จิ้งจอกดำ Blackfox

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะคะ : )

Chapter 19: “การทำความเข้าใจ"

ชื่อตอน : Chapter 19: “การทำความเข้าใจ"

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 369

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 11 พ.ค. 2562 19:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 19: “การทำความเข้าใจ"
แบบอักษร

เมื่อซือหม่ายูเยว่เห็นท่าทางของเขาที่แสดงออกมา เธอยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยพลางตบหลังเขาไปอย่างแรงหนึ่งที และพูดกับเขาเสียงดัง “ในเมื่อเจ้าดูเสมือนหมีเช่นนี้ นายน้อยเช่นข้าก็มิได้นิยมชมชอบเจ้า!!!”

           เมื่อได้ยินเช่นนั้นชิงฟางฉีรู้สึกโลกใจเป็นอย่างมาก ใบหน้าที่เคยแสดงความหวาดกลัวในก่อนหน้านี้แปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เขายิ้มร่าอย่างเป็นมิตรออกมาในทันที “ข้าขอถามได้หรือไม่ คุณชายห้าหยุดข้าไว้เพื่อสิ่งใด”

           ซือหม่ายูเยว่คว้าคอเขาแล้วดึงเข้ามาให้เรือนของนาง พร้อมทั้งปิดประตูด้านหลังอย่างแน่นหนา นางหันกลับมาจ้องมองเขาอย่างจริงจัง “ชิงฟางฉีเจ้าดูสนิทสนมกับอีกสามคนนั้น เจ้ารู้จักพวกเขาดีใช่หรือไม่?”

           ชิงฟางฉีสายหัวพลางตอบว่า “ไป๋กงฉางนางพูดแค่ไม่กี่ประโยค และมักจะปลีกตัวไปอยู่คนเดียวเสมอ นอกจากชื่อของนางแล้ว นางมิเปิดเผยเรื่องของตนเองให้ผู้อื่นรับรู้เลยแม้แต่น้อย”

           ซือหม่ายูเยว่ยกมือเรียวขึ้นมาแตะคาง พลางเอ่ยความคิดของนางออกมาบ้าง “อืมมมม ท่าทางของนางช่างเยือกเย็น ดูเหมือนว่านางไม่ต้องการสนิทสนมกับผู้อื่นมากนัก”

           “โอวหยางเฟย นอกจากชื่อของเขา และที่เขาเป็นผู้ครอบครองพลังปราณเหลี่ยมเพชรแล้ว เราไม่ทราบอันใดเกี่ยวกับครอบครัวเขาหรือแม้กระทั้งเขามาจากที่ใด” ชิงฟางฉียังคงเล่าต่อ

           “ให้ตายเถอะ ทำไมพวกเขาถึงทำตัวลึกลับกันเช่นนี้” ซือหม่ายูเยว่อดมิได้ที่จะอุทานออกมาอย่างหงุดหงิด “แล้วคนสุดท้ายเล่า เว่ยซือชวี เขาดูเป็นคนที่น่าคบหาด้วยมากกว่าคนอื่น”

           “คุณชายห้า แม้ว่าเขาจะดูมีไมตรีมากกว่าผู้อื่น แต่ข้าอยากแนะนำเจ้าอย่างหนึ่ง อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับเขา” ชิงฟางฉีรีบค้านทันทีเมื่อเห็นสีหน้าของนาง

           “เพราะอันใด?” ซือหม่ายูยว่ถามพลางตบไหล่เขาหนัก ๆ “ข้าบอกเจ้าตั้งแต่เมื่อใดกัน ว่าข้าอยากจะยุ่งเกี่ยวกับเขา!!”

           “ก็... ก็ดวงตาของเจ้าเปล่งประกายเมื่อพูดถึงเขา มันเหมือนกับตอนที่เจ้าพูดถึงอันมู่หรง” ชิงฟางฉีตอบนางไปในทันที

           “แคก แคก นั่นมันเป็นเพียงอดีตเท่านั้น ตอนนี้ข้าเปลี่ยนไปแล้วมินิยมชมชอบผู้ชาย” ซือหม่ายูยว่อดมิได้ที่จะไอกลบเกลือนอาการเขินอาย “เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าบอกข้ามาเสียเถอะ ว่าเพราะเหตุใดข้าจึงมิควรยุ่งเกี่ยวกับเว่ยซือชวี?”

           “เพราะเขามีเบื้องหลังที่มิธรรมดา เขามาจากตระกูลของผู้ฝึกสัตว์อสูรที่ดุร้าย ตระกูลเว่ยเป็นตระกูลของผู้ฝึกสัตว์อสูรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองเหนือ และพวกเขายังมีสถานะสูงส่งอย่างยิ่งในแคว้นเป่ยเฉิน แม่ว่าจะเป็นท่านปู่ของเจ้าเองก็ยังมิสามารถเผชิญหน้ากับผู้ฝึกสัตว์อสูรได้โดยตรง ดังนั้นเว่ยซือชวีจึงเป็นถึงทายาทสายตรงของผู้ฝึกสัตว์อสูรที่มีความสามารถมากที่สุด และเขามีความสำคัญกับตระกูลมาก” ชิงฟางฉีอธิบาย

           “เขามาจากตระกูลผู้ฝึกสัตว์อสูรนี่เอง” นางผายมือให้ชิงฟางฉีนั่งลงบนเก้าอี้ที่ทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว และเอ่ยปากถามต่อ “แล้วเขาครอบครองธาตุอะไรหรือ”

           “เป็นธาตุน้ำแข็งซึ่งมิค่อยพบเห็นมากนัก และธาตุไม้” ชิงฟางฉีกล่าว

           “ธาตุน้ำแข็งเช่นนั้นหรือ ข้าคิดว่าบนโลกใบนี้มีเพียงธาตุโลหะ ธาตุไม้ ธาตุน้ำ ธาตุดิน และธาตุไฟเสียอีก” ซือหม่ายูเยว่ถามต่อ

           “สิ่งเหล่านี้เป็นคุณสมบัติธาตุของพลังปราณทั่วไป” ชิงฟางฉีเข้าใจดีว่าขยะที่ไร้ประโยชน์อย่างเขาเป็นคนอย่างไร เขาเข้าใจดีแม้เขาจะอธิบายอย่างท้องแท้แค่ไหนแต่ซือหม่ายูเยว่คงไม่เข้าใจมัน ดังนั้นเขาจึงอธิบายอย่างอดทน “นอกเหนือจากธาตุพื้นฐานทั้งห้าแล้ว ยังมีผู้ที่ครอบครองธาตุที่หายากอีก คือ ธาตุน้ำแข็ง ธาตุลม และธาตุสายฟ้า ทว่าธาตุเหล่านี้กลับหายากยิ่งนัก จึงมิค่อยมีคนรับรู้เกี่ยวกับพวกเขา อาจกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในหมึ่นคนที่จะพบเจอหนึ่ง หรือสองผู้ครอบครองธาตุที่หายากเช่นนี้”

           “หายากหรือ!!” ซือหม่ายูเยว่อ้าปากค้างอย่างมิค่อยเชื่อสักเท่าไหร่

           “ใช่ และข้าได้ยินมาว่าการโจมตี้ของพวกเขานั้นแข็งแกร่งเป็นพิเศษอีกด้วย” ชิงฟางฉีตอบอย่างอดอิจฉามิได้

           “ทำไมเจ้าต้องทำท่าทางเหมือนอิจฉาพวกเขาด้วยเล่า ตราบใดที่เจ้าฝึกฝนอย่างหนักเจ้าก็จะแข็งแกร่งขึ้นเหมือนกัน” ซือหม่ายูเยว่ตักเตือน

           “ฮ่า ฮ่า จริงด้วย” ชิงฟางฉียกมือขึ้นเกาศีรษะตนเองอย่างเขินอาย

           “เอาล่ะ ในเมื่อข้ารู้จักความสามารถของพวกเขาแล้ว ตอนนี้ข้าอยากรู้ว่าเจ้าครอบครองธาตุอันใดอยู่” นางถามเขา

           “ข้าครอบครองธาตุไฟและธาตุดิน” เขาตอบกลับ

“ธาตุไฟและธาตุดินหรือ เจ้าครอบครองธาตุได้มิเลว” ซือหม่ายูเยว่มองเขาอย่างให้กำลังใจ

           ชิงฟางฉีไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยินนัก ก่อนหน้านี้เจ้ารู้เพียงวิธีไล่ตามอันมู่หรงเท่านั้น จะมีเวลาสนใจผู้อื่นที่ไหนกัน

           “อืม ข้าคิดว่าผู้ครอบครองพลังปราณสองหรือสามสายนั้นหายายิ่งนัก จริงสิ ในเรือนพักมีพวกเขาจำนวนมากน้อยเพียงใด”

           “ใช่แล้วเป็นเรื่องจริง ข้าได้ยินมาว่าหลายปีมาแล้วที่มิได้มีผู้ครอบครองพลังปราณสองสายปรากฏให้พบเห็นได้มากนัก ซึ่งในปีนี้กลับปรากฏขึ้นมาพร้อมกันถึงสี่คน และในหมู่พวกเรายังมีผู้ครองครองพลังปราณสามสายอีกด้วย และสิ่งที่บังเอิญไปยิ่งกว่านั้นคือ พวกเราทั้งสี่คนอยู่กลุ่มเดียวกัน และในการทดสอบยังเรียงลำดับการทดสอบพรสวรรคอีกด้วย โดยเริ่มจากโอวหยางเฟยซึ่งเป็นคนแรกที่ถูกทดสอบ ตามด้วยไป๋กงฉาง คนที่สามจะเป็นเว่ยซือชวี และข้าคือคนที่สี่ เหล่าผู้ตรวจสอบทั้งหลายต่างตกตะลึงไปตาม ๆ กัน” ชิงฟางฉีพูดออกมาอย่างตื่นเต้นเมื่อคิดย้อนไปยังวันที่ได้รับทดสอบพรสวรรค์

           เขารู้สึกแปลกใจมิน้อย ที่การสนทนากับซือหม่ายูเยว่นั้นมิน่าเบื่อแม้แต่น้อย แต่กลับสนุกสนามมาก

           นางได้เห็นการทดสอบพรสวรรค์ของโอวหยางเฟย และไป๋กงฉาง นางจากไปตอนชมการทดสอบของไป๋กงฉาง นางมิคาดคิดว่าหลังจากนั้นจะเป็นเว่ยซือชวีและชิงฟางฉี

         ในเวลานั้นผู้ตรวจสอบร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ เมื่อเขาพบว่าโอวหยางเฟยและไป๋กงฉางนั้นเป็นอัจฉริยะ ทว่าหลังจากนั้นมินานกลับมีอัจฉริยะเพิ่มมาอีกสองคน มันทำให้นางนึกภาพออกว่าเขาจะทำหน้าตาอย่างไร

            หากเขารู้ว่านางเป็นถึงปรมจารย์แห่งพลังปราณจะทำหน้าอย่างไร เขาจะหัวใจวายตายหรือไม่?

            “แต่ว่า ทำไมคุณชายห้า ถึงมาอยู่ในชนชั้นสูงเล่า” ชิงฟางฉีอดมิได้ที่จะถาม

            “เจ้าหมายถึงชนชั้นสูงอันใด” ซือหม่ายูเยว่ถามกลับโดยมิได้ตอบคำถาม

            “ก็คือห้องเรียนของเราอย่างไรเล่า พวกเรามีพรสวรรค์ที่ดีที่สุดในวันทดสอบพลังปราณ ดังนั้นเราจึงถูกจัดให้เป็นชนชั้นสูงของสำนักศึกษาหลวง เจ้ามิทราบหรอกหรือ”

            “ข้ามิทราบ ข้าเพียงติดตามอาจารย์เฟิงจื้อชิงมาที่นี่ และเขาก็มอบกุญแกให้ข้าก็เพียงเท่านั้น”

            หรือเป็นเพราะปู่ของเขาเป็นถึงท่านแม่ทัพกำราบแคว้น ดังนั้นเขาจึงได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษเช่นนี้ ชิงฟางฉีอดมิได้ที่คิดเช่นนั้น

            “ในเมื่ออาจารย์เฟิงจื้อชิงมอบกุญแจให้เจ้านั่นก็หมายความว่าเจ้าเป็นสมาชิกคนหนึ่งในห้องเรียนของเรา แต่เจ้าต้องเตรียมพร้อมให้ดี เพราะผู้คนในชั้นเรียนของเรานั้นส่วนใหญ่จะเป็นลูกขุนนางและมีพรสวรรค์มาตั้งแต่เกิด พวกเขาค่อนข้างหยิ่งยโสและถือดี หากเขารับรู้ถึงชื่อเสียงของเจ้า ข้าเกรงว่าพวกเขาจะทำให้เจ้าเกิดปัญหาได้” เขาตักเตือนอย่างจริงจัง   

            “ฮ่า ฮ่า ขอบคุณที่เตือนข้า” ซือหม่ายูยว่ยิ้มกว้าง นางมิคิดว่าเด็กคนนี้จะเป็นคนดีมากเช่นนี้

            “ยินดี !” เมื่อชิงฟางฉีได้ยินคำขอบคุณจากซือหม่ายูเยว่ เขารู้สึกว่ามันค่อนข้างเหนือความคาดหมายไม่น้อย ถ้าเป็นอดีตที่ผ่านมาพวกเขาจะซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง หากซือหม่ายูเยว่ไม่สร้างความลำบากให้พวกเขา “ทว่า ในเมื่อปู่ของเจ้าเป็นถึงแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ของแคว้น ผู้คนทั่วไปจะมิกล้าสนทนากับเจ้ามากนัก แต่เจ้าจงระวังให้ดีกับบางคนที่มาจากตระกูลที่มีอำนาจและมีชื่อเสียงมิแพ้กับท่านแม่ทัพ”

            “อืม ข้าทราบแล้ว” ซือหม่ายูเยว่พยักหน้ารับ

            “เอาล่ะ ข้าต้องขอตัวกลับไปฝึกฝนพลังปราณของข้าแล้วล่ะ” ชิงฟางฉีพูดพลางลุกขึ้นยืน

            “เจ้าไปเถอะ ขอบคุณอีกครั้งสำหรับคำแนะนำ ไว้ข้าจะเตรียมของอร่อย ๆ เป็นรางวัลให้แก่เจ้า” ซือหม่ายูเยว่กล่าวพลางตบไหล่เขาเบาๆ

            “แคก แคก เอ่อ ...มิเป็นไร ๆ เข้าไปก่อนล่ะ” เมื่อชิงฟางฉีได้ยินว่าซือหม่ายูเยว่จะเอาอาหารมาให้เขา เขารีบหันหลังกลับและวิ่งออกไปทันที

            มีข่าวลืออย่างกว้างขวางว่าอาหารที่คุณชายห้าเตรียมใว้นั้น สามารถทำให้สัตว์อสูรที่มีพลังที่แข็งแกร่งตายได้! เขายังเด็กและเขามิต้องการเป็นผู้พลีชีพเช่นนั้น

            “ดูสิ ข้าทำได้ดีหรือไม่ ข้ามิได้เอ่ยอันใดแม้แต่คำเดียว” เสี่ยวเหอมองนางแล้วพูด

            “ดีมาก ต่อจากนี้จงทำเช่นนี้” ซือหม่ายูเยว่กล่าวพร้อมเอ่ยปากชมเสี่ยวเหอ

            แม้ชิงฟางฉีบอกว่าเขามิต้องการอาหารที่ซือหม่ายูเยว่เตรียมไว้ให้ แต่พอรุ่งขึ้นเขากลับได้กลิ่นหอมเย้ายวนใจของอาหารออกมาจากห้องครัว เมื่อเขาย่างกายเข้าไปในครัวถึงกับต้องเบิกตากว้างด้วยความไม่เชื่อตาตนเอง เมื่อพบว่าเป็นผู้ใดที่อยู่ข้างใน

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}