ข้าวฟ่าง เฌอมาลย์

ขอบคุณทุกแรงสนับสนุน ขอบคุณทุกกำลังใจที่มอบให้ 1 คอมเม้นท์ 1วิว = 1 กำลังใจ ขอบคุณมากๆ จ้า

บทที่ 2 ของสำคัญที่หายไป (1)

ชื่อตอน : บทที่ 2 ของสำคัญที่หายไป (1)

คำค้น : ลิขิตรักกับดักซาตาน เฌอมาลย์ แสนรัก

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 03 มี.ค. 2559 14:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2 ของสำคัญที่หายไป (1)
แบบอักษร

 

บทที่ 2 ของสำคัญที่หายไป

 

 

มุนินทร์เดินหายไปแล้ว แต่ชายหนุ่มอย่างปกรณ์ยังยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น เขาไม่คิดว่าการที่เขาปฏิเสธออกไปจะทำให้เขาได้เห็นแววตาผิดหวังอย่างหนักจากคนตรงหน้า ของที่เขาเก็บได้คงไม่ใช่สิ่งของธรรมดาๆเสียแล้ว

ชายหนุ่มตั้งใจว่าเมื่อกลับเข้าไปในห้องพักแล้วเขาจะถือวิสาสะแกะถุงกำมะหยี่สีเงินนั่นออกมาดูว่า ของข้างในคืออะไร ทำไมมันถึงได้มีผลต่อจิตใจของยัยตัวดีนั่นขนาดนั้น ปกรณ์เดินกลับเข้าห้องพักโดยไม่รีรอที่จะคิดอะไรอีก

อันที่จริงเขาจะหยิบของสำคัญออกมาดูเสียตรงนั้นเลยก็ได้ หากแต่คนอย่างเขารู้ดีว่าของที่ได้ชื่อว่าเป็นของสำคัญย่อมมีค่าเสมอ มันไม่ควรถูกเปิดเผยในที่แจ้ง เพราะอาจจะทำให้อะไรเปลี่ยนแปลงไปก็เป็นได้ มือแกร่งจึงไม่รอช้าที่จะหยิบถุงปริศนาออกมาดูทันทีเมื่อกลับเข้ามายังห้องพักเรียบร้อยแล้ว

“ล็อกเก็ต?” เสียงทุ้มเพ้อลอยออกมาเหมือนคนละเมอเมื่อเห็นเจ้าสิ่งของปริศนาที่ซ่อนกายอยู่ในถุงกำมะหยี่สีเงินมาเป็นเวลานาน ตาคมเป็นประกายเพ่งมองอย่างสงสัยก่อนเอ่ยเบาๆ กับตัวเองพลางนึกถึงใบหน้าสวย

“มันสำคัญกับเธอขนาดนั้นเลยหรือไงกัน” เสียงทุ้มพ่นออกมาแผ่วเบา สายตาคมยังคงเพ่งมองเครื่องเงินทรงกลมในมืออย่างพินิจพิเคราะห์ พลันของสำคัญของใครบางคนก็เปิดออกมาเผยความลับภายในให้เขาได้เห็น

เสียงดนตรีแผ่วเบาออกมาจากล็อกเก็ตในมือ แม้ว่ามันน่าแปลกใจที่ของเก่าเก็บขนาดนี้ยังคงบรรเลงดนตรีได้อย่างไพเราะ หากแต่สิ่งที่ทำให้เขาแทบหยุดหายใจกลับเป็นภาพของใครบางคนในเครื่องเงินชิ้นนี้

“นี่มัน...” เสียงทุ้มพ่นเพ้อเจือแววเครียดหนัก

ตาคมเพ่งมองอีกครั้ง คราวนี้คนตัวใหญ่ถึงกับต้องใช้ความคิดอย่างหนัก เมื่อภาพที่โชว์หราอยู่บนล็อกเก็ตของยัยปากตะไกรคือใครบางคนที่เขารู้จักเป็นอย่างดี หากแต่ชายหนุ่มเลือกที่จะเก็บความสงสัยนั้นเอาไว้ ก่อนจะหยิบกล้องบันทึกภาพที่เขาพกพามาด้วยบันทึกสิ่งที่เขาสงสัยเก็บเอาไว้ทันที เมื่อปฏิบัติการณ์หาความจริงเริ่มต้นเรียบร้อยแล้วชายหนุ่มจึงพับล็อกเก็ตอันสวยงามให้เข้าที่แล้วใส่มันไว้ในถุงผ้ากำมะหยี่สีเงินใบเดิม

 

ปกรณ์เดินออกมาตามหาเจ้าของล็อกเก็ตแสนสวยนี่อีกครั้งชายหนุ่มถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ เขาไม่คิดว่าตัวเองจะมาเจอหญิงสาวยังเดินก้มๆ เงยๆ อยู่ตรงจุดเดิมแต่เมื่อเห็นเข้าอย่างนี้ มันบ่งบอกให้เขารู้ได้ทันทีว่า ของชิ้นนี้คงจะมีค่าทางใจกับหล่อนเป็นอย่างมาก และคงไม่ใช่สิ่งของที่ไปขโมยมาเป็นแน่ ไม่เช่นนั้นแล้ว หญิงสาวคงไม่เสียเวลาและเสียพลังงานมาเดินหาอย่างไร้วี่แววเช่นนี้

“แม่จ๋า กี้ทำของสำคัญที่แม่ให้หายไปแล้ว จะทำยังไงดี” หญิงสาวพึมพำกับตัวเอง ใบหน้าหวานแทบอยากจะหลั่งน้ำตาเสียให้ได้ แต่เมื่อยังไม่หมดแรงที่จะหา คนอยากหลั่งน้ำตาจึงต้องกลั้นเอาไว้เพื่อใช้ดวงตาสวยๆ มองหาของสำคัญให้เจอ

คนที่กำลังตั้งใจหาของที่หาย ยังคงจดจ่ออยู่กับพื้นทรายตรงหน้าจนลืมสังเกตว่าใครบางคนกำลังเดินเข้ามาหาเธอด้วยแววตาบางอย่างที่ยากเกินจะคาดเดาได้ มือบางปัดทรายไปมา บ้างก็เกลี่ยหาแอบหวังว่าของสำคัญจะจมอยู่ใต้ผืนทรายตรงไหนสักแห่ง

“ยังหาอยู่อีกเหรอ...มันสำคัญกับเธอมากนักหรือไง” เสียงทุ้มกวนป่วนประสาทไม่ต่างจากเมื่อตอนกลางวัน มุนินทร์เงยหน้ามองก่อนจะส่งตาเขียวขุ่นมาให้เหมือนไม่พอใจนักที่เห็นหน้าเขา

“ยุ่ง! ไม่ใช่เรื่องของนาย ไม่ช่วยก็อย่ามาทำให้เสียบรรยากาศแถวนี้” เสียงหวานพ่นพิษใส่หวังให้เขาเดินหนีกลับไปเร็วๆ หล่อนจะได้มีสมาธิมองหาของสำคัญที่ยังหาไม่เจอ ยิ่งดึกยิ่งหนาว ยิ่งมืดก็ยิ่งเปลี่ยว หญิงสาวตั้งใจเอาไว้ว่าจะรีบหาให้เจอแล้วจะได้รีบกลับบ้านเสียที

“มันก็คงจะไม่ใช่เรื่องของฉันหรอกนะ ถ้าเผอิญฉันไม่นึกอะไรขึ้นมาได้เสียก่อน” ปกรณ์ยังทำเสียงทะเล้นไม่เลิก ความยียวนกวนประสาทยังฉายชัดอยู่ในสองตาคมที่ส่งไปให้หญิงสาวตรงหน้า มุนินทร์ได้ยินประโยคปริศนาถึงกับยืนตัวตรงก่อนจะมองคนตัวใหญ่อย่างเอาเรื่อง

“อะไรของนายอีกล่ะ ก็ไหนนายบอกว่านายไม่ได้เก็บอะไรได้ไม่ใช่หรือไงกัน” มุนินทร์เสียงแข็ง เธอรู้สึกว่าอีตาโรคจิตตรงหน้าเริ่มก่อกวนเธออีกแล้ว และมันก็ได้ผลเสียด้วย ได้ผล...โดยที่เธอไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อยว่าทำไมเธอจะต้องอารมณ์เสียและไม่เป็นตัวของตัวเองเอาเสียเลยเมื่อมาอยู่ต่อหน้าเขา

“ก็ฉันไม่ได้บอกว่าฉันเจอหรือไม่เจอ หรือว่าฉันพูดอะไรผิดไป” คนหน้าหล่อเลิกคิ้วสูง ส่งตายียวนมาให้อีกระลอก น้ำเสียงทะเล้นช่างกวนอารมณ์ให้มุนินทร์แทบอยากจะประเคนเท้าหนักๆ ไปปิดปากแดงๆ นั่นเสียจริงๆ หากแต่คนงามยังยั้งใจยั้งเท้าเอาไว้เพื่อจะถามไถ่ถึงสิ่งที่เธอรู้สึกว่ากำลังมาถูกทาง

“นายจะเอาไงว่ามา” เสียงหวานที่ยังติดห้วนเอ่ยถาม หวังจะได้บทสรุปของการสนทนาในครั้งนี้ให้เร็วที่สุด

“ฉันอาจจะมีของที่เธอต้องการอยู่ก็ได้นะ” ปกรณ์เน้นเสียงหนัก แต่ประกายตายังวาววับไม่เปลี่ยน

“นายรู้หรือไงว่าฉันหาอะไรอยู่ หรือว่า...นายเจอแต่ปกปิดเอาไว้ นายนี่มัน! ฮึ่ย ฉันจะด่านายยังไงดี...มันอยู่ที่ไหน ถ้ามันเป็นของฉัน...ฉันขอคืน” มุนินทร์ห้าวกว่าที่คิด หญิงสาวรีบตัดบท ร้อนใจอยากได้ของรักของหวงคืนโดยเร็ว แต่ความใจร้อนกลับทำให้คนฟังถึงกับยกยิ้มสูงเหมือนพอใจยิ่งนักกับปฏิกิริยาของคนเบื้องหน้า

“มันอยู่ข้างบน ฉันลืมเอาลงมา ถ้าเธออยากได้มากขนาดนี้ก็... ขึ้นไปกับฉันสิ” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างผู้มีชัยเพราะตอนนี้ทุกอย่างดูเหมือนกำลังจะเข้าทางคนตัวใหญ่เข้าให้แล้วจริงๆ

มองตาก็รู้ถึงไส้ในแล้ว จนแล้วจนรอดก็ยังคิดลามกไม่เลิกนะไอ้โรคจิต

มุนินทร์เบ้ปากคิดว่าคนตรงหน้าก็คงไม่ต่างจากผู้ชายทั่วไป ไม่ต่างจากเสี่ยใหญ่ที่คุมถิ่นนี้ซึ่งกำลังต้องการตัวเธอจนต้องให้ลูกน้องออกมาตามหาให้เจอ

“นายมีอะไรกับฉันกันแน่ พูดจริงหรือว่าแค่อยากหาเรื่อง หรือว่านายอยากโดน...ตัวต่อตัวกันเลยเอาไหมล่ะ” เสียงหวานชวนตีท้าต่อยเสียอย่างนั้น นึกอยากตะบันหน้าหล่อๆ นั่นให้ฟกช้ำไปสักแผลสองแผล หากแต่คนตรงหน้ากลับยืนนิ่งก่อนจะปั้นหน้าจริงจังจนเธอต้องเปลี่ยนจังหวะหายใจเสียใหม่

“ฉันพูดจริง มันอยู่ข้างบน ถุงกำมะหยี่สีเงินที่มีอะไรบางอย่างอยู่ข้างใน” เสียงเขาเข้มจริงจัง แววตาทะเล้นถูกกลบกลืนด้วยความมุ่งมั่นอะไรบางอย่างจนคนฟังแทบตามไม่ทัน

ยังไม่ทันที่จะได้ฟังคำตอบ ร่างสูงโปร่งที่ยืนมองเธออยู่ก็กลับหลังหันเดินกลับไปยังโรงแรมที่อยู่ไม่ไกลนัก มุนินทร์ชั่งใจอยู่พักหนึ่งก่อนจะตกลงใจเดินตามเขาไป ในใจก็คิดเผื่อเอาไว้ว่าหากเกิดอะไรขึ้นเธอจะทำอย่างไร จะช่วยตัวเองอย่างไรดี

อย่างมากก็แค่สู้ตาย ฉันไม่ตาย...ก็นายล่ะที่จะตาย

มุนินทร์เดินตามเขาไปเรื่อย ใบหน้าหวานไม่ยิ้มหรือแสดงความรู้สึกใดๆ ออกมาแม้แต่น้อย เธอมองเขานิ่ง พยายามจับสังเกตคนข้างๆ ด้วยความระแวดระวัง จนกระทั่งเขาเดินมาหยุดอยู่หน้าห้องพักห้องหนึ่ง

“ห้องพักเฟิร์สคลาสซะด้วย” มุนินทร์พยายามทำใจดีสู้เสือ สายตากวาดมองไปรอบๆ ห้องเมื่อเดินตามเขาเข้ามาแล้ว

ปกรณ์เดินตรงดิ่งเข้ามาภายในซึ่งจัดแบ่งเอาไว้อย่างเป็นสัดส่วน ห้องรับแขกที่มีต้นไม้วางประดับประดาสวยงาม เข้ากับพรมปูพื้นสีเขียวสดใสที่เข้ากับต้นไม้ในห้องเป็นอย่างดี

ร่างสูงเดินตรงดิ่งไปหาตู้เย็นก่อนจะเปิดประตูบานใหญ่เพื่อหยิบน้ำเย็นๆ มารินใส่แก้วสองใบพร้อมกับยื่นให้หญิงสาวที่ตามเขาเข้ามาภายในห้องด้วย

“ของของฉันอยู่ที่ไหนล่ะ” เสียงหวานรีบเอ่ยถาม อยากรับของ กล่าวขอบคุณ แล้วจะได้รีบกลับบ้านไปนอนหลับพักผ่อน เพราะพรุ่งนี้เธอยังต้องไปง้องอนเจ้าของร้านที่โดนพวกอันธพาลเข้าไปก่อกวนในวันนี้

“ใจร้อนจริงๆ ฉันอยากถามอะไรเธอสักหน่อย ก่อนที่จะมอบสิ่งนั้นคืนให้เธอ” เสียงเขาเข้มนิ่ง ร่างสูงเดินมาหยุดอยู่ที่มุมหนึ่งในห้องรับแขกก่อนจะหย่อนกายลงบนเบาะนุ่มๆ จนฟูกหนายุบลงไปตามน้ำหนักตัวของเขา

เจ้าของตาคมนั่งลงเรียบร้อยแล้วก็มองมาที่หญิงสาว ส่งสายตาเชิญชวนให้เธอนั่งลง หากแต่คนที่กำลังหวาดหวั่นยังคงระวังตัวแจ ไม่ยอมเข้าใกล้เขาเกินสามก้าวเพื่อความปลอดภัย ชายหนุ่มถึงกับยกยิ้มสูงก่อนที่ตาคมจะส่งประกายกล้าท้าทายคนที่ยังยืนโด่ไม่ยอมนั่งลงเสียที

“กลัวฉันหรือไง เพิ่งจะรู้ว่าเธอมันขี้ขลาด” เสียงเข้มเยาะเย้ย คนฟังถึงกับฉุนกึก ร่างบางก้าวฉับๆ เข้ามานั่ง หากแต่คนงามก็ยังคงไว้ซึ่งท่าทีที่พึงควรสงวน มุนินทร์เลือกเก้าอี้ตัวที่ทิ้งระยะห่างได้มากที่สุดเอาไว้เป็นที่พักกาย

“ฉันไม่ได้กลัวนาย ทำไมฉันต้องกลัวด้วยล่ะในเมื่อนายมันก็แค่ไอ้หน้าจืด เป็นไอ้โรคจิตที่...” เสียงหวานพ่นพิษฉอดๆ แต่ยังไม่ทันจบประโยค คนที่กำลังฟังก็ต้องรีบเอ่ยห้ามเสียก่อนที่จะต้องพลั้งปากปะทะกันอีกหน

“นี่! พอ พอ พอ ฉันยังไม่ทำอะไรเธอให้เสียชื่อฉันหรอก ระดับฉันไม่เคยทำอะไรคนที่ไม่เต็มใจอยู่แล้ว” เสียงทุ้มประกาศตน ปั้นหน้าเป็นคนดีเต็มที่ ทั้งๆ ที่ภายในใจกลับไม่ตรงกับปากที่พร่ำบอกแม้แต่น้อย

“ก็ได้...ว่ามาสิ นายมีอะไรจะพูดกับฉัน” มุนินทร์ก็ไม่อยากต่อความยาวกับเขาสักเท่าไหร่ หญิงสาวตั้งสติยอมพูดกับเขาดีๆ แม้ว่าเสียงหวานยังติดห้วนเพราะไม่ชอบขี้หน้าไอ้คนหลงตัวเองสักเท่าไหร่ แต่เธอก็พยายามระงับจิตใจให้เป็นมิตรกับคนตรงหน้าชั่วคราวก่อน

“ฉันจะแน่ใจได้อย่างไรว่าของชิ้นนั้นเป็นของเธอจริงๆ หรือว่าเธอโกหก” ปกรณ์หน้านิ่งมองสบตาหญิงสาวท้าทายอย่างเต็มที่ คนฟังถึงกับร้อนเป็นไฟเมื่อได้ยินประโยคแรกจากปากของเขา

“นี่นาย! หาว่าฉันโกหกแล้วมาบอกให้ตามขึ้นมาทำไม...คิดจะเล่นอะไรกันแน่” เสียงหวานห้วนจัด เริ่มไม่พอใจกับแววตาเหยียดหยันของคนตรงหน้า

“เปล่า...ฉันก็แค่อยากจะให้แน่ใจเท่านั้นเองว่า ฉันไม่ได้เอาของชิ้นนั้นให้กับขโมยหรือใครก็ตามที่อยากได้มันทั้งๆ ที่ไม่ใช่เจ้าของที่แท้จริง...ก็เท่านั้นเอง” น้ำเสียงทุ้มเย็นเอ่ยบอกเหมือนไม่ยี่หระกับอารมณ์คนตรงหน้า เพราะเขารู้สึกว่าตอนนี้เขาถือไพ่เหนือกว่าไม่ว่าทางใดก็ตาม ชายหนุ่มพูดพร้อมกับยักไหล่ในตอนท้ายของประโยค

“แล้วนายจะให้ฉันทำยังไง” มุนินทร์เริ่มไม่พอใจหนักเมื่อชายหนุ่มตรงหน้าปั้นหน้าทำท่าเหมือนจะเล่นแง่กับเธอเสียอย่างนั้น

“เธอจะต้องผ่านการทดสอบจากฉันไปก่อน” หน้าหล่อโน้มเข้ามาใกล้ ส่งสายตาเด็ดเดี่ยวและท้าทายมาให้หญิงสาว หวังให้เธอรับปากพร้อมกับทำตามแผนที่เขาได้วางเอาไว้ในใจเรียบร้อยแล้ว

“การทดสอบ! นายคิดว่ามันสนุกนักหรือไงกับการมาปั่นหัวคนอื่นเล่นแบบนี้” คนที่นั่งอดทนกัดฟันฟังคนไร้สาระพูดพล่ามมานานถึงกับทนไม่ไหว ร่างบางลุกพรวด ถลึงตาเขียวปั้ดมองหนุ่มหน้าหล่อเจ้าของฉายาไอ้โรคจิตอย่างไม่สบอารมณ์

“ฉันไม่ได้ปั่นหัวใคร...ก็อย่างที่ฉันบอก ฉันอยากจะแน่ใจจริงๆ และถ้านั่นเป็นของของเธอจริงๆ เธอก็ต้องผ่านการทดสอบจากฉันไปได้อย่างแน่นอน” เสียงทุ้มจริงจัง หน้านิ่งดูเหมือนจริงใจยิ่งนักกับการกระทำครั้งนี้ หากแต่ใครจะรู้เล่าว่าภายในใจของคนที่ไม่เคยยอมใครอย่างนายปกรณ์ บูรมานนท์จะมีแผนการอย่างไรกับหญิงสาวกันแน่

มุนินทร์พยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อีกครั้ง พยายามควบคุมอารมณ์ปรับเข้าสู่โหมดนางฟ้าให้เร็วที่สุด เธอยังไม่ต้องการให้สมบัติชิ้นสุดท้ายตกไปอยู่ในมือของคนอื่น โดยเฉพาะ...ไอ้โรคจิตปากแดงตรงหน้านี่...

“ถ้าอย่างนั้นก็ว่ามาเลย” เสียงหวานเด็ดเดี่ยวจนชายหนุ่มพอใจยิ่งนัก

 

เขากระตุกยิ้มสะใจที่แกะตัวน้อยกำลังเดินเข้ามาสู่อุ้งมือพญาซาตานอย่างเขา หนทางที่จะได้จัดการสาวสวยตรงหน้าใกล้จะสำเร็จเข้ามาทุกขณะแล้ว

 

 

 

 

 

 

อัพเพิ่มอีกนิดแล้วจ้า

ขอบคุณกำลังใจและการติดตามนะคะ

หากถูกใจแวะเข้าไปโหลด e-book มาอ่านแบบเต็มพิกัดได้เลยจ้า แปะดาวเป็นกำลังใจให้คนเขียนด้วยนะคะ  ขอบคุณมากๆ จ้า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 
 

 

 

ความคิดเห็น