จันทร์อรุณ ณรัช

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เจ็ดจอมปราชญ์แห่งแคว้นมิลินทระ

ชื่อตอน : เจ็ดจอมปราชญ์แห่งแคว้นมิลินทระ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 64

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 11 พ.ค. 2562 17:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เจ็ดจอมปราชญ์แห่งแคว้นมิลินทระ
แบบอักษร

 

กลับมาลงรูปคิทตี้ชิชา…ต้นแบบของอจินไตยบ้างค่ะ

……………

 

ในเวลานี้..สามเจ้าหญิงเข้ามาในอาณาบริเวณของห้องเจ็ดปราชญ์..ซึ่งเป็นห้องลับในตึกปัญญาบารมีของแคว้นมิลินทระแล้ว..

ความจริงก็เป็นอย่างที่ราชครูสูตระว่าไว้..ในที่นี้..จะเรียกว่าห้องคงไม่เหมาะ..เพราะมันคล้ายกับเป็นอาณาบริเวณอีกแห่งหนึ่ง..

เข้าห้องไป..เพื่อจะพบกับอีกดินแดนหนึ่ง..

ผ่านประตูเข้ามา..เป็นทางเดิน..แต่พอออกจากทางเดิน..กลับเป็นพื้นที่กว้างขวาง..กลางแจ้ง..มีต้นไม้ปลูกเป็นระเบียบ..และมีอีกอาคารอยู่อีกฟากหนึ่ง..

อจินไตยขมวดคิ้ว..

“..เป็นไปได้หรือนี่..ตึกปัญญาบารมี..สร้างห้องแบบนี้ด้วย..หรือว่า..มันจะไม่ใช่ห้อง..”

จินดาพิสุทธิ์ครางอือม์..

“..คล้ายกับเราผ่านประตูมิติมาโผล่อีกมิติหนึ่ง..”

มุกดาราชี้ให้ดูแนวปลูกพืชที่กว้างขวาง..

“..หากทำการเพาะปลูกพืชที่เหมาะสม..สามารถใช้รับประทานหมุนเวียนกันได้ตลอดชีวิต..จริงอย่างที่ท่านราชครูว่า..คนในนี้..สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างสบาย..แม้ว่าโลกภายนอกถล่มทลายไปแล้วก็ยังสามารถอยู่ได้..”

จินดาพิสุทธิ์นึกถึงบ้านเกิดตัวเอง..สำนักสูญญตา..

ตัวเองเกิดที่นั่น..เป็นบุตรสาวฝาแฝดคนเล็กของเจ้าสำนักสูญญตาตึกแดง..แต่ก็ถูกมอบให้เจ้าสำนักฝ่ายอารามขาวเลี้ยงดูเป็นลูก..เพราะนายแม่ตึกแดงรู้ดีว่า..นายแม่อารามขาวไม่อาจจะแต่งงานได้ทั้งชีวิต..แต่ความรู้สึกอยากจะมีบุตรก็มีอยู่ลึก ๆ ...

สำนักสูญญตาก็เฉกเช่นกับสถานที่แห่งนี้..มีแหล่งน้ำ..แหล่งเพาะปลูก..ต่อให้ไม่ติดต่อกับโลกภายนอก..ก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้สบาย ๆ ..นายแม่ทั้งสองมองการณ์ไกล..คิดว่าสักวันหนึ่ง..อาจจะต้องพึ่งพาป้าป้อนใช้เพลงเทพส่งวิญญาณ..ดึงสำนักเข้าม่านมิติเพื่อหลบภัย..จึงจัดสร้างสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไว้..เพราะสำนักสูญญตาเคยถูกบุกรุก..ถูกเผา..ถูกถล่มมาก่อน..

ถ้ามีปัญหาใด..ก็แค่ดึงสำนักทั้งสำนักเข้าสู่ม่านมิติ..ซ่อนเร้นสายตาจากคนในโลก..

ดูเหมือนตอนที่เราจากมาแล้ว..สำนักสูญญตาต้องรบกับเทวีแวมไพร์..และพลอยเป็นศัตรูกับทางการ..ป้าป้อนก็ดึงสำนักเข้าสู่ม่านมิติตามที่เตรียมการไว้..ซ่อนตัวจากโลกภายนอก..สภาพคล้ายกับห้องเจ็ดปราชญ์

ที่นี่แม้ดูผิวเผินจะอยู่ในตึกปัญญาบารมี..แต่ที่เห็นกับตา..ราวกับว่า..มันเป็นอีกสถานที่หนึ่ง..

จินดาพิสุทธิ์เคลิ้มกับสถานที่..แต่ขาก็เดินตรงมายังอาคารเบื้องหน้า..

ทั้งสามเจ้าหญิงชะงักเมื่อถึงประตูอาคารที่ปิดสนิท..

อจินไตยร้องขึ้นว่า..

“..ข้าอจินไตย..นำพาเอาสามีข้าจินดาพิสุทธิ์และเจ้าหญิงมุกดารา..ภรรยาอีกคนของสามีข้า..มาเยี่ยมคารวะท่านจอมปราชญ์ทั้งเจ็ดแล้ว..”

มีเสียงดังขึ้นว่า..

“..จะพูดคุยกันทั้งที..ใยต้องมาสนทนาในห้องในอาคารอุดอู้เล่า..ริมน้ำ..ริมธารไหลเย็น..มีสถานที่เหมาะสม..บรรยากาศร่มรื่น..เชิญเจ้าหญิงทั้งสามไปยังที่นั่นจะดีกว่า..”

มุกดาราเหลียวซ้ายแลขวา..

“..เรายังไม่เห็นริมธารที่ว่า..”

จินดาพิสุทธิ์ครางอือม์..

“..ไม่ยักทราบว่า..ภายในตึกปัญญาบารมีจะมีธารน้ำไหลเย็นดังว่าด้วย..”

อจินไตยขมวดคิ้ว..

มองไปรอบ ๆ ไหนเลยจะเห็นธารน้ำไหลเย็นดังที่มีคำเชิญชวน..

เพียงแต่..สถานที่นี้คือห้องเจ็ดปราชญ์..เจ็ดจอมปราชญ์แห่งแคว้นมิลินทระเป็นผู้ครอบครอง..

สีหน้าของอจินไตยครุ่นคิด..จินดาพิสุทธิ์แรก ๆ ก็สงสัย..แต่พอเห็นสีหน้าของอจินไตย..ก็ฉุกคิด..

จินดาพิสุทธิ์หรือริต้าก็แบบนี้..ไม่เคยคิดอะไรมากความตามอุปนิสัย..ต้องให้อจินไตยกระตุ้นสักหน่อย..ถึงสามารถเฉลียวใจได้..

ส่วนมุกดาราเห็นท่านพี่ทั้งสองมีท่าทีประหลาด..ตนเองก็รู้ว่าควรจะวางตัวเช่นใด..เพราะการไม่รู้..นิ่ง..คือดีที่สุดแล้ว..คอยรับสถานการณ์จะดีกว่า..

อจินไตยยิ้มพลางพูดว่า..

“..นี่คือการวัดสติปัญญาใช่ไหม..”

มีเสียงดังจากในอาคาร..

“..มิเช่นนั้น..พวกท่านก็ไม่มีคุณสมบัติจะสนทนากับพวกเรา..”

จินดาพิสุทธิ์หัวเราะ..

“..เพียงแค่หาธารน้ำใสไหลเย็นแค่นี้..จะเป็นไรไป..”

พูดจบก็สูดลมหายใจ..ลมหอบหนึ่งพัดผ่าน..

“..ด้านหลังอาคารมีธารน้ำ..”จินดาพิสุทธิ์พูด.. “..ประหลาด..แต่เรากลับไม่เห็นว่าจะมี..”

มุกดาราขยับจะเดินไปสำรวจ..แต่จินดาพิสุทธิ์รั้งตัวไว้..

“..กระแสลมพัดแปลก ๆ ..บอกข้าว่า..ต่อให้ท่านเสาะหาก็ไม่มีวันพบเจอ..เพราะเจ็ดปราชญ์วางค่ายกลไม่ให้สืบเสาะได้ง่าย ๆ ..นอกจาก..”

พลางโอบเอวมุกดาราไว้..พยักหน้าให้อจินไตย..

ทั้งสองเรียกกำลังวาโยธาตุ..ก่อเกิดเป็นกระแสลมหมุนพัดร่างลอยขึ้น...

เมื่อมองจากที่สูง..ก็เห็นเส้นทางคดเคี้ยวผิดวิสัย..ที่แท้..มีฉาก..มีกระจก..หลอกตาทำให้ผู้คนพลัดหลงได้ง่าย ๆ ..

ทั้งสามร่อนร่างลงยังสถานที่ด้านหลัง..มีร่องดินขุดเป็นทาง..มีน้ำไหลรินสดใส..และมีโต๊ะตัวหนึ่งพร้อมเก้าอี้รออยู่พร้อมกับขวดใสใส่เครื่องดื่มชื่นเย็น..กับถ้วยสามใบ..

สามเจ้าหญิงนั่งลงที่โต๊ะ..รินน้ำใสเย็นนั้นดื่มกิน..

เสียงหัวเราะดังขึ้น..

“..พวกเราเป็นเจ็ดนักปราชญ์..คิดให้ตายก็คิดไม่ออกว่า..ท้ายสุด..จุดอ่อนของค่ายกลนี้..คือการมองจากด้านบน..แต่ไหนเลยจะคาดคิดว่าคน ๆ หนึ่งจะบินได้..”

ร่องดินที่มีธารน้ำ..ถูกฉากที่แนบเนียนบังอยู่..หาให้ตายก็หาไม่เจอ..

เสียงนั้นพูดจบ..ก็เดินเข้ามา..พร้อมกับคนอีกหกคน..ทุกคนแต่งกายคล้ายกัน..และมองโดยรวมเป็นชายชราสามคน..ชายในวัยหนุ่มฉกรรจ์สามคน..และหญิงสาวหนึ่งคน..

หญิงสาวนั้นสะคราญโฉม..ดูฉลาดเฉลียวผิดหญิงสาวธรรมดา..และเมื่อสบตากับจินดาพิสุทธิ์ก็แย้มยิ้มออกมา..

ชายชราคนหนึ่งเห็นหญิงสาวทีมเดียวกันเกิดปฏิกิริยาก็อดปรามไม่ได้..

“..บัวสวรรค์..จิตของเจ้าไขว้เขวกับเจ้าหญิงแห่งแคว้นจันทราได้อย่างไร..”

หญิงสาวนามบัวสวรรค์รู้ดีว่า..สติปัญญาของชายชรานั่นในใต้หล้ายากจะหาใครทัดเทียมได้..การอ่าน..การมอง..การสังเกต..การวิเคราะห์..ทำให้ยิ่งกว่าผู้วิเศษที่ล่วงรู้ใจคนเป็นอย่างดี..

หญิงสาวนามบัวสวรรค์กลับหัวเราะ..

“..ท่านตา..เจ้าหญิงแห่งแคว้นจันทราเลื่องลือทั่วหล้า..ทั้งชายหญิงทั่วแผ่นดินปราถนาจะชื่นชมนาง..ได้พูดคุย..ได้สนทนาแม้สักครั้งก็ถือว่าไม่เสียดายชีวิต..ข้าพอเห็นนางเป็นครั้งแรก..ก็อดใจเต้นแรงไม่ได้..”

“..เฮอะ..เจ้าเป็นหนึ่งในเจ็ดปราชญ์ก็ดีอยู่แล้ว..อย่าได้คิด..”

“..ท่านตา..เจ้าหญิงทั้งสามงดงามไปคนละแบบ..แต่เมื่ออยู่ร่วมกัน..คล้ายกับความงามคนละทางจะสร้างสิ่งที่เชิดชูให้แต่ละคนมีความโดดเด่นยิ่งขึ้น..”บัวสวรรค์นิ่ง..ก่อนจะถอนหายใจ.. “สิ่งที่เราทั้งเจ็ดประหลาดใจ..กลับไม่ใช่เจ้าหญิงแห่งแคว้นจันทรา..หรือเจ้าหญิงแห่งมิลินทระของเราอันใด..แต่เป็นเจ้าหญิงแห่งแคว้นสนธยาที่เร้นลับท่านนี้..”

อจินไตยแย้มยิ้ม..และไม้ตายหนึ่งของนาง..คือการมองจ้องไปข้างหน้าด้วยแววตานิ่งราวกับงู..

“..เพียงเจ้าหญิงตกยาก..ไร้พลังแห่งบ้านเกิด..มีอันใดน่าสนใจ..”

ชายชราที่ดูจะเป็นทั้งผู้นำและผู้อาวุโสสูงสุดหัวเราะ..

“..เรื่องราวของแคว้นสนธยาทำให้ผู้คนทั้งแผ่นดินรู้สึกขนลุกพองไม่น้อย..ชาวแคว้นมีอำนาจพิเศษ..ทั้งแคว้นเป็นดินแดนที่ไม่อาจย่างกราย..การปรากฏตัวของชาวแคว้นราวกับดินแดนแห่งแคว้นสนธยามีอยู่ทุกที่..ดีที่แคว้นท่านไม่ใส่ใจโลกภายนอก..หากจะระดมพลตีหักยึดทุกแคว้น..พวกเราไหนเลยจะต้านทานได้..ข้าโพธิ์สวรรค์เองอายุยืนยาวปานนี้..ยอมรับว่าเพียงพบเจอชาวแคว้นสนธยาไม่เกินห้าคนรวมทั้งท่าน..”

ชายชราอีกท่านแย้มยิ้ม..

“..หากสนทนาโดยไม่ทราบชื่อเสียงเรียงนาม..คงไม่ถือว่ามีความจริงใจให้กัน..เราทั้งเจ็ดอยู่ในห้องเจ็ดปราชญ์มานาน..แต่ก็ล่วงรู้เหตุการณ์ภายนอกได้ยิ่งกว่าใคร..รู้จักท่านทั้งสามดี..แต่พวกท่านไม่รู้จักพวกเราทั้งเจ็ด..ขอบอกว่า..พวกเรามีนามที่ลงท้ายด้วยคำว่าสวรรค์ทุกคน..ผู้อาวุโสสูงสุดของเราคือท่านโพธิ์สวรรค์..ข้าเมฆสวรรค์..นี่คือน้องข้านามวิหคสวรรค์..อีกสามคนที่เป็นชาย..คือพายุสวรรค์..มัจฉาสวรรค์..กับวานรสวรรค์..เป็นชนชั้นหลาน..และบัวสวรรค์ถือเป็นหลานสาวคนสุดท้องของข้า..”

จินดาพิสุทธิ์นึกในใจว่า..ทำไมไม่มีชิงช้าสวรรค์..หรือหมูสวรรค์บ้างนะ..แต่ก็แค่นึกขำ ๆ ไม่ได้จริงจังอะไร..ตามประสาคนขี้เล่นแบบเงียบ ๆ ซึ่งเป็นนิสัยดั้งเดิมมากกว่า..

บัวสวรรค์กลับหัวเราะแบบไม่มีสาเหตุ..พูดขึ้นว่า..

“..เจ้าหญิงริต้า..ท่านช่างเป็นคนครึกครื้นที่เงียบขรึมนัก..”

จินดาพิสุทธิ์อ้าปากค้าง..

อจินไตยขมวดคิ้ว..

“..ท่านไฉนถึงทราบว่า..นางชื่อเดิมว่าริต้า..”

“..อาริตา..อิทธิวงศ์..อดีตบุตรีของสตรีสองคน..เกิดมาโดยไม่ต้องมีผู้ชาย..ช่างประหลาดเหลือ..มาจากที่ไกลโพ้นซึ่งท่านมาถึงที่นี่ได้..ก็เพราะกฎเกณฑ์ของความตายขององค์เทพอสูรเบญจะอังคะ..”

แม้แต่มุกดาราเองก็อ้าปากค้าง..เนื่องจากไม่เคยทราบเรื่องราวแต่หนหลังของท่านพี่จินดาพิสุทธิ์มาก่อน..

อจินไตยถึงกับขมวดคิ้วทีเดียว..

“..ท่านผู้เฒ่าโพธิ์สวรรค์..ไม่ทราบว่า..นี่คือความสามารถเดียวกับพวกเราชาวแคว้นสนธยาใช่หรือไม่..”

“..ชาวแคว้นสนธยาสามารถล่วงรู้สิ่งที่เกิดขึ้น..คาดการณ์ความคิดของแต่ละคนได้..แต่ความสามารถของเรานั้นแตกต่างเพราะใช้ได้กว้างขวางกว่า..เป็นพรสวรรค์และอำนาจพิเศษของยอดปราชญ์..ทั้งเจนจบในความรู้และสรรพวิชาต่าง ๆ ตลอดจนเหตุการณ์ทั้งหลาย..เราทั้งเจ็ดไม่ออกสู่โลกภายนอก..หลายคนอาจจะเห็นว่า..เหมือนกับถูกขังคุก..แต่ใครจะทราบ..ว่านี่เป็นความประสงค์ของพวกเราเอง..”

ท่านผู้เฒ่าโพธิ์สวรรค์พูดพลางหัวเราะ..

“..พวกเราก็อาจจะคล้ายกับชาวแคว้นสนธยา..เพราะสิ่งที่รู้..ทำให้ไม่อาจจะคลุกคลีกับผู้ใดในแผ่นดินได้อีก..สู้เก็บเนื้อเก็บตัวเงียบไว้ดีกว่า..”

ท่านผู้เฒ่าเมฆสวรรค์พูดเสริมอีกว่า..

“..เพียงแค่อยากรู้..ก็รู้ได้..เหตุการณ์..สภาพสังคม..หรือสิ่งอี่นใด..ทำให้พวกเราชืดชาต่อการออกไปยังโลกภายนอก..ยังจะรับรู้เหตุการณ์ในแดนดินอื่น..ภพภูมิอื่นได้อีก..เป็นต้นว่า..สภาพความเป็นไปของบ้านเกิดท่าน..เจ้าหญิงริต้า..เช่นนี้แล้ว..ยังต้องการอันใดอีกหรือ..”

จินดาพิสุทธิ์ครางอือม์..

“..เยี่ยงนี้เถิด..ท่านคงจะทราบว่าข้ากับนายแม่จากโลกเดิมมาอย่างไร..แล้วพี่สาวฝาแฝดของข้ากับเจ้าหญิงกัษษากรลูกสาวที่แท้ของท่านแม่โสมมวดีข้า..เวลานี้ยังอยู่ดีหรือไร..”

“..เจ้าหญิงกัษษากรแห่งแคว้นจันทราเวลานี้มีชื่อเสียงเลื่องลือในโลกของท่าน..นางกับพี่สาวฝาแฝดของท่านร่วมกันครองสำนักสูญญตา..และสามารถแก้ข้อกล่าวหา..กลับมายืนหยัดในสังคมของโลกของท่านได้สำเร็จ..เป็นที่น่ายินดีนัก..แต่..”ท่านผู้เฒ่าเมฆสวรรค์ถอนหายใจ.. “..มารดาที่แท้จริงของท่านเวลานี้..ยังไม่อาจคลายความเศร้าที่ได้จากคนที่รักไป..เป็นเรื่องที่น่าเสียใจนัก..นางกำลังคิดจะบำเพ็ญตนเป็นนักบวชตลอดชีพที่เหลืออยู่..”

จินดาพิสุทธิ์รู้สึกเศร้าใจ..ในชีวิต..แม่เพลินตาเป็นแม่ที่รักทั้งคิตตี้และริต้าตลอดมา..และแม่เพลินตาก็รักนายแม่แคทมาก ๆ ด้วย..รักเพราะตราตรึงกับความรักมาตั้งแต่ยังสาว..อยู่ร่วมกันตลอดมา..

อจินไตยบีบมือสามี..

“..ริต้า..สิ่งเหล่านี้..เธอต้องทำใจให้ได้..”

มุกดาราเห็นสีหน้าของสามีก็รู้สึกสงสาร..กุมมืออีกข้างของจินดาพิสุทธิ์เป็นการให้กำลังใจ..

อจินไตยนิ่งคิด..

“..ท่านผู้เฒ่า..ท่านรู้ทุกสิ่ง..ก็สมควรจะรับทราบว่า..เวลานี้..แผ่นดินทั้งห้าแคว้นกำลังไม่เป็นสุข..จากฝีมือของใครบางคน..ซึ่งเราเองก็อยากจะเสาะหาว่า..คน ๆ นี้เป็นใครกันแน่..”

“..ในที่สุด..เขาก็ก่อการแล้ว..”ท่านผู้เฒ่าโพธ์สวรรค์นิ่ง.. “..ข้าทราบว่า..คนที่ท่านพูดถึง..คือใคร..”

“..ใคร.และเขาต้องการอะไร..ไฉนถึงมาก่อการในช่วงนี้..”จินดาพิสุทธิ์ดูฉงน

“..คำว่าใคร..ข้าไม่อาจบอกเจ้าหญิงทั้งสามได้..แต่สำหรับความต้องการของเขา..ก็เฉกเช่นปณิธานของนางปีศาจพิรุณเลือด..ที่คิดกระทำกับโลกเก่าของท่าน..และเหตุที่เขาเพิ่งคิดก่อการ..ก็เพราะรอนางปีศาจพิรุณเลือดคนนี้ปรากฏกาย..มายังโลกแห่งนี้..”

จินดาพิสุทธิ์นิ่ง..หันมามองหน้าอจินไตย..

“..เขาต้องการใช้อำนาจของเทวีแวมไพร์ให้เป็นประโยชน์..เพราะมีแต่นางที่มีอำนาจที่จะกระทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้..หากเขาได้นางมาเป็นบริวาร..หรือคนสนิทที่สามารถร่วมมือกันได้..ก็จะสามารถก่อการและกระทำในสิ่งที่ตนต้องการได้ทั้งสิ้น..”

อจินไตยครางอือม์..

“..ว่าแต่..เขาเป็นใครกัน..เป็นชาวแคว้นสนธยาใช่หรือไม่..”

ท่านผู้เฒ่าโพธิ์สวรรค์ถอนหายใจ..

“..เขาคือหนึ่งในพวกข้า..เดิมที..พวกเรามีกันแปดคน..เป็นแปดจอมปราชญ์..และเขากลับมีความคิดแปลกประหลาดไปจากกลุ่ม..พูดกับพวกเราว่า..ด้วยความรู้ความสามารถของพวกเรา..สมควรจะเปลี่ยนโลกให้เป็นไปในแนวทางที่ควรจะเป็น..และเมื่อพวกเราไม่เห็นด้วย..เขาก็จากเราไป..”

อจินไตยนิ่ง..

“..คน ๆ นั้นเป็นใครหรือท่านผู้เฒ่า..”

ท่านผู้เฒ่าส่ายหน้า..

“..ก่อนที่เขาจะจากพวกเราไป..เขาได้กระทำสิ่งหนึ่ง..ซึ่งมีผลต่อพวกเราจนถึงบัดนี้..”

บัวสวรรค์พูดแทนว่า..

“..เขาวางยาพวกเรา..เป็นยาที่น่ากลัว..”

“..ยาอันใดหรือ..”

“..เป็นยาพิษที่พวกเราก็จนใจจะแก้ไข..พิษจะกำเริบฆ่าเราทุกคนหากพวกเราคนใดคนหนึ่ง..บอกความจริงเกี่ยวกับตัวเขาออกมาจนกระจ่าง..”บัวสวรรค์กุมหน้าอก.. “..กระทั่งพูดถึงเพียงแค่นี้..เราก็ย่ำแย่แล้ว..”

ปราชญ์ทั้งเจ็ดกุมหน้าอก..มีสีหน้าปวดรวดร้าว..

“..ยาสัจจะเบญจพิษที่น่ากลัว..”ท่านผู้เฒ่าโพธ์สวรรค์ร้อง.. “..ข้าอาจจะยอมตายหากจะพูดความจริงออกมา..แต่หากมีแต่ข้าตาย..ก็คงไม่เป็นไร..ไม่เสียดายชีวิต..ถ้าหลานและน้อง ๆ ข้าต้องเสียชีวิตไปด้วย..เรื่องนี้ยากจะรับได้..”

อจินไตยพูดขึ้นว่า..

“..ถ้าเช่นนั้น..ก็ไม่ต้องพูดคุยอันใดเกี่ยวกับเขาอีก..เพราะเบาะแสที่ท่านให้มา..น่าจะทำให้เราพอจะสืบเสาะเอาเองได้แล้ว..”

ผู้เฒ่าโพธ์สวรรค์โบกมือ..ปราชญ์ทั้งเจ็ดต่างนั่งนิ่งหลับตา..เหงื่อกาฬไหลทะลัก..

สามเจ้าหญิงมองหน้ากัน..ยาพิษอะไร..ถึงได้น่ากลัวปานนั้น..

แต่ก็นับว่าเข้าใจกระจ่างถึงเรื่องราวทั้งหมด..

คนชุดม่วงที่แท้..คืออดีตหนึ่งในปราชญ์แห่งแผ่นดิน..และใช้ยาพิษที่เรียกว่าสัจจะเบญจพิษ..ควบคุมปราชญ์ทั้งเจ็ดได้..เหมือนจะทราบว่า..ท้ายสุดแล้ว..การจะเสาะหาตัวเขา..ต้องมาสืบเสาะที่นี่..

......

นานจนปราชญ์ทั้งเจ็ดค่อยผ่อนคลาย..สะกดพิษได้แล้ว..

สภาพของทั้งเจ็ดดูทรมาณ..ทุลักทุเล..แม้จะเพียงให้ข้อมูลของคนชุดม่วงเพียงน้อยนิด..

จินดาพิสุทธิ์พยักหน้ากับภรรยาทั้งสอง..ช่วยกันรินน้ำให้ปราชญ์ทั้งเจ็ด...

ท่านผู้เฒ่าโพธิ์สวรรค์พูดขึ้นหลังจิบน้ำว่า..

“..สถานที่แห่งนี้..สามารถป้องกันการรับรู้..และการเคลื่อนไหวไปที่ไหนก็ได้ของชาวแคว้นสนธยาได้..นั่นก็หมายความว่า..เขาไม่มีทางรู้เรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในห้องเจ็ดปราชญ์เช่นเดียวกัน..รวมถึงวิทยาการที่เราเพิ่งค้นพบเกี่ยวกับธาตุศักดิ์สิทธิ์..จึงไม่แปลกที่เขาต้องการวิธีสร้างมันขึ้นมา..”

พูดจบก็รู้สึกถึงการกำเริบของพิษ..จนจินดาพิสุทธิ์พูดขึ้นว่า..

“..ท่านผู้เฒ่าไม่ต้องพูดจาอันใดอีก..พวกเราไม่ต้องการจะรับรู้สิ่งใดเกี่ยวกับเขาแล้ว..โปรดพักผ่อนเถิด..”

ผู้เฒ่าโพธิ์สวรรค์ฝืนกายพูดอีกว่า..

“..ข้าคงไม่อาจพูดเรื่องราวเกี่ยวกับเขาได้อีก..แต่เจ้าหญิงริต้า..ข้าจะพูดในสิ่งที่เกี่ยวกับท่าน..”

จินดาพิสุทธิ์หน้าเหรอ..ก่อนจะค้อมศีรษะ..

“..ริต้ายินดีรับการสอนสั่ง..”

“..เจ้าหญิงริต้า..ท่านใช้พลังแห่งวาโยธาตุได้เก่งกาจ..นั่นเพราะเป็นพลังแห่งธาตุที่คล้ายคลึงกับวิชาอากาศมนตราที่สูญเสียไป..ทำได้ถึงขนาดที่ไม่ต้องใช้สายรัดเอวดึงกำลังธาตุวาโยอีก..นับว่าหาได้ยากยิ่ง..เพียงแต่..ท่านจะมีความรู้สึกว่า..วิชาแห่งวาโยที่มีอยู่..ยังไม่แข็งแกร่งสักเท่าใด..เมื่อเทียบกับอากาศมนตราใช่หรือไม่..”

จินดาพิสุทธิ์ก้มหน้ายอมรับ..

ผู้เฒ่าโพธิ์สวรรค์ยิ้มพลางพูดว่า..

“..ลมกับอากาศก็คือสิ่งเดียวกัน..ควันล่องลอยคือแพรที่เบาบาง..ท้องฟ้าที่ว่างเปล่า..ก็มีทางช้างเผือก..หากจะเห็นได้..ต้องมืดสนิทไร้แสงใดมาสร้างมลทินในยามราตรีกาล..”

จินดาพิสุทธิ์นิ่งคิด..

“..จะชนะพวกเขา..ต้องใช้วิชาที่เสียไป..แต่วิธีที่จะเรียกวิชาที่เสียไปกลับคืน..ก็ต้องเริ่มจากวิชาที่มีอยู่..”เสียงอจินไตยพูด..

จินดาพิสุทธิ์พยักหน้า..โค้งคารวะท่านผู้เฒ่าโพธิ์สวรรค์..

“..ขอบคุณที่ชี้แนะ..”

“..ท่านทั้งสามมาหาเราทั้งเจ็ดได้ตลอดเวลา..เพียงแต่..ข้าขอเพียงเงื่อนไขเดียวที่ขอพบ..คือ..ต้องมาพร้อมกันทั้งสามคนเท่านั้น..”

อจินไตยโค้งศีรษะ..นางเข้าใจความหมายของผู้เฒ่าโพธิ์สวรรค์เป็นคนแรก..ว่าทำไมถึงสร้างเงื่อนไขประหลาดนี้ขึ้น..เนื่องเพราะ..การที่ทั้งสามมาพร้อมกัน..นั่นแสดงถึงความสัมพันธ์ของทั้งสามแคว้นยังคงดีอยู่..

เพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์ของสามแคว้น..ปราชญ์ทั้งเจ็ดจึงถือว่ามีคุณค่าเพียงพอจะให้คำปรึกษา..

....

ทั้งสามเจ้าหญิงออกมาจากห้องเจ็ดปราชญ์..พบว่า..ราชครูสูตระยังคงรออยู่..

ท่านราชครูเดินนำสามเจ้าหญิงไปที่ห้องรับรองห้องหนึ่ง..ซึ่งเป็นห้องเดียวกับที่แม่ทัพแมวหลวงและเจ้าแคว้นมิลินทระรอคอยเมื่อสักครู่..

แต่ไม่มีใครอยู่แล้ว..

ราชครูสูตระพูดขึ้นว่า..

“..ท่านแม่ทัพแมวหลวงต้องเร่งรีบกลับแคว้นจันทราตามใบบอกขององค์ราชินีโสมมวดี..เพราะสืบเสาะจากข่าวคราวลับได้ความว่า..แคว้นธรรพ์ธาราทางตะวันตก..กำลังดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง.ซึ่งไม่น่าไว้วางใจ..”

จินดาพิสุทธิ์ครางอือม์..

“..นายแม่มีคำสั่งอันใดกับเราหรือไม่..”

“..ท่านแม่ทัพบอกกล่าวให้ท่านไปสืบเสาะเรื่องราวที่แคว้นธรรพ์ธาราสักครา..ตามจดหมายนี้..”

พูดจบก็โน้มกาย..ยื่นจดหมายให้..

จินดาพิสุทธิ์ครางอือม์..

อจินไตยยิ้ม..

“..เราไม่ควรจะรอนแรมกันไปตามลำพังใช่ไหม..”

“...ท่านแม่ทัพแมวหลวงมอบหมายให้สองปีศาจแห่งอนันตกาลร่วมทางไปกับท่าน..และระหว่างทาง..ให้ท่านช่วยสอนวิชาหมัดสูญญตาให้องค์หญิงมุกดาราด้วย..เมื่อพบหน้ากันอีกครา..ท่านจะตรวจสอบความก้าวหน้า.และชี้แนะเคล็ดต่อยอดให้..”

เจ้าหญิงมุกดาราอุทานเบา ๆ ..

“..ท่านพี่..นี่ยอดเลย.อาจารย์ยังไม่ลืมเลือนข้า..”

“..ภาระกิจที่ท่านจะต้องกระทำ..ท่านแม่ทัพสั่งการไว้ในจดหมาย..ข้าไม่อาจจะล่วงรู้ได้..แต่หากจะต้องการให้ข้าช่วยอันใด..เจ้าหญิงโปรดบอกมา..ในฐานะความสัมพันธ์ที่แนบชิดของทั้งสองแคว้น..เราจะสนับสนุนเต็มที่..”

ราชครูสูตระกล่าวอย่างมีไมตรีจิต...จินดาพิสุทธิ์พยักหน้า..ก่อนจะเปิดจดหมายอ่าน..

และมีสีหน้าไม่สู้ดี....

มุกดาราสงสัยกับสีหน้าของท่านพี่..อจินไตยหัวเราะ..

“..ภาระที่นายแม่จะให้ริต้าไปทำ..เกี่ยวกับภูเขางูศักดิ์สิทธิ์..ที่อยู่ของนาคาเกล็ดทองเป็นแน่..”

จินดาพิสุทธิ์ครางเฮ้อ..

“..ชื่อภูเขาก็น่ากลัวแล้ว..นายแม่จะให้ฉันไปทำไมนะ..อจินไตย..”

แล้วก็อุทานออกมา..

“..เธอยังไม่ได้อ่านจดหมาย..แต่รู้ได้ยังไง..”

“..หากไปที่แคว้นธรรพ์ธารา..มีแต่นาคาเกล็ดทองเท่านั้นที่เรามองเห็นว่าเกี่ยวข้องกับคนชุดม่วงคนนั้นแน่..และการที่แคว้นธรรพ์ธารากำลังก่อนการอันใดสักอย่าง..จุดร่วมที่เป็นไปได้..คือควรเกี่ยวกับสำนักของนาคาเกล็ดทองแน่นอน.”

จินดาพิสุทธิ์ห้วเราะ..

“..มีเธออยู่ด้วย..ฉันอุ่นใจเรื่องการวิเคราะห์จริง ๆ นะ..อจินไตย..”

อจินไตยยิ้ม..

“..เอาน่า..ฉันจะป้องกันเธอจากงูเอง..”

“..บ้า..ไม่ต้อง..”

“..อย่าปากดีเลย..เธอน่ะ..กลัวงูขึ้นสมอง..ฉันรู้ดี..”

มุกดาราอดยิ้มไม่ได้..

“..ท่านพี่อจินไตย..ข้าจะปกป้องท่านพี่ริต้าเป็นด่านสุดท้ายเอง..”

ทั้งสามหัวเราะ..หยอกล้อกันพอสมควร..ก็ลาท่านราชครูเพื่อไปเตรียมออกเดินทาง..

บนซอกเพดาน..มีงูเขียวตัวเล็กโผล่ออกมา.และมันจ้องไปที่สามเจ้าหญิง..ราวกับรู้เรื่องราวเช่นเดียวกับมนุษย์..

………

สามเจ้าหญิงพบกับสองปีศาจแห่งอนันตกาล…พบว่า…เรื่องราวเร่งด่วนกว่าที่คิด…จนต้องเร่งเดินทาง

มุกดาราให้คนเตรียมรถม้าที่ใช้ม้าเทียมสามคู่…ตัวรถจึงใหญ่โตพอจะบรรทุกคนห้าคนและเสบียงเครื่องอำนวยความสะดวกระหว่างเดินทางไกล…

และออกเดินทางในบ่ายนั้น…

สองปีศาจแห่งอนันตกาลศศินาแพคเกจ…ต่างชวนกันมานั่งควบคุมม้าเคียงคู่…ปล่อยให้สามเจ้าหญิงนั่งกอดกันในตัวรถ…แพคเกจตะโกนแหย่เจ้าหญิงจินดาพิสุทธิ์เป็นครั้งคราวอย่างครึกครื้น…จนศศินาอดทำตาเขียวใส่ไม่ได้…

“…แพค…มีมารยาทบ้าง…”

แพคเกจยังคงหัวเราะ…

“…พี่นา…ริต้าสนิทกับเรามากนะ…อจินไตยเราก็คุ้นเคย…ไม่เห็นเป็นไร…”

“…แต่เธอไม่ได้สนิทกับเจ้าหญิงมุกดารา…ควรเกรงใจไว้บ้าง…”

แพคเกจใจหาย…ลืมตัวไปว่าเวลานี้…ริต้ามีภรรยาเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคนแล้ว

เสียงเจื้อยแจ้วสดใสดังขึ้น…

“ท่านพี่ทั้งสองไม่ต้องเกรงใจไป…ข้ารู้ว่าพวกท่านสนิทกัน…แม้ข้าจะเป็นเจ้าหญิงแห่งมิลินทระ…แต่ก็เป็นภรรยาท่านพี่ริต้า…พวกท่านเย้าหยอกกันอย่างไรเหมือนเดิมก็ทำได้เต็มที่…ไม่ต้องมากมารยาท…”

แพคเกจรู้สึกดี…ขณะจะหยอกเย้าต่อ…ศศินาซึ่งเดิมคือเจ้าหญิงแห่งเผ่าหมาป่า…กลับส่ายหน้า…

แพคเกจจะอ้าปากเถียงอันใด…แต่ศศินาก็พูดขึ้นว่า…

“…ต่อให้มุกดาราอนุญาต…แต่นางก็เป็นเจ้าหญิง…ค่อยให้นางทำความคุ้นเคยสักระยะเพื่อให้มั่นใจและไม่ตกใจ…จึงสามารถพูดจาอย่างสนิทสนม…แต่ก็ไม่ควรลามปามไร้มารยาทจนเกินงาม…แพค…ในฐานะที่ฉันเคยเป็นเจ้าหญิงหมาป่า…คงต้องสอนเธออีกมาก…”

แพคเกจครางเบา ๆ

“…ด่าว่าแพคเป็นพวกต่ำชั้น…แบบไม่พูดตรง ๆ นี่เจ็บแปล๊บเลยนะพี่นา…”

ศศินาหัวเราะ…

“…แม้เราจะเป็นญาติเป็นเพื่อนริต้ามาก่อน…แต่เวลานี้…ริต้าเป็นเจ้าหญิงก็ต้องให้เกียรติบ้างนะ…”

แพคเกจเห็นว่าพูดไปไม่แคล้วโดนด่า…ก็เสไปคุยเรื่องอื่น

“…ว่าแต่นั่งบนรถม้าอีกยาวเลยกว่าจะถึง…”

ศศินารู้ทันแต่ก็ทำเนียนคุย…

“…ระวังให้ดี…แผนที่บอกว่าทางแยกข้างหน้าอาจจะทำให้หลงได้…มัวหยอกริต้าเล่นอยู่…จะพลาดเอา…”

แพคเกจดึงกระดาษแผนที่แผ่นใหญ่ออกมา

“…อีกไม่นานจะถึงทางแยกแล้ว…ทางหนึ่งไปแคว้นธรรพ์ธารา…อีกทางน่ากลัว…ไปที่หุบเขาอสรพิษ…”

“…อสรพิษ…งูอีกแล้ว…ริต้าคงไม่ชอบนักหรอกนะ…”

แพคเกจหัวเราะ…ตัวเองก่อนหน้านี้รู้จักริต้าเพียงผิวเผิน…เลยไม่ทราบว่านางกลัวงูและสัตว์เลื้อยคลานน่าเกลียด…จนกระทั่งทราบเรื่องในหุบเขาที่น้ำตกรุ้งสวรรค์…ศศินาที่เป็นญาติสนิทคุ้นเคยกับริต้ามาแต่เด็กจึงบอกเรื่องราวที่ริต้ากลัวสัตว์เลื้อยคลานและงูให้ทราบ…

แพคเกจนึกถึงตอนที่อาศัยที่สำนักสูญญตาที่มีภูมิประเทศเป็นป่าเขาเย็นเยือก…แน่นอนว่า …จริง ๆ จะพบสัตว์ประเภทงูก็ไม่ยากเย็น…แบบนี้…ริต้าที่อยู่สำนักสูญญตามาตั้งแต่เล็กจะเป็นอย่างไร

ศศินาอธิบายว่า…สมัยนั้นริต้าเป็นเด็กไม่มั่นใจ…ขี้กลัว…พวกพี่น้องชอบแกล้ง…และชอบหางู…ตะขาบ…กิ้งกือ…มาแกล้งประจำ…แต่ริต้าก็กลัวน่าสงสารจนพี่ ๆ น้อง ๆ ไม่แกล้งอีก…

คนที่ทำให้พี่น้องสงสารจนไม่กล้าแกล้งจะว่าไปก็มีกลยุทธป้องกันตัวเองที่ไม่เลว…เพียงแต่อาการกลัวงูก็แก้ไม่หายสักที

รถม้ามาถึงทางแยก…แพคเกจดูงง ๆ เล็กน้อย…แต่เห็นป้ายบอกทางไปยังดินแดนแคว้นธรรพ์ธารา…ก็บังคับม้าไปทางนั้น…แต่ก็อดเอาแผนที่มาดูอีกครั้งไม่ได้…

รถม้าลับเส้นทาง…ร่างใครคนหนึ่งปรากฏขึ้น…และปรับเปลี่ยนป้ายบอกทางเหมือนให้คืนสู่สภาพเดิม…

ในที่สุดแล้ว…ไม่มีใครทราบ…

ว่ารถม้ากำลังมุ่งตรงไปยังสถานที่ซึ่งเหมือนเป็นสถานที่แห่งความกลัวของริต้าหรือจินดาพิสุทธิ์

…หุบเขาอสรพิษ…

………

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น