ลูกคนเดียว

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่สิบสาม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย สยองขวัญ,สั่นประสาท

คนเข้าชมทั้งหมด : 72

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 13 พ.ค. 2562 11:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่สิบสาม
แบบอักษร

สิบโมงเช้า ชานนท์นั่งจิบกาแฟอยู่ในสำนักงานของอุทยานแห่งชาติ มีเพียงรำเพยกับเจ้าหน้าที่หญิงอีกสองคนนั่งประจำหน้าคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ เขาทอดสายตามองผ่านหน้าต่าง ทิวไม้เขียวปลิวไสวในสายลม ผู้ช่วยหนุ่มกำลังทบทวนเหตุการณ์สยองขวัญที่เขาพบเจอเมื่อคืน จนถึงตอนนี้ชานนท์ก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่าเรื่องทั้งหมดคือความจริง เราอาจจะตาฝาด ความมืดและความเงียบอาจหลอกลวงจิตใจเรา เขายกแก้วจิบ แต่ทุกอย่างช่างเหมือนจริงเหลือเกิน จริงเกินกว่าจะเชื่อว่าเกิดจากอาการประสาทหลอน เขาทั้งสับสนงุนงง หรือว่าเสือปิศาจของนายแสงรวมทั้งชาวบ้านหนองเสือร้องจะมีจริงกันแน่ แล้วเขาก็ตัดสินใจในทันทีนั้น ชานนท์เดินเข้าห้องทำงานของหัวหน้าเขาอย่างรีบร้อน กัมปนาทเงยหน้ามองอย่างแปลกใจ

               “มีอะไรล่ะนนท์ ถึงเวลาปิดค่ายแล้วเหรอ”

               เขาถามพลางมองนาฬิกาฝาผนัง

               “ไม่ใช่ครับหัวหน้า ผมมีเรื่องแปลกๆมาขอความเห็นหัวหน้าครับ”

               “เรื่องอะไรล่ะ”

               กัมปนาทถามแล้วก้มหน้าเซ็นเอกสารต่อ

               “เสือผีครับ”

               สิ้นเสียงพูด มือที่กำลังเซ็นหนังสืออยู่ก็หยุดชะงัก แล้วชานนท์ก็ได้เห็นแววตาสงสัยของหัวหน้าเขา ชายหนุ่มจึงตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดที่ตัวเองประสบพบเจอเมื่อคืน เว้นไว้เพียงเงาดำประหลาดเท่านั้น แม้แต่เขาก็ตอบไม่ได้ถึงเหตุผลที่ข้ามผ่านเรื่องเงาดำไป

               “แต่ถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่มั่นใจว่าเป็นเพราะผมเห็นภาพลวงตาหรือเปล่าครับหัวหน้า”

               เขากล่าวสรุปจบท้าย หัวหน้าของชายหนุ่มเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ มองเขาอย่างพิจารณา

               “ผมได้ยินข่าวลือเรื่องเสือใหญ่ที่ออกอาละวาดฆ่าสัตว์เลี้ยงของชาวบ้านในขณะนี้แล้ว จำได้ว่าเคยให้คุณไปตรวจสอบ แต่ครั้งนั้นคุณบอกว่าไม่มีอะไรผิดปกตินอกจากซากวัวเท่านั้นที่ดูแปลก”

               “ใช่ครับ”

               “แต่เมื่อคืนคุณกลับเจอมัน เจ้าเสือผีที่เขาพูดถึงกัน”

               “ครับหัวหน้า”

               “เอาอย่างนี้ละกันนนท์ คุณไปเบิกกล้องดักถ่ายสักสี่ห้าตัวเอาไปติดตั้งตามจุดที่คุณคาดว่าอาจจะพบตัวมันได้ ผมต้องการหลักฐานยืนยันการมีอยู่ของมันก่อนในขั้นแรก หลังจากนั้นเราจะมาดูอีกทีว่าจะทำอะไรได้บ้าง”

               “ได้ครับหัวหน้า ผมจะรีบดำเนินการโดยเร็วครับ”

               “ดี เออนี่ แล้วคุณจอมขวัญเป็นยังไงบ้าง เห็นบอกว่าไม่ค่อยสบายไมใช่เหรอ”

               “ครับ ตอนนี้คุณขวัญยังนอนพักอยู่ที่ห้องพยาบาลครับ”

               “เป็นอะไรมากหรือเปล่า”

               กัมปนาทถามอย่างกังวลเล็กน้อย

               “ไม่มากครับ เหมือนช่วงนี้คุณขวัญจะพักผ่อนน้อยเลยอ่อนเพลียครับ”

               “ยังไงก็ฝากด้วยนะ ถ้าไม่ไหวก็ช่วยพาคุณจอมขวัญไปหาหมอแล้วก็บอกพ่อเธอด้วย”

               “ได้ครับหัวหน้า”

               “แล้วก็อย่าลืมเรื่องตั้งกล้องนะนนท์ ทันทีที่ยืนยันได้ว่ามีเสือโคร่งจริง เราจะได้ดำเนินการขั้นต่อไป”

               “ครับหัวหน้า”

 

               จอมขวัญยังคงติดอยู่ในห้วงฝันอันวกวน หล่อนยังคงเห็นภาพดวงหน้าของหญิงสาวเมื่อพันปีก่อนอย่างชัดเจน ดวงหน้าของตัวหล่อนเอง ทั้งรอยยิ้มทั้งน้ำเสียงสำเนียง ผิดแผกแตกต่างกันเพียงแต่ว่าระกานั้นเชี่ยวชาญอาวุธ แคล่วคล่องว่องไว ที่สำคัญที่สุดระกานั้นอัดแน่นด้วยความรู้สึกสับสน ทั้งรักทั้งเศร้า จอมขวัญพยายามหลุดจากภาพฝันนั้นแต่ทำไม่ได้ ภาพดวงหน้าคมเข้มอีกดวงลอยเด่น อรชุน หัวหน้าราชองครักษ์หนุ่มผู้มีใบหน้าเหมือนกันกับชานนท์ราวกับฝาแฝด เข้มแข็ง ห้าวหาญ แต่ก็อ่อนโยนในเวลาเดียวกัน ฝันทั้งหมดนี้มันคืออะไรกันแน่ นอกจากนั้นเงาดำประหลาดนั่นอีก เจ้าปิศาจคือตัวปริศนาคอยสร้างเรื่องราวทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้นแก่หล่อน น้องสาวของจอมภพบอกกับตัวเองเช่นนั้น แล้วในที่สุดหล่อนก็สะดุ้งตื่นลืมตาขึ้นจนได้เมื่อมือขนาดเล็กข้างหนึ่งแตะแขนเบาๆ

               “ขวัญไหวมั้ย ดีขึ้นหรือเปล่า แกหลับนานไปแล้วนะ”

               สุพรในชุดครูลูกเสือ ห่างออกไปเล็กน้อยบุคคลในความฝันของหล่อนอยู่ในชุดลายพลางเต็มยศ สายตาของทั้งคู่แสดงออกถึงความห่วงใย จอมขวัญพยายามยิ้มถึงแม้ว่าจะดูซีดเซียวก็ตาม

               “ดีขึ้นแล้วล่ะพร ไม่ต้องเป็นห่วง”

               หล่อนพูดเสียงเบาจนสุพรต้องก้มลงฟังใกล้ๆ

               “ผมว่าคุณขวัญควรไปหาหมอนะครับ”

               “ขวัญไม่เป็นอะไรแล้วจริงๆค่ะ” หล่อนส่ายหัว คราวนี้น้ำเสียงดูเข้มแข็งขึ้น สิ่งที่เหมือนกันระหว่างหล่อนกับระกาคือความดื้อดึงนี่เอง

               “แน่ใจนะขวัญ”

               “แน่ใจสิพร แล้วค่ายล่ะไปถึงไหนแล้ว ฉันหลับไปนานเท่าไหร่”

               “ค่ายจบแล้วขวัญ แกหลับไปนานผิดปกติเลยแหละ ตอนนี้เที่ยงแล้วฉันมาปลุกจะชวนแกกินข้าวจะได้เก็บของกลับ”

               “เที่ยงหรอ”

               หล่อนทวนคำอย่างประหลาดใจ ในความรู้สึกของหญิงสาวเหมือนว่าเพิ่งหลับแค่ไม่กี่ชั่วโมงเอง งั้นก็แปลว่าหล่อนนอนหลับนานเกือบสิบกว่าชั่วโมงเลยทีเดียว กระนั้นความร่างกายของหล่อนก็ยังคงอ่อนเพลีย

               “ไปกันเถอะขวัญ กินข้าวจะได้กลับ แกดูไม่ค่อยไหว”

               จอมขวัญลุกขึ้นยืนอย่างอ่อนแรง หล่อนก้าวช้าโดยมีสุพรประคองข้าง

               หลังจากกินข้าวกลางวันเสร็จเรียบร้อย จอมขวัญก็ดูจะมีเรี่ยวแรงมากยิ่งขึ้น หล่อนเดินกลับเต็นท์เพื่อเก็บของใช้ส่วนตัว ส่วนสุพรยืนคุยจ้อกับชานนท์อยู่ด้านหน้าเต็นท์ ลูกสาวของจอมพลมุดเข้าภายในเต็นท์หล่อนกวาดตามองรอบสถานที่หลับนอนแล้วก็สะดุดตากับบางสิ่งซึ่งวางนิ่งอยู่บนหมอนของหล่อน มีดแวววาวขนาดเล็กเล่มหนึ่ง มีดซึ่งหล่อนจำได้ว่าเคยพบเห็นในความฝัน และคนที่ใช้มีดเล่มนั้นคือระกา หล่อนใช้มันขว้างใส่โจรคนหนึ่ง จอมขวัญถลาไปที่หมอนหยิบมีดสั้นขึ้นมาพิจารณา ด้ามมีดสลักด้วยภาษารูปร่างประหลาด นอกจากนั้นยังมีรูปหัวเสือแยกเขี้ยวขนาดเล็กอยู่ทั้งสองฝั่งของด้าม ใบมีดแวววาวคมกริบ จอมขวัญขนลุกซู่ ยิ่งมองยิ่งเห็น หล่อนก็มั่นใจว่ามีดเล่มนี้เป็นของหญิงสาวในความฝันอย่างแน่นอน ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงแสดงว่าความฝันของหล่อนอาจจะเป็นความจริง หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะเหลียวมองรอบกาย

 

               รอยเสือผีนำทางพวกเขาวนเวียนไปมา ขึ้นเขาสลับลงเขา ป่าทึบสลับป่าโปร่ง หลายครั้งที่ชัชวาลตัดสินใจก้าวสกัดหวังจะดักทางด้านหน้าเพื่อสังหารเจ้าเสือร้าย แต่เหมือนมันรู้ความคิด เสือผีมักจะเลี่ยงเดินทางด่านอื่นเสมอ พวกเขาตามรอยมันจนเกือบจะห้าโมงเย็น หลายชั่วโมงแห่งความยากลำบากเพียงเพื่อจะพบว่าเจ้าสัตว์ที่มีวิญญาณสิงสู่พาเขาวนกลับมาจุดเดิม จุดแรกสุดที่จอมภพเหนี่ยวไกยิงมัน ทั้งคู่รู้สึกหงุดหงิดอย่างมาก จอมภพถึงกับเตะก้อนหินกลิ้งตกเขาไป ส่วนชัชวาลทรุดนั่งอย่างเหนื่อยอ่อน

               “ผมว่าวันนี้หาที่พักกันดีกว่านาย คงตามมันไม่ทันแล้ว”

               “ก็ได้” เขาตอบอย่างขัดใจ “พักตรงไหนล่ะชัช”

               ชัชวาลหรี่ตามองรอบๆ อดประหลาดใจไม่ได้ว่าเสียงปืนเมื่อเช้าไม่ได้เรียกพวกเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ามา อาถรรพ์ของมันหรือยังไง

               “ไม่ไกลจากตรงนี้มีถ้ำตื้นๆ เราไปพักกันที่นั่นก็ได้นาย แต่คงต้องระวังเรื่องควันไฟหน่อย พวกเจ้าหน้าที่หูตาไว”

               จอมภพเพียงผงกหัว ชัชวาลลุกขึ้นยืนแล้วเดินนำทาง เขาตัดลงจากสันเขาแล้วเลี้ยวซ้ายเลาะตามทางด่านเก่าเรื่อยๆ อีกเกือบหนึ่งกิโลเมตรต่อมา ชัชวาลก็หยุดอยู่หน้าสถานที่นั้น เรียกว่าถ้ำคงจะไม่ถูกนัก มันเป็นเพียงเว้าหินตื้นๆพอหลบฝนได้นิดหน่อยเท่านั้นเอง สภาพป่าโดยรอบดูโปร่งตาพอสมควร ห่างออกไปไม่ไกลคือลำห้วยซึ่งยังพอหลงเหลือน้ำอยู่ เสียงน้ำไหลกระทบหินดังแว่วมา แล้วทั้งคู่ก็แบ่งงานกันทำ จอมภพเดินหาไม้ท่อนใหญ่สำหรับก่อกองไฟ ส่วนชัชวาลจุดเตาแก๊สสนามทำกับข้าว ทั้งคู่ไม่ได้เอาเปลมา หลังจากหาไม้ล้มขอนนอนไพรตามต้องการแล้ว จอมภพจึงปูผ้าสำหรับใช้นอนอยู่ภายในเวิ้งหินนั้น

               อากาศในป่าใหญ่เย็นลงอย่างรวดเร็ว เสียงนกตบยุงร้องดังจุ๋งๆอยู่ในราวไพร บรรยากาศโดยรอบมืดสนิท มีเพียงแสงไฟจากเตาแก๊สสนามและกองไฟขนาดเล็กหน้าจอมภพเท่านั้นที่ให้ความสว่าง ชัชวาลยกอาหารเย็นซึ่งมีเพียงไข่เจียว ยำปลากระป๋อง เนื้อหมูรวน สามอย่างเท่านั้น คนสนิทของเขาล้วงหยิบเอาน้ำพริกตาแดงจากในย่ามมาเปิดวาง วงอาหารกลางป่าเรียบง่ายจึงเริ่มต้น

               “แกว่าคืนนี้มันจะเล่นงานเรามั้ยชัช”

               ช่วงหนึ่งเจ้านายของเขาถามขึ้น ชัชวาลตักหมูรวนกินก่อนตอบ

               “ผมคิดว่ามันต้องหาทางหลอกล่อให้เราใช้กระสุนอาคมอีกอย่างแน่นอนครับนาย”

               “ฉันก็คิดแบบแก มันเอาเราแน่”

               “แต่นายไม่ต้องห่วง คืนนี้ผมเฝ้ายามเอง”

               “ไม่ได้หรอกชัช แกกับฉันคนละครึ่งคืน ไม่งั้นพรุ่งนี้แกนำทางไม่ไหวแน่ มันคงจัดการเราได้ง่ายขึ้น”

               ชัชวาลเองก็คิดถึงเหตุผลข้อนี้อยู่เหมือนกัน เขากินต่อเงียบๆ จนกระทั่งเสร็จเรียบร้อย เขาก็นำเอาจานชามไปล้างข้างลำห้วย ครั้งหนึ่งชายหนุ่มเงยหน้ามองฝั่งตรงข้ามซึ่งมืดสนิท เขาแน่ใจว่าตาไม่ได้ฝาด เจ้าเสือผีซึ่งคล้ายจะเรืองแสงได้หลบวูบไป ชัชวาลรีบล้างแล้วเก็บทั้งหมดมาวางไว้ข้างกองไฟ

               “แกเห็นมันมั้ยชัช”

               “นายเห็นมัน”

               “ฉันเล็งมันอยู่เลยล่ะชัช แต่มันนกรู้ กระโจนหนีไปจนได้”

               “วิญญาณดวงนั้นคงเตือนมันน่ะนาย ผมว่าเราไม่พร้อมที่จะสู้กับมันตอนกลางคืน ผมจะลงอาคมป้องกันรอบที่พักเราไว้ เผื่อจะปลอดภัยขึ้น”

               แล้วเขาก็เดินไปหยุดทางทิศเหนือ ชัชวาลก้มลงกำดินขึ้นมาหนึ่งกำมือ เขาบริกรรมคาถารวมทั้งสวดบูชาพระแม่ธรณีให้คุ้มครองพื้นที่แถบนี้ พอเสร็จแล้วเขาก็โปรยดินรอบน้ายหนุ่มทำจนครบทั้งสี่ด้านก่อนจะกับมาหลับตาพึมพำอะไรอีกเล็กน้อยใกล้กองไฟ จอมภพนั่งมองนิ่งเงียบ อาวุธประจำกายอยู่ในรัศมีเอื้อมถึง ลูกน้องเขาทรุดตัวนั่งข้างกองไฟ ขณะนั้นเพิ่งจะสองทุ่มตรง ป่าทั้งป่าระงมด้วยเสียงแมลง

               “นายอยู่เวรแรกน่ะครับ แล้วหลังเที่ยงคืนค่อยปลุกผม จำไว้นะนายไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามห้ามออกนอกเขตแสงไฟ”

               ชัชวาลพูดเบาๆ จอมภพตอบรับ เขารู้ดีง่าช่วงหัวค่ำจะยังไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติร้ายแรงใดทั้งสิ้น แต่ช่วงดึกต่างหากที่จะเป็นเวลาของมัน ชัชวาลล้มตัวลงนอนแล้ว พี่ชายของจอมขวัญอดวังเวงใจไม่ได้ เขาหยิบปืนลูกซองขึ้นมาพาดตัก เงี่ยหูฟังทุกสรรพสำเนียง

 

               อีกสิบห้านาทีจะเที่ยงคืน อาถรรพ์แรกของเสือปิศาจเกิดขึ้นตอนที่จอมภพเริ่มจะสัปหงก เสียงดังเหมือนคนเดินเหยียบใบไม้แห้งมาพร้อมกับเสียงหัวเราะแหบโหย เขาลืมตาขึ้นทันที ผวาคว้าปืนจากตักขึ้นกำแน่น ส่องไปทางเสียงนั้นแต่ก็ว่างเปล่า เสียงทั้งหมดเงียบ เงียบแม้กระทั่งแมลงซึ่งร้องระงมช่วงหัวค่ำ ชายหนุ่มหยิบไฟฉายลุกขึ้นยืนส่องด้านหน้าแล้วกวาดไปจนสุดแนว ปลายลำแสงเหมือนเห็นเงาแหว่งวิ่นยืนนิ่งอยู่ข้างต้นไม้ เขาพยายามเพ่งมองแต่ก็ยังเห็นไม่ชัดเจน เขาตัดสินใจก้าวเดิน แต่พอขยับเข้าใกล้ เงาดำนั้นก็ถอยห่าง แล้วจอมภพก็เข้าใจเจตนาของมัน เขาหัวเราะหึแล้วเดินกลับมาทรุดนั่งตามเดิมอย่างไม่แยแสสนใจอีก เสียงหัวเราะแหบดังขึ้น คราวนี้มันลอยปลิวมาตามสายลม กลิ่นสาบสางของเสือร้ายอบอวลทั่วจนเขามึนงง มันเป็นกลิ่นสาบปนกับกลิ่นคาวเลือดรุนแรง แล้วเขาก็เห็นภาพร่างเงาอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันขี่หลังพยัคฆ์ตัวใหญ่ ผิวหนังเรืองแสงอ่อนเห็นชัดในความมืดมิด เงาดำชี้มือมาทางเขา เสือตัวนั้นก็แยกเขี้ยวมองตามประหนึ่งรับคำสั่ง มันก้าวเดินเชื่องช้า เขาสังเกตได้ว่าขาทั้งสี่ของมันไม่มั่นคงเหมือนเดิม จอมภพยิ้มมุมปาก ‘เข้ามาเลยไอ้เสือเวร แล้วจะได้รู้ว่ามึงหรือกูแน่กว่ากัน’ เขารำพึงในใจแล้วยืนขึ้น กระชับปืนลูกซองแน่น ปลายลำกล้องเล็งตรงบริเวณหน้าผากเสือร้ายพอดี

               มันเดินใกล้เข้ามาจนเหลืออีกไม่ถึงสิบก้าวจะถึงจุดที่เขาอยู่ ใกล้จนเหงื่อแห่งความกลัวไหลอาบร่างซึ่งสั่นระริกเล็กน้อย

               “เจ้ากลัวเหรอ” เสียงแผ่วต่ำดังขึ้นหัวของเขา ลมเย็นวูบพัดผ่าน ขนทุกเส้นของเขาชูชัน “เจ้ากลัว แท้จริงเจ้าก็ไม่ได้กล้าหาญแบบที่ตัวเจ้าเองคิด”

               จอมภพบอกไม่ได้ว่าคำพูดนั้นเป็นภาษาไหน เขาไม่เคยได้ยินแต่กลับเข้าใจ

               “คืนนี้เจ้าจะต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ อาคมของเจ้านั่นยังเข้มแข็งไม่พอ”

               แล้วเงาดำก็เปล่งเสียงโหยหวนระคนกับเสียงคำรามกึกก้องของเสือร้าย มันตบที่คอเจ้าสัตว์ปิศาจเบาๆ ร่างใหญ่ยักษ์นั้นก็ทะยานพุ่งมาทางเขาทันที เขาตัดสินใจฉับพลัน พี่ชายของจอมขวัญเหนี่ยวไก

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}