fictionlog_official

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 13 ดักฟัง

ชื่อตอน : บทที่ 13 ดักฟัง

คำค้น : การุณยฆาต Sammon

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 153

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 10 พ.ค. 2562 15:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 13 ดักฟัง
แบบอักษร

บทที่ 13 ดักฟัง

“พี่นงค์เห็นปากกาสีทองของผมมั้ยครับ?” นายแพทย์ที่ก้มๆ เงยๆ อยู่ที่โต๊ะทำงานมาสักพักหนึ่งเอ่ยถามพยาบาลที่กำลังรื้อหาแฟ้มของคนไข้ระยะสุดท้ายในลิ้นชักอยู่เช่นเดียวกัน

“อย่าว่าแต่ปากกาของหมอเลยค่ะ แฟ้มคนไข้ของพี่ก็เอาไปวางไว้ไหนก็ไม่รู้เหมือนกัน” อรอนงค์หันมาหัวเราะ “สำหรับพี่ขี้ลืมน่ะไม่แปลก แต่หมอยังหนุ่มแน่น ไม่น่าขี้ลืมเลยนะคะ”

“ผมนี่ล่ะตัวดี ลืมสเต็ทกับปากกาเป็นประจำ จนพี่ที่รพสต.รู้กันไปหมด” กันต์เปิดปิดลิ้นชักอันเดิมทั้งๆ ที่รู้ว่าเขาเปิดดูไปหลายรอบแล้ว “ผมว่าผมวางไว้บนโต๊ะนะ”

“พี่ก็ว่าพี่เอาแฟ้มใส่ไว้ในลิ้นชักนี้ แล้วมันไปไหนแล้ว” หนึ่งแพทย์หนึ่งพยาบาลต่างคนต่างหาสิ่งที่ทำหายไป “หมอเห็นแฟ้มของคุณอุไรที่เป็น CA Ovary* มั้ยคะ?”

(CA Ovary* : มะเร็งรังไข่)

“อ๊ะ แฟ้มอยู่บนโต๊ะผม” นายแพทย์หยิบแฟ้มคนไข้ที่วางบนโต๊ะตัวเองให้อรอนงค์ “พี่เอามาวางไว้แล้วก็ลืมแน่ๆ”

“พี่จำไม่ได้เลยว่าเอาออกมาจากลิ้นชัก เฮ้อ คนแก่ก็แบบนี้” นางพยาบาลรับแฟ้มไปแล้วหัวเราะขำตัวเอง “พี่ว่าหมอลืมปากกาไว้ในไอซียูที่เราเพิ่งไปมา ลองเดินไปดูก่อนกลับบ้านมั้ยคะ น่าจะมีเด็กๆ เก็บไว้ให้”

“ได้ครับ เดี๋ยวผมจะแวะไปดู” กันต์หยิบกระเป๋าขึ้นมาสะพายไว้บนบ่า “งั้นผมไปก่อนนะครับพี่นงค์”

ปากกาด้ามนั้นราคาแพงมากพอที่จะทำให้กันตภัทรเดินกลับไปยังไอซียูศัลยกรรมที่เขาเพิ่งมาตอบคอนซัลท์คนมะเร็งลำไส้ระยะลุกลามที่มีภาวะแทรกซ้อนหลังจากผ่าตัดทำท่อให้อาหาร นายแพทย์เดินเข้าไปหาพยาบาลที่กำลังดูแลคนไข้ “ขอโทษนะครับ เห็นปากกาสีทองของหมอตกหล่นอยู่แถวนี้มั้ยครับ?”

นางพยาบาลส่ายหัว “ไม่เห็นนะคะอาจารย์กันต์” แล้วเธอก็ทำหน้านึกขึ้นได้ “อาจารย์คะ ญาติคุณมานพมากันครบแล้วนะคะ อาจารย์ต้องการคุยกับญาติตอนนี้เลยมั้ยคะ?”

กันต์ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมอง ขณะนี้เวลาสี่โมงเย็นซึ่งเป็นเวลาเลิกงานพอดี เขาไม่อยากทำงานล่วงเวลา แต่โอกาสที่จะได้คุยกับญาติเพื่อตกลงแผนการรักษาในระยะท้ายนี้อาจจะไม่ได้มีง่ายๆ อีกแล้ว “คุยครับ งั้นรบกวนเรียกญาติมาแล้วเตรียมห้องประชุมให้ผมหน่อยครับ”

สรุปว่าญาติของคุณมานพต้องการที่จะนำคนไข้กลับไปเสียชีวิตที่บ้าน กันตภัทรจึงได้สั่งยาแก้ปวดและลดอาการหอบเหนื่อยไปให้ กว่าจะได้ก้าวออกจากโรงพยาบาล เวลาก็ล่วงเลยมาถึงหกโมงเย็นพอดี นายแพทย์เข้าไปนั่งในรถแล้วขับออกจากโรงพยาบาล จิตใจของเขาในขณะนี้วนเวียนแต่เรื่องวสันต์ เขาคิดว่าอยากจะเข้าไปหาวสันต์ที่บ้าน แต่ถ้าไม่เจอ กันต์ก็จะไปตามหาถึงโรงพัก ต้องเจอกันให้ได้ก่อนที่นายแพทย์จะประสาทเสียจนเสียการเสียงานไปมากกว่านี้

โทรศัพท์ของเขาสั่นสั้นๆ ขณะที่รถกำลังติดไฟแดง กันตภัทรหยิบขึ้นมาดู

‘สี่ทุ่ม มาเจอกันที่นี่’

‘Wasan sent you a location’

กันตภัทรถอนหายใจยาว มองประโยคที่เหมือนคำสั่งมากกว่าเชิญชวนของวสันต์อย่างหนักใจระคนดีใจ “ใจร้ายจริงเลย คุณนี่”

สถานที่ที่วสันต์เลือกคือร้านอาหารกึ่งบาร์ที่มีชื่อเสียงในตัวเมือง เป็นร้านที่เปิดโล่ง อากาศถ่ายเท มีวงดนตรีสดเล่นเพลงฟังสบาย เหมาะแก่การมาพักผ่อนสังสรรค์ยามค่ำคืน แต่ไม่ใช่สำหรับวสันต์ เขาต้องมาสถานที่นี่เพื่อทำภารกิจที่เขาไม่ค่อยเต็มใจทำเท่าไหร่นัก นายตำรวจแต่งกายในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์เดินเข้าไปบริเวณบาร์ ยกมือขึ้นเรียกพนักงานชายที่กำลังง่วนกับการเช็ดเคาน์เตอร์เพื่อสั่งเหล้าขวดเล็ก โซดา กับน้ำแข็ง พนักงานรีบจัดแจงให้เขาด้วยสีหน้าท่าทางที่เกรงใจ ถึงแม้จะอยู่นอกเครื่องแบบ แต่ด้วยบุคลิกและทรงผมทำให้เป็นใครก็ดูออกว่าเขารับราชการไม่ตำรวจก็ทหารอย่างแน่นอน

“วสันต์” เสียงของกันตภัทรดังขึ้นตอนเวลาสี่ทุ่มตรงเผงราวกับเสียงจากนาฬิกาปลุก วสันต์หันไปมองเจ้าของเสียงที่ปรากฏตัวขึ้นในชุดเสื้อเชิ้ตเข้ารูปสีกรมท่ากับกางเกงสีน้ำตาลอ่อน ผมสีดำขลับจัดเซ็ตดูทันสมัย กันตภัทรหล่อจัด หล่อเสียจนวสันต์ลืมหายใจไปครู่หนึ่ง และผู้หญิงโต๊ะทางด้านหลังก็น่าจะคิดแบบเดียวกับเขา นายตำรวจเบือนหน้าหนี หันมายกแก้วขึ้นดื่ม กันตภัทรนั่งลงบนเก้าอี้ด้านข้าง

“ดื่มกันเนื่องในโอกาสอะไรเหรอครับ”

วสันต์เงียบไปพักหนึ่ง พยายามคิดข้ออ้างที่ฟังดูเข้าท่าที่สุด “คิดอยากจะเป็นคนสำคัญ แต่คุณไม่สังเกตเลยเหรอว่ามีความเปลี่ยนแปลงที่น่าเฉลิมฉลองอะไรในตัวผม”

“เรื่องที่ดาวบนบ่าคุณลดลงเหลือดาวเดียวครอบมงกุฎรึเปล่าครับ”

นายตำรวจมองกันต์ทางหางตา “มองเห็นอยู่แล้วทำไมไม่แสดงความยินดีตั้งแต่แรก”

“คุณนี่ช่างหาเรื่องผมจังเลยนะ….ออนเดอะร็อคครับ” กันต์ยกมือสั่งพนักงานให้รินเหล้าใส่แก้วให้ “เลิกเอาเรื่องเลื่อนยศมาเป็นข้ออ้างเถอะครับ ผมรู้ว่าคุณไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องแบบนี้หรอก นัดมาเจอกันหลังจากที่คุณขู่จะจับผมทุ่มลงพื้นใส่กุญแจมือแบบนั้น แล้วตอนนี้ทำทีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมก็ระแวงเหมือนกัน”

วสันต์มองนายแพทย์ที่ยกแก้วเหล้าเพียวใส่น้ำแข็งขึ้นจิบ เขาพยายามตั้งสติ โฟกัสเรื่องของการทำงาน ต้องทำให้กันตภัทรไว้ใจ และคายข้อมูลออกมาให้มากที่สุดไม่ว่าจะเป็นวิธีไหนก็ตาม “ผมอยากรู้จักคุณมากขึ้น”

“คุณรู้จักผมแล้วครับ ขึ้นอยู่กับว่าอยากรู้รายละเอียดส่วนไหนเพิ่มเติมอีก” กันต์หันมายิ้มบางๆ “ถามมาได้เลย”

“ทำไมคุณถึงมาทำงานในที่ที่ไกลบ้านเกิดได้?”

“ผมไม่ค่อยได้อยู่บ้านตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วครับ เรียนก็เรียนในกรุงเทพมาตลอด พอเรียนจบหมอผมก็มาสมัครเป็นแพทย์ใช้ทุนที่เชียงใหม่จนจบเฉพาะทาง ติดใจภาคเหนือ ก็เลยมาสมัครรับราชการที่นี่” กันตภัทรหยิบเมนูอาหารขึ้นมาดู

“ไม่มีภาระเหรอ? พ่อ แม่ ลูก เมีย?”

นายแพทย์หลุดหัวเราะ “มีลูกมีเมียแล้วผมจะมายุ่งกับคุณทำไมกันครับ พ่อของผมมีพี่สาวกับพี่เขยเป็นคนดูแล ส่วนผมตัวคนเดียว สามารถตัดสินใจเลือกที่อยู่ที่ผมชอบได้ตามใจ แต่ถ้าผมได้คู่ชีวิตที่นี่ ผมก็คงจะไม่ไปไหนอีกแล้ว”

“อย่าคาดหวังสูงเรื่องคู่ชีวิต”

“ค่อนข้างมั่นใจว่าผมจะได้คู่ที่นี่” กันตภัทรยื่นหน้ามาใกล้ “คุณคิดเหมือนผมมั้ย?”

“ถ้าหน้าเข้ามาใกล้กว่านี้ ผมจะเอาเหล้าสาดใส่หน้าคุณ”

“เนี่ย คุณก็ชอบขู่เหมือนแมวตลอด” นายแพทย์ขยับกลับไปนั่งท่าเดิม “คุณล่ะ ทำไมถึงมาเป็นตำรวจ”

“ผมมาจากบ้านที่ฐานะยากจน แม่ต้องแบกหนี้ที่พ่อสร้างไว้พร้อมกับเลี้ยงลูกสามคน ผมเลยตั้งใจที่จะทำอาชีพที่เป็นเสาหลักให้ครอบครัว มั่นคง คุ้มครองครอบครัวไม่ให้ถูกรังแกได้” นายตำรวจสูดหายใจลึก หันไปมองวงดนตรีที่เล่นเพลงสากลเก่าๆ ฟังสบาย “อย่าสนใจประวัติผม เล่ามาอีก ผมอยากฟังของคุณ เล่ามาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้”

“เล่าอะไรดีล่ะ…สาเหตุที่ผมเลือกเรียนเฉพาะทางนี้ก็แล้วกัน” กันต์ยกดื่มจนหมดแก้ว เมื่อเห็นดังนั้น วสันต์รีบคว้าขวดสุรารินต่อให้ทันที “ผมชอบการเยี่ยมบ้าน คุณนึกออกมั้ยว่าคนไข้คนหนึ่งใช้เวลาส่วนน้อยที่โรงพยาบาล แต่เวลาส่วนใหญ่ที่เหลืออยู่ที่บ้าน ดังนั้นการดูแลสุขภาพที่บ้านจึงเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่แค่นั้น ผมต้องเข้าใจเรื่องบริบทของครอบครัว สังคม และจิตวิญญาณเข้ามาผนวกดูแล พอผมเรียนไป ผมก็ได้รู้จักกับการดูแลคนไข้แบบประคับประคอง ผมพบว่าการใช้ชีวิตในช่วงสุดท้ายอย่างมีคุณภาพนั้นมีคุณค่ามากมายขนาดไหน”

สิ่งที่วสันต์เรียนรู้เพิ่มขึ้นนอกจากประวัติของกันต์ คือนายแพทย์พูดเยอะขึ้นหลังจากที่แอลกฮอล์เริ่มเข้าไปในกระแสเลือด วสันต์แทบไม่ได้แตะเครื่องดื่มของตนเอง แต่รินให้กันตภัทรไปปริมาณมาก ซึ่งแพทย์หนุ่มดูจะเป็นคนที่ดื่มอย่างโชกโชนไม่น้อยมาก่อน สารวัตรหนุ่มพยายามที่จะรักษาบรรยากาศที่ผ่อนคลายนี้เอาไว้ให้กันตภัทรตายใจ

สองชั่วโมงผ่านไป จังหวะดนตรีเริ่มสนุกขึ้น อาหารหมดไปสามอย่าง พร้อมกับขวดเหล้าที่ว่างเปล่า กันตภัทรดื่มไม่หยุด และตอนนี้ขยับมานั่งตัวติดกับวสันต์ มือข้างหนึ่งโอบเอวของนายตำรวจไว้ตลอดเวลา มีหลายครั้งที่มือของนายแพทย์ซุกซนจนเกินไป ซึ่งวสันต์ยอมที่จะเปลืองเนื้อเปลืองตัวไปก่อน

“ถ้ามีคนไข้มะเร็งระยะสุดท้ายมาขอคุณให้ฉีดยาให้ตาย คุณจะทำมั้ย?” คำถามนี้ของวสันต์เป็นเหมือนหมัดฮุกหลังจากที่นายแพทย์ดื่มไปแล้วปริมาณพอสมควร ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะโดนต่อยเข้าอย่างจัง หรือหลบได้ทันควัน นายตำรวจหวังผลว่าจะเป็นแบบแรก

กันตภัทรไม่ตอบคำถามในทันที หากแต่เหม่อมองไปที่ขวดเหล้าที่ตั้งเรียงรายสักพัก “ทำครับ”

ราวกับเพดานร้านจะถล่มตอนนั้น วสันต์เบิกตากว้าง รู้สึกเหมือนหัวใจจะหยุดเต้น เกือบลุกขึ้นยืน แต่สิ่งที่กันตภัทรพูดต่อทำให้เขาต้องหยุดฟัง

“ทำ ถ้าทำได้ แต่ตอนนี้กฏหมายเมืองไทยไม่รับรอง ถ้าผมทำก็เป็นการกระทำที่ผิดกฏหมาย ได้ติดคุกติดตาราง ตอนนี้ทำได้ดีที่สุดแค่ประคับประคองอาการให้ทุกข์ทรมานน้อยที่สุดก่อนที่คนไข้จะเสียชีวิตจากตัวโรคตามธรรมชาติ” นายแพทย์หันมามองวสันต์ “เอ้อ ผมเคยบรรยายเรื่องการุณยฆาตด้วยนะ ถ้ามีบรรยายอีกครั้งหน้า ผมจะเชิญคุณมานั่งฟัง เอาพวกตำรวจมานั่งฟังกันให้หมดเลย จะได้เข้าใจกันสักทีว่าผมไม่ได้สอนใครให้ทำแบบนี้ ผมแค่รวบรวมข้อมูลเอามาพูดเพราะความน่าสนใจและคาดเดาความเป็นไปได้ในประเทศไทยก็เท่านั้น แล้วผมก็เครียดนะ ที่ผมดื่มเยอะเนี่ยเพราะผมเครียด เครียดเรื่องที่จู่ๆ โดนสอบสวนด้วย เครียดเรื่องที่คุณตีตัวออกห่างผมด้วย มันไม่ใช่ความผิดผมเลย ผมแค่โชคร้าย”

วสันต์ถอนหายใจเหมือนจะโล่งอก ตอนนี้กันตภัทรเมาแล้ว เขาพูดมาก ดวงตาของเขาดูหนักอึ้ง ศีรษะเริ่มโคลงเคลง ไม่เห็นประโยชน์ที่จะปล่อยเขาไว้ในสภาพแบบนี้ที่นี่ วสันต์มองออกไปที่บริเวณด้านนอกของร้าน ก่อนจะหันกลับมาถาม “คุณเอารถมารึเปล่า เดี๋ยวผมขับไปส่ง”

“เอามาครับ” กันต์ตบๆ ที่กระเป๋ากางเกงตนเอง “ขอโทษ ผมไม่คิดว่าผมจะดื่มจนเมา”

นายตำรวจถอนหายใจ จ่ายเงินค่าอาหารให้พนักงาน ล้วงมือเข้าไปในกางเกงกันตภัทรแล้วดึงเอารีโมทกุญแจรถออกมา “กลับกันเถอะ”

“คุณจะนอนกับผมใช่มั้ยคืนนี้” กันต์กำชายเสื้อของวสันต์เอาไว้

วสันต์ดึงกันตภัทรให้ลุกขึ้นยืนแล้วพยุงให้เขาเดินตามมา โชคดีที่นายแพทย์ยังคงทรงตัวได้ดี ทั้งคู่เดินมาที่รถยนต์สีบรอนซ์เงินของกันต์ เปิดรถแล้วพากันต์เข้าไปนั่งบนที่นั่งข้างคนขับ ทันทีที่แพทย์หนุ่มได้นั่งลงไป เขาก็หลับตาลงทันทีเหมือนกำลังเวียนศีรษะอย่างหนัก วสันต์เข้าไปสตาร์ทรถเปิดแอร์ให้กันต์ ก่อนจะทิ้งให้นายแพทย์นอนพักอยู่ในรถคนเดียวอยู่สักครู่ นายตำรวจเดินย้อนกลับไปหาชายในเสื้อหนังสีดำที่ยืนมองพวกเขาจากหน้าร้านมาตั้งแต่ต้น

ดวงตาของบุคคลที่เหมือนกำลังจะเมามายพลันลืมขึ้นโดยไร้แววของความมึนเมา นายแพทย์นั่งตัวตรง หันไปมองทางหน้าร้าน พบว่าวสันต์กำลังยืนคุยกับชายคนหนึ่งซึ่งเขาไม่เคยเห็นหน้า เขาเฝ้ามองดูจากในรถที่มืดสนิทอย่างเงียบเชียบ

“ไร้ประโยชน์” วสันต์คืนเครื่องดักฟังให้หมวดก้อง “เขาไม่ใช่คนร้าย”

นายตำรวจอีกคนแสดงสีหน้าผิดหวัง พยักเพยิดไปที่เครื่องมือในมือของวสันต์ “เอาไปใช้ต่อสิครับ หมออาจจะพูดอะไรหลังจากนี้ก็ได้”

“ไม่แล้วล่ะ หมอนั่นหลับไปแล้ว รู้ตัวอีกทีก็คงสร่าง”

“ผมบอกไว้ก่อนว่าผมไม่สนใจเสียงจากในมุ้งในเตียง ดังนั้นสารวัตรไม่ต้องอาย ผมรอฟังแค่เนื้อหาที่เป็นคำพูด…”

ความโกรธของวสันต์พุ่งทะลุจุดเดือด เขาคว้าคอเสื้อของก้องแล้วกระชากเข้ามาหาตัวอย่างแรง “มึงอย่าทำให้กูโมโหไปมากกว่านี้ ให้มึงคิดใหม่ ว่าจะเอาเครื่องนี้กลับไปหรือทิ้งชีวิตมึงไว้ที่นี่ ผู้หมวด”

ก้องยกสองมือขึ้นยอมแพ้ แต่สีหน้าไร้ความรู้สึกผิด “ขอโทษครับ สารวัตร”

วสันต์ปล่อยคอเสื้อของก้องแล้วผลักออกไปให้พ้นพร้อมกับกระแทกเครื่องดักฟังเข้าที่อกของอีกฝ่าย ก้องรีบคว้าเครื่องไว้ก่อนที่จะหล่นลงพื้น สารวัตรหนุ่มเดินกลับไปที่รถของกันตภัทรอย่างรวดเร็ว เขาจะทิ้งรถจักรยานยนต์ของตนเองไว้ที่นี่ก่อน หากมีเวลาค่อยย้อนกลับมาเอาอีกที นายตำรวจเข้าไปนั่งในที่คนขับ หันไปมองร่างสูงที่นอนหลับคอพับคออ่อน วสันต์เอื้อมมือไปจับศีรษะของนายแพทย์ให้ตั้งตรง ขณะนั้นเองที่มือของวสันต์ถูกมือใหญ่ของกันตภัทรคว้าไว้ก่อนที่เขาจะดึงกลับได้ทัน

“ผมรักคุณ วสันต์” แพทย์หนุ่มพูดทั้งยังหลับตา จับมือของนายตำรวจไปแนบที่แก้ม “คุณรู้รึเปล่า ว่าคนเมา…มักพูดความจริง”

หัวใจของวสันต์เต้นแรงเสียจนได้ยินออกมานอกเสื้อ มือของเขาชา ไม่มีแรงแม้จะดึงมือออกมาให้เป็นอิสระ สัมผัสของกันตภัทรกลืนกินร่างกายของวสันต์อย่างช้าๆ เริ่มจากมือ ลงมาที่หน้าอก หัวใจ ลงไปที่ปลายเท้า คนที่เป็นอัมพาตคงจะรู้สึกเช่นนี้ สารวัตรหนุ่มไม่สามารถสั่งให้ร่างกายตัวเองทำงานได้ตามใจได้เลยแม้แต่น้อย

“และคนเมา…” วสันต์เอ่ยออกมาได้ในที่สุดหลังจากเวลาผ่านไปหลายวินาที “ก็พูดในสิ่งที่เขาจะลืมเมื่อสร่าง” นายตำรวจดึงมือออกมาได้สำเร็จ สูดหายใจเข้าลึก “บ้านคุณอยู่ที่ไหน?”

กันตภัทรไม่ตอบเพราะม่อยหลับไปอีกรอบ นายตำรวจคำรามในคออย่างหัวเสียเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนเกียร์ออกรถ เลี้ยวตรงไปยังทิศทางบ้านของตนเองอย่างไม่มีทางเลือก เมื่อขับมาถึงบ้าน วสันต์ก็พาร่างสูงเดินโซเซไปที่ห้องนอนของตน วสันต์พากันตภัทรนอนลงบนเตียง ซึ่งนายแพทย์ก็ทำตามอย่างว่าง่าย นายตำรวจเท้าเอวมองคนเมา กันตภัทรในสภาพแบบนี้ก็ดูเชื่องดีไม่น้อย ควบคุมได้ง่าย เสียอย่างเดียวคือพูดมากเกินไปนิด

ขณะนี้เวลาตีหนึ่ง พี่ชายกับพี่สะใภ้น่าจะนอนหลับไม่รู้เรื่องไปแล้ว เอาไว้วสันต์ค่อยบอกทองคำว่าเขาได้พาผู้ชายเมามานอนที่บ้านหลังจากที่ทองคำตื่น นายตำรวจหมุนตัวหันหลังกลับตั้งท่าจะเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัว แต่ถูกมือของกันตภัทรก็คว้ามือวสันต์เอาไว้ ดึงให้เขานั่งลงบนเตียง นายแพทย์ใช้แขนยาวๆ โอบกอดเอวนายตำรวจไว้แน่นทั้งยังหลับตา

“ปล่อย ผมจะไปอาบน้ำ” วสันต์พยายามแกะมือกันตภัทร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมารวดเร็วเกินกว่าวสันต์จะตั้งตัวทัน นายแพทย์จับไหล่ของวสันต์แล้วกดให้นอนลงไป ในขณะที่กันต์เป็นฝ่ายที่ขยับขึ้นมาคร่อมร่างของวสันต์ไว้ กักขังนายตำรวจไว้ใต้ภายลำตัวและอ้อมแขนของเขา

“กันต์!” วสันต์พยายามที่จะผลักไสร่างกายใหญ่โตให้ออกไปให้พ้นตัว แต่เรี่ยวแรงเขาก็กลับหายไปเหมือนถูกสูบจนหมดเกลี้ยงด้วยสัมผัสและรสจูบเคล้ากลิ่นสุรา ยากที่จะปฏิเสธว่าร่างกายของทั้งสองโหยหาซึ่งกันและกัน ผสมกับฤทธิ์แอลกอฮอล์ในกระแสเลือดอ่อนๆ นั้น ทำให้นายตำรวจรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งร่าง ขาสองข้างของเขาอ้ายกขึ้นเกี่ยวกระหวัดลำตัวของนายแพทย์เอาไว้ สองมือของวสันต์ประคองใบหน้าของกันตภัทรในขณะที่นายแพทย์มอบจูบที่ร้อนแรงดั่งไฟ เมื่อกันต์ถอนจูบออกไป วสันต์ลูบไปตามแนวกระดุมเสื้อของอีกฝ่าย เย้ายวนให้คนตรงหน้าปลดมันออก เพียงไม่นานหลังจากนั้น เสื้อผ้าของทั้งสองคนก็ถูกเปลื้องออกไปกองอยู่ที่ปลายเตียงจนหมดสิ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาทำให้วสันต์รู้สึกว่าคิดถูกที่คืนเครื่องดักฟังกลับไปให้หมวดก้องในตอนนั้น

“วสันต์ บอกคุณหมอให้มาค้างอีกคืนนี้อีกคืนสิ เมียพี่จะทำลาบไก่ จะได้กินด้วยกัน” ทองคำโผล่ศีรษะมาถามวสันต์ในขณะที่กำลังแต่งตัวอยู่หน้ากระจก นายตำรวจหันไปมองพี่ชายที่ดูตื่นเต้นเป็นพิเศษ แน่นอนว่าการที่อดีตหมอเยี่ยมบ้านที่ไม่น่าจะมีเหตุต้องกลับมาเยือนที่นี่อีกเพราะคนไข้ของเขาเสียชีวิตแล้ว กลับมาในสภาพที่เมามายพร้อมกับวสันต์ ย่อมสร้างความตื่นตกใจให้แก่ทองคำและภรรยาเป็นอย่างมาก

“พี่ทองไปชวนเขาเองสิ” วสันต์บุ้ยปากไปทางห้องน้ำ

“แกนั่นล่ะที่ชวน นี่ ไม่ยักรู้ว่าแกกับหมอกลายมาเป็นเพื่อนสนิทกัน ดีใจจังเลย มีอะไรจะได้ช่วยเหลือกันเนอะ” พี่ชายของวสันต์พูดจ้อ ก่อนจะเดินหายไปในห้องครัว นายตำรวจส่ายหัว รอให้ได้รู้ก่อนเถอะว่าเขากับหมอกันต์เป็นอะไรกันแล้วจะยิ้มไม่ออก

เสียงประตูห้องน้ำเปิดออกพร้อมกับกันตภัทรที่สวมเสื้อเชิ้ตกับกางเกงตัวเดียวกันกับเมื่อคืน ทรงผมของเขาชี้ฟูโด่เด่ คิ้วที่ขมวดบอกถึงสภาพของนายแพทย์ตอนนี้ได้ดี

“ปวดหัวมั้ย?”

แพทย์หนุ่มยกมือขึ้นนวดหัวคิ้ว “คุณมียาพารามั้ย?”

“มี รอแป้บ” วสันต์จัดคอเสื้อเครื่องแบบของตนก่อนจะเดินออกไปจากห้องเพื่อหยิบยาจากตู้ยาให้กันต์พร้อมกับน้ำหนึ่งแก้ว นายแพทย์กล่าวขอบคุณแล้วโยนยาเข้าไปในปากหนึ่งเม็ดตามด้วยน้ำทั้งแก้ว

“ผมต้องรีบกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้าน เดี๋ยวจะไม่ทันออกตรวจ” กันต์ยกนาฬิกาขึ้นมอง ขณะนี้เวลาเจ็ดโมงครึ่ง “ไว้ผมจะตอบแทนคุณเรื่องเมื่อคืนทีหลังนะ ขอบคุณที่ไม่ปล่อยผมเมาหลับที่ร้าน เดี๋ยวผมจะไปเอารถของคุณมาให้เอง”

“ปล่อยได้ยังไง โดนโจรจับไปฆ่าพอดี ส่วนเรื่องรถผมจัดการเอง”

กันต์พูดเสียงเบาลงมากเพื่อไม่ให้สมาชิกในบ้านคนอื่นได้ยิน “ขอบคุณที่เปิดโอกาสให้ผมได้ตื่นขึ้นมามองเห็นคุณนอนอยู่ข้างๆ อีกครั้งนะครับ”

“ขอบคุณอะไรมากมาย รีบไปทำงาน!” วสันต์ยื่นกุญแจรถให้แล้วตบต้นแขนนายแพทย์เป็นเชิงไล่ให้ไปให้พ้น กันตภัทรยังไม่ยอมไป ก้มตัวลงมาจูบแก้มวสันต์หน้าตาเฉยแล้วค่อยเดินออกจากห้องนอน “อยากจะบ้า” นายตำรวจยกมือขึ้นปิดปากตัวเอง เขาต้องแพ้ทางคนคนนี้ไปอีกถึงเมื่อไหร่

เมื่อยามราตรีมาเยือน บ้านของนางอุไร แดนสม ก็ตกอยู่ในความมืดมิด อุไรมองฝ่าความมืดออกไปยังประตูห้อง เธอยากจะลุกขึ้นไปเปิดไฟ แต่ร่างกายของเธอตอนนี้ไม่เอื้ออำนวยต่อการทำแบบนั้นได้อีกแล้ว เธอเป็นมะเร็งรังไข่ระยะสุดท้าย เนื้อร้ายได้กัดกินช่องท้อง ปอด และกระดูกสันหลังของเธอ ท้องของเธอบวมโตในขณะที่แขนขาและใบหน้าผ่ายผอม ความเจ็บปวดในร่างกายนั้นสาหัสเกินกว่าที่จะรับไหว โชคดีที่อุไรเป็นคนไข้ประจำของหมอกันตภัทรที่โรงพยาบาล เขาช่วยให้อาการปวดของเธอทุเลา พร้อมกับพูดคุยให้เตรียมตัวรับนาทีสุดท้ายของชีวิต หมอบอกไว้ว่าจะมาเยี่ยมหาที่บ้านในอีกสองวันนี้

อุไรรู้ว่าเธอต้องตาย หากแต่เธอยังคงรอ รอให้หลานตัวน้อยคนที่สามของเธอลืมตาดูโลกในอีกไม่กี่เดือน ขอเพียงได้เห็นหน้าหลาน เธอก็จะไม่กลัวความตายอีกต่อไปแล้ว

“อี๊ด เปิดไฟฮื้อแม่กำ” อุไรร้องหาลูกสะใภ้ “มีไผอยู่บ้านก่อ?”

ความเงียบคือคำตอบ อุไรเข้าใจว่าอี๊ดน่าจะออกไปจ่ายตลาด แต่ปกติแล้วเธอจะกลับมาก่อนค่ำเสมอ หลังจากเวลาผ่านไปห้านาที หญิงชราก็ได้ยินเสียงเท้าเหยียบบนพื้นไม้อย่างเชื่องช้าดังขึ้นเรื่อยๆ อุไรคิดว่าเป็นอี๊ดในตอนแรก แต่ร่างสูงในชุดดำทะมึนที่ยืนอยู่ที่ประตูทำให้เธอตื่นตระหนกอย่างมาก หญิงชราบนเตียงร้องขอความช่วยเหลือ แต่เสียงของเธอแผ่วเบาเหลือเกิน

ลมหายใจสุดท้ายของหญิงชราถูกร่างในเงามืดพรากไปด้วยเข็มฉีดยาหนึ่งเข็ม เขาลุกขึ้นยืน เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เขาได้ยินเสียงเปิดประตู และไฟด้านนอกห้องเปิดสว่าง ร่างในเงามืดจึงรีบหลบหนีออกไปทางหน้าต่างอย่างเงียบเชียบและรวดเร็ว

ขณะที่ร่างนั้นกระโดดออกจากหน้าต่าง มีวัตถุเรียวยาวสีทองบางอย่างหลุดออกจากกระเป๋าลงสู่พื้นหญ้าเบื้องล่าง วัตถุนั้นส่องประกายสะท้อนแสงไฟจากในบ้าน ไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกตินี้เพราะความมืดมิดภายนอก เสียงที่ดังขึ้นหลังจากนั้นอีกไม่นานคือเสียงร้องของหญิงสาว ตามมาด้วยเสียงร่ำไห้ร้องเรียกแม่อย่างน่าเวทนาของชายหนุ่มที่ดังออกมาจากบ้านหลังนั้น

ตอนนี้นิยายเรื่อง การุณยฆาต ลงจบแล้วที่ fictionlog นะคะ

ใครที่ไม่อยากรอสามารถไปตามอ่านต่อกันได้เลยค่ะ แถมซื้อทั้งเล่มตอนนี้ลด 10% ด้วย

จาก 4200 เหรียญทอง เหลือเพียง 3780 เหรียญทองหรือประมาณ 38 บาทเท่านั้น ถูกมากกกกกก

นิยายคุณภาพ ราคาสบายกระเป๋าขนาดนี้

ใครรักใครชอบหมอกันต์ กับวสันต์ อย่าลืมช่วยกันสนับสนุนนักเขียน Sammon กันด้วยนะคะ :)

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น