดบ่น หันไปโอ๋แทน

จากนั้นเซ็นเซอร์ที่ขาของผมแจ้งว่า มีคนก้าวเท้าเข้ามาใกล้ แล้วก็มีวัตถุหนักถูกยกขึ้นจากพื้น แล้วก็เจ้าของเท้าก้าวห่างออกไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ

 “พ่อ! พ่อ! เช็ดน้ำให้ด้วย ตรงหน้าประตูหน่ะ อองรีทำน้ำหก …” เสียงของแม่อองรีพูดดังอู้อี้ ราวกับส่งเสียงมาจากในห้องแคบๆ

ในที่สุด ร่างของผมถูกโยนลงไปบนพื้นที่แห่งหนึ่ง นุ่มๆ แฉะๆ

“พายุมา พายุมา หลบให้ดี” หนวดของผมได้รับสัญญาณในรูปฟีโรโมน ส่วนเซ็นเซอร์ที่ขาก็ได้รับสัญญาณคลื่นเหนือเสียง สัญญาณจากสองแหล่ง บอกเตือนในเรื่องเดียวกัน

จากนั้นสัญญาณที่ส่งมา ก็เป็นแบบต่างคนต่างพูด ก็เหมือนนกกระจอก คุยกันจ้อกแจ้ก แบบนี้ …

“… พายุ … พายุ … พายุ … พายุ …”

ยิ่งหลายคนหลายตัวส่งสัญญาณมาพร้อมกัน สัญญาณที่ได้รับ ก็กลายเป็นเสียงระเบ็งเซ็งแซ่ ฟังไม่ได้ศัพท์ แบบนี้ …

“… พพพพพพ …”

วี๊ดดดดด! หวือออออ!

เสียงอื้ออึง ดังมาแต่ไกล แล้วใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ในที่สุดร่างของผมโดนยกขึ้น ลอยไปตามเสียงอื้ออึงนั้น และร่างผมเริ่มปลิวขึ้นไป!

“พ่อ! เก็บเสื้อผ้าของอองรีด้วย” เสียงร้องตะโกนอยู่เบื้องล่าง แข่งกับเสียงพายุ นั่นคือเสียงสุดท้ายที่ผมได้ยิน ก่อนถูกพัดสูงขึ้นไป

ปัจฉิมบท:

“เธอยังชดใช้กรรมไม่หมด” เสียงทรงอำนาจ ปรากฏขึ้นในหัวผม “แต่คราวนี้เธอมีทางเลือกสองข้อ ข้อหนึ่ง พักผ่อนชั่วคราวที่เนนียา ข้อสอง ภารกิจที่ สระบุรี ค.ศ. 2060”

“สระบุรี ค.ศ. 2060! ผมต้องเจออระไรบ้าง” ผมถามในใจ แล้วภาพของเด็กหนุ่มหน้าใสก็ปรากฏขึ้นในมโนสำนึก

จิตใต้สำนึกบอกผมว่า เด็กหนุ่มคนนั้นคือ อองรี ซึ่งได้กลายเป็นพ่อคนแล้ว กำลังเตรียมงานฉลองวันเกิด ให้กับ ‘จีเซล’ ลูกชายวัยสี่ขวบ โดยมีนนนี่วัยสี่สิบเศษและย่าของนนนี่วัยแปดสิบ คอยนั่งเป็นกำลังใจอยู่ข้างๆ …

“แต่เธอมีสิทธิ์ที่จะเลือกไปเนนียาก่อน” เสียงทรงอำนาจเตือนในห้วงมโนสำนึก

ถ้าผมเลือก สระบุรี ค.ศ. 2060 ผมก็จะไปปรากฏตัวในงานปาร์ตี้

ถ้าผมเลือก เนนียา

“ดีแล้ว เธอควรไปฝึกภาษาอังกฤษที่นั่น อย่าบอกนะว่า คืนครูไปหมดแล้ว”

“คุ คุ คุ คุ ครูนงศรี! ตะ ตะ ตะ ตะ … ไปแล้ว”

“แต่เบื้องบน เขาเรียกครูมา เขาบอกว่า เธอกำลังแย่”

“ผะ ผะ ผะ ผมต้องเรียนอังกฤษอีกหรือ มะ มะ มะ ไม่เรียนได้ไหม”

“ภาษาอังกฤษ เป็นภาษากลาง ของจักรวาลหลายๆแห่ง ที่จริง เธอควรเรียนภาษาลาติน อีกภาษาหนึ่ง ด้วยซ้ำ เพราะภาษาลาตินใช้พูดได้ หลายยุค หลายสมัย หลายจักรวาล ถ้าอยู่ที่นั่น เธอไม่ชอบอังกฤษ มีวิธีเดียวคือ เธอจะต้องฝึกเรียนภาษาถิ่นของเขา แล้วพูดภาษาถิ่นของเขาให้เป็น ที่นั่นใช้ภาษาหลักอยู่สามภาษาคือ ภาษาลาติน ภาษาอังกฤษ และภาษาเนนียา เด็กๆ ที่นั่นทุกคนพูดเนนียาได้ เอาล่ะ เธอควรไปได้แล้ว ….”

แล้วกระแสลม ก็กลับมาพัดผม ให้ลอยขึ้นไปอีกครั้ง

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น