AlessyJay

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 19: Kyrie's Past [#2] (Extra Story)

ชื่อตอน : ตอนที่ 19: Kyrie's Past [#2] (Extra Story)

คำค้น : สงคราม

หมวดหมู่ : นิยาย แอ็คชั่น,บู๊ล้างผลาญ

คนเข้าชมทั้งหมด : 21

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 09 พ.ค. 2562 16:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 19: Kyrie's Past [#2] (Extra Story)
แบบอักษร

Gunslinger: มือปืนโคตรพระกาฬ

Star of Eternity

Chapter: IXX

...Kyrie’s Past [#2]...

(Extra Story)

--------------------------------------------------------

“อะไรคือสิ่งที่ฉันตามหากันแน่…” ไครี่กล่าว

ท่ามกลางเมืองที่ไม่ใหญ่มากนัก ไครี่นั้นกำลังเดินอย่างไร้จุดหมายพร้อมกับเพื่อนของเขา เหล่าวัยรุ่นปั่นจักรยานผ่านร่างเขาไปสามสี่คน พวกเขาดูสนุกสนาน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

ไครี่มองตามวัยรุ่นเหล่านั้นก่อนที่จะหันกลับมามองเพื่อนของเขาแต่ทว่าเพื่อนของเขานั้นได้หายไปแล้ว

ไครี่จึงพยายามกวาดสายตาไปทั่วเพื่อมองหาเพื่อนของเขา รู้ตัวอีกทีรอบๆกายก็ไม่เหลือใครอีกแล้ว เหลือเพียงแค่เมืองที่ว่างเปล่ากับสายลมโชยอ่อนพัดผ่านร่างชวนให้เหงาหงอย

ไครี่ก้มหน้าลงและทันใดนั้นเองก็มีเสียงคนคุยกันว่า “ผมไปก่อนนะพ่อ...แม่…” ไครี่เงยหน้าขึ้นมองที่ต้นเสียงทันทีและเขาก็ได้เห็นตัวของเขาเองที่ใส่ชุดทหารกำลังยืนคุยกับพ่อและแม่ของเขาอยู่ที่หน้าบ้านของเขา เมื่อไครี่กล่าวจบเขาก็เดินจากบ้านของเขาไป

ไครี่จึงเดินตามร่างของเขานั้นไป เมื่อไครี่เดินไปได้ซักระยะเพื่อนของเขาก็เดินเข้ามาประกบข้างพร้อมกับพูดออกมาว่า “โอโห!! ใส่ชุดนี้แล้วดูเป็นผู้ชายขึ้นมากเลยนะเราเนี้ย! ฮ่าๆๆๆ”

ไครี่จึงตอบกลับว่า “ฉันว่าอย่างนายเหมาะจะใส่ผ้าอ้อมมากกว่ามาใส่รองเท้าจู่โจมนะ”

เพื่อนของไครี่จึงยิ้มกว้างพร้อมกับเอามือของเขาขยี้หัวของไครี่พร้อมกับพูดว่า “ฉันไม่ใช่เด็กขี้แงซักหน่อยนะเจ้าบ้า! ฮ่าๆๆๆ” และทั้งคู่ก็หัวเราะไปพร้อมกัน

ไครี่ยืนดูตนเองและเพื่อนของตนกำลังมีความสุขกันอยู่ ไครี่จึงยิ้มอ่อนๆออกมาก่อนที่จะมีเสียงปืนดังขึ้นด้านข้างของเขาทำให้เขารีบหันไปมองทันทีและภาพที่เขาเห็นคือสนามรบ

ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์

คริสตศักราชที่ 2785

[ไครี่อายุ 17 ปี, เลย์นอายุ 14 ปี]

(หนึ่งปีก่อนการมาเยือนของสลัค)

เหล่าทหารของอิตาลีและทหารอียิปต์ล้มตายเป็นจำนวนมาก เสียงกรีดร้องดังสนั่นทั่วสมรภูมิ กลิ่นดินปืนที่คลุ้งไปทั่ว เสียงระเบิดและเสียงยานรบที่ไม่เคยขาดสาย

ไครี่จึงทำสีหน้าตกใจเป็นอย่างมากก่อนที่เขาจะเห็นตัวของเขานั้นกำลังหลบอยู่หลังกำบังและยิงปะทะกับทหารอียิปต์อย่างดุเดือด

เหล่าสหายทหารที่อยู่ข้างๆของเขาล้มตายกันทีละคนอย่างช้าๆ ไครี่จ้องมองสหายร่วมรบของเขานอนแน่นิ่งและเกิดความกลัวว่าตนนั้นจะเป็นรายต่อไป

ไครี่นั่งพิงกำบังและเปลี่ยนแม็กกระสุนด้วยมือที่สั่นเพราะความกลัว

ทันใดนั้นเองเพื่อนของไครี่ก็รีบวิ่งเข้ามาหลบที่กำบังเดียวกับไครี่พร้อมกับพูดว่า “กำลังเสริมมาแล้ว!! นายสุดยอดมากที่ตรึงแนวนี้เอาไว้ได้!”

ไครี่จึงตอบกลับว่า “เซราปิโอเน่(Serapione)?” เซราปิโอเน่จึงตอบกลับว่า “หืม? นายเป็นอะไรไป? สภาพจิตใจโดนกระทบกระเทือนหรอ?”

ไครี่จึงน้ำตาไหลออกมาพร้อมกับตอบกลับว่า “ขอบใจ...ขอบใจที่มาช่วยนะ...ขอบใจจริงๆ!!” เซราปิโอเน่จึงยิ้มๆออกมาพร้อมกับตอบกลับว่า

“ไม่สมกับเป็นนายเลยนะ เอาไว้ขอบคุณทีหลังเถอะตอนนี้พวกอียิปต์มันมากันแล้ว!” ไครี่จึงเช็ดน้ำตาและลุกขึ้นต่อสู้พร้อมกับเพื่อนๆของเขาอีกครั้ง

การปะทะกันดำเนินต่อไปอย่างดุเดือดจนกระทั้งเหล่ากองทัพอียิปต์ยอมถอนกำลังออกจากแนวรบตรงนั้นแต่การปะทะก็ยังไม่สิ้นสุดลงซะทีเดียวเพียงแต่เสียงปืนนั้นค่อยๆลดลงไปเรื่อยๆเท่านั้น

เซราปิโอเน่จึงหันกลับไปตะโกนให้เหล่าพี่น้องร่วมรบว่า “พวกมันกำลังถอยแล้ว!! โอกาสนี้ล่ะบุกเข้าไป!!” เมื่อเขาพูดจบเหล่าทหารทั้งหลายต่างโห่ร้องด้วยกำลังใจที่เต็มเปี่ยม

เหล่าทหารทั้งหลายจึงเริ่มที่จะลุกขึ้นหน้าอย่างรวดเร็ว โซราปิโอเน่จึงโห่ร้องออกมาและกระโดดข้ามกำบังไป

ไครี่จึงพูดออกไปว่า “เดี๋ยวก่อน!! บุ่มบ่ามเกินไปแล้ว!!” แต่ทว่าเสียงของไครี่นั้นไม่อาจส่งถึงเซราปิโอเน่ได้ ไครี่จึงจำใจต้องกระโดดข้ามกำบังเพื่อตามเซราปิโอเน่ไป

เซราปิโอเน่วิ่งไปหลบที่กำบังนึงเพื่อเปลี่ยนกระสุนปืนของเขา ไครี่จึงวิ่งเข้าไปนั่งข้างๆทันทีพร้อมกับพูดว่า “บุ่มบ่ามเกินไปแล้ว!!” เซราปิโอเน่จึงตอบกลับว่า

“ไม่หรอก!! ฉันจะขยี้พวกอียิปต์ให้หมดไม่ให้เหลือเลย!! นี้เป็นโอกาสดีงามไม่ใช่จะมีโอกาสอย่างนี้ผ่านมาทุกวันน่ะ!!” ไครี่จึงคิดในหัวตัวเองว่า

“ก็ใช่...เพราะพ่อกับแม่นายตายในสงครามอียิปต์เมื่อสิบสองปีก่อนสินะ”

ไครี่จึงพูดออกไปว่า “ก็จริง! แต่นายจะเอาตัวเองมาเสี่ยงแบบนี้ไม่ได้!! ห่ากระสุนก็ไม่ได้วิ่งเข้ามาหาเราแบบนี้ทุกวันเหมือนกัน!!” เซราปิโอเน่จึงตอบกลับว่า

“ฉันไม่กลัวพวกอียิปต์หรอก!!” ไครี่จึงตอบกลับทันทีว่า “แต่นายควรกลัวพวกนั้นบ้าง...อย่างน้อยก็รักษาชีวิตเอาไว้ นายเป็นเพื่อนฉันนะ”

เซราปิโอเน่จึงสูดหายใจเข้าลึกๆและกระโดดข้ามกำบังออกไป ไครี่จึงตะโกนออกไปว่า “เซราปิโอเน่!! เดี๋ยว!!” และทันใดนั้นเองจุดที่เซราปิโอเน่กำลังวิ่งอยู่นั้นก็เกิดระเบิดขึ้นทันที

ไครี่ล้มลงเพราะแรงระเบิด เขานอนอยู่อย่างนั้นซักครู่ก่อนที่จะรีบลุกขึ้นและรีบมองหาเซราปิโอเน่ทันที เขาพบกับร่างของเซราปิโอเน่นั้นนอนอยู่บนพื้นไครี่จึงรีบวิ่งเข้าไปหาทันทีแต่สิ่งที่เห็นนั้นคือร่างของเพื่อนของเขานั้นเหลือเพียงแค่ครึ่งตัวดวงตาเปิดกว้างและมีเศษดินติดอยู่ในดวงตา

ใบหน้าที่ไร้อารมณ์และความรู้สึกนั้นทำให้ไครี่ถึงกับทรุดลงคุกเข่าและโอบกอดร่างที่ไร้วิญญาณนั้นเอาไว้พร้อมกับร้องไห้ออกมาจนกระทั้งเพื่อนทหารของเขาวิ่งมาหิ้วปีกของไครี่และกระชากออกจากตรงนั้น เพื่อนทหารคนนั้นพูดกับไครี่ว่า

“เขาตายแล้วไครี่!! เขาตายไปแล้ว!!” ไครี่ได้แต่ร้องไห้พร้อมกับเดินตามเพื่อนทหารคนนั้นไป

12 วันให้หลังหลังการจากไปของเซราปิโอเน่

ณ นครอัสวาน ประเทศอียิปต์

เวลา 1:18 นาฬิกา

ไครี่นั้นนั่งมองพระจันทร์ด้วยสีหน้าที่ไร้อารมณ์และความรู้สึกใดๆทั้งสิ้น รอบๆข้างของพวกเขานั้นไร้เสียงใดๆโดยสิ้นเชิง

เพื่อนทหารของไครี่เดินเข้ามานั่งข้างๆพร้อมกับวางกระป๋องน้ำไว้ให้ข้างๆไครี่และพูดกับไครี่ว่า “ยังไม่นอนอีกหรอ? พรุ่งนี้เรามีศึกต่ออีกนะ…”

ไครี่จึงตอบกลับอย่างไร้อารมณ์ว่า “อ่า...คืนนี้พระจันทร์สวยนะ” เพื่อนของไครี่จึงเงยหน้าขึ้นมองพระจันทร์พร้อมกับตอบกลับว่า

“ฉันไม่ได้เห็นพระจันทร์ที่เต็มดวงกลมโตพร้อมกับเปล่งแสงสว่างขนาดนี้มานานแล้วนะ” ไครี่ได้แต่นั่งเงียบ เพื่อนของเขาจึงพูดต่อว่า

“เมื่อถึงเวลารุ่งสางพระจันทร์ดวงนี้ก็จะดับหายไปและดวงอาทิตย์ที่แสนสดใสก็จะขึ้นมาแทน ราวกับชีวิตคนที่ต้องดับศูนย์ไปและชีวิตใหม่ก็ขึ้นมาแทนที่...มันเป็นวัฏจักรของมันอยู่แล้ว”

เมื่อเพื่อนทหารของไครี่พูดจบก็เปิดน้ำกระป๋องดื่มจนหมดและกดปุ่มย่อยสลายและโยนทิ้งไปก่อนที่จะลุกขึ้นพร้อมกับพูดทิ้งท้ายไว้ว่า

“ฉันไปนอนก่อนนะ พรุ่งนี้มีอีกหลายที่วิตที่ต้องช่วยและอีกหลายชีวิตที่ต้องคร่าจากไป…” ไครี่จึงพูดกับตัวเองว่า

“วัฏจักร...อย่างนั้นหรอ…”

3 เดือนให้หลังหลังจากการจากไปของเซราปิโอเน่

ณ เมืองลา สปีเซีย ประเทศอิตาลี

ยานรบหลายสิบลำบินเต็มน่านฟ้าและเตรียมลงจอดที่ลานจอดยานในค่ายทหารของเมือง ไครี่เดินลงจากยานด้วยสีหน้าที่ดูเศร้าปนกับความดีใจ

“ตึ๊ง…” เสียงสัญญาณของบ้านดังขึ้น คุณแม่ของไครี่จึงรีบเดินไปเปิดประตูหน้าบ้านและพบเข้ากับไครี่ คุณแม่กอดไครี่อย่างแน่นพร้อมกับถามไครี่ว่า “เป็นยังไงบ้างลูก? เจ็บตรงไหนรึป่าว?”

ไครี่ร้องไห้ออกมาและโอบกอดคุณแม่พร้อมกับพูดออกไปว่า “ผมกลับมาแล้วครับ...ผมกลับมาแล้ว…”

ทั้งคู่เดินเข้าบ้านมาเมื่อคุณพ่อเห็นไครี่จึงลุกขึ้นมองหน้าไครี่อยู่ซักครู่พร้อมกับให้และพูดว่า “ยินดีต้อนรับกลับบ้านไอ้เสือ…” ไครี่ยิ้มทั้งน้ำตาพร้อมกับโอบกอดคุณพ่อและตอบกลับว่า “ผมกลับมาแล้วครับ…”

1 ปีให้หลัง

ณ เมืองลา สปีเซีย ประเทศอิตาลี

คริสตศักราชที่ 2786

[ไครี่อายุ 18 ปี, เลย์นอายุ 15]

ไครี่นั่งกินอาหารเช้าอยู่ที่ห้องอาหารในบ้านของเขาคุณแม่ก็กำลังล้างจานอยู่ส่วนคุณพ่อนั้นกำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ข้างๆของไครี่ คุณพ่อเอ่ยปากขึ้นว่า

“วันนี้ไม่ไปฝึกกับเลย์นเขาหรอ?” ไครี่จึงตอบกลับว่า “ไปครับ เจ้านั้นเป็นคนพิเศษ...มีสัญชาตญาณและความวัยของประสาทตาที่เป็นเริศมาก”

พ่อของไครี่จึงตอบกลับว่า “เลย์นเองก็เก่งขึ้นมากหลังจากวันนั้นที่ฝึกกับลูก” ไครี่จึงตอบกลับว่า “ใช่ครับ...แต่สำหรับตัวของเจ้านั้นแล้วเขาเก่งตั้งแต่แรกอยู่แล้วครับ”

คุณพ่อจึงถามกลับว่า “หมายความว่ายังไง?” ไครี่จึงตอบกลับว่า “แรงใจที่แน่วแน่และเอาจริงเอาจังของเขาทำให้เขาเป็นคนเก่งนะครับ”

คุณพ่อจึงหยุดอ่านหนังสือพิมพ์และเอามือไปจับหัวของไครี่พร้อมกับตอบกลับว่า “ระวังเลย์นจะแซงหน้าลูกเอานะ อย่าลืมฝึกเยอะๆล่ะ ฮ่าๆ” ไครี่จึงตอบกลับว่า

“แน่นอนอยู่แล้วครับ ผมไม่ยอมแพ้เจ้านั้นแน่” เมื่อไครี่พูดจบก็ลุกขึ้นพร้อมกับพูดว่า

“ถ้าอย่างนั้นผมขอไปเรียกเจ้าเลย์นไปฝึกก่อนนะครับ...ไปนะครับแม่” คุณแม่จึงตอบกลับว่า “อย่าลืมชวนเลย์นมากินข้าวเที่ยงที่บ้านด้วยนะลูก”

ไครี่จึงพยักหน้าพร้อมกับวิ่งออกจากบ้านไป

ไครี่นั้นนั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะพร้อมกับจ้องมองตัวเองวิ่งออกจากบ้านไป...

“วันนี้สินะ...วันที่ชีวิตของฉันได้เปลี่ยนไปตลอดกาล” ไครี่กล่าว

ไครี่ค่อยๆลุกขึ้นจากเก้าอี้และบ้านของเขาก็ลุกเป็นไฟ ไครี่หันไปมองทางด้านซ้ายมือของเขาเขาเห็นร่างของพ่อของเขานั้นถูกไฟคลอกจนตายคาที่

เขาหันไปมองทางขวาเขาเห็นร่างของแม่เขาถูกหลังคาที่ถล่มทับอยู่ครึ่งตัวและพยายามดิ้น

ไครี่ทำหน้านิ่งๆอย่างไร้อารมณ์จนกระทั้งมีเสียงกระแทกประตูเข้ามาเขาจึงหันไปมองที่ประตูหน้า เขาเห็นตัวเขาเองรีบวิ่งเข้ามาในบ้านพร้อมกับตะโกนเรียกหาพ่อและแม่

คุณแม่จึงตะโกนเรียกหาเขา เขารีบวิ่งเข้ามาหาคุณแม่อย่างรวดเร็ว ไครี่จึงพูดกับแม่ว่า

“รอก่อนนะแม่!! ผมจะช่วยเดี๋ยวนี้ล่ะ!!” คุณแม่จึงตอบกลับว่า “ไม่ลูก!! แม่ไม่รอดแล้วแต่ลูกต้องรอดออกไปจากที่นี้นะลูกนะ…” ไครี่น้ำตานองหน้าพร้อมกับตอบกลับว่า

“ไม่!! เราสามคนต้องรอดไปด้วยกัน!!” แม่จึงตอบตอบกลับว่า “คุณพ่อเขาล่วงหน้าไปก่อนแล้วล่ะลูก…”

ไครี่ได้ยินดังนั้นจึงพยายามที่จะยกหลังคาที่ทัยครึ่งตัวของคุณแม่ออก คุณแม่จึงจับแก้มของไครี่อย่างอ่อนโยนพร้อมกับพูดว่า

“ไม่ลูกรัก...ปล่อยแม่ไว้และลูกหนีไปเถอะ” ไครี่ตอบกลับทันทีว่า “ไม่!!” แม่ของไครี่จึงตอบกลับว่า

“ลูกฟังแม่นะ...บ้านของเรากำลังจะถล่ม ลูกต้องรีบหนี จงไปช่วยเลย์นเค้านะลูกนะ ช่วยคนที่ช่วยได้เถอะลูก” ไครี่น้ำตานองหน้าพร้อมกับจ้องมองหน้าของแม่

คุณแม่ยิ้มให้ไครี่อย่างอ่อนโยน ไครี่ที่ยืนดูตัวเองและคุณแม่อยู่นั้นก็ค่อยๆก้าวเดินผ่านทะลุร่างของพวกเขาไปและเดินออกไปยังประตูหน้าด้วยสีหน้าที่ไร้อารมณ์ใดๆ

เขาหันไปมองบนภูเขาที่เขาขึ้นไปประจำก็พบแต่เปลวเพลิงขนาดใหญ่ที่กำลังมอดไหม้ ไครี่จึงค่อยๆเดินออกจากเมืองไปอย่างใจเย็น

“ความเป็นจริงมันโหดร้าย...แต่ที่โหดร้ายกว่าคือการกระทำของใครบางคน พ่อบอกอยากเห็นสันติสุขของโลกใบนี้แต่สุดท้ายก็ต้องจบชีวิตลงในเปลวเพลิงที่บ้านของตนเองโดยการกระทำของเหล่าผู้มาเยือน...โลกนี้ไม่มีทางสงบสุขได้หรอก…” ไครี่กล่าว...

To be continue...

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น