Excel

เรื่องนี้ผมจริงจังนะครับช่วยคอมเม้นเป็นกำลังใจให้ด้วย

คดีที่ 7 ปีศาจเพลิง (บังเอิญ)

ชื่อตอน : คดีที่ 7 ปีศาจเพลิง (บังเอิญ)

คำค้น : High School Mystery คดีที่ 7

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 29

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 11 พ.ค. 2562 22:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
คดีที่ 7 ปีศาจเพลิง (บังเอิญ)
แบบอักษร

อาคารอเนกประสงค์ชั้นห้าฝั่งซ้าย คือห้องพวกสารวัตรนักเรียน ผมเลื่อนประตูแล้วเดินเข้าไปภายในห้องเต็มไปด้วยชั้นหนังสืออยู่ฝั่งขวาของห้องฝั่งซ้ายคือตู้เก็บเอกสาร กลางห้องมีโต๊ะนักเรียนเก้าตัวที่นำมาวางชิดๆกันจนกลายเป็นโต๊ะใหญ่ตั้งอยู่ทั้งสองฝั่ง ถัดออกไปใกล้หน้าต่างคือโต๊ะทำงานไม้ดูหรูหราอยู่ระหว่างโต๊ะพวกนั้น มันคือโต๊ะทำงานของกันธา ปกติห้อองนี้จะมีคนจะเยอะกว่านี้ แต่ตอนนี้คงไปกินข้าวเที่ยงกันหมดเหลือแต่กันธาคนเดียวภายในห้อง เขาเดินไปมาตรงหน้าชั้นหนังสือคงกำลังจะหาอะไรหนังสือมาอ่านในเวลาพัก กันธาก็หันมาถามผมในทันที

“มีเรื่องอะไรเหรอมาร์คถึงมาหากูที่ห้องสารวัตรนักเรียนในเวลาพักเที่ยงแบบนี้”

“มึงไม่ไปกินข้าวเหรอกันธา”

“พอดีเอาข้าวมากินเองน่ะ และกูก็ชอบเอามากินในห้องนี้เพราะวิวภูเขาหลังโรงเรียนมันสวยมากถ้ามองจากหน้าต่างบานนี้” พอกันธาพูดเสร็จเขาก็เดินไปทางโต๊ะทำงานแสนหรูหราข้างบนโต๊ะตัวนั้นมีกระดานหมากรุกตั้งอยู่

“ใช่ พวกสารวัตรนักเรียนคนอื่นก็บอกกูมาเหมือนกันว่ามึงชอบมานั่งเล่นในห้องนี้”

“เพราะงี้เองสินะมึงถึงได้รู้ว่ากูอยู่ไหนเวลาพักเที่ยง” เขาเริ่มจัดตัวหมากรุกสีดำตามตำแหน่งบนกระดาน “แต่มึงคงไม่ได้มาหากูเพื่อชวนไปกินข้าวหรอกใช่ไหม”

“จริงไหมที่ไอ้เงาได้เจอกับตัวคนร้ายโดยตรงในห้องน้ำเมื่อตอนเช้า”

“ใช่ไอ้เงาพูดจริง”

“แล้วทำไมเมื่อเช้าหลังเข้าแถวเสร็จตอนที่เราเจอกันตรงทางเดินหน้าห้องมึงถึงไม่บอกกูล่ะ”

“เพราะกูบอกมึงไม่ได้เราไม่รู้ว่าจะไว้ใจใครได้บ้าง อีกอย่างนะกูก็ไปบอกเรื่องของไอ้เงากับท่านรองผอ. แล้วแต่ท่านกำชับมาว่าอย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกใคร กูแค่ทำตามคำสั่งเท่านั้นแล้วมึงสืบไปถึงไหนแล้ว”

“กูคงสืบได้เยอะกว่านี้ถ้าไม่เอามาเวลาไปสืบเรื่องของไอ้เงา มึงควรบอกกูตั้งแต่แรก กูก็จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเพื่อตามหาตัวไอ้เงาแบบนี้”

“สรุปก็คือไม่ไปถึงไหนเลยสินะ”

“ก็ไม่เชิง กูรู้แล้วว่าคนร้ายสามารถทนไฟร้อนๆแบบนั้นได้ยังไง” ผมพูดเสร็จกันธาก็จัดวางตัวหมากบนกระดานรุกครบทั้งสองฝั่งพอดี

“มาเล่นด้วยกันสักตาไหม”  

“ทำไมไอ้เงาถึงต้องมาบอกมึงก่อนด้วยล่ะ ไปบอกครูชายก็ได้ทำไมต้องเป็นมึง” ผมไม่สนใจที่จะตอบคำถามของกันธา

กันธาก็ไม่สนที่จะตอบผมเช่นกันเขาใช้มือหยิบตัวเบี้ยสีดำเดินไป E5

“นี้มึงจะไม่บอกกูจริงๆใช่ไหม”

“มึงเป็นนักสืบนิทำไมไม่ลองสันนิษฐานมาให้กูฟังสักหน่อยล่ะ”

“แค่พูดออกมาทำไมมึงต้องทำให้เป็นเรื่องยากด้วยว่ะ”

“ตามึงแล้วมาร์ค”

ผมหยิบตัวเบี้ยสีขาวเดินไป E4  เบี้ยทั้งสองตัววางประจันหน้าเข้าหากัน

“บุกมาตรงๆแบบนี้เลยเหรอ ขอคิดก่อนนะ”

กันธาหยิบม้าสีดำ เดินไป F6 พร้อมกับยิ้มออกมา

“ไอ้เงาคือคนของสารวัตรนักเรียนที่แฝงตัวเข้าไปในแก๊งเมฆาสินะ” รอยยิ้มของกันธากระตุกไปครั้งหนึ่ง แต่มันก็ยังปั้นหน้ายิ้มต่อได้

ผมหยิบม้าสีขาว เดินไป C3

“ทำไมมึงถึงคิดว่าเป็นแบบนั้น” กันธาก็เริ่มทำท่าครุ่นคิดอีกครั้งสายตาจับจองไปยังตัวหมากบนกระดาน

“แค่นี้คำตอบมันก็ชัดเจน ถ้าเกิดไอ้เงาไม่ใช่คนของสารวัตรนักเรียนที่แฝงตัวเข้าไปแล้วมันจะมาบอกมึงทำไมล่ะแสดงว่ามันต้องเป็นลูกน้องมึง และถ้ามันเป็นคนของแก๊งเมฆาจริงๆไอ้เงาก็ไม่น่าจะมาคุยกับมึงแต่แรกอยู่แล้ว เพราะพวกนั้นเกลียดพวกสารวัตรเรียนจะตาย บวกกับสีหน้าของมึงทำให้กูมั่นใจมากขึ้น คำพูดที่กูพูดมาเมื่อกี้ที่ว่า “ไอ้เงาคือคนของสารวัตรนักเรียนที่แฝงตัวเข้าไปในแก๊งเมฆาสินะ” ถ้าเกิดกูพูดผิดคนนิสัยอย่างมึงส่วนใหญ่แล้วจะยิ้มกว้างขึ้นแล้วถามต่อ แต่เมื่อกี้หน้ามึงแสดงอาการออกมาชัดเจนว่ากูพูดถูกดูจากการที่รอยยิ้มของมึงกระตุกไปช่วงนึงแล้วค่อยถาม” ในที่สุดกันธาก็ละสายตาจากกระดาน

“แค่เดาจากสีหน้าของกูเนี่ยนะ”

“มึงก็รู้ไหมคดีคดีอาชญากรรมในโรงเรียนมันยากกว่าคดีคดีอาชญากรรมที่เกิดขึ้นภายนอกซะอีก ในความเป็นจริงคดีพวกนั้นยังพอหาตัวผู้ต้องสงสัยจากหลักฐานและสามารถตรวจสอบประวัติของทุกคนได้ มีทั้งตรวจลายนิ้วมือและตรวจDNA รวมไปถึงหลักฐานทางนิติเวช  แต่พอมาอยู่ในรั้วโรงเรียนแค่ปากกาหายไปด้านเดียวยังหากันไม่เจอเลยบวกกับไม่มีอุปกรณ์ไฮเทคต่างๆเหมือนที่พวกเจ้าหน้าที่ตำรวจเขามีกัน การต่อยตี การกลั่นแกล้ง การหาตัวคนทำนั้นทำได้ยากเพราะไม่มีใครกล้าพูด ต่อให้มีคนกล้าพูดออกมาคุณครูก็ไม่คิดจะสนใจหรือคุมครองนักเรียนคนนั้นจนถูกพวกที่ว่านั่นย้อนมาทำร้ายจนบางตาย การสืบหาความจริงพวกนี้ในโรงเรียนย่อมเป็นได้ยากสิ่งที่กูได้เรียนรู้มาก็คือ การไปสอบถามนักเรียนคนอื่นที่ไม่รู้ว่าพูดจริงหรือเท็จ กูเลยได้เรียนรู้เพิ่มอีกอย่างหนึ่งนั้นก็คือการอ่านภาษากาย การสังเกตอาการทางสีหน้าของต่ละคน การพูดเพื่อให้นักเรียนพวกนั้นยอมรับสารภาพบางครั้งก็ต้องใช้กำลังกันบ้างเกือบสามปีที่ผ่านมากูก็ใช้วิธีนี้เจ็บคนร้ายไปลงโทษที่ห้องปกครองอยู่หลายครั้ง และกูไม่เคยพลาดแล้วครั้งนี้ก็เช่นกัน กูเดาถูกเรื่องไอ้เงาใช่ไหม” ผมอาจจะพูดเกินจริงไปหน่อยจริงๆก็พลาดอยู่สองสามครั้งในกรณีของครูจอยกับไอ้เสกเพราะใช้อารมณ์ส่วนตัวมากเกินไป แต่ผมก็ไม่ได้พูดออกไปเดี๋ยวจะดูไม่น่าเชื่อถือ จากนั้นกันธาก็เงียบไปก่อนมองหน้าผม แล้วถามผมว่า

“กูไว้ใจมึงได้ใช่ไหม ถ้าเกิดความลับของไอ้เงารั่วออกไปมีหวังพวกแก๊งเมฆาเอามันตายแน่เรื่องนี้กูไม่เคยบอกให้สารวัตรนักเรียนคนอื่นรู้เลย เพราะพวกแก๊งเมฆาก็แฝงตัวไปในทุกที่เหมือนกัน”

“เชื่อใจกูได้กันธา กูจะช่วยมึงทลายแก๊งเมฆานี้ด้วยซ้ำ” กันธาเอนตัวลงไปพิงเก้าอี้ก่อนพูดขึ้น

“กูกับมึงรู้จักกันมานานจะขอลองเชื่อใจมึงดูก็แล้วกัน ใช่ไอ้เงาคือคนของสารวัตรนักเรียนที่แฝงตัวเข้าไปในแก๊งเมฆาและค่อยรายงานข่าวให้กับกูอยู่เสมอ เรื่องที่มันบอกมึงคือความจริงทุกอย่าง”

“เห็นไหมแค่พูดออกมาแต่แรกก็จบ กูขอตัวก่อนนะ” ผมลุกออกจากเก้าอี้

“จะไปไหนถึงตามึงเดินแล้วยังเล่นกันไม่เสร็จเลยอีกอย่างนี้ก็เป็นเวลาพักเที่ยงไม่ต้องรีบก็ได้มั้ง” 

“เอาไว้วันหลังค่อยมาเล่นกันใหม่ ตอนนี้ทุกนาทีมีค่าคนร้ายอาจจะวางเพลิงที่ไหนในโรเรียนอีกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ มึงเองก็อย่ามัวมานั่งใจเย็นอยู่แบบนี้ให้มากละ”

“ได้ครับๆ”

“มึงเปลี่ยนไปมากเลยนะกันธา ความกระตือรือร้นของมึงเหมือนเมื่อก่อนหายไปไหนหมด”

“ก็เหมือนกับมึงมาร์คกาลเวลาและสถานที่เปลี่ยนเราได้เสมอและจะไปเปลี่ยนได้เร็วมากขึ้นเมื่ออยู่ในโรงเรียนแห่งนี้ ไอ้คนขี้แพ้ที่เอาแต่นั่งอ่านหนังเรียนอยู่ทั้งวันไม่คุยกับใคร โดนแกล้ง โดนไถ่เงิน โดนกดหัวลงซักโครกทุกวันที่กูเคยช่วยตอน ม.ต้น หายไปไหนแล้วล่ะ” กันธาพยายามสะกิดแผลเก่าของผมเพื่อให้ผมโกรธ แต่ก็ไม่ได้ผลผมไม่สนแผลใจที่เกิดขึ้นในอดีตหรอก ก็เหมือนกับแผลเป็นมีไว้แค่เตือนใจ ไม่ได้มีไว้ให้เจ็บแสบเหมือนแผลสด

“ตอนนี้มึงคงหาไอ้ขี้แพ้คนนั้นไม่เจอแล้วล่ะ” ผมเลื่อนประตูแล้วเดินออกจากห้องปล่อยให้ไอ้กันธานั่งเล่นหมากรุกอยู่คนเดียวในห้องนั้น….

           ตอนนี้เวลา 12:45 น. ผมย้อนกลับไปยังจุดเกิดเหตุที่สองเพื่อไปหาน้องมาย กับ ไอ้เงา แต่ก็ไม่เจอ เศษซากของรถมอเตอร์ไซค์ที่ไหม้เกรียม กองรวมกันอยู่ไม่กี่เมตรหน้าป้อมยามรอยไหม้สีดำและรอยครบน้ำมันที่ถูกเผ่าไหม้อยู่เต็มพื้นลานจอด ผมเดินดูรอบๆก็ไม่มีอะไรผิดปกติเป็นการวางเพลิงแบบทั่วๆไป จากนั้นผมเห็นในป้อมยามมีคนอยู่จึงเดินเข้าไปถาม ลุงเขาเอาลงมือนวดศีรษะแล้วส่ายหัวไปมา คงจะมึนจากการที่ถูกวางยาสลบ

“ลุงครับ” ผมเอ่ยขึ้น “ผมได้ยินจากครูชายมาบอกว่าลุงถูกวางยาสลบใช่ไหมครับ”

“ใช่แล้ว”

“ตอนนั้นมีแค่ลุงคนเดียวเหรอครับ”

“ใช่ตอนนั้นลุงอยู่คนเดียว”

“แล้วยามคนอื่นๆหายไปไหนกันหมดครับ”

“ยามหลังโรงเรียนอย่างพวกเรามีกันอยู่สามคนจะแบ่งกันเข้าเวรเป็นกะเช้ากับกะบ่ายและตอนกลางคืน แต่ช่วงต้นเทอมยามกะกลางคืนที่ชื่อดิน โทรมาขอลาออกตอนนี้เหลือกันอยู่แค่สองคนเอง อีก 15 นาที นี้ลุงก็จะออกเวร”

“ถ้าแบบนี้ตอนกลางคืนก็ไม่มีคนเฝ้านะสิครับ”

“ถูกต้อง”

“ทำไมทางโรงเรียนถึงไม่จ้างคนมาเพิ่มละครับ”

“ลุงก็บอกกับท่านผู้อำนวยการแล้วนะท่านบอกว่าเดี๋ยวจะจัดการให้เอง แต่นี้ก็จะหมดเทอมอยู่แล้วยังไม่มีคนมาแทนเลย” 

“แย่จังเลยนะครับถ้าเป็นแบบนี้ใครจะเข้ามาขโมยของในโรงเรียนตอนกลางคืนก็แค่ปีนรั่วหลังโรงเรียนเข้ามาได้สบายเลยเพราะไม่มีคนเฝ้าเหมือนหน้าโรงเรียน” ท่าน ผอ.อีกแล้วเหรอรู้สึกว่าช่วงนี้จะมีบทบาทมากเหลือเกิน

“รวมถึงวางยาสลบในกระติกน้ำด้วย” ลุงยามพูดขึ้น

“ลุงรู้ได้ไงครับว่าถูกใส่ลงไปในกระติกน้ำ”

“ลุงมาเข้าเวรที่โรงเรียนตอนหกโมงเช้า พอมาถึงลุงตักกินน้ำในกระติกเป็นอย่างแรกเลยจากนั้นลุงเริ่มง่วงขึ้นมาแล้วก็หมดสติไปเป็นชั่วโมงเลย”

“กระติกน้ำนั้นตอนนี้อยู่ไหนแล้วครับ พวกครูฝ่ายปกครองเก็บไว้ที่ห้องปกครองเพื่อจะเอาไปตรวจหายาทีหลัง”

“กระติกน้ำอันนั่นเป็นของใครครับ”

“ก็ของทุกคนนั้นแหละ เหมือนตู้กดน้ำใครจะกินก็ได้”

“ยามที่เข้าเวรช่วงบ่ายเมื่อวานก็อาจจะเป็นคนวางยาได้เหมือนกันไม่ใช่เหรอครับเพราะเขาคือคนสุดท้ายที่อยู่กับกระติกน้ำ” ผมพูดต่อ

“เป็นไปได้หรอก”

“ทำไมครับ”

“คนแก่ๆอย่างฉันที่เรียบไม่จบ ป.6 ด้วยซ้ำจะทำแบบนั้นไปทำไม” เสียงแหบแห้งดังขึ้นมาจากทางหน้าป้อมเป็นเสียงของชายแก่อายุประมาท 60 ปีเห็นจะได้

“อ้าว ทำไมวันนี้ตาจักรมาก่อนเวลาครับ” ลุงยามร้องทักคุณตาคนนั้น

“นี่ไงที่ฉันบอกว่าเป็นไปไม่ได้” ลุงยามพูดต่อ “ตาจักร เป็นยามของโรงเรียนนี้ มา20กว่าปีแล้วแถมความรู้เรื่องยาก็ไม่มีและเขาไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องวางยาฉันด้วย”

“เมื่อวานตอนที่ไอ้ลบออกเวรมันไม่เติมน้ำในกระติกให้เต็มก่อนกลับไป” ตาจักรพูดและชี้ไปที่หน้าลุงยามคนนั้นเขาชื่อ ลบ นี้เองคุณตาคนพูดต่อ  “เหลือให้ฉันกินแค่นิดเดียวจะให้ฉันไปเติมก็ลำบากมากลำพังตัวฉันเองก็ยกกระติกตอนมีน้ำแค่ครึ่งเดียวก็ไม่ไหวอยู่แล้วเพราะกระติกน้ำใหญ่มาก พอตอนที่ฉันออกเวร ฉันก็ตักกินน้ำในกระติกจนหมด”

“ขอโทษครับตาผมลืม” ลุงยามคนนั้นกล่าวกับคุณตา

“ทีนี้ก็หายสงสัยได้หรือยังว่าทำไมฉันถึงมาก่อนเวลาเพราะกลัวว่าแกจะกินน้ำจนหมดแล้วลืมเติมให้อีกยังไงล่ะ แต่ก็ดันมีคนมาวางยาในกระติกน้ำซะได้วันนี้ฉันคงต้องเดินไปกินในอาคารแล้วสินะขี้เกียจเดินจริงๆเลย”

“คุณตากินน้ำในกระติกจนหมด ไม่มีใครมาเต็มให้เลยเหรอครับ” ผมถามตาจักรต่อ

“ไม่มีเลย”

“แสดงว่าช่วงบ่ายถึงหกโมงเย็นไม่มีใครเข้าใกล้ป้อมยามเลยเหรอครับ”

“ใช่แล้วไม่มีใครเลย”

“งั้นใครกันล่ะที่เติมน้ำในกระติกจนเต็มที่ฉันพึ่งตักกินเมื่อตอนเช้า” ลุงลบพูดขึ้น

“ก็คนร้ายยังไงละครับ มันต้องแอบมาเติมน้ำและใส่ยานอนหลับเมื่อคืนแน่ๆ เพราะช่วงกลางคืนไม่มีใครเฝ้าที่หลังโรงเรียนนี้เลย” ผมตอบลุงลบ และไม่แน่ชุดกันไฟ Nomex 2 ชุด ในห้องชมรมวิทยาศาสตร์ก็อาจจะถูกมันขโมยไปตอนนั้นก็เป็นได้เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นตอนเช้าเลยไม่มีใครสนใจที่จะไปดูเทปวงจรปิดตอนกลางคืนเลย ผมคงต้องไปดูเทปบันทึกภาพของกล้องวงจรปิดหน้าป้อมยามนี้ช่วงเมื่อคืนที่ผ่านมาก่อนจะถูกคนร้ายเผาในช่วงหกโมงเช้าของวันนี้

“กี่โมงแล้วครับ” ผมยามทั้งสองคน

“อีก สองนาทีจะบ่ายโมง” ลุงยามที่ชื่อลบเป็นคนตอบ

“ผมขอตัวไปเข้าชมรมก่อนนะครับขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆ”….

           ห้องเก็บข้อมูลและจอมอนิเตอร์ของกล้องวงจรปิดทุกตัวในโรงเรียนอยู่ที่อาคารอเนกประสงค์ชั้น2 ซึ่งมีครูกนกเป็นคนดูแลระบบทั้งหมดของกล้อง ครูกนกคือครูสอนวิชาคอมพิวเตอร์ห้องเรียนของเขาก็อยู่ข้างๆกันกับห้องควบคุมกล้องวงจรปิด และผมยังสงสัยว่าครูกนกเป็นหนึ่งในคนของศูนย์วิจัยอะไรบางอย่างตามที่ครูพัดพูดเมื่อเช้า

แต่ก่อนจะไปผมต้องกลับห้องชมรมเพื่อพาครูชายไปด้วยแค่นักเรียนคนเดียวไปขอดูบันทึกกล้องวงจรปิดครูกนกคงไม่อนุญาติแน่ หวังครูชายคงจะกลับมาจากการซื้อสีเสร็จแล้วนะพอเดินเข้าไปในห้องชมรมผมเห็นครูกำลังนั่งกินข้าวอยู่

“ครูชายครับผมมีเรื่องอยากให้ช่วยหน่อย” ครูชายวางช้อนที่มีข้าวกระเพราหมูสับอยู่ลงแล้วตอบกลับมา

“จะให้ช่วยอะไร” จากนั้นผมก็เล่าเรื่องที่คุยกับพวกลุงยามให้ครูชายฟัง ระหว่างนั้นครูชายก็นั่งกินข้าวไปด้วยฟังไปด้วย

“เข้าใจแล้ว งั้นเราไปหาครูกนกกันเถอะ”

“ครูชายกินให้เสร็จก่อนก็ได้ครับ”

“ไม่ล่ะ ครูกลัวคนร้ายมันจะลงมืออีกครั้งและกลัวพวกนักเรียนจะได้รับบาดเจ็บเพิ่มอีก” ครูชายรีบกินน้ำแล้วลุกจากเก้าอี้

           พวกเรายังไม่ทันได้เดินออกจากห้องชมรม ก็มีชายคนหนึ่งในชุดนักเรียนภายใต้เสื้อกาวน์สีขาวตัวยาวเข้ามาขวางหน้าประตูเอาไว้ คนๆนั้นคือไอ้ว่านมันคงจะมาขอให้ผมช่วยตามหาชุด Nomex ที่หายไปให้มัน

“ฉันมีเรื่องอยากให้ช่วยหน่อยมาร์ค”

“เรื่องชุด Nomex ที่หายไปใช่ไหม” ผมถามต่อ

“ใช่แล้ว นายรู้ได้ไง”

“พอดีฉันได้ยินมา”

“เดี๋ยวๆ แล้วชุด Nomex มันคืออะไร” ครูชายเอ่ยปากถาม

“มันคือ ชื่อ ยี่ห้อของชุดกันไฟชนิดหนึ่งครับมันหายไปจากห้องชมรมของผมทั้งสองชุด” ไอ้ว่านตอบ

“ไม่ต้องห่วงว่านตอนนี้ฉันกับครูชายกำลังจะไปดูกล้องวงจรปิด ว่ามีใครแอบเข้ามาในโรงเรียนนี้เมื่อคืนไหม”

“ทำไมถึงมั่นใจว่ามันแอบเข้ามาตอนกลางคืนล่ะ” ไอ้ว่านถามกลับ

“ก็ไม่เชิงว่าเป็นเมื่อคืนอย่างเดียวหรอกนะ อาจจะเป็นช่วงเมื่อคืนจนถึงช่วงที่เกิดไฟไหม้ครั้งแรกเมื่อเช้านี้ก็ได้ ฉันเชื่อว่าไอ้ปีศาจเพลิงที่ทุกคนในโรงเรียนกำลังพูดถึงกันอยู่ตอนนี้มันต้องเป็นคนที่ขโมยชุดกันไฟของนายไปแน่ๆถ้าไม่อย่างนั้นมันคงทนไฟแรงๆแบบนั้นไม่ไหวหรอก แค่ชุดเดียวมันอาจจะป้องกันไฟไม่ได้มากนักเพราะแบบนี้มันถึงต้องขโมยไปถึงสองชุด”

“อ่อ แบบนี้เองเหรอ”

“เรื่องชุดของนายอาจจะไม่ได้คืนมาในสภาพสมบูรณ์ แต่ฉันก็ยังจับตัวคนร้ายมาให้นายได้ถ้าฉันจับตัวมันได้เมื่อไหร่ฉันจะบอกนายทันทีเลย”

“เข้าใจแล้ว ฝากด้วยนะมาร์คฉันเองก็อยากรู้เหมือนว่าใครเป็นคนทำ” ว่านตอบกลับมา พอพูดกันเสร็จไอ้ว่านก็หลีกทางให้ผมและครูชาย พวกเรารีบสาวเท้าเพื่อไปยังอาคารอเนกประสงค์ให้เร็วที่สุด…

ผมเปิดประตูเข้าไปเจอครูกนกกำลังสอนนักเรียนให้เขียนเว็บไซค์อยู่หน้าห้องพร้อมกับฉายภาพในโปรเจ็คเตอร์ไปด้วย นักเรียนทุกคนต่างตั้งใจฟังในสิ่งที่ครูกนกสอน ผมกับครูชายยืนรออยู่หลังห้องจนเขาบรรยายเสร็จเขาสั่งให้นักเรียนทุกคนเขียนเว็บไซค์ส่งเขาภายในคาบนี้ เขาเดินไปแตะไหล่นักเรียนคนหนึ่งและชี้ให้เห็นข้อผิดพลาดบางบนหน้าจอ นักเรียนที่ทำงานต่างจากเพื่อนในห้องแทนที่เขาจะเขียนเว็บ ตามที่ครูสั่งเขากลับกำลังนั่งเขียนโปรแกรมอะไรบางอย่าง บนหน้าจอเป็นไปโค้ดหลากหลายสีสันที่เข้าใจยากเต็มไปหมด ผมรู้สึกคุ้นหน้าเขามากถ้าจำไม่ผิด เขาอยู่ ม.6 ห้องศิลป์คอมพิวเตอร์ ชื่อว่า แปม เห็นว่าเร็วๆนี้โรงเรียนจะส่งไปแข่งขันเขียนโปรแกรมในระดับประเทศแล้วด้วย

“แต่ผมว่าเขียนโค้ดแบบนี้แล้วเราจะประหยัดการใช้บรรทัดในการเขียนแถมยังเร็วอีกด้วยนะครับ” แปมกำลังอธิบายครูกนกเข้าใจ

“จริงด้วย เธอเริ่มเก่งกว่าครูแล้วนะรู้ไหม”

แปมยิ้มแล้วก็เงียบหันไปมองน้าจอคอมพิวเตอร์อีกครั้ง สมแล้วจริงๆที่จะไปแข่งระดับประเทศพิมพ์สัมผัสได้อย่างรวดเร็วเหมือนในหนังเลย พอครูกนกละสายตาจากแปมผมกับครูชายก็เดินเข้าไปหาทันที

“ครูกนกครับ พอดีผมอยากจะขอดูเทปบันทึกภาพกล้องวงจรปิดตรงหน้าป้อมยามหลังโรงเรียนเมื่อคืนหน่อยได้ไมครับ” ครูชายเริ่มพูดก่อน

“จะดูเทปของเมื่อคืนไปทำไมเหรอครับ” ครูกนกพูดต่อ

“เพื่อหาตัวคนวางเพลิงต้นคริสต์มาสกับลานจอดรถครับเพราะผมเชื่อว่าคนร้ายต้องแอบเข้ามาตอนกลางคืนเพื่อขโมยชุดกันไฟในห้องวิทยาศาสตร์และเข้ามาใส่ยาสลบในน้ำของพวกยาม”

“จำเป็นต้องตอนนี้เลยหรือครับ ครูชายพอดีผมกำลังสอนนักเรียนของผมอยู่นะ”

“พวกเรามีลางสังหรณ์ว่าคนร้ายมันจะลงมืออีกถ้าจับตัวคนร้ายได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีใช่ไหมมาร์ค”

“ใช่ครับ”

“อีกอย่างนะท่าน ผอ.วิโรจน์ ก็บอกมาชัดเจนแล้วว่าให้ครูทุกคนให้ความร่วมมือกับผมในการจับตัวคนร้ายด้วย” ถ้าแทบกับคดีอื่นๆวันนี้ครูชายดูตั้งใจกับคดีนี้เอามากๆก็แปลกดีเหมือนกัน

“ก็ได้ครับๆ ตามผมมา” ครูกนกเดินนำพวกเราไปยังห้องควบคุมกล้อง

           ตรงประตูมีปุ่มกดรหัสผ่านก่อนเข้าห้อง ครูกนกกำลังจะกดรหัสผ่านแต่เขายั้งมือเอาไว้แล้วหันหน้ามาทางผมและครูชายพวกเราเข้าใจทันทีว่าครูกนกไม่อยากให้พวกเราเห็นรหัสผ่าน ผมกับครูชายจึงหันหน้าไปทางอื่นจนกว่าครูกนกจะกดรหัสเสร็จ

           หลังจากเข้าห้องมาได้ผมก็เห็นจอมอนิเตอร์ขนาด 50 นิ้ว แสดงผลการบันทึกภาพของกล้องวงจรปิดกว่ายี่สิบตัวในหน้าจอเดียว ครูกนกเลื่อนเมาส์ไปยังกล้องตัวที่สิบสามซึ่งเป็นกล้องหน้าป้อมยามหลังโรงเรียนแล้วเริ่มดูภาพย้อนหลังของกล้องวงจรปิดตัวนั้น

“จะเริ่มดูตั่งแต่กี่โมง” ครูกนกถาม  

“ตั้งแต่หกโมงเย็นของเมื่อวานครับเป็นตอนที่พวกลุงยามออกเวรกันแล้ว” ผมตอบกลับ

           ผม ครูชาย และครูกนกนั่งดูภาพวีดิโอย้อนหลังเรื่อยๆ ครูกนกกดเร่งการเล่นภาพของวิดีโอเป็นคูณสี่เพื่อความรวดเร็ว พอมาถึงช่วง 01:26 น. ภาพหน้าจอก็ไปทันที

“ทำไมจู่ถึงมืดไปล่ะ” ครูกนกเคาะเมาส์ไปมาบนหน้าจอ พอวีดิโอย้อนมาถึงเวลา 00:26 น.ภาพก็กลับมาแล้วผมก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างในช่วงเวลา 00:24 น. ผมจึงรีบบอกครูกนก

“หยุดก่อนครับครู ย้อนไปดูช่วงเวลา00:24 อีกรอบหน่อยครับ” ผมพูด “เห็นตรงนี้ไหมครับ มีคนย้อนเชือกมาจากฝั่งด้านนอกของกำแพง” ผมชี้ให้ครูกนกและครูชายให้เห็นเชือกเส้นนั้น

“มีคนแอบเข้ามาในโรงเรียนจริงๆด้วย” ครูกนกพูดแล้วก็ซูมภาพไปใกล้ๆ

           เชือกเริ่มแกว่งไปมาเหมือนกำลังมีคนปีนอยู่จากอีฝั่ง ผม ครูชาย ครูกนก ตั้งใจดูกันมากเพราะอยากรู้ใครกันนะที่จะปีนข้ามมา พวกเราเห็นของมันแล้วมันกำลังพยายามดึงตัวขึ้นมาแต่หน้าจอก็มืดลงไปอีกครั้ง

“อีกแล้วเหรอ กำลังจะเห็นหน้าคนร้ายอยู่แล้ว” ครูกนกพูด

“ภาพวิดีโอจากกล้องวงจรปิดเมื่อคืนมีช่วงเวลา 00:26 น. ถึง เวลา 01:26 ที่ภาพจากกล้องมืดไปเป็นเวลากว่าหนึ่งชั่วโมง” ผมพูดขึ้น

“หรือว่าคนร้ายจะมีสองคน” ครูชายพูดต่อ

“จะว่าไปแล้วเมื่อคืนหม้อแปลงไฟฟ้าที่สถานีไฟฟ้าของเมืองเกิดระเบิดทำให้ดับไฟทั้งเมืองและยังทำให้กล้องวงจรปิดเกิดไฟฟ้ารัดวงจร กล้องในเมืองเกือบทุกตัวใช้งานไม่ได้เลย” ครูกนกพูด

“ผมก็ได้ยินข่าวมาเหมือนกัน เป็นคนร้ายที่ดวงดีมากเลยนะมาก่อเหตุตอนไฟดับพอดีบังเอิญจริงๆ”ครูชายพูด และผมก็นึกถึงเรื่องเมื่อคืนตอนที่ผมไปไล่จับหัวขโมยขึ้นมาได้

เรื่องที่ไฟดับทั้งเมืองเมื่อคืนไม่ใช่อุบัติเหตุ เป็นฝีมือของพวกศูนย์วิจัยแน่นอนเพราะพวกนั้นกำลังตามล่าลุงพิเภษ พวกนั้นคิดว่าลุงพิเภษมีข้อมูลที่ขโมยมาจากพวกศูนย์วิจัยเป็นข้อมูลที่จะเปิดโปรงเรื่องเลวๆของโปรเจคกรุงลงกาได้ ก่อนหน้าที่ไฟจะดับเขาโดนพวกนั้นจับได้และถูกทำร้ายแต่ก็หนีออกมาได้ในที่สุด ลุงเภษจึงมาขอความช่วยเหลือจากพ่อของผมที่เคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน แต่พ่อของผมได้หายสาบสูญไปเพราะอุบัติเหตุทางเครื่องบินก่อนผมเกิด เขาแอบเข้าบ้านของผมตอนแรกผมคิดว่าเขาเป็นหัวขโมยแต่ก็ไม่ใช่ พอผมและพวกตำรวจที่ไล่จับตัวเขาได้ก็รู้ว่าเขาได้รับบาดเจ็บพวกตำรวจจึงโทรแจ้งรถพยาบาล

แล้วหลังจากนั้นก็เกิดไฟดับทั่วทั้งเมือง รถพยาบาลที่กำลังจะไปส่งเขาไปยังโรงพยาบาลก็ได้หายไปทั้งคัน กล้องวงจรปิดข้างถนนก็ใช้ไม่ได้เลยไม่มีใครรู้ว่ารถพยาบาลคันนั้นหายไปได้ยังไง จะบอกว่าเป็นโชคดีของคนร้ายคนนี้ที่แอบปีนเข้ามาในโรงเรียนตอนนั้นพอดี ผ่านชั่วโมงก็ได้ภาพกลับมาแต่เชือกตรงกำแพงก็ถูกเก็บไปและก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นหลังจากนั้นอีกจนมาถึงการเผาลานจอดรถในตอนเช้า สองคดีนี้อาจมีความเกี่ยวข้องกันหรือว่าจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น…

...โปรดติดตามตอนต่อไป...

อีก3ตอนจบแน่นอนครับ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น