สิญจน์

ไม่ว่าจะตั้งใจเข้ามาอ่าน หรือว่าเผลอกดผิดและหลงเข้ามาแบบงงๆ ก็ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านด้วยนะคะ

บทที่ 16 สุขสันต์วันเกิด มาร์เกเซ

ชื่อตอน : บทที่ 16 สุขสันต์วันเกิด มาร์เกเซ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ทั่วไป

คนเข้าชมทั้งหมด : 7

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 14 พ.ค. 2562 11:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 16 สุขสันต์วันเกิด มาร์เกเซ
แบบอักษร

บทที่ 17

  “เจ็ดแต้ม--เก้า-- วู้ว นัดนี้สิบล่ะ!”

  นอร่าที่ถือกล้องส่องทางไกลคอยบอกแต้มยิงของผมในระยะหนึ่งร้อยเมตร ผมนอนหมอบยิงอยู่ข้างๆ สนามยิงปืนของสถาบันมักจะมีนักศึกษามาซ้อมยิงปืนในเวลาเลิกเรียนแบบนี้ ทำให้มีเสียงปืนดังแว่วอยู่หลังหอพักมาให้ได้ยินเสมอ ผมยิ้มมุมปากเพราะแอบภูมิใจในฝีมือตัวเอง นอร่ายิ้มยิงฟันให้ผม

  “ไม่อำแน่นะ”

  “จะอำทำหอกอะไรล่ะ ดูสิ!” เธอยื่นกล้องส่องทางไกลมาให้ผมดูเอง จริงอย่างว่า มีนัดหนึ่งเข้ากลางเป้าจริงๆด้วย “สุดยอดไปเลยแฮะ” ผมพึมพำเสียงเบา

  “นี่ก็ถือว่าไม่เลวเลยนะสำหรับอดีตนักศึกษาวิชาทหารชั้นปลายแถวน่ะ” เธอยกนิ้วโป้งให้ผม ปืนประจำกายของตัวเองวางอยู่ข้างๆ ถ้าจำไม่ผิดก็จะเป็นปืนสไนเปอร์ไรเฟิลชนิดกึ่งต่อต้านวัตถุหนักประมาณเกือบๆสิบกิโลไม่รวมน้ำหนักแม็กกระสุน สโคป ขาทราย และอุปกรณ์อย่างอื่นที่ต้องแบกไปเข้าสนามรบจริงอีก (ผมล่ะชื่นชมจากใจจริงที่ขยัยแบกขนาดนั้น)

  “หึ เรื่องยิงปืนน่ะฉันพอแม่น แต่เรื่องสมรรถภาพร่างกายดันแพ้ไอ้พวกเก่งๆนี่สิ” ผมพูด

  “เอาน่า เรื่องปกติ บางทีฉันก็ยังแพ้ผู้หญิงด้วยกันเลย”

  “วิดพื้นแล้วหนักหน้าอกหรือยังไงฮึ” ผมแซว จากนั้นฝ่ามือพิฆาตก็สับมาที่กลางหลังผมจนรู้สึกเหมือนว่าลูกมะพร้าวหล่นลงจากยอดมาที่หลัง “โอ๊ย! นอร่า เจ็บนะ!”

  “รินทร์ทะลึ่ง!!” เธอด่าผมรอบหนึ่งแล้วเอามือกอดอกทำท่าเหมือนงอนผม

  “ขอโทษๆ แต่ว่าทีอนาสตาเซียพูดยังไม่เห็นทำอะไรเลยนี่”

  “เพราะว่าอนาสตาเซียเป็นผู้หญิงไง” เธอตอบผมสั้นๆ

  “คำพูดก็แฝงความหมายเดียวกันไหมล่ะ”

  “พอเป็นผู้หญิงมันพูดแล้วก็รู้สึกปกติกว่านี่!”

  “ครับๆ” ผมรับคำก่อนจะก้มลงเล็งเป้าต่อ “ดูให้ด้วย”

  ผ่านไปสามนัด เจ็ดแต้ม หกแต้ม เก้าแต้ม แต้มเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์พอใช้ค่อนไปทางดี อย่างน้อยนอกจากเรื่องใช้สมองผมก็ยังมีเรื่องอื่นที่พอไปรอด ผมพูดกับนอร่าผมจะพอแค่นี้ก่อนและถอดแม็กลูกซ้อมออก เธอก็แค่ยิ้มๆ ก่อนจะพูดประมาณว่าอยากไปหาของกิน

  “นี่รินทร์” เธอสะกิดเรียกผมหลังจากที่ผมเอาปืนไปฝากไว้ที่คลังแล้ว “ใกล้คริสต์มาสต์แล้ว ฉันให้อะไรเป็นของขวัญพวกนายดี”

  “หืม?” ผมหันหน้าไปหาเธอ “ของขวัญคริสมาสต์? นี่มันปลายเดือนพฤษจิกานะ… แต่ก็ไม่รู้สิ ของฉันไม่ต้องก็ได้มั้ง เกรงใจน่ะ”

  เธอส่ายหน้าแรงๆสองสามที ต่อให้ไม่ใช้สมองก็รู้ว่าเธอไม่เห็นด้วยกับคำพูดของผมเมื่อครู่ “ไม่ได้ๆ ฉันน่ะต้องให้อยู่แล้ว ก็เป็นเพื่อนกันนี่นา!”

  “ถึงจะให้แต่ว่าเล่นถามแบบนี้ก็ไม่เซอร์ไพรส์สิ”

  “นั่นสิน้า ฉันนี่ล่ะก็เอ๋อจริงๆ” เธอหัวเราะออกมาเบาๆ “แวะเข้าหอไปเปลี่ยนชุดก่อนเถอะ แล้วค่อยออกไปกัน”

  “เฮ้ยๆ! ไข่แดงมันลงไปในถ้วยแล้วโว้ย!!”

  “เชี่ยๆๆๆๆ!! ใช้ช้อนตักขึ้นมาได้มั้ยเนี่ย!?”

  “ลาก่อนนะเค้ก…”

  “ยังโว้ย มีไข่แดงแตกลูกเดียวไม่น่าเป็นไรมั้ง”

  เสียงเอะอะดังมาจากห้องครัวรวมในขณะที่พวกผมเดินเข้าหอ ผมกับนอร่าคงจะทำเป็นไม่ใส่ใจและเดินผ่านไปอยู่แล้วถ้าเสียงพวกนั้นไม่ใช่เสียงของพวกไมเคิล แน่นอนว่ามีไอ้แดนด้วย

  “เฮ้ย พวกนายคิดจะวางยาคนทั้งสถาบันอีกรึไง” ผมกับนอร่าเดินเข้าไปในครัว เจ้าพวกนี้อยู่กันเกือบครบแต่ขาดแค่มาร์กซ์กับดราโก ดูจาดสภาพโต๊ะแล้วก็คงทำพวกขนมปังกันอยู่ แต่ละคนดูเหมือนแอบหนักใจกับแดนที่กำลังแยกไข่แดงไข่ขาวแบบเก้ๆกังๆ

  “นี่ ทำอะไรกันอยู่เหรอ แล้วมาร์กซ์กับดราโกล่ะ” นอร่าถาม

  “ทำเค้กวันเกิดให้มาร์กซ์น่ะ วันนี้วันที่ 22 พฤศจิกายน วันเกิดหมอนั่นพอดี แต่ว่าร้านขนมคางาซาวะก็ดันปิดซะงั้น” อัลเงยหน้าขึ้นมาตอบผมแล้วยกถ้วยที่ใส่แป้งเค้กสำเร็จรูปรสช็อกโกแลต นม แล้วก็น้ำมันพืชรวมกันให้ผมดู “ส่วนมาร์กซ์ ฉันวานให้ดราโกช่วยพาหมอนั่นออกไปห่างๆหอพักน่ะ”

  “แต่ว่าหมอนี่ไม่น่าจะรอด” ไมเคิลเอาตะกร้อตีแป้งเคาะกลางหลังแดนทีนึง(จะเคาะที่หัวก็เคาะไม่ถึง) ส่วนคนถูกตะกร้อเคาะก็แอบทำตาค้อนใส่ไมเคิล “ผิดอะไรอีกเนี่ย” แดนบ่น

  “มา ฉันช่วยเอง” ผมถอนหายใจเมื่อเห็นว่าไอ้พวกนี้ไม่น่ารอด ตาผมก็เหลือบไปเห็นขวดพลาสติกขวดหนึ่งบนโต๊ะ “ขอนะ” ผมหยิบขวดนั้นขึ้นมา อัลพยักหน้าให้ผมทีหนึ่ง ผมเดินเอาขวดไปล้างที่อ่างล้างจานแล้วเดินกลับมาที่โต๊ะ “เอาถ้วยใส่ไข่มานี่”

  แดนส่งถ้วยให้ผม “จะเอาขวดมาทำอะไรเหรอ” นอร่าถามแล้วมองหน้าผมด้วยสีหน้างงๆไม่ต่างจากคนอื่น

  “เอามาแยกไข่ไง มาดูคนเก่งทำแล้วจำไปใช้ซะ” ผมตอบพลางบีบข้างขวดเบาๆ เจ้าพวกนั้นพอได้ยินผมพูดก็ยื่นหน้าเข้ามาดูใกล้ๆ “บีบขวดแบบนี้--ไม่ต้องบีบมากหรอก แล้วก็เอาปากขวดไปจรดตรงไข่แดง ห้ามทำแรงไม่งั้นไข่แดงแตก แล้วก็ปล่อย” ผมปล่อยขวด จากนั้นไข่แดงก็ผลุบเข้ามาอยู่ในขวดเรียบร้อย

  “หูย สุดยอด ทำได้ไงอะ?” ไมเคิลถามผม

  “หลักการแทนที่อากาศน่ะ” ผมปล่อยไข่แดงลงในอีกถ้วยหนึ่ง “พอเราบีบขวด อากาศข้างในขวดก็จะออกมา พอเราเอาปากมันไปจรดตัวไข่แดงแล้วปล่อย ไข่แดงก็จะเข้าไปแทนที่อากาศที่มันออกมาไง”

  “ความรู้แน่นไปไหนฮึ” แดนแซวผมด้วยสีหน้ายิ้มๆ ในขณะที่ผมแยกไข่แดงออกจนหมด ไอ้ลูกไหนที่มันแตกผมก็ใช้ช้อนตักออกจนแทบไม่เหลือสีเหลือง “นี่ พวกนายใช้ไข่ขาวเยอะไปหรือเปล่า ฉันว่ามันดูเยอะแปลกๆ”

  “อ๋อ จะเอามาทำครีมน่ะ”

  “ที่มินิมาร์ทก็มีครีมไม่ใช่เหรอ?” นอร่าถามขึ้นมา ทำให้เจ้าสามคนนั้นพากันปิดปากเงียบ จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียง เออว่ะ เบาๆจากหนึ่งในสามคนนั้น ผมแอบหัวเราะอยู่ในใจเบาๆก่อนที่จะหันไปหาเจ้าพวกนั้น

  “ใครก็ได้ไปซื้อซอสเบอร์รี่มาที จะเอามาปาดเป็นไส้เค้กคู่กับครีมน่ะ” ผมหยิบบัตรนักเรียนที่ทำหน้าที่เป็นทั้งบัตรประจำตัวและบัตรเครดิตที่ใช้จับจ่ายซื้อของขึ้นมา ไมเคิลยื่นมือมารับบัตรแล้วส่งสายตาที่บอกว่าไว้ใจได้เลยมาให้ผม “เอาที่เปรี้ยวหน่อยนะ จะได้ตัดรสหวาน”

  “ครับเชฟ ซอสเบอร์รี่นะครับ! แล้วก็ฝากสอนไอ้แดนมันทำด้วยนะครับ!” ไมเคิลยกมือวันทยหัตถ์อย่างกะล่อนก่อนที่จะวิ่งปรู๊ดออกไป

  ผมแบ่งไข่ออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งทำครีม ส่วนหนึ่งผสมลงในแป้ง ไอ้พวกนี้ใช้ไข่ขาวเยอะ คงจะได้เนื้อเค้กแบบชิฟฟ่อนเค้กแน่ ปัญหาคือมันจะเหลือไข่แดงเยอะพอควร---

  เผละ!! จู่ๆแป้งเค้กมันก็ลอยเข้ามาตรงกลางหน้าผม พอใช้ผ้าที่ใครสักคนส่งมาให้เช็ดออกจนหมดก็เห็นไอ้แดนที่กำลังทำหน้าสำนึกผิดใส่ผม ในมือถือตะกร้อตีแป้งกับถ้วยผสมแป้งอยู่

 “เฮ้อ มานี่ ฉันสอนเอง--- นอร่า ฝากตีไข่ขาวที ตีไปเรื่อยๆแล้วใส่กลิ่นวนิลากับน้ำตาลจนตั้งยอดแข็งนะ ถ้าเหนื่อยก็ให้อัลช่วยตีก็ได้” ผมหันไปพูดกับหน้าก่อนที่จะมาจัดการกับแดน ทั้งหน้าทั้งผมเขาก็ยังมีหยดแป้งเกาะ ผมเลยช่วยเช็ดออกให้ก่อนจะพับแขนเสื้อเครื่องแบบขึ้นจนมันอยู่เหนือข้อศอก

 “เวลาตีแป้งน่ะต้องค่อยๆตี ใจเย็นๆ อย่าใจร้อนรีบตี ค่อยๆตีจนแป้งมันเข้ากันทั้งหมด อย่าให้เหลือเม็ดแป้งแบบนี้นะ” ผมตีแป้งเป็นตัวอย่างให้เขาดู แดนจ้องผมตาแป๋วเหมือนเด็กสองสามขวบที่เพิ่งเรียนรู้เป็นครั้งแรก น่าเอ็นดูแฮะ ผมคิดอย่างนั้นก่อนจะส่งแป้งให้เขาลองตีดูเอง

 แดนรับมันไปแล้วค่อยๆตีอย่างที่ผมว่า สีหน้ากับการใช้มือดูเกร็งๆไปหน่อย เขาเงยหน้าขึ้นมาจากถ้วยผสม “แบบนี้เหรอ?”

 “อย่างนั้นแหละ แต่ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นก็ได้” ผมตอบ

 “แล้วไข่ขาวตรงนั้นไม่เอามาใส่ด้วยเหรอ” เขาชี้ปลายตะกร้อมาที่ถ้วยไข่ขาวสำหรับทำตัวเค้กที่ผมแบ่งเอาไว้ “ต้องตีจนตั้งยอดก่อนถึงจะเอามาใส่ในแป้งน่ะ ไม่อย่างนั้นเค้กจะไม่ฟู” ผมตอบแล้วเริ่มลงมือตี

  “หวา อัล อย่่าเล่นสิ มันเลอะนะ” นอร่าหัวเราะคิกคักเมื่อพยายามหลบตะกร้อที่อัลถืออยู่และพยายามเอามันมาป้ายหน้าเธอ ตอนนี้ที่หน้าของทั้งสองคนมีตัวครีมเลอะทั้งที่ปลายจมูกกับแก้ม เหมือนกับ…

  “อย่างกับพวกคู่รักข้าวใหม่ปลามันทำอาหารด้วยกันเลยเนอะ” แดนพูดสิ่งที่ผมคิดอยู่ขึ้นมา ผมทำเป็นเมินและตีไข่ต่อไปสักพักจากระทั่งมันตั้งยอดอ่อน แต่ว่า…

  “ฮะๆ นอร่า! หยุดเถอะ มันเลอะหน้าฉันหมดแล้วนะ”

  “ไม่อะ อัลไม่ยอมหยุดก่อนนี่นา”

  “นอร่า คันนิงกัม อัลเบิร์ต ดีอัลชไตน์…” ผมเรียกชื่อปรามแต่พวกมันก็ยังไม่ยอมหยุด เลยตัดสินใจว่าจะว้ากใส่แล้ว

  “หยุด หยุดเล่นเดี๋ยวนี้เลยนะเว้ย! เดี๋ยวก็ทำไม่ทันหรอก” ผมหันหน้าไปมองสองคนนั้นตาขวาง นอร่ากับอัลเลยหยุดและยอมทำต่อแต่โดยดี “รินทร์เกร้วกราด” อัลทำเสียงล้อผม

  “เหม็นกลิ่นความรัก” แดนหันไปมองทั้งสองคนด้วยสายตาแบบเนือยๆ มือก็ยังตีแป้งต่อไป

  “ไม่ใช่แฟนกันสักหน่อย เนอะ นอร่า” อัลหันหน้าไปหาอีกคนที่กำลังตีไข่ต่ออย่างตั้งอกตั้งใจ “ไม่เหมือนนายหรอกแดน ฉันรู้นะว่าเกิดมาชาตินี้นายยังไม่มีใครชอบสักคนน่ะ”

  “โอ๊ย เจ็บจี๊ดเลยนั่น” แดนทำหน้าตาเจ็บปวดออกมาอย่างน่าสงสารก่อนจะยื่นชามแป้งให้ผมดู “เอ้า ใช้ได้ยัง”

  “อืม ใช้ได้แล้วล่ะ เก่งมาก” ผมพูดออกมาเมื่อเห็นว่าพอคนแป้งแล้วไม่มีก้อนแป้งเหลืออยู่ ทำให้แดนยิ้มออกมาอย่างดีใจ ผมเทไข่ขาวที่ตีจนฟูแล้วในถ้วยของผมลงในถ้วยผสมและใช้พายตะล่อมให้มันเข้ากันดี จากนั้นก็เทลงใส่พิมพ์ “ส่วนเรื่องไม่มีใครมาชอบสักคนก็ไม่เป็นไรหรอกนะ ฉันก็ยังไม่มี” ผมพูด

  จากนั้นแดนก็ยิ้มแห้งใส่ผม “พวกเดียวกันนี่นา ขอต้อนรับสู่โซนคนนกนะเพื่อน” เขาโค้งลงและผายมือเหมือนกับพนักงานต้อนรับตามโรงแรม รู้สึกเหมือนดีใจเพราะเจอพวกเดียวกัน แต่อีกใจก็เศร้าแปลกๆ

  “เอาไปอบไป ตั้งเวลากับอุณหภูมิตามข้างกล่องแป้งเอา” ผมยื่นถาดให้แดนเอาไปใส่เตาอบ จากนั้นผมก็ไปตรวจงานของนอร่ากับอัลต่อ สองคนนั้นก็ทำได้ดีเลย ผมเลยสบายใจขึ้นมาว่าเค้กวันเกิดของมาร์กซ์จะต้องดีที่สุดเท่าที่พวกผมจะทำได้แน่

  “รินทร์นี่ดูชำนิชำนาญเรื่องทำขนมดีเนอะ ปกติทำกับข้าวบ่อยหรือ” นอร่าถามขึ้นมาในขณะที่พวกผมนั่งรอเค้กอบเสร็จอยู่ในครัวรวม ระหว่างข่วงนี้จะมีพวกพี่ปีสองกับพวกรุ่นเราแวะลงมาดูว่าพากันทำอะไรกันเพราะกลิ่นมันตลบไปทั่วชั้นหนึ่งแล้ว เห็นแบบนี้ก็ภูมิใจนิดๆ

  “อืม ช่วยแม่ทำน่ะ แล้วก็ทำขนมให้น้องกินบ่อยๆด้วย เวลาพวกเขาเจอสูตรขนมอะไรที่มันน่าอร่อยก็จะมาอ้อนขอให้ทำให้กินประจำเลยล่ะ บางทีเวลาวันเกิดเพื่อนเขาก็ซื้อวัตถุดิบมาให้แล้วให้ฉันทำด้วย” ผมเล่าให้ฟัง ปกติแล้วผมจะทำพวกขนมไทยซะส่วนใหญ่เพราะที่บ้านชอบ แต่ว่าขนมฝรั่งก็พอชำนาญอยู่บ้าง

  “สุดยอด ดูเป็นพี่ชายที่ใจดีจัง” อัลยิ้มออกมา “ขอเป็นน้องชายพี่สุรินทร์ได้ไหมครับ แค่ห้าปีก็ได้”

  “ถ้าอยากกินก็บอกสิ เดี๋ยวจะทำให้ แต่ว่าคนเป็นพี่ก็อย่างนี้แหละ พอเจอน้องอ้อนตาแป๋วทีไรก็ใจอ่อนทำให้ทุกที” ผมหัวเราะแห้ง ทำให้ทุกคนพากันยิ้มตามไปด้วย

  “นี่รินทร์ สอนฉันทำบ้างได้มั้ย” แดนสะกิดผมแล้วทำตาแป๋วใส่ “นะ ฉันอยากล้างอาถรรพ์อาหารต้องสาปน่ะ”

  “ไม่ต้องมาทำตาแป๋วใส่เลย ถ้าให้สอนก็สอน” ผมตอบ หมอนั่นทำท่าดีใจออกมาอย่าวชัดเจนจนน่าขำ “วันหยุดนี้เลยเป็นไง”

  “เอาสิ อยากทำจะแย่แล้วล่ะ!”

  “เดี๋ยว… นายได้กลิ่นอะไรมั้ย” นอร่าถามขึ้นมา

  “หา กลิ่นอะไร--- เดี๋ยวๆ นี่มันกลิ่นไหม้ ไอ้แดน แกตั้งอุณหภูมิกี่องศา” อัลหันขวับไปหาแดน “อ่า… 200 องศา” แดนตอบ

  “ข้างกล่องมันบอก 185 โว้ย!!”

  “อ้าว ฉิบหาย!!” ผมวิ่งไปกู้ชีพเค้กออกมาจากเตาอบ พอแกะออกจากพิมพ์ถึงค่อยโล่งใจเพราะมันไหม้แค่ด้านล่างนิดเดียว แต่ก็ใช้มีดตัดออกได้ ส่วนแดนก็จ๋อยเพราะโดนนอร่าบ่นไปตามระเบียบ

  “ไม่เป็นไรหรอก นายตั้งใจสุดฝีมือแล้วนี่ มาร์กซ์ต้องดีใจแน่ๆ” ผมปลอบ หมอนั่นเลยอารมณ์ดีขึ้นมานิดหนึ่ง “เฮ้ รินทร์ แล้วไข่แดงทึ่เหลือนี่จะทำยังไง” อัลเรียกผมแล้วชูถ้วยใส่ไข่แดงขึ้นมาให้ดู

  “ไม่รู้สิ…” ผมขวดคิ้ว แต่แดนก็ทำท่าเหมือนคิดอะไรออก “นอร่า ในตู้เย็นพอมีมันฝรั่งอยู่ไหม?” เขาถาม นอร่าวิ่งไปเปิดตู้เย็นอยู่สองสามวิแล้วชูมันฝรั่งสองหัวขึ้นมา

  “นายคิดจะทำอะไรน่ะ” ผมถามในขณะที่แดนเดินไปที่ตู้เก็บเครื่องเทศและกลับมาพร้อมกับกระปุกจันท์เทศ เกลือ และพริกไทย เขายิ้มแบบมีใสซื่อก่อนที่จะตอบผมว่า “มาร์กซ์เป็นคนเยอรมันใช่มั้ยล่ะ ทีนี้ฉันนึกถึงอาหารเยอรมันอย่างหนึ่งทึ่ปู่เคยสอนทำขึ้นมาได้-- ทำไม่รอดหรอกแต่ก็ทำวิธีทำได้ ก็เลยอยากให้มาร์กซ์หายคิดถึงบ้าน”

  “พวกนายรู้จัก ‘ไรเบอคูเฮน’ หรือเปล่าล่ะ?”

  19.45 น. พวกผมพากันเอาของกินใส่กล่องและเอาขึ้นไปไว้ที่ห้องพัก 110 ห้องพักของมาร์กซ์ ไมเคิล ดราโก และแดน ที่อยู่ตรงข้ามกับห้องพักของผม ตอนนี้ทุกคนพากันแอบอยู่ในห้องน้ำ เค้กและไรเบอคูเฮนที่พวกผมช่วยกันทำสุดฝีมือวางอยู่บนโต๊ะทำงานของมาร์กซ์ บนเค้กมีข้อความ Alles Gute zum Geburstag, Markeze! (สุขสันต์วันเกิด,มาร์เกเซ!) จากฝีมือการบีบน้ำตาไอซิ่งจากนอร่า ส่วนไรเบอคูเฮนก็ห่อกระดาษไขไว้ไม่ให้มันและถือกินง่าย

  “เมื่อไหร่จะมากันน่ะ อยู่ในห้องน้ำหลายคนนี้มันอึดอัดนะ”

  “เบาเสียงหน่อยไมเคิล เดี๋ยวฆ่าหมกส้วมให้เงียบซะเลยนี่”

  “อย่าทำเลยอัล เดี๋ยวส้วมตันแล้วใช้ไม่ได้กันพอดี สงสารส้วม”

  “รินทร์” แดนหันหน้ามาหาผม “ร้ายกาจ”

  พวกผมพากันกลั้นหัวเราะสุดฤทธิ์เพื่อไม่ให้เสียงออกไปข้างนอก ก่อนที่จะมีใครเปิดประตูเข้ามาเสียงดังแกร๊ก พวกผมเลยหยุดทำเสียงทันทีเพราะรู้ว่าต้องเป็นมาร์กซ์กับดราโกแน่ๆ

  “ดราโก ก่อนออกไปนายลืมปิดไฟห้องน้ำแน่ะ” เสียงของมาร์กซ์ดังขึ้นมาก่อนที่ไฟในห้องน้ำจะดับพรึ่บ นอร่ากำลังจะร้องออกมาด้วยความตกใจ แต่ผมกับไมเคิลเอื้อมมือไปปิดปากเธอทันพอดี “งั้นเหรอ ขอโทษทีนะ” ดราโกตอบ

  “ให้ตายเถอะนาย ปกติแล้วนายไม่เคยลืมนี่”

  “แหม เพราะวันนี้คงเป็นวันพิเศษมั้ง” ดราโกพูดเสียงดังอย่างจงให้ให้พวกผมได้ยิน ก่อนหน้านี้พวกผมส่งข้อความคุยกันไว้เรื่องรหัสแล้ว ตอนนี้เป็นสัญญาณว่าให้พวกผมเตรียมตัว

  “อยากนอนจัง… แต่ว่าขอทบทวนเรื่องที่เรียนวันนี้ก่อนแล้วกัน” มาร์กซ์หาวก่อนที่เสียงจะชะงักไป “เอ๊ะ นี่มัน--”

  แกร๊ก นอร่าเปิดประตูห้องน้ำและพวกผมพุ่งตัวออกไปตามแผนทึ่วางไว้พร้อมกับพูดว่า “สุขสันต์วันเกิดนะ! มาร์เกเซ เคอนิ---- อ๊าก!!”

  จากนั้นพวกผมก็ล้มหน้าคว่ำไม่เป็นท่าเพราะใครคนหนึ่งที่อยู่ด้านหลังล้มใส่จนล้มคว่ำไปกันหมด โดยที่ผมโดนทับอยู่ด้านล่างสุด มาร์กซ์หันหน้ามามองพวกผมอย่างตกใจ “พวกนาย…” เขาพูดออกมา ส่วนดราโกก็เอามือก่ายหน้าผากเหมือนเหนื่อยใจ

  “ไอ้เชี่ยแดน!!” ไมเคิลด่าแดนรอบหนึ่ง

  “อะไร นายชนฉันก่อนอะ!” เขาเถียง

  “ช่วยลุกก่อนที่ซี่โครงฉันจะหักทิ่มปอดแล้วต้องเข้าศูนย์พยาบาลเป็นเพื่อนพวกไอวานอฟทีเถอะ…” ผมโอดครวญเสียงเบาเพราะหายใจไม่ออกเนื่องจากทุกคนทำลังนอนทับตัวผมอยู่ พวกเขาเลยรีบลุกออกก่อนที่จะผมจะกลายเป็นกล้วยทับ หลังจากนั้นนอร่าค่อยช่วยพยุงผมขึ้นมาจากพื้นให้ยืนได้เหมือนเดิม

  “สุขสันต์วันเกิดอีกครั้งนะมาร์กซ์” ดราโกเดินมาตบไหล่มาร์กซ์

  “พวกนายจำวันเกิดฉันได้ยังไงในเมื่อฉันไม่เคยบอกเลย…”

  “บนโลกใบนี้มีสิ่งมหัศจรรย์ที่เรียกว่าการแจ้งเตือนวันเกิดเพื่อนบนเฟสบุ๊คอยู่นะเกลอ” อัลตอบ

  “โอ้ กำลังจะซึ้งขั้นสุดแล้วเชียว” มาร์กซ์แค่นหัวเราะ “อย่างน้อยฉันยังซึ้งใจที่พวกนายยังจำชื่อเต็มฉันได้”

  “เอาล่ะคุณเจ้าของวันเกิด เป่าเค้กครับ” ไมเคิลยกเค้กที่เพิ่งเดินไปปักและจุดเทียนเมื่อครู่มาให้ มาร์กซ์ยิ้มออกมาอย่างมีความสุขและเป่าเทียนท่ามกลางกระดาษสีที่พวกผมโปรยสร้างบรรยากาศ เห็นอย่างนั้นแล้วพวกผมที่ช่วยกันทำเค้กก็พากันยิ้มแก้มปริตามไปด้วย

  “ขอให้มีความสุขอย่างนี้ตลอดไปนะมาร์กซ์!” นอร่าเริ่มอวยพรคนแรก “แล้วก็ขอให้คุณซานต้าเอ็นดูตลอดไปด้วย-- ถึงจะเป็นผู้ใหญ่แล้วคุณซานต้าก็จะคอยเฝ้ามองอยู่นะ”

  “เกรดเอ ขอให้ได้เกรดเอทุกวิชาาาาาาา!!” อัลลากเสียงยาวและทำหน้าจริงจังจนพวกผมพากันกลั้นขำไม่ได้

  “ขอให้มีความสุขมากๆแล้วก็เป็นทหารที่ดีในอนาคตนะ ฉันอยากให้เพื่อนฉันเป็นทหารชั้นนายพลทุกคนเลยล่ะ” ผมพูด

  “บอลโลกปีหน้าขอให้เยอรมันไม่ตกรอบแรก!” ไมเคิลพูดออกมาอย่างร่าเริง “เอาน่า ฉันตามลีกเยอรมันอยู่นะ นักเตะดีๆเยอะ ไม่ตกรอบแรกอยู่แล้วแหละ”

  “ขอให้มีสาวเข้ามาจีบเยอะๆ จะได้ไม่นกเหมือนแดนนะ” ดราโกพูดด้วยสีหน้ายิ้มๆ แต่แดนก็โวยวายขึ้นมา “เฮ้! เลิกล้อฉันเรื่องนี้ได้หรือยัง รู้มั้ยมันกระทบรินทร์นะ!”

  “อยู่ดีๆก็เจ็บตรงอกซ้าย…” ผมพูดเสียงเศร้า นอร่าเลยลูบหลังปลอบผมท่ามกลางเสียงหัวเราะของทุกคน

  “ฉันจะอวยพรยังไงดีล่ะ… เอาเป็นว่าให้จีซัสคอยคุ้มครองนาย” แดนทำมือเป็นรูปไม้กางเขน “แล้วก็ขอให้เก่งแบบนี้ไปนานๆนะ!”

  “ตัดเค้กกันเถอะ” อัลยื่นมีดให้มาร์กซ์ เขารับไว้แล้วเริ่มลงมือตัดเค้กแบ่งให้พวกผมทุกคนโดยที่พยายามตัดให้เท่ากันเป๊ะทุกชิ้น เมื่อตักเสร็จแล้วเขาก็เริ่มลงมือกินเป็นคนแรก “อร่อยดีแฮะ ซื้อร้านไหนกันน่ะ” เขาถาม “เนื้อเค้กฟูนุ่มมาก ถ้าเอาไปทำเป็นที่นอนได้ก็คงจะทำแล้ว”

  “ร้านพึ่รินทร์ครับ ดูสิ ตีไข่ขาวจนแขนขึ้นกล้ามแล้ว” แดนชี้แขนผม

  “ยังไม่ขึ้น มีแต่ไขมัน” ผมพูด ซึ่งนั่นก็คือความจริงเพราะดูแล้วไขมันก็น่าจะมีมากกว่ากล้าม ความผิดผมเองที่กินข้าวเย็นเยอะเกิน

  “สุดยอด นายสนใจมาเป็นครูสอนให้แดนทำอาหารมั้ย” ดราโกถาม “แต่ว่าเสียดายแทนพวกไอวานอฟจังแฮะ อดกินของอร่อยเลย”

  “ทำใหม่ก็ได้น่า”

  “เขาตกลงจะเปิดคลาสกันแล้วน่ะ” นอร่าเอาส้อมชี้ผมกับแดนแล้วจิ้มเค้กเข้าปากต่อ

  “ฝากแก้อาถรรพ์ด้วยนะรินทร์” ดราโกพูดกับผมด้วยสีหน้าจริงจังอย่างหนัก ทำให้แดนหน้าเจื่อนลง “เจ้าดราโกโง่ แกทำให้ฉันดูแย่...” เขาทำหน้ามุ่ย

  “โอ๋ๆ ขอโทษนะแดนดิไลอ้อน”

  “ไม่ได้ดูน่าให้อภัยขึ้นเลยนะ”

  “พูดตรงไปแล้วนะแดนนี่” นอร่าหัวเราะ

  “แต่ว่าไรเบอคูเฮนเนี่ยแดนลงมือทำเองแถมเป็นคนออกไอเดียเองด้วย ตอนทำฉันเองก็แอบชิมไปนิดหนึ่ง รับรองว่ากินไปแล้วไม่ตายแน่นอน” ผมคะยั้นคะยอให้มาร์กซ์ลองกินไรเบอคูเฮนฝีมือแดน เขาหยิบขึ้นมาชิ้นหนึ่งแล้วพินิจพิจารณามันเหมือนไม่วางใจ

  “รินทร์กับนอร่าช่วยคุมขนาดนั้นแล้ว ถ้ากินแล้วตายก็คงแปลก” อัลหัวเคาะในลำคอเบาๆแล้วตักเค้กเข้าปาก ในตอนที่เขาปาดหน้าเค้กนั้นผมกับนอร่าก็คุมแดนที่อาสาจะทอดตัวไรเบอคูเฮนเอง

  ไรเบอคูเฮนก็คือมันฝรั่งขูดฝอยผสมกับไข่ เกลือ พริกไทย และจันท์เทศ แล้วเอาไปทอดบนกระทะที่ใส่น้ำมันน้อยหน่อยจนกระทั่งเหลืองกรอบ แดนบอกว่าบางทีก็จะเรียกไรเบอคูเฮนว่าแพนเค้กมันฝรั่ง แต่ดูไปแล้วก็เป็นแพนเค้กที่แหวกแนวจากแพนเค้กปกติที่จะนุ่มๆและมีกลิ่นเนยปนอยู่เหมือนกันตามอิมเมจของหวาน

  “เหมือนนายรู้ว่าไอ้นี่มันเป็นของโปรดฉันน่ะ” มาร์กซ์พูดแล้วกัดเข้าไปคำหนึ่ง ถึงเขาจะไม่พูดอะไรสักคำ กิริยาที่แสดงออกมาผ่านการเคี้ยวตุ้ยๆกับสีหน้าแบบนั้นก็บอกพวกผมได้ว่าถูกใจเขาพอควร

  “ทุกอย่างที่เป็นมันฝรั่งก็ถูกปากพวกคนเยอรมันอย่างนายอยู่แล้วไม่ใช่รึ” ไมเคิลพูดแล้วหยิบมากินบ้าง “เฮ้ย อร่อยผิดคาดนะเนี่ย”

  “ทุกอย่างที่ไม่ใช่ K-Brot” มาร์กซ์พูดเสียงอู้อี้ พวกผมพากันหัวเราะลั่นเมื่อจำเหตุการณ์ตอนนั้นได้ ส่วนตัวการอย่างไอ้แดนก็นั่งสงบเสงี่ยมอย่างผิดปกติ

  “จะว่าไปหลังจากนั้นอนาสตาเซียกับรินทร์ที่โดนเอาขนมปังยัดปากเป็นยังไงบ้าง” อัลถามขึ้นมา

  “อนาสตาเซียน่ะไม่เท่าไหร่หรอกเพราะเป็นพวกยัดทุกอย่างที่ขวางหน้าเข้าปากอยู่แล้ว แต่ว่ารินทร์นี่สิ พอเข้าห้องพักไปก็ไปแปรงฟันอยู่สี่ห้ารอบ” นอร่าเผาผมด้วยดวงตาที่ฉายแววล้อเลียนแบบเดียวกับไอ้อเล็กเป๊ะๆ ผมเลยยิ้มแหยๆออกมา “สาบานเลย ถ้าฉันได้รับผิดชอบเรื่องเสบียง ฉันจะไม่ปล่อยให้มีของเน่าหลุดเข้ามาเด็ดขาด”

  “โอ้แดน มีคนตั้งปนิธานแน่วแน่จากขนมปังของนายแล้วเพื่อน” มาร์กซ์แซวแดนที่นั่งก้มหน้าเหมือนหมาหงอยอยู่ “จากขนมปังมันฝรั่งเน่าในวันนั้น ไม่แน่ว่าอาจจะกลายเป็นแรงผลักดันให้รินทร์กลายเป็นนายพลที่ยิ่งใหญ่---แอ้ก!!”

  ไม่ทันที่เขาจะได้พูดจบ เค้กก้อนเล็กอีกก้อนที่โทรให้ไมเคิลกลับไปซื้อจากมินิมาร์ทให้เพื่อเอามาโปะหน้าเจ้าของวันเกิดก็ลอยเข้ากลางหน้ามาร์กซ์พอดิบพอดีด้วยฝีมือของแดน แต่น่าเสียดายที่มันโผล่มาผิดคิว

  “เดี๋ยวๆ แดน! เอาไว้ตอนกินเสร็จไม่ใช่เหรอนั่น” ผมถาม แดนหันหน้ามาหาผมพร้อมกับทำหน้าใสซื่อแบบที่ทำประจำที่มาคู่กับรอยยิ้มกว้าง “ ‘โทษที สงสัยมือลั่นน่ะ” เขาพูด รอบตัวเขาเหมือนมีประกายปิ๊งๆแบบในการ์ตูนที่มีฉากประมาณว่าไม่รู้ไม่ชี้แล้วนะ อะไรแบบนั้น

  ในตอนนั้นเองที่พวกผมทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนั้นน่าจะดิดเหมือนกัน

  เกลียดรอยยิ้มใสซื่อของแดน(ในกรณีที่ใช้ประชด)ชะมัดเลย...

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น