โซซอล

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ​ตอนที่ 5-8 No way!

คำค้น : วุ่นนักลักผิดตัว นิยายเกาหลี นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.1k

ความคิดเห็น : 33

ปรับปรุงล่าสุด : 16 พ.ค. 2562 17:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
​ตอนที่ 5-8 No way!
แบบอักษร

ระหว่างที่โบยุนพยายามอย่างหนักเพื่อนึกถึงการกระทำของคลาวเดียนให้ออก รถยนต์ก็เคลื่อนตัวมาถึงถนนคุ้นเคยที่เขารอคอยอยู่จนได้ ริกชักสีหน้ากับความติดขัดบนท้องถนน แต่ทำเพียงเคาะนิ้วลงบนพวงมาลัยเท่านั้น อาจเพราะมีโบรีนั่งอยู่เบาะหลังก็เป็นได้

อากาศดีเกินไปจนต่างกับจิตใจแสนเศร้าหมองกับการจราจรที่ติดแน่นขนัดลิบลับ ดีจนโบยุนคิดว่าการใช้ชีวิตอยู่ซิซิเลียก็ยากพอๆ กับความดีของอากาศ เขาคิดว่าที่นี่คงไม่เหมาะกับตัวเอง เพราะนี่ยังไม่ถึงปีก็แทบไม่เหลือใจนึกสนุกกับทุกอย่างในซิซิเลียแล้ว ไม่ต่างอะไรจากบ้านเกิดอย่างเขตชองดัม ที่นับวันยิ่งเลือนรางเพราะไกลห่างมานานเกินไป

ริกจอดรถตรงบริเวณหน้าอาคารที่เป็นบ้านพักของโบยุน โดยไม่สนใจว่าตัวเองจะจอดรถขวางทางจนโดนบีบแตรไล่หรือไม่ สองพี่น้องได้แต่นิ่งอึ้งกับการกระทำของริก ก่อนที่โบยุนจะรีบผลักหลังให้ริกไปหยิบกระเป๋าเดินทางให้เร็วๆ ริกหัวเราะคิกคักพลางหยิบกระดาษที่พับอยู่ในกระเป๋ากางเกงยื่นให้โบยุน

“เดียนบอกให้เอาให้นาย”

ยับยู่ยี่จนบอกว่าเป็นแค่เศษกระดาษยังเชื่อได้ไม่ยาก โบยุนเห็นชื่อแบรนด์คุ้นตาและตัวเลขกับภาษาอังกฤษเต็มหน้ากระดาษนั้น เขาจำได้ว่ามันคือแบรนด์กลอนประตูที่ติดอยู่ตรงประตูหน้าบ้าน ซึ่งตัวเองเคยค้นหาวิธีตั้งค่าผ่านโน้ตบุ๊กอยู่เหมือนกัน เขาเงยหน้ามองริกเหมือนต้องการถาม ริกจึงยื่นมือลูบกลุ่มผมดำของโบยุนแล้วตอบกลับแบบสบายๆ

“วิธีตั้งค่ารหัสประตูบ้าน อ้อ รหัสผ่านตอนนี้คือสี่ตัวท้ายของเบอร์โทรศัพท์นายนะ ไปละ ไว้ติดต่อมาล่ะ”

จากนั้นริกก็หันหลังเดินกลับขึ้นรถอย่างคูลๆ โบยุนยืนเหม่อมองหลังรถโรลส์รอยซ์ที่เคลื่อนตัวออกไป จนกระทั่งได้สติเพราะเสียงเรียกของโบรี เขาจึงเดินไปหาน้องสาวแล้วคว้ากระเป๋าเดินทางจากมือเธอมาถือเอง และเริ่มเดินนำขึ้นบันไดบ้าน

หลังจากกดรหัสผ่านตามคำบอกของริก ประตูบานเก่าที่มีกลอนประตูทันสมัยอย่างดีและดูไม่เข้ากันเท่าไหร่นักก็เปิดออก ตามด้วยเสียงหอบหายใจเพราะความเหนื่อยจากการแบกกระเป๋าเดินทางขึ้นบันไดที่ดังขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ พอเข้ามาในบ้านได้โบยุนก็พาร่างตัวเองไปทิ้งบนโซฟาทันทีเหมือนรอคอยสิ่งนี้มาแสนนาน 

“เรียบร้อยกว่าที่คิดนะเนี่ย”

“แน่นอนอยู่แล้ว”

“ฉันคิดว่าจะเละเทะเหมือนที่อังกฤษซะอีก”

โบรีถอดรองเท้าแล้วเปลี่ยนเป็นสลิปเปอร์ใส่ในบ้านก่อนเดินสำรวจรอบๆ พวกเขาใช้ภาษาเกาหลีพูดคุยกันตามความเคยชินเมื่ออยู่ด้วยกันแค่สองคน ถึงบ้านจะเล็ก แต่การมีเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าน้อยชิ้นตามประสาคนชอบสไตล์มินิมอลอย่างโบยุน ก็ถือว่าไม่แย่นัก ทุกอย่างดูโอเคหมดจะเว้นก็แค่ห้องทำงานของพี่ชายที่ดูเล็กกว่าครั้งก่อนเท่านั้น หลังเดินสำรวจเหมือนดูบ้านตัวอย่าง โบรีก็เดินมาทิ้งตัวนั่งลงตรงปลายโซฟาที่โบยุนกำลังนอนอยู่

“พาสปอร์ตพี่อยู่ไหน”

“พาสปอร์ตเหรอ ทำไมอะ”

โบยุนสร้างหลักการไว้กับตัวเองอย่างไม่รู้ตัว โทรศัพท์มักจะวางอยู่ด้านขวามือของคอมพิวเตอร์เสมอ ส่วนเอกสารสำคัญจะอยู่ชั้นบนสุดของลิ้นชัก หรือจะเป็นการเรียงหนังสือจากด้านซ้ายก่อน นั่นคือหลักการที่โบยุนเองก็ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไงเช่นกัน และคนรู้ความลับนี้ก็มีเพียงครอบครัวของเขาเท่านั้น โบรีจึงเดินเข้าไปห้องทำงานและเปิดลิ้นชักเหล็กชั้นบนสุด ขยับค้นหาอยู่สักพักก็หยิบพาสปอร์ตที่เธอต้องการออกมา ก่อนจะยิ้มเล็กๆ กับความเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงของพี่ชาย หลังจากหยิบทั้งพาสปอร์ตและแว่นกันแดดดำติดมือมาด้วย เธอก็เดินกลับมาหาพลางกอดอกก้มมองโบยุน

“มีข่าวดีกับข่าวร้าย”

“งั้น…ข่าวร้ายก่อน”

โบยุนยกมือขึ้นปาดเหงื่อซึมที่บนหน้าผากเบาๆ แล้วเงยหน้ามองโบรีที่ยืนสง่าอย่างกับวีรสตรี

“คุณปู่ป่วยหนัก”

“อะไรนะ!?”

เมื่อได้ยินน้องสาวพูด โบยุนก็เด้งตัวลุกจากโซฟาทันทีพร้อมกับร้องเสียงลั่นด้วยคำถามที่ว่าทำไมถึงเพิ่งมาบอกตอนนี้ แต่คนเป็นน้องก็ทำเพียงแค่ยักไหล่ตอบเท่านั้น

“ฉันก็เพิ่งอ่านข้อความเมื่อกี้เหมือนกัน ท่านเข้าโรงพยาบาลนานแล้ว แต่เมื่อวานน่าจะเป็นหนักมาก”

“งั้นเหรอ… อ่า… จะเหลือตั๋วเครื่องบินไหมนะ”

โบยุนดึงพาสปอร์ตจากมือของโบรี ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่อเช็กเวลาบิน แล้วก็เหมือนฟ้าเข้าข้างเพราะมีไฟล์ทบินตรงไปเกาหลี โบยุนคิดอย่างยินดีและกำลังจะเตรียมกดจอง แต่ก็ต้องหยุดชะงัก ไอ้…ไอ้หมาบ้านั่น

เฮ้ออ ความหวาดกลัวกับความสับสนที่ย้อมใบหน้าของโบยุนทำเอาโบรีถอนหายใจยาวเฮือกใหญ่ หลังจากนั้นก็จับมือพี่ชายที่หยุดชะงักอยู่บนโทรศัพท์

“ข่าวดีคือพี่กลับไปได้ เพราะตอนนี้ไอ้บ้านั่นไม่ได้อยู่เกาหลี เตรียมของจำเป็นไปก็พอ ฉันจองตั๋วไว้หมดแล้ว”

โบรีดันหลังโบยุนให้เตรียมตัว หลังให้ดูหลักฐานการจองที่ระบุไว้ว่าจะออกเดินทางในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า

* * *

สนามบินปาแลโม่ร์แน่นขนัดไปด้วยผู้คน

ใบหน้าของนักท่องเที่ยวทุกคนในสนามบินล้วนเต็มไปด้วยรอยยิ้มสดใส เหมือนไม่รับรู้เหตุการณ์การปะทะของพวกมาเฟียที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ โบยุนมาสนามบินโดยหยิบแค่ของจำเป็นตามคำพูดของโบรี ซึ่งก็มีเพียงแค่โน้ตบุ๊ก กระเป๋าสตางค์และโทรศัพท์มือถือเท่านั้น

ฮยอนซุกติดต่อมาหาพวกเขาในระหว่างที่ทั้งคู่กำลังเดินทางมาสนามบินว่าให้รีบกลับเกาหลีเพราะคุณปู่เสียชีวิตลงแล้ว โบยุนมัวแต่ยุ่งอยู่กับการเตรียมตัวจนแทบไม่มีเวลาได้เสียใจ จนกระทั่งต้องขึ้นเครื่องบิน

นานมากแล้วกับการกลับเกาหลีโดยไม่ใช่เพราะเรื่องงาน เขาทั้งเศร้าและไร้ความรู้สึกไปพร้อมๆ กัน… เครื่องบินมุ่งหน้าไปที่โรมเพื่อเปลี่ยนเครื่อง โบยุนออกแรงดึงม่านเพื่อปิดหน้าต่าง หลังเห็นสนามบินปาแลโม่ร์ออกห่างจากสายตาไปเรื่อยๆ

สนามบินของกรุงโรมมีบรรยากาศขุ่นมัวต่างจากซิซิเลียนิดหน่อย โบยุนเดินเข้าสนามบินผ่านผู้คนมากหน้าหลายตาพร้อมกันความคิดว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้น ก่อนจะหยุดสายตาไว้ที่จอโทรทัศน์ขนาดใหญ่บนผนังอีกฝั่งของสนามบิน บนจอเป็นภาพตึกถูกไฟไหม้และรถฉุกเฉินกำลังลำเลียงผู้คนที่เต็มไปด้วยเลือด คำบรรยายใต้จอบอกไว้ว่าเหตุการณ์ระเบิดในประเทศเม็กซิโก ซึ่งนั่นทำให้ผู้คนที่กำลังดูทีวีอยู่มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก

“ช่วงนี้มีเรื่องระเบิดบ่อยแฮะ”

โบรีจับมือโบยุนที่ยืนดูทีวีอยู่พร้อมกับพูดขึ้นสั้นๆ แล้วพากับรีบตรงไปทางเครื่องบินที่มีไฟล์ทมุ่งหน้ากลับเกาหลี โบรีเลือกชั้นธุรกิจเพื่อความสะดวกสบายบนเส้นทางระยะไกล เมื่อทิ้งตัวลงนั่งเรียบร้อยแล้วเธอขอผ้าปิดตาและผ้าห่มทันที ส่วนโบยุนก็เปิดโน้ตบุ๊กเพื่อแก้ไขเนื้อเพลงตามคำขอจากทางเกาหลีก่อนจะส่งกลับไปให้บริษัทอีกครั้ง

โบยุนเช็กอีเมลฉบับใหม่เสร็จก็ลบออกและเช็กอีเมลต่อไปทันที แต่พบว่าเป็นข้อเสนอเกี่ยวกับการแต่งเพลงใหม่ให้กับวงไอดอลชายชื่อดัง รวมถึงคำถามว่าเขาจะกลับเกาหลีได้หรือไม่หากมีการอัดเสียง โบยุนจึงเลือกจะเรียกแอร์โฮสเตสเพื่อขอผ้าปิดตาและผ้าห่มเช่นกัน ยังเหลือเวลาอีกนานกับการเดินทางไฟล์ทนี้

แม้จะรับรู้ถึงการขยับตัวขอเครื่องดื่มหรือการกระทำต่างๆ ของโบรีเพราะความสะลึมสะลือ แต่โบยุนก็ไม่ได้ตื่นจากการนอนหลับ เขารู้สึกดาวน์และหมดแรงกว่าปกติ รู้สึกแย่จนกลัวว่าจะสร้างเรื่องให้โบรี จนต้องยกผ้าห่มปิดถึงจมูกเพราะอาการคลื่นไส้

เขาเสียบหูฟังแล้วเปิดเสียงให้ดังอยู่ระดับไม่รบกวนผู้อื่น ใช้เพลงป๊อบที่ชื่นชอบกล่อมตัวเอง แต่เพราะอารมณ์เศร้าของโบยุนเลยพลอยทำให้อารมณ์เพลงมันดาวน์ลงไปด้วย

ทั้งหมดนั่นทำให้โบยุนแทบไม่ได้แตะอาหารบนเครื่อง เมื่อถูกถามถึงรสชาติอาหาร จึงได้แต่ตอบว่ารู้สึกไม่ค่อยดีนักพร้อมกับขอยาช่วยย่อยจากแอร์โฮสเตส แต่อาการพะอืดพะอมยังคงไม่หายไป โบยุนไม่เคยเมาเครื่องบินมาก่อน แต่ตอนนี้กลับยิ่งรู้สึกแย่กว่าเดิมเพราะอาการมึนจนอยากอาเจียนยังคงเล่นงานเขาไม่หยุด

ในที่สุดเครื่องบินลำที่โบยุนและโบรีนั่งก็เดินทางมาถึงสนามบินอินชอนอย่างปลอดภัย โดยที่โบยุนอาเจียนบนเครื่องไปถึงสี่ครั้ง โบรีจึงยื่นข้อเสนออย่างกังวลว่าพวกเราควรไปโรงพยาบาลก่อนไปงานศพ ตอนแรกโบยุนก็ปฏิเสธว่าไม่เป็นอะไร แต่สีหน้าเขากลับซีดไร้สีเลือดจนเหมือนจะเป็นลมได้ทุกเมื่อ ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร โบยุนพูดซ้ำๆ เหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกป้อนคำเอาไว้ โบรีเลยตัดสินใจบอกคนขับรถที่ถูกผู้เป็นแม่ส่งมาว่าให้พาไปพบแพทย์ประจำครอบครัวก่อนเป็นอย่างแรก

โชคดีที่โรงพยาบาลกับสถานที่จัดงานศพอยู่ไม่ห่างกันมากนัก และคนเซนส์ดีอย่างโบรีก็เตรียมชุดสูทให้โบยุนที่ไม่ได้เอาชุดดำมาเผื่อเรียบร้อย โบยุนถูกวินิจฉัยว่าป่วยด้วยโรคกระเพาะอักเสบ และเมื่อคุณหมอพูดว่าอาจเป็นเพราะร่างกายปรับตัวไม่ทันเนื่องจากไม่ได้กลับเกาหลีนาน เขาก็ได้แต่อ้อมแอ้มตอบว่าเห็นด้วยกลับไป ก่อนจะเปลี่ยนไปสวมชุดสูทที่โบรีเตรียมให้หลังฉีดยาเสร็จเรียบร้อย

“พี่ผอมลงเยอะมาก”

“พ่อกับแม่ต้องเป็นห่วงแน่”

โบยุนดูผอมซีดกว่าเดิมเมื่ออยู่ในเชิ้ตขาวและสวมสูทดำทับ พอเห็นภาพตัวเองในกระจกก็ยิ่งรู้สึกดาวน์มากกว่าเดิม จากนั้นก็คล้องเน็กไทด์บนปกเสื้อและเริ่มผูกอย่างไม่ค่อยมีแรงนัก

ก่อนจะหัวเราะขึ้นจมูกออกมาเมื่อเห็นว่าปมเน็กไทด์ดูไม่เข้าร่องเข้ารอยปรากฏผ่านกระจกเงา ไม่เข้าใจตัวเองว่าอยู่ดีๆ ทำไมถึงคิดถึงคลาวเดียนขึ้นมาเวลานี้ คนเป็นมาเฟียผูกไทด์ได้อย่างยอดเยี่ยม บางคนใส่สูทแล้วเหมือนไปงานจนการศึกษา ทว่าบางคนกลับใส่สูทแล้วดูเหมาะสมราวกับออกมาจากภาพวาด ซึ่งสัจธรรมข้อนั้นก็ไม่ใช่ทั้งอเล็กซิสและริก แต่หมายถึงคลาวเดียน

“จูบไหม”

มือของโบยุนหยุดนิ่งจากการผูกไทด์ เมื่อมีเสียงของใครบางคนดังก้องขึ้นในหัวอย่างกะทันหัน จนต้องยกมือขึ้นกุมหน้าผากหลังรู้สึกถึงความปวดจี๊ด แม้จะเป็นที่เสียงไม่ชัดเจนเพราะความมัวเมา แต่เขาก็มั่นใจว่านั่นคือสำเนียงภาษาอังกฤษคุ้นหูทั้งที่ไม่ได้อยากคุ้นของคลาวเดียน

โบยุนยกมือกั้นน้องสาวไว้แล้วบอกโบรีที่กำลังจะเดินเข้ามาหาด้วยความเป็นห่วงว่าไม่ได้เป็นอะไร พอร่างกายอ่อนแอ จิตใจคงอ่อนไหวตามไปด้วยสินะ โบยุนกะพริบตาช้าๆ กับคำพูดที่อยู่ๆ ก็ดังก้องในหัวก่อนจะเงยหน้าขึ้น

จากนั้นก็ร้องลั่นด้วยความอึดอัดจากรองเท้าหนัง เพราะปกติเขาใส่เพียงผ้าใบหรือไม่ก็สลิปเปอร์เท่านั้น รู้สึกแสบส้นเท้าเพราะความรัดแน่นที่เป็นคุณลักษณะของรองเท้าหนัง แล้วก็บ่นพึมพำสั้นๆ “ไม่โอเคสักเรื่อง” ก่อนจะค่อยๆ เดินไปหาโบรีที่ยืนอยู่มองด้วยความกังวล สถานที่จัดงานศพอยู่ห่างจากโรงพยาบาลเพียงห้านาทีด้วยวิธีการเดินเท้า เนื่องจากไม่สนิทกับครอบครัวของคุณปู่ท่าน พวกเขาเพียงแค่เข้าไปเคารพศพก็พอแล้ว ทนอีกนิดเดียวเท่านั้น โบยุนดันหลังโบรีให้รีบไปเปลี่ยนชุดพลางมองแผ่นหลังน้องสาวเดินห่างออกไปนิ่งๆ

“บอกให้ลองถาม ว่าฉันไปทำอะไรมา ตอนที่เราไม่เจอกันสองวัน”

เสียงคลาวเดียนดังขึ้นในหัวอีกครั้งพร้อมกลิ่นมัสค์ฉุนติดปลายจมูก

“ชินโบยุน… ทำตัวเป็นพวกโฮมซิกไปได้”

อยู่ปราสาทหลังนั้นแค่ไม่กี่วันเอง แต่กลับคิดถึงคลาวเดียนที่ได้เจอกันตลอดในช่วงที่ผ่านมา

บ้าแล้ว บ้าไปแล้ว เขาสะบัดหน้าไปมาพร้อมส่งเสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างไม่รู้ตัว เพราะนึกถึงภาพคลาวเดียนที่นั่งอยู่ข้างๆ หลังจากลืมตาคื่นขึ้นจากการสลบ บ้าแล้ว บ้าไปแล้ว!

“ฉันทำผิดอะไรกับนายไว้เหรอ”

มาคิดตอนนี้ มันดูเป็นคำถามหยั่งเชิงที่ไม่เหมาะกับคลาวเดียนสักนิด

จะกลัวอะไรในเมื่อตัวเองเป็นถึงบอสมาเฟีย โบยุนหัวเราะอยู่คนเดียวจนกระทั่งเดินมาถึงสถานที่จัดงานศพ จากนั้นจึงเลือกเมินความแสบร้อนจากรองเท้าหนัง ส่ายหัวไปมาอีกครั้งก่อนจะเดินเข้าไปในงาน

ภายในสถานที่จัดงานศพเต็มไปด้วยผู้คน จงกุกกับฮยอนซุก พ่อแม่ของพวกเขามาที่นี่และกลับไปเรียบร้อยแล้วเพราะหลีกเลี่ยงสำนักข่าว ส่วนโบรีก็เดินเข้ามาหาพี่ชายหลังจากเดินออกมาจากห้องน้ำ ซึ่งโบยุนก็พยักหน้ารับเมื่อเธอบอกว่าให้เข้าไปด้านในเพื่อทำความเคารพและรีบกลับบ้านกัน

เพราะนับถือศาสนาที่แตกต่างและหลายคนยังไม่กล้าเข้าถึงตัวโบยุนมากนัก บรรยากาศจึงน่าอึดอัดอยู่ไม่น้อย ที่จริงแล้วพวกเขาไม่คุ้นเคยกันเลย ขนาดที่ว่าเห็นหน้าแล้วไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่าใช่คนในครอบครัวหรือเปล่า หลังการพูดคุยสั้นๆ สุดท้ายโบยุนก็เลือกจะลุกขึ้นภายใต้บรรยากาศเศร้าโศกรวมถึงเสียงร้องไห้จากรอบทิศ

“จะไปไหนอะ”

“ปวดท้องนิดหน่อย”

เนื่องจากข่าวลือที่ว่าโบรีคือผู้รับช่วงกิจการต่อของครอบครัว ไม่ใช่โบยุน ทำให้เธอจำเป็นต้องอยู่พูดคุยกับคนในครอบครัวคนอื่นเพราะถูกดึงรั้งตัวเอาไว้ โบรีจึงเอ่ยถามหลังถูกขวางไม่ให้ตามพี่ชายไป และโบยุนก็เดินออกจากงานศพทันทีหลังตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้มแกนๆ

อากาศมืดครึ้ม ความรู้สึกห่อเหี่ยว แล้วก็ยิ่งเหนื่อยล้ากว่าเดิมเพราะชุดสูทกับรองเท้าหนังชวนอึดอัด โบยุนพาตัวเองนั่งลงบนม้านั่งหน้าสถานที่จัดงานศพพลางเหม่อมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยก้อนเมฆสีเทา ก่อนจะนั่งก้มหน้าคอตกพร้อมพูดกับตัวเองสั้นๆ ว่าอย่างน้อยอากาศซิซิเลียก็ดีมาก…

ทว่าในขณะนั้นกลับมีรองเท้าหนังสีดำปรากฏขึ้นในสายตา รองเท้าคู่ใหญ่ที่หยุดลงตรงหน้าทำให้โบยุนเงยหน้าช้าๆ เพื่อดูว่าใครคือเจ้าของรองเท้าคู่นั้น ไล่ขึ้นไปตั้งแต่กางเกงสแล็คและเข็มขัดสีดำ เสื้อเชิ้ตเทากับเน็กไทด์ดำ แล้วก็…

“ทำไมเพิ่งมาล่ะ ฉันรอตั้งนานเลยนะ โบยุน”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น