ปนิตา / มุมลับ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

พวกแกเป็นใคร

ชื่อตอน : พวกแกเป็นใคร

คำค้น : คดีลับอำพรางรัก, สืบสวน สอบสวน, นิยายชุดสืบรัก, โรมานซ์, ปนิตา

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 32

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 20 พ.ค. 2562 17:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
พวกแกเป็นใคร
แบบอักษร

       “ตื่นแล้วเหรอคนสวย? อย่างนั้นก็มากินข้าวเลย เดี๋ยวต้องเดินทางกันอีก” ผู้ชายตัวโต ผิวดำแดง หน้าตาเต็มไปด้วยหนวดเครา ที่ดูยังไงก็ไม่น่าเป็นมิตร เปิดประตูเดินตรงเข้ามาหาปรรณพัชร์ ทำเอาหญิงสาวรีบกระเด้งตัวลุกขึ้นจากเตียงไปยืนอยู่มุมห้อง

           “พวกแกเป็นใคร แล้วที่นี่มันที่ไหน พวกแกจับฉันมาทำไม” น้ำเสียงฉะฉาน เอ่ยถามด้วยความดุดันอย่างที่สุด ถึงแม้ว่าในแววตาจะแฝงไปด้วยความหวาดกลัว เนื้อตัวจะสั่นอยู่เล็กน้อย ด้วยรับรู้ถึงภัยที่กำลังเกิดขึ้นกับตัวเอง

           “ถามเป็นชุดเลยนะคนสวย มากินข้าวดีกว่ามั้ง เดี๋ยวจะหมดแรงไปซะก่อน เรื่องพวกนั้นอย่าไปรู้เลย” เสียงตอบกลับมาเนิบ ๆ จากผู้ชายตัวโตอย่างไม่สนใจที่จะตอบคำถาม ในขณะที่เขาวางกล่องโฟมที่ถืออยู่ในมือไว้ให้บนที่นอน แล้วเดินออกจากห้องไป

           ปรรณพัชร์ยืนนิ่งมองผู้ชายคนนั้นเดินจากไปด้วยความหวาดระแวง จนกระทั่งประตูห้องปิดลง หญิงสาวจึงได้รีบวิ่งไปที่ประตู ตั้งใจจะเปิดแง้มดูภายนอก แต่ปรากฏว่ามันถูกล็อกเอาไว้เสียแล้ว เธอพยายามที่จะเปิดประตูออก แต่แรงของเธอไม่อาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ได้ หญิงสาวจึงได้หันกลับมาสำรวจภายในห้องเล็กซอมซ่อแทน เพื่อหาช่องทางที่จะหนีเอาตัวรอด หน้าต่างบานเดียวที่มีอยู่ เหมือนเป็นช่องทางสวรรค์สำหรับเธอ ปรรณพัชร์รีบวิ่งไปยังหน้าต่างเพื่อหาทางเปิด

           แต่ก็ยังคงไม่สำเร็จอีกเช่นเคย ติดทั้งเหล็กดัด และหน้าต่างกระจกกรอบไม้ที่ล็อกไว้จากภายนอก ทำให้เธอไม่สามารถเปิดมันออกได้ดั่งใจคิด แต่อย่างน้อยก็ทำให้เธอได้เห็นว่า ขณะนี้เธออยู่แถวท่าเรือที่ไหนสักแห่ง เพราะภาพเบื้องหน้าที่เธอเห็นคือ สะพานทอดยาวออกไปในทะเล สองฝั่งของสะพานมีเรือจอดอยู่หลายลำ ทั้งเรือหาปลาของชาวประมง เรือโดยสาร ทั้งแบบลำใหญ่สองชั้น และแบบสปีดโบตก็มี

           ปรรณพัชร์กำลังส่ายสายตามองดูรอบบริเวณอย่างครุ่นคิด เสียงประตูห้องก็ดังขึ้นอีกครั้ง ทำให้หญิงสาวต้องละสายตาจากภาพภายนอก หันกลับมามองผู้ที่เปิดประตูเข้ามาแทน

           “ทำอะไรอยู่ ทำไมถึงยังไม่กินข้าวอีก” ผู้ชายคนเดิม ที่เพิ่มเติมคือเสียงที่เอ่ยเข้มขึ้นกว่าเดิม แสดงความไม่พอใจ

           “แกเป็นใคร แล้วจับฉันมาทำไม แกอยากได้เงินเหรอ จะเอาเท่าไหร่ บอกมาสิ” หญิงสาวไม่ได้สนใจจะตอบคำถามของผู้ชายตัวใหญ่ แต่กลับถามคำถามที่คาใจของเธอออกไปแทน

           “ถ้าไม่กินก็ไม่ต้องกิน นายบอกให้ออกเดินทางได้แล้ว” ผู้ชายตัวใหญ่ก็ไม่คิดที่จะตอบคำถามเช่นเดียวกัน

           “ใครเป็นเจ้านายของพวกแก เขาจ้างพวกแกมาเท่าไหร่ ฉันจะให้มากกว่าถ้าพวกแกปล่อยฉัน” ปรรณพัชร์พยายามต่อรอง

           “เห้ย! พวกมึงเอาเชือกมามัดนังนี่หน่อยซิ พูดมากฉิบหาย” นอกจากไม่สนใจข้อเสนอของหญิงสาวแล้ว ผู้ชายตัวโตยังส่งเสียงบอกเพื่อนที่อยู่ด้านนอกด้วยท่าทีรำคาญอีกด้วย หลังจากนั้นทั้งมือทั้งปากของเธอก็ถูกมัดเอาไว้ เสียงที่ส่งออกมาได้ มีเพียงเสียงอู้อี้ที่ฟังไม่รู้เรื่อง เท่านั้นยังไม่พอ เธอยังถูกคลุมด้วยถุงดำทั้งตัว เหลือเพียงแค่ขาที่โผล่ออกมา

           “อื้อ...อื้อ...อื้อ...” เสียงโวยวายที่ฟังไม่ได้ศัพท์ยังคงดังออกมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับท่าทางดิ้นรนไม่ให้ความร่วมมือ

           พลั่ก! หมัดจากผู้ชายที่จับตัวเธอเอาไว้ส่งตรงเข้าร่างบอบบาง จนเสียงโวยวายที่ดังอยู่เงียบไป ท่าทีดิ้นรนสงบลง

           “มึงไปทำอย่างนั้น ถ้ามันเป็นอะไรไป นายก็เอามึงตายกันพอดี”

           “ไม่เป็นไรหรอกน่า แค่ทำให้มันอยู่เฉย ๆ ซะบ้าง”

           นั่นเป็นเสียงสนทนาที่ปรรณพัชร์ได้ยิน ตอนนี้เธอจุกจนร้องไม่ออก หมดแรงจะดิ้นอีก ต้องขอบคุณมัน ที่ไม่ทำจนเธอสลบไป อย่างน้อยเธอก็ยังมีสติ หญิงสาวได้แต่กัดฟันปลอบใจตัวเอง ในใจตอนนี้คิดถึงคุณพ่อของเธอขึ้นมาจับใจ

           ปรรณพัชร์ถูกแบกขึ้นบ่า ร่างกายอันบอบบางของเธอกระแทกกับบ่าแข็งไปตามจังหวะการเดิน หัวห้อยต่องแต่งอยู่นานจนรู้สึกเวียนหัวไปหมด กระทั่งทุกอย่างหยุดนิ่ง ร่างของเธอถูกวางลงกับพื้นอะไรสักอย่างที่แข็ง และโครงเครงไปมา

           “พี่ศักดิ์! นายโทรมา”

           “เออ...เอามา ส่วนมึงไปติดเรือได้แล้ว จะได้รีบไปกัน”

           เสียงสนทนาจบลง เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้น ปรรณพัชร์เดาว่าพวกมันปล่อยเธอไว้ตามลำพัง หญิงสาวจึงได้ลองขยับตัว ดันแขน ถีบเท้าทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ จนสุดท้ายปมของถุงดำก็คลายออก หญิงสาวรีบสลัดมันให้หลุดไปจากตัวเธอ และพบว่าขณะนี้เธอกำลังอยู่บนเรือ ร่างเล็ก ๆ ลุกขึ้นด้วยความยากลำบาก แต่อย่างไรก็ต้องทำ หากเธอต้องการจะหลุดพ้นไปจากคนพวกนี้

           ปรรณพัชร์หันมองเรือลำน้อยใหญ่ที่เรียงตัวอยู่ใกล้กัน มีทั้งซ้ายทั้งขวา หญิงสาวเลือกที่จะใช้เรือที่อยู่ทางฝั่งปลายสะพานเป็นทางหนี มากกว่าฝั่งที่จะขึ้นบกออกถนน เรียวขาเล็กก้าวกระโดดข้ามเรือไปได้สองลำก็ต้องหมอบตัวลง ซ่อนตัวอยู่ในซอกเรือสปีดโบตลำนั้น เพราะเสียงที่เธอได้ยิน

           “เห้ย! ฉิบหายละ มันหายไปไหนวะ ไอ้เล็ก..มึงรีบไปตามไอ้พวกที่อยู่ในแฟลตมาช่วยกันหาเลย ไอ้โชติ..มึงรีบขึ้นไปดักที่ต้นสะพาน อย่าให้มันหลุดไปที่ถนนได้” เสียงนายศักดิ์สั่งลูกน้องของตนด้วยความเร่งรีบ และเมื่อสั่งเสร็จ ตัวเองก็รีบค้นหาทันที เริ่มจากเรือที่ตนเองยืนอยู่ ก่อนที่จะขยับไปเรือลำข้าง ๆ มุ่งไปทางฝั่งขึ้นบก

           เสียงของนายศักดิ์ทำเอาปรรณพัชร์หมอบหลบตัวกลมอยู่ในซอกเรือ เนื้อตัวสั่นกลัวอย่างไม่อาจห้ามได้ เกร็งจนแทบลืมหายใจ เธอพยายามทำตัวให้เล็กที่สุดเพื่อไม่ให้ใครหาเจอ และพยายามแกะเชือกที่มัดมือมัดปากของเธอเอาไว้ออก ใช้มือดึงเชือกที่ปากลง แล้วใช้ปากกัดเชือกที่มือออก จนสุดท้ายก็สำเร็จ

           เสียงโวยวายเงียบลง เสียงฝีเท้าเริ่มห่างออกไป หญิงสาวที่เกือบจะหายใจได้ทั่วท้อง กลับต้องตกใจหนักขึ้น เมื่อจู่ ๆ เรือที่เธอกำลังใช้หลบภัยอยู่นั้น เกิดติดเครื่องยนต์และเริ่มโครงเครงมากขึ้น ปรรณพัชร์โผล่หน้าออกมาจากใต้เบาะนั่งด้านข้างเรือมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น แต่แล้วก็ต้องรีบหดคอกลับเข้าที่เดิม ยกสองมือปิดปากตัวเองเอาไว้แน่น เพราะภาพที่เห็นคือเท้าของผู้ชายเหยียบย่างอยู่เบื้องหน้าเธอ ในยามนี้เธอตระหนักได้ถึงภัยอันรอบตัว และความสำคัญของตัวเองขึ้นมาในทันที ในเมื่อเธอเสนอเงินให้คนที่จับตัวเธอไปแล้ว แต่มันไม่คิดที่จะสนใจ ก็คงเหลือเหตุผลอยู่เพียงอย่างเดียว นั่นคือ มันต้องการใช้เธอต่อรองอะไรสักอย่างกับคุณพ่อของเธอแน่นอน

           “สรุปมันเกิดอะไรขึ้น ทำไมพวกมันถึงวิ่งพล่านกันเต็มท่าเรืออย่างนี้แจ็ค” เสียงทุ้มเอ่ย

           “เห็นว่าตามหาคนอยู่ครับ”

           “อ้อ ถ้าอย่างนั้นก็ขอให้พวกมันโชคดีละกัน ส่วนเราไปกันดีกว่า นายเอาของขึ้นมาหมดแล้วใช่ไหม?”

           “หมดแล้วครับ” สิ้นคำของลูกน้องคนสนิท อามันต์ก็เร่งเครื่องเรือ พาเรือออกจากท่าไปทันที

           “โอ๊ย!” ปรรณพัชร์ที่ถูกแรงโยกของเรือพาตัวที่ม้วนขดอยู่ใต้เบาะนั่งของเธอ กระแทกเข้ากับขาที่นั่งจนหลุดส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บออกมา ต้องรีบปิดปากของเธอเอาไว้แน่น ดีที่เสียงเรือดังกลบเสียงของเธอไว้

           หญิงสาวเลือกที่จะไม่ออกมาขอความช่วยเหลือจากเจ้าของเรือ เพราะได้ยินทั้งสองคนพูด เหมือนว่ารู้จักกับพวกที่จับเธอมา ก็คิดเอาว่าคงเป็นคนประเภทเดียวกัน แต่การที่จะปล่อยให้เขาพาเธอออกทะเลไปอย่างไม่รู้ปลายทาง ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เธอหวาดกลัวอยู่ไม่น้อย

           ‘เอาวะ เรือจอดแล้วค่อยหาทางหนีละกัน’ 

ความคิดเห็น