page7th

รักก

ชาร์ลอตเต้ (๒)

ชื่อตอน : ชาร์ลอตเต้ (๒)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 9

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 09 พ.ค. 2562 22:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ชาร์ลอตเต้ (๒)
แบบอักษร

(๒)

         ในตอนนั้นท้องฟ้าเงียบเหงาเกินกว่าที่ฉันจะรู้สึก ยิ่งหลังสอบเสร็จ ในหัวสมองฉันตอนนั้นมีแต่ความว่างเปล่า นั่นทำให้ทุกอย่างช่างนิ่งเสียเหลือเกิน ในตอนนั้นที่ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะถูกกักบริเวณไปจนถึงตอนไหน มือถือที่ถูกยึดไป แม่ก็เอาไปแอบไว้ที่ไหนก็ไม่รู้  มีเพียงแค่หนังสือเล่มหนึ่งที่ฉันหาเจอระหว่างที่จัดห้อง มันเป็นหนังสือของป้าซาแมนธา ฉันอาจจะไม่ได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มนั้นเลยก็เป็นได้ หากทั้งสองคนไม่ได้กักบริเวณฉันไว้

สิ่งที่สวยงาม จะสวยงามที่สุดเมื่อม่านปิดลง

นักแสดงทั้งหมดยืนขอบคุณผู้ชม เวทีเต็มไปด้วยเสียงปรบมือ

บ้างก็ตะโกนชื่นชมนักแสดง บ้างก็พูดพึมพำถึงความสวยงามของการแสดง บ้างก็มองนักแสดงด้วยสายตาภาคภูมิใจ

นักแสดงยืนชื่นชมอยู่เช่นนั้น จนม่านปิดลง

นั่นหมายถึงความไม่แท้จริงได้จบลงแล้ว

ผู้ชมถูกผลักออกมายังโลกแห่งความเป็นจริง โลกที่โลดแล่นในความคิดได้อันตรธานหายไปหลังจากพวกเขาเดินออกจากที่นั่ง และเดินออกจากที่แห่งนี้ไป การแสดงจะหายไป เหลือเพียงแค่ความทรงจำเท่านั้น

นักแสดงที่ปลื้มปริ่มกับเสียงปรบมือ เมื่อม่านปิดลง พวกเขาก็แค่คนปกติ ไม่มีเวทย์มนตร์หรือเสน่หาเหมือนกับตัวละครใดๆ เดินออกจากเวทีราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหลือเพียงแค่ความทรงจำเท่านั้น

พวกเราอาจชอกช้ำจากการแสดง

แต่มันจะไม่ชอกช้ำเท่ากับการรู้ว่า การแสดงนั้นใกล้จะจบลง

คุณคิดยังไงถึงยอมให้เธอออกไปกินข้าวนอกบ้าน ปัญญาอ่อนหรือยังไง?

/จูดี้ เลิกทำตัวไร้สาระได้แล้ว วันเดียวมันไม่มีผลอะไรหรอกน่า/เธอน่ะมันปล่อยปะละเลย ไม่เคยคิดอะไรบ้างเลยเหรอ

         เสียงดังขึ้นจากด้างล่าง แปลว่าแม่กลับมาจากมหาลัยแล้ว

         เธอควรลดนิสัยตระหนี่ขี้เหนียวของเธอจริงๆ เสียที นั่นคือสิ่งที่ฉันคิด

ชู่ว! ถ้าลูกได้ยินขึ้นมาว่าเราแอบคุยกันเรื่องลูกจะทำยังไง?

         พวกเขาสองคนคุยกันพึมพำ นั่นแปลว่าพวกเขากำลังหาคำพูดมาคุยกับฉัน ในตอนนั้น ฉันจึงหยิบผ้าห่มออกมา และพยายามแสร้งว่าตัวเองหลับอยู่

         พวกเขาใกล้เข้ามาแล้ว

นีน่า

พ่อกับแม่มีเรื่องจะคุยกับหนู

“คะ?”

วันนี้ลูกไปกินข้าวนอกบ้าน ถูกมั้ย

“ค่ะ”

การที่หนูไปกินข้าวนอกบ้าน อย่างที่หนูรู้ มันเปลืองเงินมาก/ แต่ประเด็นคือลูกต้องเข้าใจ ว่าพ่อกับแม่ยังไว้ใจให้หนูไปไหนมาไหนกับใครคนอื่น เรื่องนั้นเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานซืน พ่อว่ามันยังเร็วเกินไปที่จะยอมให้ลูกออกไปไหนที่อื่น/

 

แม่กับพ่อตัดสินใจว่าจะติดล็อกไว้นอกบ้าน... แม่ไม่ได้อยากจะจำกัดอิสรภาพหนูหรอกนะ แต่ว่า/พ่อกับแม่รู้สึกว่าเราต้องจริงจังกับการลงโทษลูกสักที ลูกเข้าใจพ่อมั้ย/

 

“เข้าใจค่ะ”

แล้วตอนสองสามทุ่ม ตัวแทนเจ้าของบ้านเราจะเข้ามาคุยกับเราเรื่องสัญญาเช่า

“คนใหม่ที่แม่กับพ่อไม่ค่อยถูกกับเขาน่ะเหรอคะ?”

ใช่จ้ะ / ถ้ามีเสียงแปลกๆ ก็ไม่ต้องสงสัยนะ เขาอาจจะเข้ามาต่อเติมอะไรนิดหน่อยของเขา พ่อไม่ค่อยถูกกับเขา พ่อเลยไม่อยากจะอะไรกับเขาเท่าไหร่

“ค่ะ”

** ** **

         นัยน์ตาฉันรื้นด้วยน้ำตาอย่างน่าแปลก หมัดของเขากระแทกกลางหน้าฉัน ศีรษะฉันกระแทกผนังรถ กระโหลกทุกส่วนรู้สึกถึงความสั่นสะเทือน ฉันกลับมามองเห็นผ้าสีน้ำเงินครามที่มัดปิดตาฉันไว้อีกครั้ง และรับรู้ถึงแรงสั่นไหวของรถกระบะที่เคลื่อนไปข้างหน้า ฝันร้ายในร่างความจริงกลับมาแล้ว คงเป็นเพราะยาที่พวกเขาฉีด จึงทำให้ความรู้สึกนึกคิดของฉันฟุ้งกระจายไปหลายทิศหลายทาง

         “ข้างหลังมันมีอะไรกันหนักหนาวะ!” ชายคนขับรถตะโกนสู้กับเสียงลมที่โต้มา ขณะที่เขา ต่อยฉันด้วยหมัดครั้งที่สาม “ไม่มีปัญหาซักวันได้มั้ยวะพวกมึงสองคนน่ะ”

         “แม่งกัดมือกู” เขาตะโกน และจิกหัวฉันกระแทกกับขอบกระบะ “เป็นห่าอะไรนักหนา อี ควาย!” ฉันสะอื้นโดยควบคุมไม่ได้ ความเจ็บปวดพลุ่งพล่าน เลือดไหลออกมาเต็มแก้ม ปากทั้งปากมีแต่รสเลือดกระจายไปทั่ว ฉันกรีดร้องโหยหวนจนแทบจะไม่มีเสียงออกจากปาก แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ทำให้ฉันเจ็บน้อยลงได้เลย

         “พอ! สก็อต! พอ!” ชายคนข้างหน้าฉันพูด “ไม่ได้ยินที่บอกเมื่อกี้รึไง”

         “มึงไม่ต้องมาสอน!” เขาตะคอกกลับสุดเสียงด้วยความโกรธ “ถ้าจะใจบุญมาก เสือกมาทำ อาชีพนี้ทำเหี้ยอะไรล่ะ”

         “ไวอัตต์!” ชายคนขับรถตะโกน “หัดใช้สมองซะบ้าง ถ้าแม่นั่นเป็นอะไรไปเพราะมึง แล้วมึงโดนกระทืบตายล่ะกูจะสมน้ำหน้าให้” ชายคนชื่อไวอัตต์หายใจกรอด แล้วจึงผลักหัวฉันกระแทกลงพื้นกระบะ

         “ไอชิบหาย!” ไวอัตต์ตะโกน และทุบกระจกข้างหัวฉันระบายอารมณ์

         “เอ็ด มีปัญหาอะไรมั้ยตรงนั้นน่ะ” เสียงพูดที่ฉันคุ้นเคยผ่านวิทยุรับส่งดังจากไกลๆ

         “มึงคิดว่าคำตอบคืออะไรล่ะ” เขาตอบ “คิดยังไงเอาสก็อตกับไวอัตต์มาคู่กัน กูถามจริงๆ เถอะนะ”

         “แล้วถ้าอีเด็กนี่เป็นอะไรขึ้นมา มึงกับไวอัตต์ต้องรับผิดชอบ กูไม่เกี่ยวอะไรทั้งนั้น” เขาพูด พร้อมหมุนตัวรถให้เลี้ยวไปทางขวา

         “โทษตัวเองซะบ้างเอ็ด” เสียงเธอแทบจะถูกกลบด้วยเสียงลมจนไม่ได้ยิน “แกควรขอบคุณฉัน ถ้าอีเด็กนี่หนีรอดไป พวกเราจะไม่ได้ชิบหายแค่นี้แน่” ฉันค่อยๆ ผลักตัวเองขึ้นจากที่กองอยู่กับพื้น มือฉันรู้สึกถึงแอ่งเลือดเล็กๆ บนพื้นที่ไหลมาจากปากฉัน

         “นี่เหรอวะข้ออ้างของมึง” เอ็ดตะโกน “มึงแทงอีนางนั่น แล้วโยนความรับผิดชอบให้พวกกูสามคน แล้วมึงก็ลอยนวล ไม่ต้องทำห่าอะไรเลยอย่างนี้เนี่ยนะ”

         “ฉันก็ต้องมีหน้าที่ต้องทำของฉัน เอ็ด” เธอพูด “ทำหน้าที่ตัวเองให้ดีเถอะ ไม่ต้องมาเที่ยวบอกชาวบ้านว่าให้ทำงานยังไง

         “ดูแลนางเด็กนั่นดีๆ ด้วย” เธอพูดขึ้น

         “อย่าให้มันเป็นอะไรมาก

** ** **

         ฉันตื่นขึ้นด้วยความปวดที่ต้นคอ เจ็บแปลบราวกับมีไฟฟ้ามาช็อตที่คอก่อนหน้า อาจจะเป็นเพราะฉันนอนผิดท่ามาทั้งคืน แสงแดดส่องผ่านหน้าต่าง กระทบบนพื้นข้างกายฉัน กับห้องสภาพเดิมๆ และสภาพที่ต้องใช้ชีวิตแบบเดิมๆ อย่างนั้น

         ฉันผลักตัวเองขึ้นจากเตียง เดินลงไปที่โต๊ะกินข้าวอย่างทุกๆ วัน

เมื่อวานนอนหลับสบายมั้ย

“ไม่ค่อยค่ะ หนูนอนผิดท่าไปหน่อย ปวดคอมากเลย”

/แสดงว่าไม่ได้แอบลงมาเลยสิ เมื่อคืน

“ไม่ได้ลงมาเลยค่ะ หนูเหนื่อยมากเลยเมื่อวาน”

ฉันบอกแล้ว เห็นไหม? / หยุดพูดเลย

วันนี้พ่อกับแม่ต้องไปสัมมนา น่าจะเสร็จเย็นมากๆ / เกือบดึกๆ เลยด้วยซ้ำ กว่าจะถึงก็คงห้าทุ่มเที่ยงคืนพอดี ฝากดูแลบ้านด้วยนะจ๊ะ

“ค่ะ”

แม่ไว้ใจหนูนะ

== == ==

         ผ่านหน้าต่างฝุ่นเขรอะบานเดิม ฉันมองรถของพวกเขาสองคนขับออกไปจากบ้าน หลังจากพวกเขาจากไป บ้านก็เงียบสงบอย่างน่ากลัว ห้องนอนใต้หลังคา พื้นไม้ผุๆ เตียงสีครามหม่นๆ และผนังหลังคาบุด้วยไม้เปลือยๆ ไร้ความรู้สึก ทุกอย่างรอบตัวฉันต่างเย็นชาเสียเหลือเกิน

พูดถึง พ่อกับแม่คุยกันเรื่องให้หนูไปค่ายกันแล้ว.

แม่อยากให้หนูไปค่ายนะ แต่แม่ไม่อยากให้หนูไปค่ายวิทยาศาสตร์อะไรนั่นเลย เห็นลูกเครียดจากการเรียนมามากแล้ว อยากให้หนูไปค่ายอะไรที่มันผ่อนคลายบ้าง

แม่รู้จักเพื่อนอยู่คนนึง เขาเป็นคนจัดค่ายนักแสดง เขาจัดมาหลายปีแล้ว

แม่ไว้ใจเขาด้วย แม่เลยอยากให้หนูไปค่ายนี้มากกว่า

          ฉันลุกขึ้นจากเก้าอี้ข้างหน้าต่าง เสียงของพวกเขาสองคนดังก้องในหูฉัน หัวใจฉันเต้นแรง ดวงตาทั้งสองข้างเริ่มรู้สึกบวมก่ำ ฉันมองประตูห้องที่เปิดกว้าง มองเห็นทางเดินและบันไดด้านนอก มองเห็นห้องน้ำที่อยู่สุดทางเดิน มองเห็นภาพพวกเขาสองคนเดินไปมาในหัวฉัน และพวกเขาตะคอกใส่กันต่อหน้าฉัน ความชินชาของพ่อ ความไม่สนใจความรู้สึกคนอื่นของแม่ ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศเหมือนเป็นส่วนหนึ่งในบ้าน

/พ่อรักลูกมากนะ

พ่ออยากให้ลูกได้สิ่งที่ดีที่สุด

ดังนั้นเชื่อฟังพ่อกับแม่นะ

         ตอแหล

         ตอแหลทั้งเพ

         กอดของพวกเขาไม่เคยรู้สึกอบอุ่น คำบอกรักพวกเขาไม่เคยรู้สึกชโลมจิตใจ ทุกอย่างมันว่างเปล่า มันมีแต่ความว่างเปล่าทั้งนั้น

พ่อกับแม่เป็นห่วงลูกนะ

         ฉันปารูปครอบครัวลงบนพื้น และขยี้มันด้วยเท้าจนฉันไม่รู้สึกถึงความโกรธ ใบหน้าท่วมไปด้วยน้ำตา ความเจ็บปวดมากมายจนออกมาผ่านคำพูดไม่ได้ ในหัวฉันมีแต่คำว่าฉันเกลียดพวกเขา ฉันเกลียดพวกเขา ฉันอยากให้พวกเขาหายไปจากโลกนี้ แต่มันเป็นไปไม่ได้ ฉันไม่รู้ว่าฉันจะได้อิสรภาพนั้นเมื่อไหร่ แต่ฉันอยากได้มันใจจะขาด

         ถ้าพวกเขารักฉัน ทำไมพวกเขาไม่ให้ฉันรักตัวเอง?

         ฉันกระทืบมัน กระทืบรูปไม่หยุด รองเท้าที่ฉันใส่เต็มไปด้วยเศษแก้วและความเจ็บปวด ในปากฉันเต็มไปด้วยคำสบถและคำสาปแช่ง แน่สิ มันบาปที่จะสาปพ่อแม่ตัวเอง แต่ฉันไม่สน พวกเขาไม่เห็นฉันเป็นลูก พวกเขาไม่เห็น ฉันก็จะไม่เห็นเขาเหมือนกัน

         ฉันเดินออกมาจากห้อง บิดลูกบิดประตูและเปิดมันจนประตูกระแทกกำแพงเสียงดังสนั่น ในหัวฉันมีเพียงคำถามว่า โทรศัพท์ฉันอยู่ที่ไหน โทรศัพท์ฉันอยู่ที่ไหน พวกเขาจะฉลาดหรือจะโง่กันแน่ ฉันค้นหาทุกซอกทุกมุม ใต้เตียง ใต้ฟูก ลิ้นชักโต๊ะทำงาน ชั้นเก็บของ ตู้เสื้อผ้า ทุกๆ ที่ที่ฉันคิดว่าพวกเขาจะนึกได้ ในหัวฉันได้แต่นึกภาพตัวฉันมีโทรศัพท์เครื่องนั้น และออกไปจากบ้านเฮงซวยที่นี่เสียที ฉันหาที่ที่เดิมสองสามรอบ ลองหาในห้องตัวเอง ในห้องครัว ห้องน้ำทั้งสองห้อง ห้องรับแขก ฉันรู้ว่าฉันหาทุกที่แล้ว แต่ทำไมมันไม่มี ทำไม มันหายไปไหนกัน พวกเขาจะเอาโทรศัพท์ฉันไปไว้ที่ไหน ถ้าไม่ใช่ที่นั่น ที่นี่ ที่ตรงไหนก็ตามในบ้านแล้วมันจะเป็นที่ไหน

         

         ยกเว้นข้างบนตู้เสื้อผ้า

         

         ฉันรีบวิ่งจากห้องรับแขกขึ้นบันได และตรงไปที่ห้องนองของพวกเขาสองคน และเปิดประตูตู้เสื้อผ้า ฉันต้องลองแหวกเสื้อผ้าที่แขวนอยู่จำนวนไม่น้อยออกไป จึงจะรู้ว่าต้องเอาเสื้อผ้าบางส่วนออกจากตู้ จึงจะปืนขึ้นไปเปิดฝ้าบนตู้เสื้อผ้าได้

         ฉันเคยแอบพ่อแม่อยู่ที่นี่บ่อยๆ จำได้ว่ามักถูกลงโทษแรงกว่าที่ควร แต่ฉันไม่ค่อยได้ขึ้นมาในนี้แล้ว เพราะกลิ่นหนูตายที่แรงมาก และความมืดที่ทำให้ฉันกลัว ฉันพอเดาออกว่าพวกเขาคงคิดว่าฉันจำที่นี้ไม่ได้แน่ๆ

         กลิ่นเดิมนั้นตีโชยขึ้นมาทันทีที่ฉันเปิดแผ่นฝ้าออก กลิ่นสาปเหมือนหนูหรืออะไรบางอย่าง ฉันไม่นึกว่ากลิ่นมันจะแรงเช่นนี้ ฉันกลั้นหายใจ พยายามทรงตัวบนเก้าอี้พลาสติก และพยายามควานหาโทรศัพท์ของฉัน มันต้องอยู่ที่ไหนซักแห่งในนี้ ความรู้สึกฉันบอกว่ามันต้องมีอะไรในนี้แน่ๆ

         จริงด้วย.

         ฉันหยิบโทรศัพท์ออกมาจากชั้นบน พยายามปิดฝ้าให้เหมือนกับไม่เคยมีใครแตะต้องมาก่อน ฉันจัดแจงเอาเก้าอี้ออกและเอาเสื้อผ้าที่เอาออกแขวนเอากลับที่เดิมให้ไร้พิรุธ และปิดประตูห้องให้เหมือนกับไม่มีอะไรทั้งนั้น หัวใจฉันเต้นแรงขึ้น มันคือความรู้สึกตื่นเต้น และฉันชอบความรู้สึกนี้เหลือเกิน ฉันเดินตรงไป ขึ้นบันไดไปยังชั้นใต้หลังคา เปิดประตู และหยิบกระเป๋าที่ใหญ่ที่สุดที่ฉันหาได้ระหว่างรอโทรศัพท์ฉันเปิดเครื่อง ฉันหยิบกระเป๋าและใส่เสื้อผ้าของใช้ส่วนตัวให้พอสำหรับการใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวได้ และต้องใส่ได้ภายในกระเป๋าเดียว และไม่ดูแน่นเกินไป ให้คนจับพิรุธไม่ออกว่าฉันหนีออกจากบ้าน ฉันเลือกทีเชิร์ตที่ฉันชอบ เลือกนาฬิกาเครื่องประดับที่เข้ากับฉัน และเปิดลิ้นชัก หยิบเงินเก็บที่ฉันมีทั้งหมดใส่ในกระเป๋าเงิน และหยิบสมุดบัญชีของฉันที่ฉันแอบทำเอาไว้ แม้เงินทั้งหมดที่ฉันมีอาจจะไม่ทำให้ฉันอยู่ได้สุขสบาย แต่ฉันก็ไม่เอาเงินทั้งสองคนมาใช้ชีวิตแน่นอน

         พอโทรศัพท์เปิดเรียบร้อย ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาและโทรหาโฟบี้อย่างไม่คิด ฉันภาวนาให้เธอรับสายให้เร็วที่สุด ก่อนที่เธอจะรับสายจริงๆ

“ไหนบอกว่าโดนยึดโทรศัพท์ไง”

“ฉันเพิ่งหาเจอ”

“ฉันจะออกจากบ้านแล้ว มีอะไร”

“โฟบี้ ฉันขอให้เธอช่วยหนึ่งอย่าง”

ไม่เอาที่เกี่ยวกับกัญชาและผู้ชายนะ

“ช่วยฉันหนีออกจากบ้านที”

.

.

.

.

“หา?”

“ช่วยฉันหนีออกจากบ้านที นะโฟบี้”

“นี่มันหนักกว่าเรื่องกัญชากับผู้ชายแล้วนะเนี่ย!”

“ฉันรู้ว่าบ้านแม่เธออยู่ลองไอแลนด์ แล้วเธอกำลังจะกลับไปบ้านเธอวันนี้ ช่วยพาฉันออกไปจากที่นี่ที ประตูบ้านฉันโดนล็อคจากข้างนอก เธอต้องมาช่วยเปิดให้ฉัน นะ โฟบี้นะ”

“พ่อแม่แกมาเห็นเข้าฉันชิบหายเลยนะ”

“สองคนไปนอกเมือง กลับมาอีกตั้งนาน เหลือเฟือแน่ๆ”

“มีเงินเหรอ”

“230 ดอล รวมเงินในบัญชีอีก”

.

.

.

“แน่ใจนะว่าจะไม่ทำฉันชิบหายไปด้วย”

“จะเอาอะไรเป็นประกันล่ะ”

ให้ตายสิ

.

.

.

.

รอฉันสิบห้านาที ไปหาแชลงมาก่อน

== == ==

“โฟบี้ แกต้องจับแชลงไว้แน่นๆ แล้วเอาตรงโค้งๆ เสียบตรงช่องแชลง”

“ฉันว่าใช้กิ๊บหนีบผมเสียบเอาง่ายกว่านะแม็กซ์”

“ดูข้างหลังด้วย อย่าทำตัวเป็นพิรุธ”

วันนี้มันวันอาทิตย์ คนอื่นเขาไม่สนใจเราหรอก

“เสียบเอาให้มั่นใจว่าแม่น แล้วบิด”

“บิด”

“บิดยัง”

“ใจเย็นซี่”

.

         เมื่อฉันได้ยินเสียงแม่กุญแจกระจายออก ฉันเปิดประตูออกไป และเห็นพ่อแม่ฉันยืนอยู่หน้าบ้าน พร้อมกับรถตำรวจที่เข้ามาจอดหน้าบ้านฉัน

         

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น