nickkomkrit

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 39. บทสารภาพ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 21

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 22 พ.ค. 2562 14:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
39. บทสารภาพ
แบบอักษร

ฉันบึ่งรถกลับบ้านหนองปลาไหลเหมือนคนโรคประสาท ด้วยความเร็วไม่เคยขับมาก่อนที่ไม่ต่ำกว่า 180 ก.ม. ต่อชั่วโมง ...ฟุ้งซ่านคิดอะไรไม่ออก

ฉันทิ้งตัวลงนอนบนโซฟารวบรวมสติพักใหญ่ จากนั้น ไม่รอช้าลุกขึ้นหยิบโทรศัพท์โทรหารณณรงค์

“หวัดดีที่รัก” วาจาเขาต่อฉันยังคงความหวานเช่นเคย “ส่ง ems เรียบร้อยแล้วใช่ไหมครับ”

“ยัง” ฉันโกหก “คุณต้องบินมาหาฉันเดี๋ยวนี้และมาเอาทะเบียนบ้านเอง”

“มีอะไรเหรอครับ” น้ำเสียงเขาเปลี่ยนทันใด ด้วยเพราะปกติฉันจะแทนสรรพนามตัวเองว่า‘ไก่’เสมอมา

“ด่วนมาก ...หากคุณไม่มา ฉันจะบินไปหาคุณเองตอนนี้”

รณณรงค์อึ้งไปนานจากน้ำเสียงห้วนๆ ของฉัน ก่อนตอบมาตามสายว่า “เดี๋ยวผมบินไปเที่ยวบ่ายนี้เลยครับ”

ฉันมีท่าทีเฉยเมยมากเมื่อรณณรงค์เดินเข้ามาในบ้าน เขาเข้ามาจะสวมกอดฉันเช่นเคยแต่ต้องหยุดชะงัก เมื่อฉันผลักอกเขาพร้อมคำพูดว่า

ฉันเพิ่งไปบ้านพ่อฉันเอาต่างหูที่เหมือนต่างหูคุณในตู้เซฟ” ฉันยื่นแบมือออกให้เห็นต่างหูข้างนั้น “คุณมีอะไรจะพูด ...ว่ามา” ฉันกระแทกเน้นสรรพนาม‘ฉัน’และ‘คุณ’ทุกคำ

รณณรงค์กลับมีสีหน้าเรียบเฉย ตอบว่า “ผมไม่คิดว่าวันนี้จะมาถึงเร็วเช่นนี้ ...ขอโอกาสให้ผมชี้แจงก่อนได้ไหมครับ”

“ไม่ต้อง” เสียงฉันเกือบตะโกน “แค่บอกมาว่า คุณคือปีศาจตนนั้นที่หลอกหลอนฉันมากว่าสิบปีแล้ว ...ใช่ไหม?

“ใช่ เพราะผมรักคุณตั้งแต่แรกเห็น” รณณรงค์เอามือปิดลูบหน้าเหมือนจะร่ำไห้ “ผมมันเลว ...ผมมันชั่ว เพราะตอนนั้นยังเป็นวัยคึกคะนอง ...ผมเมา ...ผมเสพโคเคนครั้งแรก ...ผมเจอคุณจนขาดสติยับยั้งตัวเองไม่อยู่”

รณณรงค์ขณะนี้กลั้นอารมณ์ไม่อยู่แล้ว เขาร้องไห้สำนึกผิด

คำพูดและสภาพรณณรงค์ตอนนี้หมดความเป็นปีศาจสิ้น ...เพราะฉันรักเขาสุดขั้วหัวใจหรือนี่!!! รักแท้ทำให้ความโหดของฉันละลายได้เพียงนี้เชียวหรือ

“พูดต่อซิ” ฉันแสร้งทำเสียงให้กระด้างเข้าไว้

และนี่คือคำเล่าของรณณรงค์

“ผมกลับเมืองไทยครั้งนั้นเมื่ออายุได้ 18 ปี พ่อไม่เคยมีเวลาให้เช่นเคยแต่บอกว่าจะมีอดีตทหารชื่อภาณุ คอยปกป้องดูแลพี่รงค์ทนงและผม

วันหนึ่ง พี่รงค์ทนงผู้ซึ่งไม่เคยสนิทกับผมเลยตั้งแต่เด็ก บอกว่าจะไประยองกับเพื่อนสนิทชื่อภูมินทร์และสำรวย ผมขอตามไปด้วยเพราะไม่อยากอยู่บ้านคนเดียว

คืนแรกพวกเรานั่งตกปลากันทั้งคืน แต่ไม่ได้ปลาเลยสักตัวเพราะฝนตก สำรวยบอกว่าพรุ่งนี้ก็ยังคงมีพายุเข้า จึงเสนอพวกเราไปดู‘คอนเสิร์ทซุปเปอร์ลูกทุ่ง’ ดีกว่าเมาตากฝนตกปลากัน ...ทุกคนรวมทั้งผมที่เมาทั้งยาและเหล้าต่างเห็นด้วย คืนนั้นพวกเราหลับกันที่บ้านสำรวยที่ยังซอมซ่อไม่หรูหราเหมือนตอนนี้

พวกเราตื่นสายมากวันรุ่งขึ้น ตกเย็นผมพยายามแต่งตัวให้หล่อเหลาที่สุด เพื่อไปงานคอนเสิร์ตครั้งแรกในชีวิต ...ก็เหมือนคุณนั่นแหละ”  

ฉันรู้ว่ารณณรงค์หมายถึงประสบการณ์งานคอนเสิร์ทครั้งแรกของฉันเช่นกัน จึงนิ่งเงียบฟังเขาเล่าต่อ

“เพราะมัวหาต่างหูที่ผมชื่นชอบมากที่แม่ให้ในวันเกิดก่อนไปอังกฤษ ผมจึงตกขบวนไปไม่ทันพร้อมกลุ่มเพื่อนพี่รงค์ทนง ทำให้ผมนั่งโกรธและน้อยใจอยู่คนเดียวเพราะแต่งตัวเก้อ และเมื่อภาณุทราบ ...เรื่องราวก็ดำเนินต่อตามนี้”

“เดี๋ยวผมพาไปเองครับ แต่รถผมเป็นรถกระบะนะครับ” ภาณุดูเหมือนจะเข้าใจหนุ่มวัยรุ่นเช่นรณณรงค์ดี “ปล่อยให้พวกเขาสนุกตามประสาพวกเขา เราก็สนุกของเรา...ดีไหมนาย”

“ก็ดีนะ ผมอยากเหล่สาวไทยด้วย เบื่อสาวฝรั่งอ่ะ ...ผิวหยาบ ...ขาวซีด แถมตกกระอีกต่างหาก”

“งั้นเจ้านายย้อมใจด้วยเหล้าขาวสักหน่อยก่อนดีไหม”

“เหล้าขาวเป็นไงอ่ะ”

“ไม่ลองไม่รู้นาย” ภาณุพูดจบยื่นเหล้าขาวให้รณณรงค์หนึ่งจอก “กระดกทีเดียวเลยนะนาย”

รณณรงค์ดมเหล้าขาว ทำหน้าเบ้ส่งคืน “หือออ ...กลิ่นฉุนจังไม่เอาดีกว่า”

“ลืมไปว่ามือใหม่ต้องใส่น้ำหวานเฮลบลูบอยดับกลิ่น ...เดี๋ยวผมมานะ”

ภาณุกลับมาอีกครั้งพร้อมขวดน้ำหวาน เขาเทเฮลบลูบอยผสมเหล้าขาว ยื่นส่งให้รณณรงค์ที่กระดกรวดเดียวอีกครั้ง

“อืมมม... เข้าท่าแฮะ หวานหอมดับกลิ่นเหล้าเกือบหมดเลย”

“จะให้เหมือนขึ้นสวรรค์ ...ต้องลองคู่กันกับสิ่งนี้ ผมเตรียมมาเยอะไม่เคยขาดให้รงค์ทนงกะภูมินทร์”

“บุหรี่ผสมโคเคนเหมือนเมื่อคืนหรือเปล่า”

“ใช่... อย่างแรงเลยนะเนี่ย เมื่อคืนเจ้านายก็ดูดไปเยอะเหมือนกันเนอะ”

รณณรงค์ไม่รอช้า รับมาสูบทันใด ตอนนี้เขาดื่มเหล้าขาวโดยไม่ต้องพึ่งน้ำหวานอีกแล้ว

รณณรงค์ทั้งเสพทั้งสูบ แต่ยังมีความแน่วแน่วจะไปงานคอนเสิร์ทให้ได้ เขาลุกขึ้นแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย พูดว่า “สายมากแล้ว ...ไปต่อที่งานกันเถอะ”

กว่าเขาทั้งสองไปถึงงาน ปรากฏว่า คอนเสิร์ทซุปเปอร์ลูกทุ่งเพิ่งจบการแสดง

รณณรงค์โกรธเป็นฟืนเป็นไฟอีกครั้งเพราะพลาดประสบการณ์งานดนตรีครั้งแรก เขาเดินดุ่ยๆ ยังบริเวณงานโดยไม่สนใจว่าภาณุเดินตามมาหรือไม่ แต่เขาต้องหยุดกึกลงทันใด เมื่อเห็นเด็กสาวสวยยืนคุยอยู่กับรงค์ทนงพี่ชายเขา

เด็กสาวนั้นคือเทพธิดานางฟ้าสำหรับเขาชัดๆ

ด้วยท่าทีสาวสวยที่ขวยอาย เป็นภาพที่รณณรงค์ไม่รู้จะสรรหาคำใดมาบรรยาย เขาตัวแข็งทื่อเหมือนโลกหยุดหมุน อ้าปากค้างขยับแขนขาไม่ออกดั่งต้องเวทย์มนต์ ...หรือนี่คือพรหมลิขิตที่ภาษาอังกฤษว่า She is my destiny ที่เขาคิดได้ ณ. ขณะนั้น

ภาณุจับตามองรณณรงค์ทุกย่างก้าวอยู่แล้ว เดินเข้ามาสะกิดเขาจากด้านหลัง “ปิ๊งเด็กคนนั้นเหรอนาย”

“ช่ายยย” รณณรงค์ตอบในสภาวะเมาเหล้าเมายาและจิตที่เหมือนต้องมนต์สะกด

เดี๋ยวจัดให้ เอาไหม”

“เอา” รณณรงค์พูดแบบไม่ยั้งคิดด้วยไม่เข้าใจความหมายของภาณุดีนัก

“งั้นเอานี่ไปดื่มต่อ ...ผมเผื่อโคเคนให้อีกสักห้าหกมวนละกัน” ภาณุยื่นขวดเหล้าขาวและบุหรี่ผสมโคเคน “เอาให้เต็มที่เลยนาย เดี๋ยวผมจะพาเจ้านายไปเที่ยวสวรรค์”

ภาณูพูดจบก็เดินหายไป

รณณรงค์ยังไม่เข้าใจสิ่งที่ภาณุพูดอยู่ดี ขณะนั้น จิตเขาล่องลอยไม่สามารถละสายตาจากเด็กสาวคนนั้นได้ หลายครั้งที่เธอมองมาทางเขาเหมือนรู้ตัวว่าถูกแอบมอง ทำให้ใจเขาเต้นระทึกต้องหลบสายตา

ฝนเริ่มตกพรำๆ ...เด็กสาวพร้อมเพื่อนอีกคนกำลังปลีกตัวจากกลุ่ม ด้วยทีท่าโบกมือล่ำลาขอแยกวงกลับก่อน รณณรงค์ยืนดูด้วยความอาลัยและหดหู่อย่างไม่มีเหตุผล ใจคิดเพียงว่าเขากำลังสูญเสียเทพธิดาแล้วหรือ เป็นเวลาเดียวกันที่ภาณุเดินกลับมา พูดว่า

“ไปกันได้แล้วเจ้านาย ...บอกแล้วว่าจะพาไปเที่ยวสวรรค์ไง”

รถกระบะบึ่งด้วยความเร็วไปไหนรณณรงค์ไม่สนใจ เพราะขณะเขาหลับตา จะปรากฏเด็กสาวคนนั้นในมโนภาพที่ชัดมากๆ และจะค่อยๆ เลือนหายไปเหมือนเขากำลังสูญเสียเทพธิดานั้น ด้วยเพราะฝนตกหนักทำให้ใจเขาห่อเหี่ยวขึ้นทวีคูณ จึงซดเหล้าขาวและเสพบุหรี่ผสมโคเคนไม่ยั้ง ...จิตใจตอนนี้ล่องลอยจนไม่รู้กระทั่งว่าเขาคือใคร

ภาณุชำนาญเส้นทางนี้ดีจึงต้องขับช้าลงเหมือนเต่าคลาน เพราะต้องคอยหลบหลุมอุกาบาตตลอดเส้นทาง ท่ามกลางสายฝนที่ซาลงไปมากแล้ว มันนำรถจอดแอบข้างทางกึ่งทางระหว่างบ้านลัดดาและเรวดี จากนั้น สะกิดรณณรงค์ในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่น แสยะยิ้มพูดสำทับว่า

“นายเดินตามผมมานะ หากไม่ผิดแผน เดี๋ยวผมจะเอาสวรรค์มาประเคนให้”

รณณรงค์เดินตามภาณุเหมือนสัตว์เชื่องๆ ตัวหนึ่ง จากถนนดินลูกรังระยะไม่เกิน 50 เมตร ไปยังหาดต้นกกสูงท่วมหัวที่น้ำปริ่มเพราะเป็นช่วงน้ำขึ้น มีแสงจันทร์ข้างแรมครึ่งเสี้ยวสาดส่อง พอให้มองเห็นอะไรได้ลางๆ

ภาณุหยุดห่างจากต้นกกไม่เกินยี่สิบก้าว บอกรณณรงค์ว่า “เจ้านายนั่งรอตรงนี้นะ เดี๋ยวผมมา” เสียงมันส่อตื่นเต้นเหมือนสนุกกับสิ่งที่กำลังทำ

ผ่านไปสิบนาที รณณรงค์เห็นภาณุลากถูลู่ถูกังใครคนหนึ่ง มันหยุดวางร่างที่ดูเหมือนไร้สติสัมปชัญญะนั้นริมน้ำใกล้ต้นกก จัดการถกกางเกงร่างนั้นลง ...จากระยะนั้น เขาเห็นได้ถึงขาขาวผ่องส่องสะท้อนกับแสงจันทร์

ภาณุวิ่งมาหารณณรงค์อย่างคึกคะนอง มันแสยะยิ้มอีกแล้วก่อนพูดว่า “สวรรค์เจ้านายรออยู่แล้ว ...ไปกันเร็ว”

ภาณุลากมือรณณรงค์ที่ไร้แรงต้านเพราะฤทธิ์เหล้าขาวและโคเคน มันหัวเราะลั่นชี้ไปยังท่อนล่างที่เปลือยเปล่า “ผมโปะยาสลบมัน ...กลิ่นยามันฉุนกึกแต่สร้างสวรรค์ให้เจ้านายได้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

รณณรงค์มองหน้าแวบเดียวรู้ได้ทันทีว่าคือเด็กสาวคนนั้น เขาอดมองท่อนล่างอันขาวเปลือยไม่ได้ ฮอร์โมนวัยรุ่นและฤทธิ์โคเคนพุ่งจี๊ดระดับสูงสุดทันที ก่อให้เกิดอารมณ์ทางเพศเหมือนปีศาจร้ายเข้าสิง เขาถอดกางเกงลงเหนือเข่าทันควันโดยไม่รู้ผิดชอบชั่วดีว่ากำลังจะทำอะไร

รณณรงค์หลับตาขณะปฏิบัติภารกิจ มารู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องพร้อมเจ็บแปล๊บที่หู เขาสะดุ้งตกใจลืมตาขึ้น กระโจนเผ่นหนีทิ้งภารกิจชั่วที่ทำไม่สำเร็จ ...วิ่งไปถกกางเกงไปอย่างทุลักทุเล

ภาณุวิ่งไปยังเสียงกรีดร้องทันที ปากร้องตะโกนยังรณณรงค์ให้ไปที่รถและสตาร์ทเครื่องรอ

รณณรงค์วิ่งไปยังรถกระบะ สตาร์ทรถรอตามคำสั่ง ...ขณะนั่งรอในรถเขาเงอะงะพยายามเรียกสติคืน ด้วยการตบหน้าตัวเองอย่างแรงหลายทีจนหน้าชาไปหมด เขาหงายมือดูพบเลือดสดๆ ติดมือมาและรู้สึกปวดหูด้านซ้ายมาก จึงจับใบหูข้างนั้นพบว่าติ่งหูขาดจนเนื้อแหว่งพร้อมต่างหูที่หายไป

จากนั้น ประสาทหูได้ยินเสียงตะโกนดังแต่ไกลจึงเหลียวหลังกลับดู เห็นภาณุวิ่งหน้าตื่นมีสุนัขดำเห่าไล่ตาม

“ออกรถเลย... ออกรถเลย” ภาณุตะโกนสั่งพร้อมทำสัญญาณมือโบกให้เคลื่อนรถ

เมื่อภาณุวิ่งตามถึงรถ มันกระโดดขึ้นท้ายรถกระบะขณะวิ่ง ปากตะโกนบอกรณณรงค์ให้กลับบ้านสำรวยที่อยู่ห่างไปเพียงไม่กี่ร้อยเมตร

ตีสี่ของวันใหม่ ...รณณรงค์ลุกขึ้นด้วยอาการปวดหัวเมาค้างอย่างรุนแรง ควานหายาแอสไพรินในเป้เดินทางจนเจอ เขาฉีกกินทีเดียวสี่เม็ด จากนั้นนั่งเหยียดตัวข่มตาหลับทบทวนเหตุการณ์เมื่อคืน ปล่อยน้ำตาไหลเป็นทางเพราะสำนึกผิดต่อสิ่งที่ได้กระทำ

ครั้นได้สติ รณณรงค์ลุกขึ้นหมายกลับบ้านกรุงเทพฯ เขาเหลียวมองกางเกงบนพื้นที่ใส่เมื่อคืนเพื่อจะหยิบขึ้นใส่ ก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นคราบเลือดเปื้อนบริเวณเป้ากางเกง เขาก้มมองดูอวัยวะเพศตัวเองเห็นคราบเลือดติดอยู่เช่นกัน

“หรือมันคือเลือดพรหมจรรย์ของเด็กสาวคนนั้น” รณณรงค์คิด

ภาพเทพธิดาเมื่อคืนปรากฏมาในมโนภาพรณณรงค์อีกครั้ง แต่เป็นภาพตกใจหวีดร้องสุดเสียง เขาสลัดศีรษะอย่างแรงหลายครั้งให้มโนภาพหายไป และหากถือปืนอยู่ในมือตอนนี้ คงยิงกรอกปากตัวเองแล้วเป็นแน่

รณณรงค์หยิบกางเกงเปื้อนเลือดเดินออกนอกบ้าน ไปยังชายหาดอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล เขาสำนึกผิดมหันต์ด้วยเสียงตะโกนฟังไม่ได้ศัพท์พร้อมปล่อยโฮดังลั่น ขณะจุดไฟเผากางเกงตัวนั้นทิ้งและเฝ้ามองมันจนวอด

เขากลับไปยังห้อง หยิบเศษกระดาษและปากกาจากเป้ นั่งเขียนคำสาบานว่าจะเลิกสูบยาและเหล้าทุกชนิด จากนั้น ถอดต่างหูที่เหลืออีกข้างนำไปเก็บพร้อมคำสาบานลงในเป้เดินทาง

เขาปลุกภาณุขอให้ไปส่งยังท่ารถทัวร์ ขณะที่ทุกคนยังคงเมาหลับไม่ได้สติ

บนรถโดยสาร รณณรงค์โทรบอกบิ๊กแอ๊ดผู้พ่อว่า เกิดอุบัติเหตุจนติ่งหูเขาขาดแหว่ง และอยากรักษาทันทีขณะแผลยังคงสดอยู่ ...บิ๊กแอ๊ดกุลีกุจรติดต่อหมอศัลยกรรมและโรงพยาบาลเอกชนที่ดีที่สุดเตรียมรอรับคนไข้ พร้อมกำชับคนขับรถไปรับรณณรงค์ที่ท่ารถทัวร์เอกมัย ให้ตรงไปยังโรงพยาบาลโดยเร็ว

ด้วยเทคโนโลยีการแพทย์ทันสมัยกับหมอศัลยกรรมเก่งที่สุดของประเทศไทย ติ่งหูขาดแหว่งได้รับการประสานเป็นเนื้อเดียวกันจนแทบไม่เห็นร่องรอยตำหนิ

ภาณุไม่เคยเล่าเลยว่าได้สังหารเด็กสาวไปแล้ว แต่รณณรงค์ทราบภายหลัง ที่เขาบังเอิญได้ยินขณะภาณุในสภาพเมายาอย่างหนัก เล่าให้รงค์ทนงฟังอย่างสนุกปากว่า เคยบีบคอหมายฆ่าให้ตายเด็กสาวคนหนึ่ง แต่ไม่ตายและขณะนี้เป็นตำรวจชื่อ ‘เรวดี’

กว่าสิบปีต่อมา ...รณณรงค์ได้เจอหญิงสาวที่ภัตตาคารญี่ปุ่น หน้าตาละม้ายคล้ายคลึงเด็กสาวเทพธิดาของเขาไม่ผิดเพี้ยน คราวนี้เขาไม่ละโอกาสถามชื่อ ...ทราบทันทีว่าเด็กสาวเทพธิดาของเขาคนนั้นชื่อเรวดี

ฉันนั่งฟังคำบอกเล่าจากรณณรงค์โดยไม่สอดแทรกสักคำ จนประโยคสุดท้ายเขาพูดว่า

“อภัยให้ผมเถอะ ...คูณคือเทพธิดาที่ผมรักตั้งแต่แรกพบที่งานคอนเสิร์ท” เขาพูดพร้อมอ้าแขนเดินเข้ามาประชิดตัวฉันหวังจะสวมกอด หารู้ได้ไม่ว่าปีศาจอีกตนเข้าสิงสู่ร่างเรวดีแล้ว ฉันสับคาราเต้เข้าซอกคอเขาอย่างจังจนล้มหงายเสียงดังตึง

เห็นด้วยไหมว่าฉันเองคือปีศาจเช่นกัน

*********************************

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น