Sawachi Yuki
email-icon facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Chapter :: 27 :: Keep going [100 Per]

ชื่อตอน : Chapter :: 27 :: Keep going [100 Per]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 12k

ความคิดเห็น : 21

ปรับปรุงล่าสุด : 16 พ.ค. 2562 22:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter :: 27 :: Keep going [100 Per]
แบบอักษร

27

Keep going

100 Per

 

 

 

“สวัสดีครับคุณป้า คุณลุงให้ผมมารับแทนน่ะครับ” เจโรมีทักทายคุณหญิงทับทิมที่หน้าประตูทางออกของสนามบิน เมื่อหญิงสาววัยกลางคนผู้เป็นมารดาของคนรักเดินออกมา เจโรมีเห็นแววตาของเธอสั่นไหวชั่วครู่หนึ่งก่อนจะปรับนิ่งเฉยเหมือนไม่ได้รู้สึกอะไรและเลี่ยงที่จะสบตา

“ตาเจ็มนี่เอง ขอใจที่มารับป้านะ”

“ไม่เป็นไรครับ วันนี้ผมมีเรียนแค่ช่วงเช้าวิชาเดียวเท่านั้น”

“เหรอ ลำบากแย่ แทนที่จะเอาเวลาไปพักผ่อนบ้าง มาลำบากเพราะป้าแท้ๆ”

เจโรมีไม่รู้ว่าเธอพูดในความหมายแบบไหน ประชดประชัน แขวะ หรือว่าหวังดีจริงๆ เพราะว่าไม่อยากจะคิดไปเองให้ปวดใจอีกแล้ว ขอมองผ่านท่าทีแบบนี้ก็แล้วกัน

แค่ได้เจอก็ถือว่าดีแล้ว นี่เป็นครั้งแรกหลังจากเกิดเรื่องที่เจโรมีมีโอกาสได้พบกับทับทิมแบบนี้

“ผมเคยลำบากเพราะคุณป้าด้วยเหรอครับ ยังไงผมก็เต็มใจทำเพื่อคุณป้าอยู่แล้ว เดินทางมาเหนื่อยๆ รีบขึ้นรถเถอะครับจะได้รีบกลับไปพักผ่อน” ชายหนุ่มยิ้มให้อยู่ตลอดแม้ว่าจะรู้สึกหน้าเสียเล็กน้อยก็ตาม

“จ้ะ งั้นก็ฝากด้วยนะเจ็ม จ๋าช่วยสมบัติเอากระเป๋าขึ้นรถนะ” เธอหันไปสั่งคนติดตามของตัวเองที่ยืนอยู่ข้างหลัง หญิงสาวรับคำสั่งทันทีแล้วเข้าไปช่วยคนขับรถขนกระเป๋า ส่วนทับทิมก็ขึ้นไปนั่งรอบนรถซึ่งเจ็มเปิดประตูให้ ก่อนที่เจโรมีจะตามไปนั่งข้างๆ

ไม่นานรถก็เคลื่อนตัวออกจากสนามบินจุดหมายคือบ้านใหญ่

“ไปเที่ยวมาเลเซียมาสนุกไหมครับ” เจโรมีทำลายความเงียบโดยการสอบถามอย่างที่ตนเคยทำมาตลอด แต่สถานการณ์ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมแล้ว ทับทิมเอาแต่เงียบ หน้านิ่งเฉย จนเจ็มรู้สึกเศร้าๆ

“สนุกดีนะ ป้าชอบไปเที่ยวกับเพื่อนบ่อยๆ”

“ครับ ผมก็พอทราบอยู่ มาเลเซียเป็นประเทศที่คุณป้าไปกับเพื่อนๆ บ่อยที่สุด”

“เราน่ะไม่ค่อยได้เที่ยวใช่ไหมล่ะ ถ้ามีโอกาสก็ลองไปดูนะ”

“ผมก็อยากจะไปเที่ยวสักครั้งนะครับ ไปแบบที่ไม่ต้องทำงาน”

“ก็ลาพักร้อนสิ”

“นั่นสินะครับ”

แม้พูดคุยกันดูเหมือนปกติแต่น้ำเสียงและสีหน้าของคุณหญิงมันช่างดูเย็นชาเสียจนเจโรมีไม่สบายใจสุดๆ มันไม่เหมือนเดิมเลยสักนิด คุณป้าที่เคารพไม่มีรอยยิ้มให้เจโรมีเลย

เจโรมีเงียบไป แล้วนั่งเหม่อ คุณหญิงรู้สึกถึงความผิดปกติของหลานชายก็ลอบมองนิดๆ ก่อนจะเสหน้าไปทางหน้าตา บางสีแดงจากลิปสติกเม้มแน่น มือก็กำกระโปรงตรงหน้าตัก มันมีหลากหลายอารมณ์ที่ตีรวนอยู่ในตอนนี้ เธอไม่ได้อยากแสดงอาการแบบนี้เลย แต่มันเป็นไปเอง ที่สำคัญเธอยังไม่พร้อมทำความเข้าใจกับเรื่องของลูกชายกับหลานชายสักเท่าไหร่นัก เลยหนีหน้า หนีความจริง ไปพักสองกับเพื่อนๆ อยู่บ่อยๆ

เมื่อถึงบ้านแล้วเจโรมีก็เดินตามคุณหญิงเข้าไปส่งถึงในบ้าน

“คุณลุงไม่อยู่นะครับ วันนี้ไปคุยกับท่านสินธุเรื่องทำสนามกอล์ฟครับ”

“งั้นเหรอ คุณพี่ได้บอกเจ็มไหมว่าจะกลับตอนไหน”

“ประมาณช่วงอาหารเย็นพอดีครับ”

“โอเค ป้าจะได้ไม่ต้องโทรถาม เอาล่ะ เจ็มกลับไปพักผ่อนเถอะ ขอบคุณที่มาส่งป้านะ” เธอหันมาบอกพยายามส่งยิ้มน้อยๆ ให้กับเจโรมีแต่มันก็เป็นรอยยิ้มที่ไร้อารมณ์และฝืนที่สุด

“เอ่อ...คุณป้าครับ ผมมีเรื่องอยากจะคุย...”

“เอาไว้วันหลังนะ วันนี้ป้าเหนื่อยอยากพักผ่อน”

“ครับ ผมไม่รบกวนคุณป้าแล้ว ขอโทษด้วยนะครับที่เสียมารยาท” เจโรมีหน้าเสียรู้สึกผิดขึ้นมาทั้งๆ ที่รู้ว่าท่านกำลังเหนื่อยก็ยังจะมาคุยให้ท่านเครียดไปอีก

“ไม่เป็นไร เอาไว้ค่อยคุยนะเจ็ม”

“ครับ งั้นผมลานะครับ”

“จ้ะ”

“สวัสดีครับ”

เจโรมีไหว้ลาแล้วกลับคอนโดของตัวเองในทันทีด้วยความผิดหวัง เขาไม่ได้โกรธหรือน้อยใจอะไรทับทิมหรอก เจโรมีเข้าใจว่ามันต้องใช้เวลา แต่เจอแบบนี้ก็ต้องผิดหวังเป็นธรรมดา

 

 

ร่างโปร่งนั่งดูทีวีไปถอนหายใจไปจนกระทั่งพีรพุฒิกลับมาจากทำงาน พีรพุฒิเห็นอาการเหม่อลอยของเจโรมีก็ถามขึ้นระหว่างนั้นก็ปลดกระดุมเสื้อ ดึงชายเสื้อเพื่อให้ร่างกายคลายความอึดอัดก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ กับเจโรมี มือก็หยิบน้ำเปล่าเย็นๆ ตรงหน้ามาดื่มเพราะเชื่อว่าเจ็มเตรียมมันไว้ให้กับเขา

“เป็นอะไร”

“เฮ้อ...วันนี้ผมไปเจอคุณป้ามาครับ” พีรพุฒิชะงักไปครู่หนึ่งก็ดื่มน้ำต่อไม่แสดงอาการอะไร

“แล้วยังไง”

“ก็ไม่ยังไง ท่านเย็นชามากเลยครับ”

“เวลาแม่โกรธๆ หรือน้อยใจก็จะเงียบๆ นั่นแหละ”

“ท่านคุยกับผมปกตินะครับ แต่ว่าไม่ยิ้มเลย”

“ก็เป็นสัญญาณที่ดีนะ”

“เหรอครับ?” หันมามองหน้าคนข้างกาย พีรพุฒิเลยมองกลับพร้อมด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนที่คนได้รับสบายใจขึ้นมาเยอะเลย

“ก็ดีกว่าเงียบ ไม่พูดอะไรเลยนะ”

“นั่นสินะครับ” ร่างโปร่งพึมพำเบาๆ แล้วเงียบไปจมอยู่ความคิดของตนเอง พีรพุฒิเห็นแบบนั้นก็คว้าอีกคนเข้ามากอดแน่นๆ แล้วคลายออกมา

“ต้องผ่านไปได้สิ”

“ครับ”

เจโรมีรับคำแต่ก็ยังคงมีอาการเหม่อลอย พีรพุฒิกำลังคิดหาทางไม่ให้เจโรมีคิดมากเรื่องนี้ก็เลยเปลี่ยนเรื่องคุยมาพูดคุยกันเรื่องงานใหญ่ที่พีรพุฒิเตรียมการมาตั้งแต่ปีที่แล้วแทน

“เอ้อ อาทิตย์หน้า ฉันจะไปอเมริกานะ”

“ไปทำไมครับ”

“เจรจาสัญญาเช่าโรงงานกับเวิด์ลเฟอร์นิเจอร์ แล้วก็สัญญาเช่าสถานที่สำหรับจะเปิดสำนักงานขายกับศูนย์จัดเก็บและกระจายสินค้าที่นั่นน่ะ”

“ผมเชื่อว่ามันจะสำเร็จ เพราะผู้บริหารของเราเก่งกาจมาก”

“ปากหวานจังเลยฮึ”

“ผมพูดความจริง คุณพุฒิเก่งจริงๆ นี่ครับ”

“เรื่องนี้ต้องมีเส้นสาย ถ้าฉันไม่ได้ฝึกงานและรู้จักกับซีอีโอก็คงทำไม่ได้ง่ายๆ หรอกน่า”

“ก็เป็นเพราะคุณพุฒิอยู่ดีนี่ครับ”

พีรพุฒิหัวเราะไม่เถียงต่อแล้ว เพราะยังไงอีกคนก็ไม่ยอมลดราวาศอกแน่

“เออเจ็ม ตามการประชุมตอนต้นปีนะ บริษัทเราจะมีการเพิ่มสายผลิตภัณฑ์แล้วก็เพิ่มไลน์การผลิตด้วย คาดว่าปีนี้เป็นต้นไปสามปีคงจะขยับขยายไม่หยุด ฝากเรื่องงบประมาณการลงทุนด้วยนะ อ้อทางฉันให้คุณนิดจัดการหาเลขามาให้นายแล้ว ใกล้จะเรียนจบแล้วนี่ งานนายเองก็ล้นมือเพราะฉะนั้นจะให้เลขามาช่วยงาน”

“อ่า ตามนั้นก็ได้ครับ ผมยังไงก็ได้”

“อ้อ ฉันฝากดูแนวโน้มเศรษฐกิจด้วยนะ แล้วค่อยเสนอในที่ประชุมเป็นโครงการๆ ไป”

“ครับ”

“โอเค เลิกพูดเรื่องงาน เพราะวันนี้เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว มีอะไรกินบ้างล่ะวันนี้”

“จริงสิ!” เจโรมีลุกขึ้นยืนพรวดพราดเมื่อนึกขึ้นได้ว่าลืมอาหารเย็น

“ลืมล่ะสิ”

“ขอโทษครับ พอดีผม...”

“เอาเถอะ ไม่เป็นไร เราไปทานข้างนอกก็ได้ แถวนี้มีร้านอาหารเยอะอยู่นะ”

“งั้นคุณพุฒิไปอาบน้ำให้สบายตัวก่อนนะครับ”

“ได้”

“งั้นผมจะโทรจองโต๊ะและสั่งอาหารเอาไว้เลย คุณพุฒิอยากทานร้านไหนครับ” เจโรมีถามมือก็ล้วงโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมที่จะโทรไปตามร้านอาหารที่ตนมีเบอร์อยู่เพราะว่าเข้าไปทานบ่อย

“ร้านที่เราไปบ่อยๆ ก็ได้ อาหารญี่ปุ่นที่เป็นคอร์สน่ะ”

“รับทราบครับ”

พีรพุฒิอมยิ้มแล้วเดินเข้าห้องนอนไป ส่วนเจ็มก็โทรศัพท์ไปจองโต๊ะอาหารและแจ้งเวลาจะเข้าไปเพื่อให้ทางร้านจัดเตรียมอะไรหลายๆ อย่างรอ

 

 

ร้านอาหารญี่ปุ่น

เมื่อเข้ามาถึงร้านแล้วพนักงานก็พาไปนั่งที่เคาท์เตอร์บาร์เลย เชฟใหญ่ของทางร้านจะเป็นคนทำสดและเสิร์ฟให้โดยตรง ส่วนมากพีรพุฒิกับเจโรมีมาทานจะเลือกนั่งโต๊ะมากกว่าแล้วพนักงานเสิร์ฟให้ แต่คราวนี้โต๊ะมันเต็มก่อนก็เลยต้องมานั่งที่บาร์ที่ไม่ค่อยมีความเป็นส่วนตัวเท่าไหร่นัก เนื่องจากอาจจะมีคนมานั่งเพิ่มได้

“วันนี้จะมีเชฟอยู่สองท่านประจำเคาท์เตอร์บาร์นะคะ เชฟที่จะคอยบริการคุณลูกค้าจะเป็นเจ้าของร้านค่ะ วันนี้มียูทูปเบอร์มาถ่ายทำรีวิวอาหารด้วย ต้องขออภัยเรื่องเสียงไว้ล่วงหน้าด้วยนะคะ”

“ไม่เป็นไรครับ ทางร้านแจ้งไว้ตอนที่โทรมาจองโต๊ะแล้ว”

ปกติเจโรมีจะโทรจองโต๊ะก่อนมาทานสามชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ แต่นี่มาแบบกะทันหันจะโทษใครได้ล่ะก็ผิดที่ตัวเองนั่นแหละ ส่วนเหตุผลที่พนักงานใส่ใจเรานั่นเป็นเพราะว่าเคยปิดร้านเลี้ยงผู้บริหารระดับสูง เคยพาลูกค้ามาเลี้ยง มาส่วนตัวก็บ่อย นับว่าเป็นลูกค้าประจำที่ทางร้านจัดพวกเขาอยู่ในกลุ่มลูกค้าวีไอพี

“รบกวนรอประมาณห้านาทีทางเราจะไปเรียกเชฟก่อนนะคะ คุณทาคาฮาชิ ยูสึเกะที่เป็นเจ้าของร้านและเชฟเตรียมวัตุดิบอยู่ในครัวค่ะ ขอสักครู่นะคะ ระหว่างนี้พนักงานจะเสิร์ฟเครื่องดื่มเพื่อเปิดประสาทรับรสให้นะคะ”

“ขอบคุณครับ”

พีรพุฒิกับเจโรมีนั่งรอบ้างก็พูดเรื่องร้านกันบ้าน ฝั่งตรงข้ามมีคนประมาณห้าคนซึ่งมีเชฟกำลังทำซูชิแบบสดๆ ให้ แม้จะห่างกันประมาณสามเมตรกว่าๆ แต่เสียงการทำรายการของฝั่งนั้นก็ถือว่าไม่ค่อยดังมากเท่าไหร่นัก ก็เป็นเสียงพูดปกติ อีกอย่างคนถ่ายทำรายการพวกนี้ก็คงจะมีไมค์ช่วยอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องพูดดังให้เสียบรรยากาศของร้านและรบกวนลูกค้าคนอื่นๆ ด้วย

รอไม่นานชายหนุ่มวัยในชุดเชฟสีขาวสะอาดอายุประมาณพีรพุฒิหรืออาจะมากกว่าพีรพุฒิปีสองปีก็เดินเข้ามาภายในโซนด้านใน เดินมายังฝั่งที่เขาสองคนนั่งรออยู่ เชฟหนุ่มหน้าตาไม่ธรรมดาโค้งให้ตามมารยาทแล้วแนะนำตัวเองด้วยภาษาไทยที่ชัดเจนผิดกับหน้าตาที่ญี่ปุ่นสุดๆ

“สวัสดีครับ ผมทาคาฮาชิ ยูสึเกะ เป็นเจ้าของร้านและเป็นเชฟที่จะดูแลพวกคุณตลอดการรับประทานในครั้งนี้ครับ ทางร้านขอขอบคุณคุณทั้งสองเป็นอย่างมากที่เลือกใช้บริการร้านเราอยู่บ่อยๆ ในฐานะเจ้าของร้านต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่งที่ไม่เคยให้การต้อนรับเลย พอดีผมจะไปดูแลร้านที่ญี่ปุ่นเป็นส่วนใหญ่แล้วให้ผู้จัดการดูแลที่นี่น่ะครับ”

“อ่า ไม่ต้องทางการขนาดนั้นก็ได้ครับ พูดคุยสบายๆ เลย พวกเรามาเป็นการส่วนตัวน่ะครับ” เจโรมีพูดบอกเมื่อเห็นว่าเจ้าของร้านตรงหน้าพูดได้น่าอึดอัดเกินไป จริงๆ พูดภาษาสุภาพพอไม่ต้องมากขนาดนี้ก็ได้

“ขอบคุณครับ งั้นเรามาเริ่มกันเลยนะครับ”

จากนั้นทางเจ้าของร้านก็เริ่มลงมือทำอาหารญี่ปุ่นตามเมนูในคอร์สที่ทั้งสองเลือกทานบ่อยๆ ซึ่งเมนูไม่ได้มีแค่ซูชิเท่านั้น มันมีอะไรหลายๆ อย่างที่แม้จะราคาต่อคอร์สจะสูง แต่เรื่องคุณภาพและรสชาติคุ้มราคาที่จ่าย ที่สำคัญร้านนี้มีสาขาในประเทศไทยไม่เยอะมาก เพราะร้านต้นตำรับอยู่ที่ญี่ปุ่นและขึ้นชื่ออันดับต้นๆ เลย

“อร่อยมากเลยครับ ว่าแต่ขอถามได้ไหมครับว่าทำไมคุณทาคาฮาชิถึงพูดไทยชัดมากขนาดนี้” เจโรมีถามด้วยความอยากรู้ เพราะมองหน้าของทาคาอาชิแล้วดูยังไงก็คนญี่ปุ่นร้อยเปอร์เซ็นต์แน่นอน

“ผมมีเสี้ยวไทยมาจากแม่น่ะครับ แม่ผมเป็นลูกครึ่งไทยญี่ปุ่น ยายเป็นคนไทยน่ะครับ คุณตาคุณยายท่านอยู่ไทยนี่แหละครับ ตอนเด็กๆ ผมอยู่ที่ไทยเลยพูดไทยได้ จากนั้นตอนเรียนประถมก็ย้ายไปอยู่กับพ่อแม่ที่ญี่ปุ่น”

“ครับ” เจโรมียิ้มให้ก่อนจะสนใจทานเมนูที่ถูกเสิร์ฟแต่ละเมนูไปพูดคุยกับพุฒิเป็นปกติไม่มีอะไรอยากจะถามไถ่อีกแล้ว เจโรมีแค่สงสัยเท่านั้นว่าทำไมคนหน้าญี่ปุ่นจ๋าถึงได้พูดไทยชัด ก็เท่ากับว่าบรรลุความอยากรู้ไปแล้ว

“ฉันไม่ชอบกินอันนี้ นายกินแทนละกัน”

“ได้ครับ คุณพุฒินี่ไม่รู้จักของอร่อยเลย”

“เฮอะ ฉันกินตามใจตัวเองหรอก ไม่ชอบคือไม่ชอบ โดยเฉพาะปลาไหล”

“คร้าบๆ”

เจโรมีคว้าจานนั้นมาทานเอง เดี๋ยวค่อยแลกกับของโปรดของพุฒิก็แล้วกัน

“อันนี้แลกกับปลาไหลเมื่อกี้ครับ”

“หึหึ รู้ใจฉันจริงๆ”

“ผมอยู่กับคุณพุฒิมานานนี่ครับ”

“ก็สมกับที่เป็นคนรู้ใจ” พีรพุฒิพูดออกมาหน้าตาเฉย

“คุณพุฒิ อย่าพูดเล่นแบบนี้สิครับ” เจโรมีเองก็พยายามกลบเกลื่อนมัน เพราะว่าอายเชฟที่ปั้นข้าวไปอมยิ้มไป ลอบมองพวกเขาสองคนไป

“ความจริง”

อ่า...เถียงไม่ออก

“น่ารักนะครับ พวกคุณน่ะ”

“เอ่อ...คือว่า” เจโรมีทำท่าจะปฏิเสธ ส่วนพีรพุฒิก็ไม่ได้สนใจเพราะมองออกว่าเชฟแค่พูดคุยไม่ได้มีอะไรเกินเลยไปมากกว่าที่จะพูดคุยกับลูกค้า

“ตามสบายนะครับ ผมจะทำเป็นไม่รู้ไม่ได้ยินครับ รับรองว่าทางผมจะกำชับพนักงานทุกคนไม่ให้พูดอะไรที่นำมาซึ่งความเสียหายของลูกค้าทุกๆ ท่านแน่นอนครับ”

“ขอบคุณนะครับ”

“ด้วยความยินดีครับ”

เจโรมีไม่สบายใจ ช่วงนี้มีโรงการลงทุนเยอะมากขึ้น หากมีข่าวเสียๆ หายๆ ออกไป มีหวังโครงการทุกโครงการต้องหยุดชะงักแน่ๆ ร้ายหน่อยคือระงับชั่วคราว เลวร้ายที่สุดคือยกเลิกโครงการ หากยกเลิกการเสียค่าปรับให้กับผู้ร่วมลงทุนในสัญญาก็มากมหาศาลยิ่งกว่าเงินที่จะใช้ลงทุนเสียอีก แล้วถ้าการเงินของบริษัทมันขาดสภาพคล่องไป สถาบันการเงินก็จะอนุมัติการกู้ยืมยากขึ้นไปอีก

แค่เรื่องเล็กๆ สามารถทำให้เสียไปถึงคนอื่นได้เหมือนกัน

“ทำหน้าเครียด อย่าบอกนะคิดเรื่องงานตอนนี้?”

“เอ่อ นิดหน่อยครับ”

“เจ็ม นี่มันนอกเวลางานนะ เวลาส่วนตัวก็คือส่วนตัว พักผ่อนเอาแรงไว้ทำงานต่อในวันต่อๆ ไป ไม่ใช่มาคิดเรื่องงานตลอดเวลาแบบนี้”

“เข้าใจแล้วครับ บ่นยาวเลยนะ” เจโรมีมองพีรพุฒิอย่างสำนึกผิด พีรพุฒิถอนหายใจ ส่ายหน้ายิ้มๆ ก่อนจะวางมือบนศีรษะของเจโรมีแล้วลูบเบาๆ

“ไม่ต้องคิดมากเจ็ม ฉันบอกแล้วไง ว่าปัญหาทุกปัญหาฉันจัดการได้”

“แต่ว่า”

“มันจะหลุดก็ให้หลุด เพราะฉันไม่คิดจะปิดบังอะไรอีกแล้ว แล้วระหว่างที่ฉันพูดคุยเจรจากับคู่ค้า ฉันก็บอกเอาไว้ว่าอนาคตอาจจะมีข่าวเรื่องฉันกับนายให้พวกเขาเข้าใจเอาไว้ก่อน คนที่เซ็นสัญญากับทางเรายังไงก็ผู้บริหารโดยตรงอยู่แล้ว ฉันเลยแจ้งเอาไว้ หากไม่เชื่อใจกันว่าฉันจะสามารถแก้ปัญหาที่อาจจะเกิดในอนาคตได้ก็ไม่ต้องเซ็น”

“คุณพุฒิพูดจริงเหรอครับ มันไม่ดูแปลกๆ ไปหน่อยเหรอครับที่จู่ๆ ก็พูดว่าเรามีความสัมพันธ์กัน” เจโรมีถามอย่างสงสัย มันออกจะแปลกประหลาดไปหน่อยไหม

“ก็แปลกอยู่นะ ฉันคิดว่ามันไร้สาระมากที่จะต้องมานั่งบอกว่าเราเป็นอะไรกัน แต่ฉันคิดว่าซื่อสัตย์เอาไว้ก่อน ยังไงเราก็ร่วมงานกันยาว”

“นั่นสินะครับ”

“ฉันแค่บอกว่ามันอาจะเกิดปัญหาขึ้นจากเรื่องของเรา และฉันก็บอกไปว่ามีทางออกเรื่องนี้แล้ว ไม่มีอะไรกระทบกับสัญญาหรือโครงการที่อนุมัติไปแล้วแน่นอน”

เจโรมีตั้งใจฟัง พยักหน้าตามไปด้วย เมื่อพุฒิพูดจบตัวเองก็หัวเราะออกมาเบาๆ

“หัวเราะอะไร?”

“เมื่อกี้คุณพุฒิพูดเรื่องงานออกมาเองเลยนะครับ พูดเยอะด้วย ส่วนผมน่ะแค่คิดเองนะครับ ฮะๆ”

พีรพุฒิเลิกคิ้วเมื่อได้ยินเช่นนั้นก่อนค่อยๆ ระบายยิ้มออกมา พีรพุฒิส่งเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ เมื่อคิดได้ว่าตัวเองพลาดไปแล้ว

“ให้ตายสิเจ็ม”

 

 

 

 

 

 

+ + + + + [P U T X J E M] + + + + +

         คุณแม่ยังคงตึงๆ ท่านรักเจ็มแหละ เลยออกอาการมากไม่ได้ ถ้าใครเคยอ่านเรื่องของพัฒน์ธีร์มาแล้ว ทางนั้นจะโดนคุณแม่จัดเยอะกว่านะคะ เพราะเจ็มมีเครดิตดีกว่าเยอะเลย

ฝากติดตามแฟนเพจกับทวิตเตอร์ด้วยนาจา

https://www.facebook.com/sawachiyuki/

https://twitter.com/Sawachi_Yuki

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น