เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 80 อาหารเลิศรส

ชื่อตอน : บทที่ 80 อาหารเลิศรส

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 242

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 11 พ.ค. 2562 16:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 80 อาหารเลิศรส
แบบอักษร

“เอาละ พวกเราไปกันเถอะ” ต๊กโกวฉิวหลงได้กล่าวขึ้นพร้อมกับเรียกจิตวิญญาณของตนเองออกมา ละอองปราณสีทองหลั่งไหลออกมาจากร่างกายของเขาพร้อมกับรวมตัวกันจนกลายเป็นจิตวิญญาณรูปร่างอินทรีขนาดใหญ่ยักษ์ตัวหนึ่ง มันเป็นจิตวิญญาณระดับสามตนหนึ่ง

นี่คือจิตวิญญาณอินทรีซึ่งเป็นจิตวิญญาณประจำตระกูลต๊กโกว มันสามารถวิวัฒนาการจนกลายเป็นจิตวิญญาณอินทรีทองในตำนานได้ ซึ่งคนส่วนใหญ่ในแคว้นเจียงหนานต่างก็รับทราบถึงตำนานความแข็งแกร่งของอินทรีทองในตำนาน นั่นก็เพราะนอกจากราชสำนักของจูเชว่อ๋อง อีกหนึ่งขั้วอำนาจใหญ่ก็คือตระกูลต๊กโกว!

ถูกต้อง! ตระกูลต๊กโกวคือหนึ่งในห้ายอดตระกูลแห่งต้าหลิง มีศักดิ์ฐานะเทียบเท่ากับตระกูลถังในจงหยวน แม้สายเลือดจะยิ่งใหญ่แต่นั่นคือตระกูลต๊กโกวสายเลือดบริสุทธิ์ ส่วนต๊กโกวฉิวหลงเป็นเพียงหนึ่งในตระกูลสาขาที่สายเลือดเจือจาง แต่ถึงอย่างไรเขาก็ได้ชื่อว่าเป็นคนสกุลต๊กโกว นี่จึงทำให้มีผู้คนจำนวนมากเคารพในตัวเขา นั่นเพราะสำหรับแคว้นเจียงหนานแล้ว คำว่าต๊กโกวช่างเป็นคำที่ทรงอำนาจยิ่ง

ต๊กโกวฉิวหลงกระโดดขึ้นไปบนหลังจองจิตวิญญาณอินทรี จากนั้นเขาจึงได้หันกลับไปมองยังหยางถิง “ศิษย์น้องหยาง เจ้าขึ้นมาเถอะ” เขาผายมือออกไปเพื่อเชิญชวนให้หยางถิงไปกับเขา

แต่ในตอนนั้นเองที่หยางถิงได้หันกลับไปมองยังถังเฟยหู่ที่ด้านหลัง จากนั้นนางจึงได้หันกลับไปมองยังศิษย์พี่บนหลังอินทรี “ขอบคุณศิษย์พี่ต๊กโกว แต่ข้าขอไปเองจะดีกว่า อีกทั้งศิษย์น้องถังก็ดูจะไม่มีจิตวิญญาณหรือทาสอสูรประเภทบินได้ ในเมื่อเขาเป็นศิษย์น้องเล็กของข้า ข้าก็ควรจะดูแลเขาถึงจะถูก”

ต๊กโกวที่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกเหมือนมีมีดมากรีดใจของเขา คิ้วของเขากระตุกด้วยความรู้สึกแปลกประในใจก่อนที่จะกลับมาสงบในเวลาอันรวดเร็ว “ถ้าเจ้าต้องการเช่นนั้นก็ได้ เอาละ งั้นเรารีบออกเดินทางกันเถอะ”

เมื่อได้ยินคำกล่าวของต๊กโกวฉิวหลง คนอื่นในกลุ่มต่างก็เรียกพาหนะของตนเองออกมากัน โดยหยางถิงนั้นได้เดินไปถังเฟยหู่และทำสีหน้าหงุดหงิดใส่เขาพร้อมกับขมวดคิ้ว ดวงตาสีทองนั้นเจือปนด้วยความรำคาญอยู่หลายส่วน “เจ้ายังทำตัวเป็นภาระเหมือนเช่นเคยเลยนะ ต้องลำบากข้าอีกแล้ว”

ถังเฟยหู่ได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆออกมา “ต้องรบกวนศิษย์พี่แล้ว”

หยางถิงส่ายหน้าไปมาอย่างเสียอารมณ์ จากนั้นนางจึงได้กระตุ้นจุดตันเถียนของตนและเรียกทาสอสูรออกมา เปลวเพลิงก่อขึ้นรอบร่างกายของนาง เป็นละอองปราณสีแดงฉาน จากนั้นพวกมันจึงได้รวมตัวกันและก่อร่างจนกลายเป็นทาสอสูรตนหนึ่งซึ่งมีรูปร่างเป็นปักษาตนหนึ่ง มันมีขนสีแดงฉานและดวงตาสีเหลืองกลมโต

มันก็คือทาสอสูรเหยี่ยวเพลิงระดับสาม เป็นทาสอสูรที่หยางถิงรักมากที่สุด มันคือของขวัญวันเกิดที่หยางเฟยเทียนผู้เป็นตาของนางได้มอบไว้ให้ นางเลี้ยงดูมันอย่างดีตั้งแต่ออกจากไข่ เลี้ยงดูตั้งแต่มันอยู่ระดับหนึ่งจนวิวัฒนาการและเติบโตขึ้นถึงระดับสาม

หยางถิงกระโดดขึ้นไปบนหลังของเหยี่ยวเพลิง จากนั้นจึงได้หันไปมองตาขวางใส่ศิษย์น้องถังของนาง “ทำไมเจ้ายังไม่ขึ้นมาอีก มั่วแต่เอื่อยเฉื่อยอยู่ได้!”

ได้ยินเช่นนั้นถังเฟยหู่ก็เร่งรีบพุ่งทะยานออกไปนั่งอยู่บนหลังของเหยี่ยวเพลิงในทันที เมื่อนั่งบนหลังของเหยี่ยวเพลิงเขาสามารถสัมผัสได้ถึงไอร้อนจากร่างกายของปักษาตนนี้ได้ในทันที เมื่ออยู่บนยอดเขาของสำนักที่มีสายลมไหลเวียนตลอดเวลาจึงทำให้หนาวไปบ้าง แต่เมื่อได้สัมผัสร่างกายอันอบอุ่นของเหยี่ยวเพลิงก็ให้ความรู้สึกสบายอย่างบอกไม่ถูก และในตอนนั้นเองที่ต๊กโกวฉิวหลงได้สั่งให้นกอินทรีบินออกไป คนอื่นในกลุ่มจึงได้ออกเดินทางไปตามๆกัน หยางถิงเองก็เช่นกัน นางได้สั่งให้เหยี่ยวเพลิงออกบินไปในทันที ปีกสีแดงของมันกระพือออกอย่างรวดเร็ว

ร่างของปักษาเพลิงพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าในทันที กลุ่มของพวกเขาได้ออกเดินทางไปอย่างรวดเร็ว เมื่อถังเฟยหู่มองลงไปยังเบื้องล่างก็พบกับภาพของตำหนักต่างๆในสำนักอยู่ตามยอดเขาต่างๆบริเวณนี้ ยอดเขาน้อยใหญ่ทั้งหมดแถวนี้ล้วนเป็นอาณาเขตของสำนักเสียงสวรรค์

ภาพของสำนักค่อยๆไกลห่างออกไป ภาพด้านล่างที่ปรากฏขึ้นมาแทนกลับเป็นเส้นสายสีฟ้าบนพื้น เมื่อมองดีๆก็พบว่านั่นคือแม่น้ำสายใหญ่สายหนึ่ง นี่ก็คือแม่น้ำหมินเจียงซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญของมณฑลฟูเฉียน

แต่ก็เป็นแม่น้ำแห่งนี้นั่นแหละที่เป็นปัญหาในครั้งนี้ เมื่อมองผ่านๆก็แทบจะแยกไม่ออกเลยแม้แต่น้อยว่าแม่น้ำสายนี้ถูกสัตว์อสูรทะเลบุกรุกจนเกิดปัญหา ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้กระตุ้นญาณโลหิตในร่างกาย สายเลือดที่กลายพันธุ์ของเขาถูกบังคับให้มารวมตัวกันบริเวณดวงตาของเขา

ญาณโลหิต ตาเหยี่ยวพันลี้!

ทันใดนั้นเองที่ภาพเบื้องล่างราวกับถูกขยาย เขาสามารถมองสิ่งต่างๆได้ชัดเจนมากขึ้น ภาพแม่น้ำหมินเจียงราวกับถูกเปลี่ยนไป เขาสามารถมองเห็นเงาสีดำแหวกว่ายไปมาภายในแม่น้ำ แต่ก็ไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนนักถึงรูปร่างของพวกมัน อาจจะเป็นเพราะตอนนี้เขาอยู่สูงจนเกินไปก็ได้

หยางถิงได้มองดวงตาของเขาอย่างสนใจ “เจ้ามองไม่เห็นพวกมันใช่หรือไม่? วิชาสายเลือดดวงตาของเจ้ายังนับว่าต่ำจนเกินไป ความเข้าใจก็ไม่มี เจ้าแทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสายเลือดดวงตาเลยสินะ?”

ถังเฟยหู่หันกลับไปมองศิษย์พี่หยางอย่างแปลกใจ แต่นางกลับยิ้มเยาะเย้ยอย่างผู้มีชัยเหนือกว่ามาทางเขาแทน “ฮ่าๆๆ ศิษย์น้องเล็กคงจะไม่เข้าใจอะไรเลย เจ้านั้นบ้านนอกกว่าที่เขาคิดนะ เจ้าโตมาบนเขาหรืออย่างไร?”

ถังเฟยหู่ได้ยินคำถามนั้นก็พลั้นนึกถึงตอนยังเด็กที่ท่านตาได้พาเขาขึ้นเขาไปตามหาสมุนไพรเพื่อเรียนรู้และนำมาปรุงยารักษาโรคให้แก่ผู้คน ซึ่งหากจะบอกว่าตอนเด็กเขาโตมาบนเขาก็ไม่ผิดนัก เพราะนอกจากภูเขาและตระกูลถังแห่งฟูเจี้ยน เขาก็แทบไม่เคยไปไหนเลยด้วยซ้ำตั้งแต่จำความได้

หยางถิงเห็นถังเฟยหู่ไม่กล่าวคำใดออกมาก็ได้แต่ถอนใจ “เฮ้อ เอาละๆ ข้าละยอมเจ้าจริงๆเลย สิ่งที่เจ้าควรรู้ก็คือเรื่องสี่ราชาห้าตระกูลหกจอมยุทธ์” นางหันไปมองถังเฟยหู่ซึ่งสังเกตจากท่าทางของเขาดูเหมือนจะรู้เรื่องราวเหล่านั้นอยู่บ้าง

หยางถิงพยักหน้าอย่างพอใจ “แล้วเช่นนั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่าในสิบห้าจอมยุทธ์เหล่านั้นมีสายเลือดดวงตาที่แข็งแกร่งเป็นอย่างมากด้วย” นางหันกลับไปเลิกคิ้วถาม

ถังเฟยหู่พยักหน้า “เป็นสายเลือดเซียนพยัคฆ์สามตาใช่หรือไม่?”

ซึ่งหยางถิงก็เผยรอยยิ้มออกมา “นับว่าเจ้ายังพอมีความรู้อยู่บ้าง แต่สิบห้าตำแหน่งยอดยุทธ์เหล่านั้นมิใช่มีเพียงสายเลือดขององค์ชายพยัคฆ์ผู้เดียวที่ครอบครองสายเลือดดวงตาอันแข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า หนึ่งในนั้นยังมีสายเลือดของสกุลหยางซึ่งครอบครองสายเลือดเนตรสวรรค์สามตา สามเนตรทั้งสองสายเลือด คู่ปรับตลอดกาล”

ถังเฟยหู่ที่ได้ยินดังนั้นก็ไม่รู้จะกล่าวออกมาเช่นไรดี ถึงเขาจะไม่อยากยอมรับแต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าตนมีสายเลือดเซียนพยัคฆ์สามตา…เขาคิดว่าทางที่ดีก็อย่าให้นางได้รับรู้ถึงเรื่องนั้นเลยจะดีกว่า

แต่เขาเองก็ยังคงสงสัยในบางเรื่องเช่นกัน เขาได้กล่าวถามออกไปเพื่อคลายความสงสัยของตน “จริงสิศิษย์พี่…เพียงแค่มีเนตรชื่อสามตาเช่นกันจำเป็นต้องเป็นศัตรูกันด้วยหรือ? หรือว่าสองตระกูลมีเรื่องบาดหมางกันอย่างงั้นเหรอ?”

หยางถิงทำสีหน้าครุ่นคิดพักหนึ่งก่อนที่จะหันกลับไปมองยังถังเฟยหู่ “เรื่องนี้บอกได้เพียงว่าบรรพบุรุษของสองตระกูลเคยสู้รบกันมา แต่เรื่องนี้มันเป็นเรื่องนานแสนนานมาแล้ว ตั้งแต่ก่อนยุคของราชวงศ์ซื่อหลิงจะตั้งขึ้นมาเสียอีกนะ ส่วนตัวข้าก็ไม่ค่อยสนใจเรื่องของตระกูลหรอกนะ ข้าไม่เคยบาดหมางกับสายเลือดสกุลเฟิงเสียหน่อย”

ถังเฟยหู่ได้ยินเช่นนั้นก็สบายใจ แต่ถึงอย่างไรเขาก็คงไม่บอกศิษย์พี่หยางถิงอยู่ดีว่าตัวเขาเป็นส่วนหนึ่งของศัตรูของตระกูลนาง เขาได้เปลี่ยนเรื่องคุยในตอนนั้นเอง เขากล่าวถามเกี่ยวกับเรื่องการฝึกตนและการตีความเคล็ดวิชาปราณเจ็ดสำเนียงแทน เขาได้รับความรู้จากประสบการณ์ของศิษย์พี่ที่มีมากกว่าทำให้เขาเข้าใจวิชานี้ได้มากขึ้น

ตลอดเวลาที่ผ่านมาส่วนมากเขาวนเวียนแต่การตีความและทำความเข้าใจวิชาต่างๆด้วยตัวเองเสียมาก แต่การรับฟังผู้อื่นในบางครั้งก็นับว่าดีเหมือนกัน เขาได้รับรู้และได้เห็นถึงมุมมองใหม่ๆที่เขายังนึกไม่ถึงในตอนแรก

 “ขอบคุฯศิษย์พี่หยางที่สอนสั่ง” เขาประสานมือคาราวะต่อหยางถิง

 “เจ้าไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นก็ได้ศิษย์น้องเล็ก…ที่จริงเจ้าลองหาเวลาไปหาท่านตาของข้าบ้างก็ได้ บางทีเขาอาจถ่ายทอดความรู้ต่างๆให้เจ้ามากกว่านี้ เจ้าอย่าลืมไปสิว่าตอนนี้เจ้าอยู่ในสำนักเสียงสวรรค์ หน้าที่ของสำนักก็คือถ่ายทอดและมอบความรู้ให้แก่ศิษย์ทั้งหลายเพื่อให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้น” ถังเฟยหู่พยักหน้ารับคำ

หยางถิงทอดสายตามองออกไปยังเบื้องล่าง “อ้ะ…เรามาถึงเมืองฝูโจวแล้ว คิดว่าศิษย์พี่ต๊กโกวน่าจะพาพวกเราเข้าไปยังเมืองก่อน ในเมืองฝูโจวตอนนี้น่าจะเริ่มมีผู้คนจากสองสำนักทยอยกันเดินทางมา เรื่องปราบสัตว์อสูรทะเลเป็นเรื่องใหญ่ ศิษย์ของสำนักเราก็คงจะให้ศิษย์พี่ต๊กโกวเป็นผู้นำ ส่วนสำนักแปดดารา….” หยางถิงกล่าวมาแค่นั้นก่อนที่จะหยุดพูดไปและคิดบางอย่างภายในใจ

ซึ่งในตอนนั้นเองที่ต๊กโกวฉิวหลงได้บังคับจิตวิญญาณของตนให้บินไปทางเมืองขนาดใหญ่เบื้องล่าง ทุกคนในกลุ่มได้บินตามเขาลงไป เมื่อใกล้ถึงประตูเมือง ต๊กโกวฉิวหลงก็ได้สลายจิตวิญญาณของตนเองพร้อมทะยานลงไปหยุดเบื้องหน้าประตูเมือง เขาหันหลังกลับไปมองก็พบคนอื่นๆในกลุ่มเริ่มตามลงมาถึงพื้นกันแล้ว

เขาพยักหน้าให้กับทุกคน “พวกเจ้าตามข้ามาให้ดีละ พวกเราน่าจะมาถึงเป็นกลุ่มแรกๆเพราะรับภารกิจก่อนผู้อื่น ข้าคิดว่าเราควรสำรวจถึงสถานการณ์ปัจจุบันของเมืองว่าเป็นเช่นไร รวมถึงพวกสัตว์อสูรทะเลอยู่ในระดับใด พวกเราไม่ควรบุ่มบ่ามทำอะไรโดยไม่ยั้งคิด อาจทำให้พวกเราพบอันตรายได้” ทุกคนในกลุ่มพยักหน้ารับ

ต๊กโกวฉิวหลงพาทุกคนผ่านประตูเมืองไปโดยเขาได้นำป้ายยืนยันตัวของสำนักออกมาแสดง เมื่อทหารที่เฝ้าประตูเมืองเห็นเช่นนั้นก็ไม่ได้ขัดขวางอันใด คนทั้งสิบสามารถเข้าเมืองมาได้โดยไม่มีปัญหา

เมื่อเข้าเมืองมาแล้วถังเฟยหู่ได้ลอบสังเกตสิ่งต่างๆโดยรอบ เมืองแห่งนี้นับว่ามีผู้คนมากมายกว่าเมืองฟูเจี้ยนที่เขาเติบโตมานัก อีกทั้งยังแฝงไปด้วยชาวยุทธ์จำนวนมากมาย แต่ถึงอย่างไรผู้คนธรรมดาก็ยังคงมีอยู่มิใช่ว่าปราศจากคนทั่วไป

ตลอดทางที่เดินอยู่ในเมืองนั้น ต๊กโกวฉิวหลงกลับมีดวงใจที่ร้อนรุ่มดุจไฟนรกมาสุมภายในอก ถึงแม้จะไม่หันกลับไปมองแต่เขาก็สามารถสัมผัสได้ว่าหยางถิงกลับพูดคุยหยอกล้อกับถังเฟยหู่ไปตลอดทาง แต่เนื่องจากเขาเป็นหัวหน้ากลุ่มและต้องรักษาชื่อเสียงสำนัก ไม่อาจอาละวาดโดยง่ายที่กลางเมืองเช่นนี้ได้

ต๊กโกวฉิวหลงกัดฟันอดทนตลอดทาง หางคิ้วของเขากระตุกตลอดเวลาด้วยความฉุนเฉียวภายในใจ เขาเร่งรีบเดินไปอย่างรวดเร็วเพื่อไปให้ถึงที่หมายโดยไว ไม่นานนักกลุ่มของพวกเขาก็ได้มาถึงด้านหน้าโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง

โรง เตี๊ยม ประ ตู มังกร

คำเพียงไม่กี่คำที่สลักอยู่บนนั้นช่างเป็นตัวอักษรที่ทรงพลัง คำที่ถูกสลักลงไปนั้นได้ถูกการใช้นิ้วที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังลมปราณอันสมบูรณ์พร้อมลากผ่าน จนเกิดเป็นลายเส้นอักษรที่ทรงพลังและไร้ที่ติ โรงเตี๊ยมประตูมังกรสาขานี้นับว่ายิ่งใหญ่กว่าสาขาของเมืองฟูเจี้ยนที่ถังเฟยหู่เคยเห็นนัก

 “พวกเราเข้าไปกันเถอะ” ต๊กโกวฉิวหลงกล่าวพร้อมกับนำพาทุกคนเดินผ่านบานประตูขนาดใหญ่ที่เปิดต้อนรับทุกผู้คน ภายในโรงเตี๊ยมประตูมังกรตอนนี้ยังมีผู้คนบ้างประปราย ส่วนมากผู้คนที่อยู่ภายในจะเป็นชาวยุทธ์เสียมาก ตรงกลางพื้นที่ขนาดใหญ่ของโรงเตี๊ยมก็คือสนามประลองยุทธ์แห่งหนึ่งแต่ยังไม่มีใครได้ใช้บริการในตอนนี้

ฟิ้ววววว

ในตอนนั้นเองที่บังเกิดสายลมหอบหนึ่งพัดมาเบื้องหน้าของคนทั้งสิบ และในพริบตาเดียวนั้นเองที่ได้ปรากฏร่างของเสี่ยวเอ้อผู้หนึ่งที่ดูดมอมแมม ดูจากใบหน้าของเขาแล้วน่าจะอายุประมาณยี่สิบปีได้ เขาใส่เสื้อผ้าที่ถักจากผ้าป่านที่ดูธรรมดา บนไหล่ของเขาก็คือผ้าผืนหนึ่งที่ใช้เพื่อเช็ดโต๊ะและทำความสะอาด ถังเฟยหู่ทำสีหน้าที่ดูตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เขาไม่คิดเลยว่าเสี่ยวเอ้อของโรงเตี๊ยมประตูมังกรสาขาฝูโจวจะร้ายกาจถึงเพียงนี้ ทันใดนั้นเองที่เขาคิดถึงการต่อสู้ของเขากับหม่าหยางจงแห่งสำนักประตูมังกร ไม่ทราบว่าตอนนี้คนผู้นั้นจะอยู่โรงเตี๊ยมประตูมังกรสาขาไหนกันแน่

 “ขอต้อนรับสู่โรงเตี๊ยมประตูมังกร” เสี่ยวเอ้อผู้นั้นได้กล่าวออกมา “ไม่ทราบว่านายท่านทั้งหลายต้องการรับประทานอาหาร หาที่พัก หรือว่าต้องการประลอง?” เสี่ยวเอ้อกล่าวถามออกไปซึ่งต๊กโกวฉิวหลงได้แสดงป้ายยืนยันตัวของตนเองออกมา

เสี่ยวเอ้อผู้นั้นรับป้ายคำสั่งมาพร้อมกับตรวจสอบรายละเอียดด้านในพร้อมกับส่งกลับคืนให้แก่ต๊กโกวฉิวหลง เสี่ยวเอ้อนำพาทุกคนจากสำนักเสียงสวรรค์ไปยังโต๊ะตัวหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากสนามประลองตรงกลางนัก นี่เพราะเป็นภารกิจที่ทางราชสำนักไหว้วานสำนักใหญ่ทั้งสองในแถบเมืองฝูโจวจึงทำให้ราชสำนักรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหลาย

ทางโรงเตี๊ยมประตูมังกรยินดีเป็นอย่างมากที่ได้ต้อนรับคนจากสำนักทั้งสอง พวกเขาไม่เสียหายอันใดอีกทั้งยังสามารถไปเก็บเงินจากทางการได้อีก เสี่ยวเอ้อได้กล่าวเสนออาหารเลิศรสที่ล้วนราคาแพงที่สุดในร้านออกมามากมายโดยหวังให้คนจากสำนักเสียงสวรรค์ทั้งสิบนี้สั่งพวกมันออกมา

เสี่ยวเอ้อวาดฝันถึงกำไรต่างๆที่สามารถเก็บได้จากทางการ โดยต๊กโกวฉิวหลงก็เป็นไปตามที่เสี่ยวเอ้อคาดเดา เขาได้สั่งเนื้อสัตว์อสูรล้ำค่าออกมาจำนวนมาก เสี่ยวเอ้อเร่งรีบวิ่งเข้าไปในครัวแล้วบอกกล่าวกับพ่อครัวในทันที!

พ่อครัวแห่งโรงเตี๊ยมประตูมังกรสาขาฝูโจวเมื่อได้ยินรายการอาหารจากเสี่ยวเอ้อก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาในทันที นานแล้วที่เขาไม่ได้ทำอาหารพวกนี้ ละอองปราณสีแดงพวยพุ่งออกมาจากร่างของเขา! ละอองปราณเหล่านั้นรวมตัวกันกลายเป็นจิตวิญญาณมังกรเพลงสีแดง จากนั้นเขาจึงค่อยสั่งการให้มังกรเพลิงกลายเป็นอาวุธจิตวิญญาณ

ในมือของเขาปรากฏอาวุธจิตวิญญาณขนาดไม่ใหญ่ในมือ มันคือมีดทำครัวเล่มหนึ่ง ลวดลายที่สลักบนนั้นคือภาพของมังกรที่กำลังร่ายรำ มีดเล่มนี้สามารถควบคุมความร้อนได้อย่างใจนึก

พ่อครัวสามารถย่างหรือทอดวัตถุดิบในขณะที่กำลังแล่อยู่ หรือแม้แต่ใช้มีดนี้เพื่อเพิ่มอาณุภาพของเตาไฟและเร่งความร้อนให้สูงมากยิ่งขึ้น เขาคือพ่อครัวซึ่งเก่งกาจที่สุดในโรงเตี๊ยมประตูมังกรสาขาฝูโจว วัตถุดิบเนื้อสัตว์อสูรถูกลูกมือของเขานำออกมาอย่างรวดเร็ว มือของเขาตวัดออกไป เนื้อที่แข็งแกร่งถูกผ่าออกอย่างง่ายดายราวเต้าหู้

ลูกมือทั้งหลายที่อยู่ในครัวต่างก็เหงื่อตกกันไปตามๆกัน “…เฮ้ยเพื่อน เจ้าว่าคราวนี้พวกเราจะเหนื่อยตายไหมนะ หัวหน้าพ่อครัวทำอาหารอย่างบ้าคลั่งอีกแล้ว ผู้คนจากหัวเปยใช่บ้าคลั่งเช่นนี้เหมือนกันหรือไม่นะ” ผู้ช่วยพ่อครัวได้กล่าวกับเพื่อนอีกคนซึ่งเพื่อนคนนั้นดูมีสีหน้าหนักใจไม่ต่างกันเท่าไหรนัก

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว อาหารเลิศรสจำนวนมากถูกลำเลียงออกไปยังโต๊ะของกลุ่มต๊กโกวฉิวหลง อาหารหน้าตาแปลกตาทั้งหลายถูกวางเรียงรายไว้บนโต๊ะ มันเยอะเสียจนเสี่ยวเอ้อจำเป็นต้องนำโต๊ะตัวอื่นมาวางต่อกับโต๊ะของพวกเขาเพื่อเพิ่มเนื้อที่ให้สามารถวางจานอาหารเหล่านั้นได้

เกี๊ยวเนื้อมังกรเพลิง เนื้อพยัคฆ์เขี้ยวดาบผัดซอสหัวเปย ซาลาเปาเนื้อมังกรห้าธาตุ ซี่โครงราชาวานรเพลิงตุ๋นยาจีน และอาหารเลิศรสอีกมากมายซึ่งโด่งดังที่สุดของโรงเตี๊ยมประตูมังกรสาขาฝูโจวได้ปรากฏสู่สายตาผู้คน หลายคนในกลุ่มนั้นเมื่อเห็นอาหารเหล่านี้กลับกลืนน้ำลายลงคอด้วยความอยาก

โดยเฉพาะถังเฟยหู่ เขาไม่เคยเห็นอาหารที่ดูล้ำเลิศและสวยงามถึงเพียงนี้ แม้แต่ส่วนเล็กส่วนน้อยที่ประกอบอยู่ในจานนั้นกลับเต็มไปด้วยความละเอียดและงดงาม เขาไม่เคยรับรู้มาก่อนว่าอาหารสามารถงดงามได้ขนาดนี้

แต่ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่เกิดความคิดอย่างหนึ่งขึ้นมาในใจ อาหารเหล่านี้ถูกปรุงขึ้นจากเนื้อสัตว์อสูรชั้นเลิศ ใช่ว่าเขาสามารถใช้เคล็ดกายหยาบมารของลมปราณมารไร้ลักษณ์ในการดูดกลืนคุณสมบัติของพวกมันหรือไม่?

ดวงตาของถังเฟยหู่เปล่งประกายด้วยความคาดหวัง เขาหยิบตะเกือบในมือขึ้นมาและคีบลงไปบนเกี๊ยวเนื้อมังกรเพลิงในทันที เกี๊ยวสีแดงถูกหยิบขึ้นมา เขามองลงไปที่เกี๊ยวมังกรเพลิง แผ่นแป้งเกี๊ยวความหนากำลังพอดี ควันจางๆลอยขึ้นมาจากเกี๊ยวสีแดงนั้นซึ่งบ่งบอกถึงความร้อนของมัน เขาได้สูดกลิ่นของมันเข้าไปพบว่าแผ่นแป้งนั้นได้มีกลิ่นของสมุนไพรธาตุร้อนหลากหลายชนิด ทุกวัตถุดิบซึ่งใส่ไว้ในเกี๊ยวมังกรเพลิงถูกคัดสรรมาอย่างดีเพื่อชูรสชาติของเนื้อมังกรเพลิงซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักให้เด่นชัดขึ้นมามากกว่าเดิมหลายเท่าโดยไม่กลบรสชาติของมันไป

อึก….

ถังเฟยหู่กลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก เขาคีบเกี๊ยวสีแดงขนาดพอดีคำนั้นเข้าไปในปาก รสสัมผัสอันร้อนแรงของมันกระจายไปทั่วทั้งปาก ความร้อนและสัมผัสของสมุนไพรต่างๆได้สร้างอาการชาให้กับลิ้นของเขา และเมื่อฟันของเขากัดไปยังแป้งเกี๊ยวก็พบว่ามันเหนียวนุ่มเป็นอย่างมาก เนื้อแสนนุ่มและชุ่มช่ำด้านในได้สร้างสัมผัสที่ไม่เคยมีมาก่อนในชีวิต เป็นครั้งแรกที่เขาได้กินอาหารล้ำเลิศเช่นนี้

และเมื่อเขากลืนเกี๊ยวสีแดงนั้นลงคอไปกลับพอความร้อนวูบวาบจากคอลงไปจนถึงกระเพาะของเขา เป็นความอบอุ่นที่แปลกประหลาดและสุขสบายจนเกินจะบรรยายได้ออกมา เขาแทบจะหลงมัวเมาไปกับรสชาติที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต...ความอร่อย

ในตอนนั้นเองที่เนื้อมังกรเพลิงได้มาถึงกระเพาะของเขา ถังเฟยหู่ได้เดินลมปราณมารไร้ลักษณ์อย่างระวังเพื่อไม่ให้ใครสามารถจับสัมผัสปราณมรณะได้ เคล็ดกายหยาบมารตามตำราถูกใช้ออกมาแทบจะในทันที

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเขาไม่สามารถดูดกลืนเนื้อของมังกรเพลิงให้มาหล่อหลอมร่างกายของเขาให้กลายเป็นกายหยาบมารได้เลย คิ้วของเขาขมวดเข้ามากันด้วยความไม่พอใจ ซึ่งหยางถิงซึ่งนั่งติดกันก็สังเกตถึงท่าทีที่แปลกไปของถังเฟยหู่ นางได้หันกลับไปตามศิษย์น้องเล็กของนาง

 “ทำไมเจ้าขมวดคิ้วเช่นนั้นเล่า? อาหารไม่ถูกปากหรืออย่างไร?” หยางถิงกล่าวพร้อมกับท้าวคางมองไปทางถังเฟยหู่อย่างสงสัย นางวางตะเกียบลงและยื่นมือออกไปทางด้านหน้าของถังเฟยหู่

เพี๊ยะ!

หยางถิงดีดนิ้วไปกระแทกหน้าผากของถังเฟยหู่อย่างแรงจนเขาถึงกับเงยหน้าขึ้นไปด้านบนตามแรงดีดนั้น หยางถิงหัวเราะอย่างชอบใจที่ได้แกล้งคนโปรดของท่านตานาง แต่เมื่อถังเฟยหู่ก้มหน้าลงมากลับไม่มีรอยใดบนหน้าผากของเขาเลย หยางถิงแปลกใจเป็นอย่างมาก โดยทั่วไปแล้วระดับปราณอ่อนแอเช่นถังเฟยหู่ไม่ควรจะทนแรงของนางได้ขนาดนี้ อย่างน้อยก็สมควรจะหลงเหลือบาดแผลหรือรอยแดงไว้บ้าง นางดูแปลกใจเป็นอย่างมาก…เอ๊ะหรือว่าศิษย์น้องเล็กจะหน้าหนากว่าคนปกตินะ…นางได้แต่คิดอยู่ภายในใจโดยไม่ได้กล่าวออกไป

ถังเฟยหู่ลูบหน้าผากของตนเองและมองศิษย์พี่หยางถิงอย่างไม่ค่อยพอใจเท่าไหรนัก แต่เขาก็ไม่ได้สนใจและลองใช้ตะเกียบคีบอาหารอย่างอื่นขึ้นมาลองกินดู แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่สามารถดูดกลืนพวกมันมาฝึกวิชาได้ แม้พวกมันจะอร่อยแต่ก็ไม่สามารถฝึกกายหยาบมารอย่างที่เขาหวังได้

แต่อย่างน้อยอาหารพวกนี้ก็เป็นทรัพยากรบำรุงกำลังอย่างดี เขาราวกับรู้สึกว่าร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อยเพราะพวกมัน แต่ก็ยังไม่อาจเทียบได้แม้สักเสี้ยวจากการที่เขาบังเอิญดูดกลืนร่างของราชาค้างคาวปีกม่วงได้เลยด้วยซ้ำไป

ถังเฟยหู่คิดเรื่องราวต่างๆภายในใจ เขาพยายามค้นหาความแตกต่างของสิ่งต่างภายในความทรงจำ จนในที่สุดเขาก็สามารถสรุปความเป็นไปได้ที่มีอยู่ไม่กี่อย่าง หนึ่งคือความสดของวัตถุดิบ สองคือประเภทของสัตว์อสูร และสุดท้ายคือวิญญาณ

เขาจดจำได้ว่าอสูรทมิฬได้กลืนกินวิญญาณของราชาค้างคาวปีกม่วงก่อนที่จะกลืนร่างของมันไป เมื่อมาลองคิดดูแล้วเขาคิดว่าการกลืนกินวิญญาณคือความเป็นไปได้ที่มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้แล้ว….

ภารกิจสำนักในครั้งนี้ทำให้เขาคาดหวังว่าจะทดลองใช้กายหยาบมารเพื่อกลืนกินพวกสัตว์อสูรทะเลเหล่านั้น หากเป็นไปตามรายละเอียดของภารกิจ เขาจะมีวัตถุดิบให้ทดลองสำหรับการฝึกวิชาจำนวนมากมายมหาศาล ภายในใจของเขาเกิดความคาดหวังบางอย่างขึ้นมาเล็กน้อย….

การฝึกกายที่สมบูรณ์แบบที่สุดในขอบเขตปราณ…หากเขาสามารถทำเช่นนั้นได้ตามที่คาดหวัง ในอนาคตเขาอาจสามารถไปได้ถึงขอบเขตเซียนที่ผู้ฝึกตนคาดหวัง ความสมบูรณ์แบบของร่างกายทำให้เขาจะแข็งแกร่งเหนือคนในขอบเขตเดียวกัน….

ความคิดเห็น