สิริณ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 7

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 326

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 14 พ.ค. 2562 22:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 7
แบบอักษร

เมื่อได้เวลาสิบสี่นาฬิกาสามสิบนาทีตามรอบเรือที่ระบุในตั๋วโดยสาร สินก็ชี้ไปยังเรือเอี้ยมจุ๊นลำใหญ่ที่เพิ่งเข้าจอดเทียบท่า

“เรือมาแล้ว เชิญลำนี้เลยครับ”

พนักงานพาดไม้จากโป๊ะเข้ากับระเบียงเรือเพื่อให้นักท่องเที่ยวเดินสะดวก เรือล่องทะเลสาบซีหูนั้นได้รับการออกแบบให้งดงามเข้ากับบรรยากาศโดยรอบ ส่วนของห้องโดยสารมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ หน้าต่างสองฟากทำจากไม้ขัดลายกรุกระจกกันลม เลียนแบบหน้าต่างกระดาษสาในหนังกำลังภายใน หลังคาด้านบนยกโครงไม้เป็นทรงคล้ายปิรามิด มุมทั้งสี่ด้านโค้งตวัดเป็นหลังคาเก๋งจีนแลอ่อนช้อย ภายในห้องโดยสารวางเก้าอี้ไม้มีพนักกว้างขนาดสามคนนั่งเรียงไว้เป็นแถว แบ่งตอนซ้ายขวา นักท่องเที่ยวชาวไทยทยอยกันเข้าไปจับจองที่นั่งตามความพอใจ โดยมีคนจีนอีกกลุ่มลงเรือร่วมเดินทางไปด้วย

ขณะล่องเรือไปตามลำน้ำ สินอธิบายประวัติสถานที่สำคัญให้ลูกทัวร์ฟังเป็นระยะ มัคคุเทศก์ชาวจีนชี้ให้ดูสะพานหินที่ทอดอยู่ระหว่างสองฟากของริมทะเลสาบ ซึ่งมีเรือท่องเที่ยวลอยลำอยู่เป็นจำนวนมาก

“ตรงนี้เรียกว่าสะพานขาดครับ สาเหตุที่ชื่อนี้เพราะเวลาหิมะตก บนสะพานจะขาวโพลนไปหมด พออากาศอุ่นลงหิมะจะเริ่มละลายจากกลางสะพานจนเหลือแต่พื้นสีดำก่อน ส่วนเชิงสะพานยังเป็นสีขาว ถ้ามองลงมาจากบนเขาจะเหมือนกับว่าสะพานมันขาด ส่วนอีกเหตุผลนึงที่ใคร ๆ ต้องมาลอยเรือดูสะพานนี้ ก็เพราะมันเป็นฉากสำคัญของตำนานความรักอมตะเรื่องนางพญางูขาวครับ” จากนั้นสินก็เล่าตำนานนางพญางูขาว สลับกับการบรรยายทิวทัศน์สองฝั่งทะเลสาบซีหูไปเรื่อย

เมื่อเห็นวัตถุรูปทรงประหลาดที่ลอยอยู่กลางน้ำ พจนาภรรยาของอาจารย์เสน่ห์จึงถามด้วยความสงสัย

“หินหน้าตาเหมือนเจดีย์กลางทะเลสาบนี่มีความหมายอะไรหรือเปล่าจ๊ะสิน”

มัคคุเทศก์ชาวจีนจึงชี้ไปยังตำแหน่งที่เห็นเจดีย์ซึ่งเจาะโพรงคล้ายช่องหน้าต่างไว้ ด้านบนมีหลังคาทรงเก๋งจีนครอบอยู่ พร้อมกับอธิบาย

“ก่อนอื่นทุกคนต้องเข้าใจนะครับ ว่าพระจันทร์เป็นสัญลักษณ์ของความรัก ความหวัง สิ่งดีงาม และความโรแมนติกของคนจีน และที่ตรงนี้เราจะได้เห็นพระจันทร์สามสิบสามดวงครับ

“เจดีย์กลางน้ำนี้ แต่ละอันมีหน้าต่างห้าช่อง ตอนกลางคืนเราจะจุดโคมไฟไว้ข้างใน แล้วเอากระดาษขาวบาง ๆ มาปิดไว้ทำให้ดูเหมือนดวงจันทร์ เจดีย์สามอัน ๆ ละห้าช่อง ก็จะได้พระจันทร์สิบห้าดวง นับเงาที่สะท้อนลงในน้ำ ก็จะได้ดวงจันทร์สามสิบดวง พระจันทร์ของจริงบนฟ้านับอีกหนึ่ง เงาพระจันทร์สะท้อนลงในน้ำก็เป็นสามสิบสอง เอาละครับ มีใครรู้บ้างว่าพระจันทร์ดวงที่สามสิบสามอยู่ที่ไหน”

คำถามง่าย ๆ ทว่าทำให้เหล่านักท่องเที่ยวพากันขบคิดเป็นการใหญ่

ไกด์หนุ่มชาวจีนแตะมือขาวสะอาดลงที่หน้าอกเบื้องซ้าย ณ ตำแหน่งของหัวใจ ดวงหน้าเนียนละเอียดแต้มยิ้มละมุน พร้อมเฉลยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“พระจันทร์ดวงที่สามสิบสาม พวกเราชาวจีนเชื่อกันว่าอยู่ที่ใจครับ ในหัวใจของเราทุกคนจะมีแสงสว่างของพระจันทร์ส่องนำทางให้เสมอ” สีหน้าของสินสำรวมลง ด้วยสงบตั้งมั่นในความเชื่อที่สืบทอดกันมาของบรรพบุรุษ

ถ้อยคำนั้นตกกระทบถึงหัวใจรินรดาแทบจะในเสี้ยววินาทีเดียวกัน ดวงตาเธอทอประกายอ่อนโยนก่อนหลับลงช้า ๆ พลางแตะมือที่หน้าอกเบื้องซ้าย สัมผัสความอิ่มเอมสงบสุขอันรื้นขึ้นภายใน

หัวใจเธอมืดหม่นมานานเหลือเกิน ถ้าหากในนั้นมีพระจันทร์อยู่จริง ก็ขอให้มันส่องแสงนำทางให้เธออีกครั้งด้วยเถิด

ชนวีร์ชะงักเมื่อเห็นกิริยาของหญิงสาวเต็มตา เขาทวนถ้อยคำของมัคคุเทศก์ชาวจีนอีกครั้ง และเผลอตั้งคำถามกับตัวเองขึ้นในใจ

แล้วพระจันทร์ในหัวใจเขาล่ะ จะส่องนำทางเขาให้ไปหยุดลงที่ผู้หญิงคนไหน

หลังจากเรือแล่นไปพักใหญ่ นักท่องเที่ยวจีนข้าง ๆ จึงหันมาชวนภูมิคุยฆ่าเวลา ในฐานะที่เคยประจำอยู่สถานทูตปักกิ่งสี่ปี ภูมิสื่อสารภาษาจีนได้ระดับหนึ่ง หลังจากเริ่มต้นด้วยคำถามง่าย ๆ แล้ว หมวดคำศัพท์ก็เริ่มยากขึ้นเรื่อย ๆ จนเขาขมวดคิ้ว ต้องเรียกพี่ชายมาช่วยแปล

ภูมิทึ่งเมื่อเห็นพี่ชายพ่นภาษาเป็นไฟ ชนวีร์เคยเล่าทีเล่นทีจริงว่าได้ภาษาจากอานิสงส์การคบสาวจีนสมัยเรียนที่สหรัฐอเมริกา เขาเพิ่งรู้ว่าพี่ชายเรียนมา ‘ลึกซึ้ง’ แค่ไหน ก็ตอนเห็นชนวีร์สื่อสารกับคนท้องถิ่นได้ราวกับเป็นภาษาหลัก !

“เขาถามว่านายชอบซูสีไทเฮาเพราะอ่านจากประวัติศาสตร์จีน หรือดูจากหนังจักรพรรดิโลกไม่ลืม[1]” ชนวีร์แปลคำถามให้ฟัง

เมื่อเข้าใจคำถามแล้ว ภูมิจึงพยายามตอบด้วยภาษาจีน ตรงไหนที่นึกคำศัพท์ไม่ออกก็ถามพี่ชายเป็นระยะ บทสนทนาที่ออกมาจึงค่อนข้างกระท่อนกระแท่น จนความเพลิดเพลินเริ่มแปรเป็นความยากลำบากขึ้นเรื่อย ๆ

เมื่อนักการทูตหนุ่มยกมือยอมแพ้เพื่อตัดบทสนทนา ชนวีร์จึงถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างโล่งอก แต่ก็อดประชดไม่ได้

“มีอะไรให้กระผมรับใช้อีกไหมขอรับ ฯพณฯ! หน็อย...เรียกนายชนวีร์มาเป็นล่ามให้ ศักดินาชะมัด”

วาจากระทบกระเทียบเปรียบเปรยน่ะ ภูมิยังพอได้ยินได้เจอบ้าง แต่ภาพที่ชนวีร์ส่ายหน้า เบ้ปากเป็นเด็กชายถูกขัดใจนี่สิ เขาไม่ได้เห็นมานานแล้ว

นับตั้งแต่พี่ชายเดินทางไปเรียนระดับมหาวิทยาลัยที่ต่างประเทศ เส้นทางชีวิตของสองพี่น้องก็ห่างกันไป เขาถูกส่งไปเรียนต่างรัฐในปีถัดมา ส่วนชนวีร์นั้นสำเร็จปริญญาด้านเศรษฐศาสตร์มหาบัณฑิตแล้วกลับบ้านมาก่อน

ตอนที่ภูมิกลับเมืองไทยในอีกสามปีต่อมา พี่ชายของเขาก็เข้ารับตำแหน่งแทนแม่ กลายเป็นผู้บริหารมือทองของณัฐภัทรคอร์ปอเรชั่นไปแล้ว ภูมิยิ่งห่างจากพี่ชายออกไปเมื่อเขาเข้ารับราชการที่กระทรวงการต่างประเทศและถูกส่งไปประจำที่ปักกิ่งและสวิตเซอร์แลนด์ เพิ่งได้กลับมากรุงเทพฯ เมื่อปีกลายนี่เอง

สิบกว่าปีที่ไม่ได้คลุกคลีใกล้ชิดกัน มันนานจนภูมิเกือบลืมไปแล้วว่าเมื่อก่อนพี่ชายเคยเป็นคนสนุกสนาน ร่าเริง แถมยังเป็นหนุ่มจอมกวน ขี้เล่นขนาดไหน เพิ่งจะเมื่อครู่นี้เองที่ลักษณะเหล่านั้นปรากฏขึ้นบนสีหน้าท่าทางของเขาอีกครั้ง

ชายหนุ่มเพิ่งรู้ตัวว่าชอบเห็นพี่ชายในแง่มุมนี้ มากกว่ามาดชนวีร์ยามอยู่กรุงเทพฯ ที่ทั้งเขี้ยว คมกริบ เจ้าเล่ห์ และเคร่งขรึมเป็นการเป็นงานตลอดเวลา

ชั่วขณะที่ภูมิอยากรู้ความคิดของพี่ชาย

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ พี่ชายเขายังจะเลือกเป็น ชนวีร์ ณัฐภัทร อย่างทุกวันนี้หรือเปล่า !

ระหว่างที่เรือยังคงล่องเลาะไปตามทะเลสาบซีหู เมื่อเห็นลูก ๆ ของกันต์และอารีย์รื้อสำรับไพ่อูโน่[2]มาตั้งวงเล่นฆ่าเวลา รินรดาซึ่งไม่มีอะไรทำ จึงเข้าไปร่วมวงด้วย โดยชวนเด็ก ๆ ไปนั่งเล่นที่เก้าอี้แถวหลัง เพื่อเลี่ยงการส่งเสียงที่อาจรบกวนนักท่องเที่ยวคนอื่น

ชนวีร์ปล่อยให้น้องชายกับน้องสะใภ้นั่งคุยกัน ส่วนตัวเองหันไปทางกลุ่มทะโมนที่เฮฮาเสียงดังอยู่ท้ายเรือ ภาพริมทะเลสาบซีหูที่เหมือนกับในความฝันตามติดมาในความคิดของชายหนุ่ม

มันต้องมีวิธีพิสูจน์สิ ว่ารินรดาเป็นผู้หญิงในฝันของเขาหรือเปล่า

ชนวีร์เคยใช้เวลาทั้งชีวิตเฝ้าเปรียบเทียบความคล้ายคลึงของหญิงสาวในความฝันกับคู่ควงทุกคน ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียง หรือสัมผัสของสตรีเหล่านั้น ทว่ากลับไม่เคยมีใครที่พอเข้าเค้าว่าจะเป็นเธอคนนั้นได้สักที แต่แล้วเพียงพบรินรดาไม่นาน เขากลับเห็นเธอซ้อนทับกับภาพในนิมิตนั่น

ลึก ๆ แล้วเขาหวังว่ามันจะไม่ใช่แค่ความบังเอิญ !

ชนวีร์นิ่งพินิจดวงหน้าหญิงสาว พยายามเพ่งหาส่วนเสี้ยวที่อาจปะติดปะต่อกับผู้ที่ความฝัน แต่ไม่ว่าจะมองมุมใด เขาก็นึกไม่ออกเสียทีว่าเธอใช่สตรีคนนั้นหรือไม่

ชายหนุ่มลูบหน้าแรงขับไล่ความรู้สึกสับสน พลันเขาจึงเห็นน้องอุ้มทิ้งไพ่ลงบนโต๊ะพร้อมกับร้อง “อูโน่ ! ” พอดี อ้นเปล่งเสียงไชโยถือหางน้องสาวเต็มที่

“เฮ้ย ! โกงพี่หรือเปล่าเนี่ย ทำไมสองคนนี้ได้แต่ไพ่ดี ๆ ล่ะ นี่พี่จะแพ้เป็นเกมที่สามแล้วเหรอ เป็นไปได้ยังไง” รินรดามองไพ่ปึกใหญ่ในมือพลางโหวกเหวก

ทั้งที่รู้ดีว่าเด็ก ๆ ไม่ได้เล่นเฉโกแน่นอน แต่ที่ต้องโวยวายก็เพราะไม่อยากให้ใครอีกคนหนึ่งจับได้ต่างหาก ว่าการที่เขาจับจ้องมองมาแทบไม่คลาดสายตาเช่นนี้ มีอิทธิพลกับสมาธิของเธอแค่ไหน

หญิงสาวตวัดสายตาจิกใส่คนไม่มีมารยาทด้วยความขัดเคือง พยายามนึกว่านับจากที่เจอกันเมื่อคืนจนถึงตอนนี้ เธอได้หายใจโล่ง ๆ แบบไม่มีใครเฝ้ามองบ้างหรือยัง

รินรดาไล่เรียงความทรงจำตั้งแต่อยู่สนามบินจนมาถึงตอนนี้อย่างฉุน ๆ และกลับต้องหงุดหงิดใจยิ่งกว่าเมื่อพบว่าตัวเองจำเหตุการณ์ระหว่างเขากับเธอได้แทบทุกบทตอน

ถึงภาคนางฟ้าจะพยายามปลอบใจตัวเองว่า จำได้ก็ไม่แปลก เพราะเรื่องมันเพิ่งเกิดขึ้นวันนี้เอง

 แต่สมาชิกพรรคมารในใจกลับใส่ไฟไม่ยั้ง ไม่แปลก...แต่มันมากเกินไป โดยเฉพาะเมื่อเธอจำได้แม้กระทั่งท่าทางที่เขาเลิกคิ้วน้อย ๆ หรือยามที่รอยยิ้มบาง ๆ นั้นแย้มขึ้นที่มุมปากราวกับกำลังหมายมาดบางสิ่งอยู่ในใจ

รินรดาชะงักงันกับความคิดของตัวเอง

เดี๋ยวนะ ! ยิ้มมุมปากนิด ๆ เหมือนว่ากำลังมุ่งหมายอะไรบางอย่างงั้นหรือ

เพี้ยนหรือเปล่าน่ะหลิว เธอไปรู้ได้ยังไงยะ ว่าเวลาผู้ชายคนนั้นยิ้มแบบไหนแปลว่าอะไร !

หญิงสาวสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เธอวางไพ่คืนใส่กองหลังจบเกม บอกเด็ก ๆ

“พี่หลิวยอมแพ้แล้ว ไว้พี่ซื้อขนมเลี้ยงอ้นกับอุ้มก็แล้วกันนะ”

เธอรีบลุกจากที่นั่ง ก้าวพรวดเปิดประตูทะลุไปนอกระเบียงทางตอนท้ายของเรือ ด้วยหวังว่าอากาศเย็นสดชื่นจะช่วยพัดพาความวุ่นวายใจออกไปได้บ้าง มือขาวสะอ้านบีบราวระเบียงแน่น คล้ายระบายความอัดอั้นในใจให้จางลง

เธอต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ รินรดา เธอเพิ่งเจอผู้ชายคนนั้นไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงด้วยซ้ำ แต่กลับปล่อยให้เขามีผลกับอารมณ์กับความรู้สึกของตัวเองขนาดนี้

หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึก และผ่อนออกช้า ๆ พยายามปรับอารมณ์ให้นิ่ง อ้อมแขนผอมเพรียวยกขึ้นกอดอกแน่น ไหล่บอบบางห่อนิด ๆ เพื่อปกป้องร่างกายจากความหนาวยะเยือก

เจ้าของร่างโปร่งเพรียวยืนอยู่ท่ามกลางไอหมอกบางเบา ทิวทัศน์ของทะเลสาบซีหูที่เลือนรางอยู่เบื้องหลังขับให้เธอดูตัวเล็กจ้อยท่ามกลางความเวิ้งว้าง ราวกับเด็กหญิงตัวน้อยที่หลงทางอยู่ในม่านหมอก หาทางออกไม่ได้

สัญชาตญาณผู้ปกป้องของชนวีร์ลุกโพลง จนทำให้เขานึกอยากจะเข้าไปยืนข้าง ๆ เพื่อดึงมือเธอมากุมไว้และบีบเบา ๆ

คิดแล้วเพลย์บอยหนุ่มก็นึกขำตัวเองที่กล้าเพ้อไปถึงเพียงนั้น คุยกันไม่ถึงสามคำก็โดนวีนใส่แล้ว นี่ริอ่านจะไปจับมือเธอ ดีไม่ดีจะได้โดนเจ้าหล่อนตบเข้าให้น่ะสิ !

ถึงมือเธอจะเล็กบางแค่นั้น แต่ถ้าโดนตบน่ะยังไงก็คงเจ็บแน่ ๆ

แต่ถ้าเธอเกิดเธอใช้สองมือนี้ประคองใบหน้าเขาไว้ล่ะ มือเล็กของรินรดาจะทิ้งไออุ่นไว้บนดวงหน้าเขาเช่นในความฝันหรือเปล่านะ

แค่นึกถึงความฝันนั้น กระแสนุ่มนวลบางประการก็แผ่เข้ามาในหัวใจชายหนุ่ม ชนวีร์ยักไหล่ วิธีเดียวที่จะหาคำตอบนี้ให้ได้ก็คือ อยากรู้...ก็ต้องลองดู !

เขาเห็นเสื้อกันหนาวของตัวเองถูกรินรดาวางกองไว้บนเก้าอี้ที่เด็กๆ นั่งเล่นกันอยู่ จึงหยิบติดมือก่อนเดินตามไปยืนข้างเธอเงียบ ๆ

รินรดาตวัดสายตามองมาทันที เธอถอนหายใจและบอกว่า “ขอฉันอยู่คนเดียวเงียบ ๆ ได้ไหม”

ชนวีร์กำลังจะย้อนเธออยู่แล้วว่าเขาก็กำลังยืนเงียบ ๆ อย่างที่เธอว่านั่นแหละ แต่ท่าทางเหนื่อยอ่อนของหญิงสาวกลับทำให้เขาเปลี่ยนใจ และหุบปากสนิทแทน

ชายหนุ่มเก็บคติ ‘ตื๊อเท่านั้นที่ครองโลก’ ใส่กระเป๋าไว้ชั่วคราว เขายังรู้จักเคารพพื้นที่ส่วนตัวของเธออยู่บ้างหรอกน่า !

นับเป็นครั้งแรกที่ชนวีร์ไม่ก่อกวนเธอ แถมยังพยักหน้ายอมรับง่าย ๆ ชายหนุ่มพาดเสื้อกันหนาวที่ถือติดมือมาไว้บนราวไม้เย็นเฉียบใกล้มือหญิงสาว

“งั้นคุณก็สวมเสื้อไว้หน่อยละกัน อากาศข้างนอกมันหนาว เกิดป่วยขึ้นมา จะพานเที่ยวไม่สนุกเปล่า ๆ ” ชนวีร์กำชับ

ไม่รู้เลยว่าคำพูดของเขาคือฟาง...เส้นสุดท้ายพอดีที่ทำให้ลาหลังหัก !

รินรดาหันขวับมาตั้งคำถามทันควัน “เมื่อไหร่คุณถึงจะเลิกยุ่งกับฉันเสียที”

ชายหนุ่มเลิกคิ้ว เขาแค่กวนประสาทเธอนิด ๆ หน่อย ๆ จีบบ้างปากหวานบ้างตามประสา แต่ชนวีร์มั่นใจว่าในบรรดาทุกสิ่งที่เขาทำไป ยังไม่มีตรงไหนที่รุนแรงถึงขนาดเข้าข่าย ‘ยุ่ง’ เลยสักข้อ

“ผมยุ่งกับคุณที่ไหน ก็แค่ห่วงใยตามประสาคนเดินทางด้วยกันเท่านั้นเอง”

“จะประสาอะไรก็ช่าง คุณไม่รู้หรือไงว่าฉันไม่ต้องการน่ะ”

“ถามจริงเถอะนะ ผมทำอะไรให้คุณไม่พอใจเหรอ ทำไมถึงตั้งป้อมรังเกียจผมนัก” ท่าทีจริงจังของเธอทำให้เขาอยากรู้ ผู้หญิงคนนี้มีเหตุผลอะไร ทำไมเธอถึงคอยผลักไสเขาออกไปห่าง ๆ อย่างนี้

รินรดานิ่งงันราวกับไม่รู้เช่นกันว่าจะตอบคำถามนี้อย่างไร!

“ผมไม่เข้าใจว่าทำไมคุณถึงไม่ชอบหน้าผม จะว่าคุณแอนตี้ผู้ชายก็ไม่ใช่ เพราะคุณก็คุยกับน้องผม คุยกับสิน อาจารย์เสน่ห์ หรือคุณกันต์ คุณคุยกับทุกคนได้ แต่กับผมอย่าว่าแต่คุยเลย แม้แต่ท่าทางเป็นมิตร คุณก็ยังไม่มีให้เลยด้วยซ้ำ”

“คุณไม่ได้ทำอะไรให้ฉันไม่พอใจ ฉันแค่ไม่ต้องการพูดคุยหรือรู้จักกับคุณก็เท่านั้นเอง ไม่ต้องถามนะคะ เพราะฉันไม่มีเหตุผลสำหรับเรื่องนี้”

ชายหนุ่มชะงัก เดาเจตนาที่เธอใช้คำพูดตัดสัมพันธ์เช่นนั้นได้ดี ถ้าเธอคิดว่าการพูดแรงจะทำให้เขาถอดใจ ก็แปลว่าเธอแทบไม่รู้จักธาตุแท้ของผู้ชายเลย

ไม่เคยมีใครบอกผู้หญิงคนนี้หรือไง ว่าเวลาที่ผู้ชายอยากเอาชนะใจใครสักคน นอกจากมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวแล้ว ผู้ชายบางคนน่ะมีมารยามากกว่าร้อยเล่มเกวียนของผู้หญิงเสียอีก !

ชนวีร์เลือกใช้มารยาจากเกวียนเล่มที่หนึ่งร้อยหนึ่ง ด้วยการหยิบหน้ากากเป็นการเป็นงานขึ้นมาครอบดวงหน้า บอกเธอด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมจริงจัง

“ตกลงครับ ถ้ามันเป็นความต้องการของคุณ” มือใหญ่ตบเสื้อที่พาดอยู่บนราว “คนอื่นข้างในนั้นเป็นห่วง กลัวคุณไม่สบาย ถือว่าเห็นแก่ตัวเองและเพื่อนในคณะ ช่วยสวมเสื้อไว้หน่อยละกัน แล้วคุณค่อยเอามาคืนผมตอนกลับเข้าโรงแรม”

ชายหนุ่มละมือจากเสื้อกันหนาว เขาชะงักนิดเดียว ก่อนพูดประโยคถัดไป

“ขอโทษด้วย ถ้าที่ผ่านมาผมทำให้คุณไม่พอใจ” พูดจบก็หมุนกายกลับเข้าไปภายในห้องโดยสารที่อบอุ่นอย่างรวดเร็ว

รินรดาทั้งแปลกใจระคนสับสนที่เขาไม่ตอบโต้กวนใจอย่างเคย หญิงสาวทอดสายตาตามร่างสูงเพรียว เริ่มกังวลนิด ๆ ว่าเธออาจพูดจารุนแรงเกินกว่าเหตุ

หญิงสาวชั่งใจมองเสื้อกันหนาวเนื้อหนาที่พาดอยู่บนราวระเบียงชั่วครู่ แล้วจึงตัดสินใจหยิบมาสวมเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่เขาหยิบยื่นให้ก่อนลงเรือ เมื่อกรุ่นกลิ่นจางที่ยังตกค้างอยู่กับตัวเสื้อสัมผัสฆานประสาท หญิงสาวก็ขมวดคิ้วด้วยความข้องใจ

ทำไมเธอถึงได้คุ้นเคยกับน้ำหอมของผู้ชายคนนั้นเหลือเกิน !

 

[1] รัฐบาลจีนไม่อนุญาตให้ฉายภาพยนตร์เรื่อง The Last Emperor (จักรพรรดิโลกไม่ลืม) ในประเทศจีน โดยให้เหตุผลว่าภาพยนตร์เรื่องนี้บิดเบือนจากความจริงในประวัติศาสตร์

[2] อูโน่ (Uno) เป็นไพ่การ์ตูนชนิดหนึ่ง ในสำรับจะมีไพ่คำสั่งหลายชนิด จุดมุ่งหมายของเกมคือผู้เล่นต้องทิ้งไพ่ในมือให้หมดเร็วที่สุด เมื่อลงไพ่ครั้งละสองใบ หรือไพ่ในมือเหลือใบสุดท้ายจะต้องร้องอูโน่เพื่อให้สมาชิกทุกคนทราบ ผู้ที่เหลือไพ่อยู่เป็นคนสุดท้ายถือเป็นผู้แพ้  

 

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

 

ภาพรักในฝัน เคยตีพิมพ์สองครั้งกับ สำนักพิมพ์อรุณ

ตอนนี้สิริณนำมาจัดทำเป็นฉบับอีบุ๊ก

หยิบมาโพสต์ให้ทดลองอ่านก่อนตัดสินใจซื้อค่ะ

สิริณจะลงให้อ่านจนจบ แล้วลบครึ่งเล่มนะคะ

.

ภาพรักในฝัน ราคา 219 บาท

mebmarket >> http://bit.ly/2U5XWXu

ookbee >> http://bit.ly/2YTz2Oh

Hytexts >> http://bit.ly/2I59t7z

.

นักอ่านท่านใดสนใจฉบับหนังสือ

สิริณยังพอมีเหลือเล่มอยู่ไม่ถึงสิบเล่ม

สามารถสอบถามได้ที่ m.me/SirinFC

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น