rani

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

กับดักรัก หมอสุดโหด บทที่ 17 (100%)

ชื่อตอน : กับดักรัก หมอสุดโหด บทที่ 17 (100%)

คำค้น : กับดักรัก หมอสุดโหด, กับดักรักหมอสุดโหด, ชลาธิป, ปัณ, yaoi, rani, 18+

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.3k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ส.ค. 2558 17:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กับดักรัก หมอสุดโหด บทที่ 17 (100%)
แบบอักษร

กับดักรัก หมอสุดโหด
   
โดย Rani รานี

 

บทที่ 17

 

“เย็นแล้วนะครับ ลุกไปเล่นน้ำตกกันเถอะ เดี๋ยวพวกนั้นรอ” ชายหนุ่มกระซิบติดหูของร่างบางที่ยังนอนคว่ำหน้า ร่างกายอ่อนล้าอยู่บนเตียง
            “ผมไม่ไหวแล้วครับ ที่รักไปเถอะ” ปัณส่งเสียงแหบอย่างอ่อนเพลีย แต่แทนที่อีกคนจะเห็นใจกลับส่งเสียงหัวเราะเบาๆ จนปัณต้องส่งสายตาค้อนๆไปให้
            “ที่รักเป็นอะไรไปน้า” หมอหนุ่มที่ตอนนี้จะออกลายกลายเป็นหมอหื่นอีกครั้งพูด พร้อมกับลากไล้มือไปทั่วๆผิวบางของร่างที่นอนอยู่ด้วย
            “ไม่ต้องมาทะลึ่งเลยครับ ผมไม่ไหวแล้วนะ ไม่ต้องคิดจะทำอะไรผมอีกเลยตลอดทริปนี้” มือที่กำลังสนุกกับผิวเนื้อละเอียดชะงัก แต่ไม่ใช่เพราะตกใจกับคำขู่หรอกนะ เขาก้มลงจนปากติดริมใบหูนิ่มอีกครั้ง
            “แล้วผมจะคอยดู” ว่าจบปัณก็ต้องสะดุ้งเพราะร่างของเขาลอยหวือขึ้นมาตามแรงของอีกคน หมอพาปัณไปอาบน้ำก่อนจะสำเร็จโทษในนั้นอีกรอบ เพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่ปัณพูดนั้นไม่เป็นความจริง ซึ่งกว่าจะพิสูจน์กันรู้เรื่องก็สูบพลังของปัณจนร่างบางแทบจะเดินไม่ไหวทีเดียว
            ดังนั้นระหว่างเดินจากโรงแรมที่พักไปยังน้ำตกซึ่งเป็นทางลาดชันเล็กน้อย ทุกคนจึงได้เห็นคุณหมอเดินประคับประคองปัณอยู่ท้ายกลุ่มมาเรื่อยๆ ต้นน้ำชอบใจกับภาพที่เห็น ผิดกับหญิงสาวหนึ่งเดียวในทริปนี้
            เมื่อมาถึงน้ำตกอันเป็นจุดหมายปลายทาง ต้นน้ำก็เหมือนจะลืมทุกคน เด็กหนุ่มวิ่งไปยังธารน้ำตกทันทีโดยไม่ต้องรอให้ใครอนุญาต เรียกว่า ลืมทุกสิ่งไปเลย ลืมแม้กระทั่งอังกูรที่ตอนนี้เดินหน้ายักษ์ตามเข้าไปหาตนเองอยู่
            ปัณมองตามอย่างมีความสุข เขาชอบให้ต้นน้ำยิ้มแบบนี้ สนุกสนานแบบนี้ คิดแล้วก็นึกอิจฉาต้นน้ำ เด็กนี่แทบจะไม่เคยมีอารมณ์อื่นเลยนอกจากมีความสุข
            “มองอะไร เดี๋ยวเจ้ากูรก็หึงหรอก ไปมองเมียมันแบบนั้น”
            “คุณหมอ อย่าพูดแบบนี้นะครับ ต้นน้ำยังเด็ก”
            “โห ไปถามเจ้ากูรก่อนไหม โอ๊ย” หมอหนุ่มสะดุ้งโหยงเมื่อมือเล็กหยิกเขาที่แขนอย่างแรง
            “ที่รักอ่ะ”
            “แล้วตกลงมองต้นน้ำทำไมครับ ผมหึง”
            “หึ ไม่ต้องหึงหรอกครับ ถ้าผมมีลูกไวๆหน่อย ต้นน้ำเนี่ยก็แทบจะเป็นลูกผมได้เลยนะครับ ผมชอบที่เด็กคนนี้มีแต่ความสุขน่ะครับ”
            “งั้นผมสัญญา ว่าต่อไปนี้ ผมจะทำให้ปัณมีแต่ความสุข ดีไหม?”
            “จะทำได้เหรอครับ?”
            “ทำไมล่ะ?”
            “ธิปคะ” โดยที่ปัณไม่ต้องตอบ เสียงที่ดูเหมือนจะเป็นตัวการทำให้คุณหมอไม่สามารถรักษาสัญญาได้ก็ดังขึ้น
            “ผมขอไปเล่นน้ำตกนะครับ คุณน่ะเป็นเจ้าบ้าน เจ้าของทริปนี้คุณต้องดูแลแขกนะ” ปัณกระซิบแล้ว เดินกระปลกกระเปลี้ยไปทางน้ำตก ทิ้งหมอชลาธิปไว้ตรงนั้น  แทมมี่มองตามร่างบางไปอย่างสงสัย แต่เพียงไม่นานเธอก็กอดแขนชลาธิปเอาไว้
            “ไม่ไปเล่นน้ำเหรอครับแทม”
            “ไม่หรอกค่ะ ฉันไม่อยากเปียก”
            “แทมไม่ชอบที่นี่เหรอ”
            “ชอบค่ะ ที่นี่สวย บรรยากาศก็ดี อากาศก็เยี่ยม แต่แค่ไม่อยากเปียกน่ะ”
            “เหมือนตอนนั้นหรือเปล่า ตอนนั้นที่แทมก็รักผม แต่ไม่อยากมาอยู่กับผม ไม่อยากเปียกไปกับผม เลยเลือกที่จะทิ้งผมไป”
            “ฉันขอโทษค่ะธิป ตอนนั้นฉันผิดเอง ผิดที่เลือกคนอื่นที่ไม่ใช่คุณ ฉันคิดผิด ฉันขี้ขลาด ไม่กล้าตัดสินใจ มันทำให้ทั้งฉันและคุณต่างก็เสียใจ แต่ตอนนี้ฉันอยากจะเริ่มต้นใหม่กับคุณ ให้โอกาสฉันได้ไหมคะ?” 
            “แทม ผมว่าคุณอย่าทำแบบนี้เลย ผมมีคนอื่นแล้ว และผมกับปัณเรารักกันจริงๆ”
            “แต่คุณเคยรักฉันมาก และฉันก็เหมาะสมกว่าเขา” หญิงสาวหันมองไปทางปัณที่กำลังนั่งมองอังกูรกับต้นน้ำเล่นน้ำอยู่ด้วยกัน
            “ถ้าคุณพูดเรื่องเพศอยู่ บอกเลยว่าตอนนี้ผมไม่แคร์อะไร ไม่แคร์ใครทั้งนั้น ผมแคร์คนที่ทำให้ผมมีความสุขเท่านั้น”
            “ที่ผ่านมากับฉัน คุณไม่มีความสุขบ้างเลยเหรอคะ”
            “ที่ผ่านมากับคุณ ผมมีความสุขมากนะแทม แต่มันกลายเป็นอดีตไปตั้งแต่คุณทิ้งผมไป”
            “ในตอนนั้น ถ้าฉันคบกับคุณ คุณจะเจ็บตัว แล้วก็จะเสียใจ ฉันจึงเลือกที่จะเดินออกมา” หญิงสาวเอ่ย
            “แทม ถ้าคุณคิดว่าเรื่องในวันนั้นมันเกิดขึ้นเพราะคุณเป็นฝ่ายเสียสละ เราคงมองต่างกันแล้วล่ะ” ชายหนุ่มตอบกลับ แววตาแข็งกร้าว “ในตอนนั้น คุณมันเห็นแก่ตัว คุณมาคบกับผมทั้งที่คุณมีสามีของคุณอยู่แล้ว เพราะสามีคุณทำคุณเหงา คุณก็มาหาไอ้โง่งี่เง่า ที่ทำให้คุณหายเหงาได้ จากนั้นพอสามีของคุณจับได้ คุณก็ทิ้งผมไป แล้วกลับไปหาเขา อย่ามาอ้างว่าคุณเสียสละ เพราะสิ่งที่คุณทำ คุณมันเห็นแก่ตัว คุณมันไม่สู้ ทำไมล่ะ ถ้าคุณรักผมจริง ถ้าคุณอยากอยู่กับผมจริง จับมือผมสิ แล้วเราสู้ไปด้วยกัน”
            “คุณไม่เข้าใจ”
            “ใช่ ผมไม่เคยเข้าใจคุณเลย แล้วเมื่อเวลามันผ่านไปหลายปีแล้วแบบนี้ มันก็เนิ่นนานเกินกว่าที่จะพูดถึงมันอีก”
            “คุณหมอครับ เอ่อ ขอโทษครับ” ร่างเล็กที่กำลังจะมาชวนคนรักกลับโรงแรมไปทานข้าวตกใจ เมื่อรู้ว่าตัวเองคงจะเข้ามาขัดจังหวะอะไรสักอย่างเสียแล้ว  จึงหันหลังทำท่าจะเดินกลับ
            “เดี๋ยวก่อนปัณ อยู่ก่อน” หมอชลาธิปส่งเสียงเฉียบขาด ทำให้ปัณชะงักและไม่สามารถเดินไปจากตรงนั้นได้
            “ครับ” ปัณตอบเบาๆ อย่างไม่เข้าใจ และใจสั่นเล็กๆเมื่อเห็นทั้งคู่อยู่ด้วยกัน หมอยกมือขึ้นจับไหล่ทั้งสองข้างของแทมมี่แล้วลากมากอด ปัณตาโต น้ำตารื้นทันทีแบบห้ามไม่ได้
            “สำหรับแทมผมกอดแบบนี้ ได้ในแบบเพื่อน” เขาปล่อยแทมมี่ก่อนจะหันมาหาปัณ แล้วจูบหน้าผาก ปลายจมูก แล้วก็เลื่อนมาที่ประกบปาก ดูดดื่ม  “แต่สำหรับปัณ ตอนนี้เขาเป็นคนรักของผม ผมกอดคนอื่นเหมือนกอดเขาไม่ได้แล้ว และผมก็จะไม่ทำด้วย”  แทมมี่ร้องไห้ แล้วค่อยๆเดินจากไป ปัณมองหน้าคนรักของตัวเอง
            “มองทำไมครับ”
            “คุณทำคุณแทมมี่เสียใจนะครับ”
            “ผมทำใครเสียใจก็ได้ทั้งนั้นแหละ ถ้าคนคนนั้นไม่ใช่ปัณ”
            “น่าจะมีทางเลือกอื่นที่ไม่ทำให้ใครเสียใจเลย” ปัณพึมพำ
            “ถ้าทำแบบนั้นได้ผมจะทำนะปัณ แต่ถ้าทำไม่ได้ ผมก็จะทำแบบนี้แหละ” พูดแล้วหมอหนุ่มก็กอดคนรักของตนเอาไว้หลวมๆ ราวกับกำลังจะปลอดใจ ปัณซาบซึ้งกับความรักที่คุณหมอมอบให้  เขาก็กอดเอวคุณหมอไว้หลวมๆรับความรักนั้นไว้เช่นกัน
            “ปัณรู้ไหม ความรัก สำหรับผมคืออะไร?”
            “คืออะไรครับ?”
            “เดาสิ” ร่างบางดันตัวเองออกจากอ้อมกอดใหญ่ๆนั้น แต่ชลาธิปก็ยังจับมือเขาเอาไว้อยู่
            “ผมไม่เดาได้ไหม แต่ผมจะบอกว่าความรักของผมคืออะไร” ชลาธิปพยักหน้า แล้วดึงร่างเล็กไว้ในวงแขนใหญ่ๆอีกหน
            “ความรักของผมง่ายมากเลยครับ มันคือการได้ดูแลกันทั้งยามสุข ยามทุกข์ เอาใจใส่ซึ่งกันและกันทั้งยามป่วยไข้ และยามสบายดี ให้ใครสักคนมานั่งทานข้าวฝีมือผมแล้วบอกว่าชอบมัน ให้เราได้อยู่ในสายตาของกันและกันจนแก่เฒ่า แค่นั้นเองความรักของผม แล้วความรักของคุณหมอละครับ เป็นยังไง”
            “ความรักของผม คือการได้อยู่กับคนที่ผมรักและก็รักผม มันจะดีมากเลยถ้าในความรักของปัณมีผมอยู่ด้วย”
            “ไม่เห็นต้องพูดเลย คุณก็อยู่ในนั้นอยู่แล้วนี่ครับ ที่รัก”
            อ้อมกอดของพวกเขากระชับแน่นขึ้นอีกครั้ง
           

เสียงน้ำตกกระทบหินที่ยาวนานต่อเนื่องช่วยทำให้แทมมี่มีสติมีสมาธิที่จะคิดอะไรได้มากขึ้น หญิงสาวร้องไห้อย่างหนักในมุมหนึ่งที่ไม่มีใครเห็นก่อนจะผ่อนคลายอาการสะอื้นลง
            “ผมรักคุณจังแทมมี่” ดวงตาใสมองไปยังคนที่โอบกอดเธอไว้ภายใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน เธอยิ้มอ่อนๆให้กับเขา
          “ค่ะ ฉันรู้” หญิงสาวพึมพำ ซุกใบหน้าไว้ที่อกเปลือยของชายหนุ่ม
          “ผมมีความสุขมากเลยที่ได้อยู่กับคุณ” ชายหนุ่มยังคงพูดต่อ
          “ได้อยู่กับคุณฉันก็มีความสุขมากค่ะ”
          “เหรอ?” ชายหนุ่มยิ้มอย่างมีความสุข “จริงนะ” เขายิ้มกว้างขึ้นอีก “งั้น เรามาวางแผนอนาคตด้วยกันเลยดีกว่า ผมว่าผมอยากจะมีลูกสักสี่คนดีไหม? เป็นผู้ชายสองผู้หญิงสอง ไม่เอาดีกว่า ขอห้า แล้วให้เป็นผู้ชายสามคน จะได้ดูแลน้องๆแล้วก็แม่ด้วย”
          “โห อนาคตอีกยาวนานมาเลยธิป หยุดฟุ้งเดี๋ยวนี้นะ”
          “หืม? อะไรล่ะ ก็ผมชอบนี่” พูดจบนักศึกษาแพทย์ชาวไทยที่ชื่อชลาธิปก็ปล้ำกอดรัดฟัดเหวี่ยงแฟนสาวของตัวเองอย่างมีความสุข โดยไม่รู้เลยว่า นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้โอบกอดเธอไว้แบบนี้

แทมมี่น้ำตาไหลลงมาอีกอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อคิดถึงค่ำคืนนั้น เธอไม่ได้บอกเขาว่านั่นคือคืนสุดท้าย นั่นคือการกอดอำลา หญิงสาวเดินออกมาเงียบๆในตอนเช้า และไม่เคยให้เขาได้เห็นหน้าอีกเลย แม้จะทราบว่าสามีมาเฟียของตนได้นำพรรคพวกไปรุมทำร้ายเขาจนปางตาย
            เธอนั่งอยู่บนโขดหินก้อนหนึ่ง แล้วปล่อยให้สายน้ำไหลผ่านเท่าไปเรื่อยๆ ความเย็นของน้ำทำให้เธอสงบลง หากจะต้องเปียก เธอก็คงยอมเปียกเท่านี้สินะ         

แทมมี่ พาร์ท
            คงจะเป็นอย่างที่ธิปว่าไว้จริงๆ แม้น้ำเย็นนั้นจะทำให้มีความสุข แต่ถ้าต้องแลกมาด้วยความเปียกปอน ก็ขอเปียกเท่านี้ดีกว่า เหมือนกับที่ไม่ได้เลือกธิปในวันนั้น แม้ว่าอยู่กับธิปจะมีความสุข แต่ฉันก็รู้ว่าต้องลำบากลำบนขนาดไหน เสี่ยงกับอันตรายอย่างไร เมื่อคิดแบบนั้นฉันจึงเลือกที่จะหันหลังให้กับความรักของเขา ฉันคิดว่าเมื่อทำอย่างนี้แล้ว ทั้งเขาและฉันจะปลอดภัย ปลอดภัยจากสามีของฉัน แต่เปล่าเลย ฉันประมาทความรักของธิปมากจนเกินไป เขายังคงให้คนตามหาฉัน และเมื่อรู้ว่าฉันอยู่ที่ไหน เขาก็เพียรพยายามจะมาเจอ แล้วก็ไม่สนใจว่าตัวเองจะต้องเจ็บตัวแค่ไหนด้วย
            ตลอดเวลาที่คบกัน ฉันมีความสุขดี รู้ว่าเขารักฉันมาก แต่ไม่เคยรู้เลยว่า เขาจะมีลูกบ้าขนาดนี้

50%

 แทมมี่กลับมาที่โรงแรมเมื่อค่ำแล้ว และปฏิเสธที่จะรับประทานอาหารเย็นร่วมกับชลาธิปและปัณ หญิงสาวเข้าไปยังห้องพักของตัวเองทันที ปัณมองตามด้วยความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ คนที่ถูกปฏิเสธรัก ทำไมเขาจะไม่เข้าใจว่าเป็นอย่างไร เสียงกระแอมดุๆทำให้เขาต้องละสายตาที่มองตามแทมมี่แล้วหันมาสนใจข้ามต้มปลาที่ทำขึ้นอย่างง่ายๆตรงหน้าต่อ
            ว่ากันตามความจริงแล้ว อาหารมื้อนี้ต้องเป็นอาหารปิ้งย่างที่ทั้งหมดจะต้องมาร่วมตัวกันทำมันขึ้นด้วยตัวเอง ผิดก็แต่ว่า ต้นน้ำถูกอังกูรลากหายเงียบไปตั้งแต่ก่อนที่ชลาธิปและปัณจะกลับมาถึงที่พักซะอีก และถึงแม้จะรู้ว่าทั้งคู่อยู่ในห้อง แต่หมอก็ห้ามขาดไม่ให้ปัณเข้าไปยุ่ง จนร่างบางหัวเสีย เพราะไม่อยากให้อะไรเกินเลยไปมากกว่านี้ โดยไม่นึกเอะใจเลยว่า อะไรที่ว่าเกินเลยนั้น ก็กำลังเกินเลยกันอยู่ ณ ตอนที่ร่างบางมายืนมองหน้าห้องนั่นเอง
            หลังจากที่ปัณจัดการเรื่องในครัวเสร็จเรียบร้อย โดยมีชลาธิปอ่านหนังสือรออยู่ใกล้ๆ ร่างบางก็บอกให้อีกคนไปอาบน้ำรอ เขาอยากจะนั่งเล่นก่อนสักครู่ ร่างสูงเดินกระแทกเท้าหายเข้าห้องไป สีหน้าบ่งบอกได้ชัดว่ากำลังงอน ปัณหัวเราะเบาๆกับคนแก่ๆที่แสดงอาการปากยื่นๆแบบนี้
            ชายหนุ่มตักข้าวต้มปลาถ้วยหนึ่งติดมือมาด้วยก่อนจะเคาะห้องของแทมมี่เบาๆ หญิงสาวด้านในค่อยๆแย้มใบหน้าออกมา ปัณตกใจกับสิ่งที่เห็น ความสวยสดของแทมมี่ไม่เหลืออยู่แล้ว หน้าของหญิงสาวขาวซีด ตาก็บวมแดงจากการร้องไห้อย่างหนัก
            “คุณจะมาเยาะเย้ยฉันหรือไง”
            “เปล่าครับ ผมแค่จะเอาข้าวต้มมาให้”
            “หึ ฉันไม่หิว” แทมมี่ปฏิเสธ ไม่ได้เปิดโอกาสให้ปัณเข้าไปในห้อง
            “ทานก่อนเถอะครับ จะได้มีแรงเผื่อจะคิดอะไรออก”
            “หึ ไหนบอกว่าไม่ได้จะมาเยาะเย้ยฉัน”
            “ผมเปล่าจริงๆนะครับ ผมแค่อยากให้คุณทานข้าวจริงๆ เรื่องของคุณกับคุณหมอ ผมไม่เกี่ยวนะครับ ตอนนี้ที่ผมเกี่ยวก็มีแค่ ผมอยากให้คุณทานข้าว” ปัณอธิบายเสียงเรียบ
            “เข้ามาก่อนสิ” แทมมี่หลบตัวให้ ปัณจึงเดินเข้ามาในห้องแล้ววางชามข้าวต้มลงบนโต๊ะปลายเตียง
            “อย่าดีใจไปล่ะ ยังไงซะธิปก็เป็นของเก่าจากฉัน” แทมมี่เอ่ยขึ้นหลังปิดประตูด้วยน้ำเสียงคล้ายๆไม่ได้แคร์อะไรมากนัก แต่ปัณจับได้ว่าเสียงของหญิงสาวสั่น
            “ทานข้าวนะครับ ยังอุ่นๆอยู่เลย” ปัณบอก หญิงสาวมองปัณอย่างไม่เชื่อหู ผู้ชายคนนี้มันไม่มีต่อมรับความโกรธหรือไงกันนะ?
            “ก็ได้ ฉันจะกิน นายออกไปเถอะ” เสียงของหญิงสาวหม่นลงเล็กน้อย แทมมี่รู้ว่าตัวเองควรตัดใจ และยิ่งเห็นท่าทีของธิป ยิ่งคิวด่าควรจะตัดใจมากขึ้นไปอีก แม้ในใจลึกๆอยากจะทำทุกวิถีทางไม่ว่าทางนั้นจะเลวขนาดไหนเพื่อให้ได้ชลาธิปมาครอบครัว แต่หมอหนุ่มก็แสดงออกอย่างชัดเจนเหลือเกินว่า ได้หันหลังให้เธอเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นแม้เธอจะได้ครอบครองร่างกายของชลาธิปอย่างที่แผนเลวๆในหัวของเธอบอก แต่เธอก็คงหาความสุขไม่ได้อยู่ ผิดกับอีกคนที่อยู่ตรงหน้านี้ ดูๆไป เขาก็เหมาะกับคนอารมณ์ร้อนที่หุนหันพลันแล่นราวกับพายุอย่างชลาธิปจริงๆนั่นแหละ
            “ครับ ราตรีสวัสดิ์” ปัณตอบก่อนจะออกจากห้องไป
            แทมไม่รู้ว่าตัวเองควรจะร้องไห้ หรือหัวเราะเยาะความงี่เง่าของชีวิตตัวเองดี เธอเคยมีสิ่งที่ดีที่สุด แล้วก็ปล่อยไป พอจะกลับมาเอาของของเธอคืน เจ้าของใหม่ก็กลายเป็นอะไรสักอย่างที่เธอไม่อยากทำร้าย

 


“วันนี้ต้นน้ำทำงานไม่ไหวหรอก ผมขอพาไปพักที่ไร่ก็แล้วกัน พอตื่นแล้วเดี๋ยวผมพาไปส่งที่บ้านเอง” อังกูรพูดขึ้นหลังจากที่ช่วยขนของลงจากรถตู้ที่บ้านใหญ่ของไร่เจริญตา ขณะที่คนที่ถูกพูดถึงยังหลับคอพับอยู่ที่ที่นั่งของตน โดยไม่รู้สึกตัวสักนิด
            “เอายังงั้นก็ได้กูร” เจ้าของบ้านพยักหน้าให้เบาๆเป็นเชิงอนุญาต ก่อนจะยกข้าวของทั้งหมดเข้าบ้าน โดยปัณมีหน้าที่หิ้วกระเป๋าของตัวเองเข้าบ้านอย่างเดียว
            “สนุกไหมครับคุณแทม” อังกูรถามเมื่อรถเคลื่อนที่ออกมาจากบ้านใหญ่แล้ว
            “ไม่ค่ะ ไม่สนุกเลย” หญิงสาวถอนหายใจทิ้งอย่างเบื่อหน่าย ตอบตามอย่างที่คิด โดยไม่สนใจจะรักษาน้ำใจคนถามเลยสักนิด
            “บรรยากาศก็ดี น้ำก็เย็นสบาย ไม่สนุกเลยเหรอครับ” อังกูรถามย้ำ อย่างสงสัย ซึ่งถ้าจะสังเกตสักนิดก็จะรู้ว่ามีอะไรบ้างอย่างซุกซ่อนอยู่ในน้ำเสียงนั้น
            “ไม่ค่ะ ไม่เลย” หญิงสาวเชิดหน้า กอดอก เริ่มโมโหกับวุ่นวายของอีกฝ่าย
            “ไม่สนุกเพราะคุณหาสิ่งที่ทำให้คุณสนุกจากของที่ไม่ใช่ของคุณหรือเปล่า”
            “อย่าสอนฉันเลยกูร ฉันรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร แต่การให้ทำใจมันก็ยากนะ”
            “ผมเห็นใจนะ แต่การทำใจให้ได้กับเรื่องนี้ น่าจะทำให้คุณมีความสุขขึ้น”
            “ขอบใจนะ แต่ฉันไม่เคยเห็นคุณเป็นคนละเอียดอ่อนอย่างนี้มาก่อนเลย เด็กนี่ทำให้คุณเปลี่ยนไปหรือไง” แทมมี่พูดพลางบุ้ยปากไปยังเด็กน้อยที่หลับแบบเอาเป็นเอาตายไม่สนใจโลกอยู่ข้างๆอังกูร อังกูรหัวเราะหึ เขารู้ว่าหญิงสาวต้องการเปลี่ยนหัวข้อสนทนา แต่เรื่องที่ว่าเด็กคนนี้ทำให้เขาเปลี่ยนไปหรือเปล่า
            นั่นก็เป็นเรื่องที่ทำให้เขามีความสุขในการคิดหาคำตอบอยู่ไม่น้อย

 

ที่บอกว่าจะไปส่งที่บ้านเอาเข้าจริง อังกูรก็ไม่ได้ไปส่งหนุ่มน้อย และเช้าแล้วต้นน้ำก็ยังมาไม่ถึงบ้านใหญ่ด้วย ทำให้กรต้องพาร่างที่โดนย่ำยีด้วยความรักทั้งคืน? มาทำอาหารเช้าง่ายๆให้เจ้าของบ้าน เป็นแซนวิชกับกาแฟ ชลาธิปขอให้ปัณไปตั้งโต๊ะอาหารเช้าที่ห้องนั่งเล่น เพื่อที่จะได้ดูโทรทัศน์ยามเช้าไปด้วย เพราะวันนี้ขี้เกียจอ่านหนังสือพิมพ์ และเนื่องจากวันนี้ทำแค่อาหารง่ายๆ จึงมีเวลาอีกมากที่จะปล่อยตัวเองให้ได้พักผ่อนทิ้งท้ายวันหยุด สองร่างจึงยังคงแนบชิดกระหนุงกระหนิงกันอยู่อย่างนั้น
            แต่ไม่นานเลย เสียงรถซึ่งชลาธิปและปัณจำได้ดีว่าเป็นเสียงของรถสีน้ำเงินคันหรูที่มาจากกรุงเทพฯ แล่นมาจอดที่หน้าบ้าน อาหารเช้ามื้อนั้นของชลาธิปดูจะไม่อร่อยไปซะแล้ว
            “คุณใหญ่ คุณกร” ปัณยิ้มทักทั้งพี่ชายและเลขาของพี่ชาย แล้วเชื้อเชิญให้เข้าบ้าน ซึ่งไม่ถูกใจเจ้าของบ้านนัก เพราะทำยังไงพี่ชายของเมีย ก็คงสถานะเป็น แขกไม่ได้รับเชิญ อยู่เสมอ    

             “ดูเหมือนที่นี่จะไม่ค่อยไกลจากกรุงเทพฯนะครับ ในความคิดของคุณศรัณย์ภัทร”
             “ครอบครัวผมอยู่ที่ไหน ที่นั่นก็ไม่ไกลจากผมทั้งนั้นแหละครับ”
             “น่ายินดีนะครับ คุณกลาง กับคุณแจ๋วแหวว คงดีใจที่ได้ยินแบบนี้”
             “หึ ครับ ปัณก็คงดีใจเช่นกัน” ใหญ่เอ่ยตอบอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า รอยยิ้มนั้นเยาะเย้ยอย่างไม่ปิดบัง ปัณหน้าเสียเมื่อเริ่มรู้สึกถึงอุณหภูมิเดือดของอารมณ์ของทั้งคู่
            “คุณใหญ่ คุณกรทานอะไรมาหรือยังครับ ผมชงกาแฟให้ไหม?” ปัณถาม พร้อมส่งความห่วงไยไปให้ร่างเล็กอีกคนที่ดูซูบซีดแหละเหนื่อยล้าด้วย
            “ก็ดี ฝากด้วยนะ” คุณใหญ่ตอบยิ้มอย่างอบอุ่นที่ไม่เคยส่งให้ใครนอกจากน้องชายคนนี้เผยออกมาจากริมฝีปากหนานั่น ทำให้อีกสองคนที่เหลือรู้สึกแปลกๆ

กาแฟหอมกรุ่นถูกนำมาที่ห้องรับแขกพร้อมกับอาหารว่างที่ห้องรับแขก ขณะที่เจ้าของบ้านขอขึ้นไปแต่งตัวเพื่อเตรียมตัวไปทำงาน
            “ต้องขอโทษคุณใหญ่ กับ คุณกรด้วยนะครับ พอดีผมไม่ได้อยู่บ้านสองวัน อาหารว่างเลยมีแต่คุกกี้แบบนี้ แต่ยังไงซะคุ้กกี้พวกนี้ผมก็ทำเองนะครับ” ใหญ่ยิ้ม เขารู้ว่าฝีมือการทำอาหารทั้งคาวทั้งหวาน ของปัณนี่ไม่เคยแพ้ใครเลย
            “อะไรของปัณพี่ก็กินได้ทั้งนั้นแหละ” รอยยิ้มอบอุ่นส่งมาอีกหน “ทำไมปัณดูคล้ำๆหมองๆนะ” พี่ชายถามมด้วยความห่วงไย  
            “เมื่อวานปัณเพิ่งไปเที่ยวน้ำตกน่ะครับ คงโดนแดดมากไปหน่อย”
            “ทำไมไม่ดูแลตัวเอง จำที่พี่บอกไม่ได้เหรอ สอนกันมาตั้งแต่เด็ก”
            “ขอโทษครับคุณใหญ่ ปัณไม่คิดว่ามันจะเป็นมากขนาดนี้”
            “ไม่มีใครดูแลปัณได้ดีเท่าคนที่บ้านหรอก” คุณใหญ่พูด ตาเหลือบไปเห็นคุณหมอเดินถือกระเป๋าลงมาจากห้องชั้นบนแล้ว ปัณมองตาม กลัวเหลือเกินว่าคุณหมอจะโกรธเอาอีก
            “ถ้ายังงั้นผมว่าผมคงต้องดูแลปัณให้ดีกว่านี้แล้วล่ะครับ” คุณหมอแทรกขึ้นมา “เพราะถึงยังไง ที่นี่ก็คือบ้านของปัณ และจะไม่มีใครดูแลปัณได้ดีเท่าคนที่บ้านซะด้วย” คุณหมอย้ำ จงใจตอบกลับอีกคนเลยล่ะ
            ปัณเห็นท่าไม่ดีเลยรีบมาดันคุณหมอให้ออกจากบ้าน รถคันเก่าจอดอยู่ที่บริเวณหน้าบ้านอยู่แล้ว คุณหมอเหวี่ยงกระเป๋าเข้าไปในรถ แล้วมองกลับเข้าไปที่หน้าต่างของห้องรับแขก เห็นคุณใหญ่กำลังจ้องพวกเขาเขม็ง ชลาธิปยกยิ้มที่มุมปากอย่างมาดร้าย แล้วดึงปัณเข้ามาจูบดูดดื่ม เนิ่น..นาน
            “อื้อ” มือเล็กผลักอกให้อีกคนหยุดกระทำนนี้ แต่หมอกลับจับข้อมือของปัณไว้แล้วยึดแน่น “คุณหมอ ผม หายใจไม่ออก” ปัณพูดเสียงอ่อน คุณหมอจึงปล่อยปากนั้นให้เป็นอิสระ มือใหญ่ยกขึ้นลูบริมฝีปากบางที่เจ่อนิดๆจากรอยจูบเมื่อสักครู่ ปัณค้อนและทำตาโตใส่ ...นี่มันหน้าบ้านนะ ถึงแม้บ้านนี้มันจะอยู่กลางดง กลางป่า ห่างไกลผู้คนก็เหอะ
            “จูบลาสามีก่อนไปทำงานไงครับ อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ เดี๋ยวผมก็ไม่มีกำลังใจทำงานกันพอดี” หมอพูด ก่อนจะจุ๊บเบาๆที่หน้าผากบางอย่างรวดเร็ว แล้วรีบขึ้นรถไป

มือของใครบางคนในบ้านกำแน่น หน้าแดงขึ้นสีแดงจัดเพราะความโกรธ ทำไมศรัณภัทรจะไม่รู้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่ใครบางคนกำลังยั่วโมโหเขาอยู่ .. แกไม่มีทางได้ปัณไปหรอก
            “วันนี้พี่มาชวนไปคุยเรื่องโรงแรม จะเป็นยังไงไหม ถ้าปัณจะไปทำงานให้โรงแรมของพี่ด้วย”
            “ผมมีงานทำอยู่แล้วนะครับคุณใหญ่”
            “ไม่เป็นไร เรื่องนั้นค่อยว่ากันทีหลัง แต่เรื่องที่จะคุยกันก่อนที่โรงแรมจะเปิดนี่ พี่คงต้องขอให้ปัณช่วยจริงๆ”
            “เรื่องนี้คุณกรก็น่าจะช่วยคุณใหญ่ได้นี่ครับ ขนาดผมออกจากแวดวงโรงแรมแล้ว ผมยังได้ยินชื่อเสียงของคุณกรเลย ฝีมือต้องไม่ธรรมดาแน่”
            “ไม่หรอก ปัณก็รู้ ว่าไม่มีใครรู้ใจพี่เท่าปัณ เราทำงานด้วยกันมานานนะ” ชายหนุ่มช้อนคางของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นน้องชายขึ้นมา ปัณตาโตด้วยความตกใจ เพราะนี่ไม่ใช่กริยาที่พี่ชายจะทำกับน้องชาย อีกทั้งคุณใหญ่ของเขาก็ไม่เคยทำแบบนี้ ศรัณภัทรตัวจึงรีบปล่อยมือนั้นลงเสีย “เอ่อ เอาตามนี้ก็แล้วกัน เดี๋ยวปัณไปอาบน้ำแต่งตัวนะ พี่มีนัดกับคนของโรงแรมตอนสิบโมง”

 

ทุกอย่างดำเนินไปได้อย่างเรียบร้อยในห้องประชุมของโรงแรม กรเสนอให้มีการเปลี่ยนชื่อโรงแรมเพื่อให้คนลืมภาพเดิมๆของโรงแรมที่เก่าคร่ำครึ แทนที่จะเพิ่มคำที่เหมือนกับโรงแรมในกรุงเทพฯเพื่อให้ดูเป็นเชนเดียวกันเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้โรงแรมที่นี่มีระดับด้วยตัวของมันเอง ซึ่งตรงจุดนี้ปัณเห็นด้วย ปัณไปลงรายละเอียดในส่วนอื่นๆอาทิ การจัดรูปแบบของโรงแรม แผนงานบริการโดยรวมทั้งหมด รวมถึงแผนการทำการตลาดและการประชาสัมพันธ์ด้วย
            กว่าจะเสร็จการทำงานบนโต๊ะในที่ประชุมก็เที่ยง เกือบจะบ่าย แต่เมื่อออกจากห้องประชุม อาหารชั้นเยี่ยมก็มารออยู่เรียบร้อยในห้องส่วนตัวของผู้บริหารที่ตอนนี้ถูกเปลี่ยนผ่านให้เป็นของศรัณภัทรเรียบร้อยแล้ว โดยฝีมือของคนคุ้นกัน
            “เซอร์ไพรส์
!!!!” ภาษาอังกฤษสำเนียงดีเวอร์พร้อมกับเสียงสูงปรี๊ดๆนั่นรอคนที่เพิ่งมาจากห้องประชุมอยู่ก่อนแล้ว พร้อมกับผายมือไปที่โต๊ะรับรองแขกซึ่งบัดนี้เต็มไปด้วยอาหารมากมาย “นิก้า สั่งอาหารชุดพิเศษมาจากโรงแรมX เลยนะคะ ที่นั่นน่ะขึ้นชื่อเรื่องทำอาหารมาก” ลากเสียงยาวได้อีก
            ศรัณภัทรยิ้มกว้างรับการมาเยือนพร้อมด้วยน้ำใจงามๆของเวณิกา
            “ขอบคุณมากเลยครับคุณนิก้า ผมกำลังหิวพอดี” ศรัณภัทรพูด
            ระหว่างมื้ออาหารนั้นปัณสังเกตว่า เวณิกาได้ลืมคุณหมอชลาธิปไปจนหมดแล้ว ดูจากการเอาอกเอาใจแบบอิงแอบแนบชิด โดยไม่สนใจว่ามีคนอื่นๆอีกสองคนนั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วย เหมือนไม่เคยมีใจให้กับคนอื่นมาก่อนเลย ปัณจึงขออาศัยจังหวะนี้ออกมาห้องน้ำ พร้อมโทรศัพท์คุยกับคนที่ตัวเองกำลังคิดถึงมากอยู่ขณะนี้
            “ที่รักครับ”
            “ว่าไงครับ ทำไมถึงโทรมาได้ล่ะ ปกติไม่เห็นเคยโทรมาตอนกลางวัน”
            “คือผมมีเรื่องจะบอกนิดนึงนะครับ” ปัณตั้งใจบอกกับคุณหมอเอาไว้ก่อน จะได้ไม่ถูกว่าได้ว่าแอบมาพบคนที่คุณหมอไม่ชอบ
            “ว่า?”
            “ตอนนี้ผมออกมากับคุณใหญ่ แล้วก็คุณกรนะครับ มาที่โรงแรมกัน”
            “ผมไม่ชอบเลย ผมเคยบอกคุณแล้ว” ปัณรู้สึกเบาใจที่เสียงของคุณหมอไม่ได้โกรธอย่างที่คิดไว้ แต่กลายเป็นเสียงเบื่อๆซะมากกว่า
            “ผมก็แค่ออกมาช่วยพี่ชายของผมครับ ไม่มีอะไรสักหน่อย”
            “ผมเคยบอกปัณไหม ว่าเขาไม่ได้คิดกับปัณเหมือนน้องชาย”
            “ถ้าคุณใหญ่บอกผมตรงๆเรื่องนี้ ผมก็จะบอกคุณใหญ่เหมือนบอกที่บอกกับที่รักนี่แหละครับ ว่าคุณใหญ่เป็นพี่ชายของผม เป็นอย่างอื่นไม่ได้ ที่รักอย่าคิดอะไรมากเลยครับ เรื่องแบบนี้ตบมือข้างเดียวไม่ดังสักหน่อย ยังไงเขาก็เป็นพี่ของผมนะครับ”

            “ผมไม่อยากให้ปัณวางใจ คุณใหญ่ทำอะไรได้มากกว่าที่ปัณคิดนะครับ ที่รักไม่สังเกตเหรอ ไว้ใจมากๆระวังจะเสียใจ”
            “นี่ขู่ผมเหรอ ถ้ากลัวขนาดนั้น ที่รักก็ดูแลผมให้ดีสิครับ” คนเสียงหวานกว่าพูดเย้า
            “นี่แสดงว่าไม่เชื่อผมสินะ” หมอเสียงเริ่มขุ่น “วันนี้จะกลับกี่โมง ผมจะไปรับ”
            “ไม่ต้องหรอกครับ เดี๋ยวบ่ายๆผมก็กลับแล้ว จะกลับไปให้ทันทำอาหารเย็นให้ที่รักด้วยไงครับ”
            “อ้อ เอางั้นก็ได้” คนปลายสายตอบกลับเสียงห้วน
            หลังจากรับประทานอาหารกลางวันเสร็จ ทั้งหมดก็เดินรอบโรงแรมกันอีกสักครู่ เพื่อสำรวจความเรียบร้อย เตรียมไว้สำหรับวันเปิดตัวโรงแรมซึ่งจะมาถึงในอีกไม่นานนี้ กระทั่งมาหยุดกันที่ด้านหน้าโรงแรมซึ่งกันส่วนหนึ่งไว้สำหรับจอดรถวีไอพีที่ตอนนี้มีรถเบนท์ลี่สีน้ำเงินเข้มของศรัณภัทรจอดอยู่
            กรเดินมาส่งทั้งคู่ที่รถ เขารับคำสั่งจากเจ้านายเล็กน้อยก่อนจะหันตัวกลับ ทว่าช่วงจังหวะนั้นเองที่กรชนเข้ากับปัณที่ยืนอยู่ข้างๆกระทั่งปัณเสียหลัก ศรัณภัทรรีบถลามาคว้าเอวร่างบางนั้นไว้ไม่ให้ล้มลงไปที่พื้น แล้วส่งสายตาวาววาบราวมีดแหลมฟาดไปที่กร ซึ่งก็ตกใจไม่แพ้กัน
            เสียงบีบแตรรถดังสนั่นจนทุกคนต้องหันมามอง รถคันเก่าที่คุ้นเคยในสายตาปัณจอดพรืดตรงหน้ารถหรู คนขับหน้าบึ้งขมึงเครียดราวกับจะฆ่าคนได้ ปัณรีบเบี่ยงตัวหลบออกจากอ้อมกอดของพี่ชายตนเอง ทว่าคนที่โกรธก็ยังคงโกรธอยู่วันยังค่ำ ชลาธิปเดินตรงเข้ามาคว้าแขนของปัณกระชากไปที่รถของเขา
            “มีความสุขมากเลยเหรอปัณที่ได้ทำงานนอกบ้านน่ะ” เขากดเสียงต่ำถามด้วยความโกรธที่พยายามจะระงับไว้ แต่ก็แทบจะไม่อยู่ เมื่อเดินมาถึงรถเขาเหวี่ยงร่างบางจนกระแทกกับประตู
            “อ๊ะ” ร่างเล็กอุทาน นิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด
            “นี่นาย นายจะทำร้ายปัณหรือไง” ศรัณยภัทรตะโกนถาม พร้อมกับก้าวฉับๆอย่างรวดเร็วมาที่ปัณและชลาธิป
            “ขึ้นรถ
!!!!!” ชลาธิปแผดเสียงใส่ปัณไม่สนใจศรัณภัทร ปัณรู้ว่าชลาธิปโกรธมาก แม้รู้ว่าชลาธิปกำลังเข้าใจผิด แต่ตอนนี้คงไม่ใช่เวลาที่เหมาะจะอธิบาย ร่างบางจึงรีบเปิดประตูขึ้นรถ เมื่อเห็นว่าปัณขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว ชลาธิปก็ก้าวขึ้นรถบ้างแล้วขับออกไปโดยเร็ว ทิ้งไว้เพียงนิ้วที่ไม่สุภาพที่โชว์หราให้ศรัณย์ที่วิ่งมาเกือบจะถึงรถได้เห็น

 

บ้านใหญ่นั้นเงียบสงัดตั้งแต่ปัณมาถึง เขาไม่รู้ว่าทำไมหมอจึงเลิกเร็ว ไม่รู้ว่าทำไมหมอจึงตัดสินใจไปที่นั่น ที่รู้อย่างเดียวตอนนี้คือคุณหมอโกรธมาก และหลบอยู่ในห้องทำงานคนเดียว ตั้งแต่กลับมาถึงบ้าน
            เมื่ออีกคนเงียบ บ้านที่อยู่สองคนจึงอยู่ภายในบรรยากาศที่แทบจะเรียกได้ว่าร้าง ปัณอึดอัดกับบรรยากาศแบบนี้ ถ้าเป็นแบบนี้สู้ให้ชลาธิปโกรธแล้วทำโทษด้วยวิธีการของเขาเหมือนที่ผ่านมาจะดีกว่า อย่างน้อยก็ยังได้พูดได้คุย ได้มีโอกาสอธิบายอะไรบ้าง
            “น้ำเก๊กฮวยครับ” ปัณเอาน้ำเข้าไปให้ที่ห้องทำงาน เมื่อเห็นว่าดึกมากแล้วแต่ชายหนุ่มยังไม่ออกมาสักที
            “อืม ขอบคุณมาก เอาวางไว้ แล้วไปนอนเลยก็ได้”
            “เอิ่ม..ที่รักใกล้เสร็จงานหรือยังครับ ผมรอได้ไหม?” ร่างบางลองถามดู เผื่อมีโอกาสให้ได้อยู่ใกล้ชิดเพื่อปรับความเข้าใจกันมากขึ้น
            “อย่าเลย ผมคงอีกนาน” เย็นชา จืดสนิท สำหรับอารมณ์ของหมอชลาธิป ปัณก้มหน้าอย่างหมดหนทาง ไม่รู้ว่าจะไปอย่างไรต่อกับความเงียบของคนรัก เขาเลือกที่จะนั่งรออยู่ตรงมุมห้องทำงานเงียบๆอย่างนั้น คนยังโกรธมองมาที่ร่างบางแว๊บนึงแล้วหันไปทำงานต่อ

เช้าวันต่อมา
ปัณตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดหัวนิดๆ และไม่สดชื่นนัก ซึ่งอาจจะเกิดจากความเครียดที่เกิดขึ้นเมื่อวาน แพขนตางอนงามกระพริบถี่ๆ อย่างสงสัยว่าตัวเองมานอนอยู่บนเตียงในห้องนี้ได้อย่างไร สุดท้ายที่จำได้ยังอยู่ที่ห้องทำงานของหมอชลาธิปอยู่เลยนี่นา
            เมื่อมองมาที่ด้านข้าง ยังคงเห็นหมอนอนหลับอยู่ ร่างบางก็ยิ้มกับตัวเอง หมอคงจะพาตัวเองกลับมาที่นี่ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ดีเท่าไรแล้วที่หมอยังพามาที่ห้องนี้ ห้องนอนของคุณหมอ ที่ตอนนี้กลายเป็นห้องนอนของทั้งคู่ ไม่ใช่อีกห้อง ซึ่งเป็นห้องนอนเดิมของเขา
            ปัณจุ๊บเบาๆที่แก้มสากของคนรักที่ยังหลับสนิท
            “หายโกรธไวๆนะครับ ผมรักคุณนะ” เขากระซิบเบาๆที่ใบหูของร่างหนาที่หลับพริ้ม แล้วลงมาด้านล่างเพื่อเตรียมทำอาหารเช้า
            ชลาธิปลืมตาตื่นทันทีที่ได้ยินเสียงประตูห้องปิด เขาเอามือก่ายหน้าผาก แล้วถอนหายใจอย่างแรง แท้ที่จริงแล้ว ความโกรธเรื่องเมื่อวานมันก็หายไปตั้งแต่เมื่อวานนั่นแหละ ทว่า ยังมีความกังวลใจบางอย่างที่ก่อกวนจิตใจให้เขาไม่สงบสุข และยิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนเดิมได้ ศรัณย์ภัทรไม่ใช่ธรรมดา คิดกับปัณมากกว่าน้องชายอยู่แล้ว ซึ่งข้อนี้ปัณก็รู้ แต่จะทำอย่างไรให้ปัณรู้ว่า พี่ชายใหญ่คนนี้ของปัณอันตรายมากกว่าที่ปัณคิด ชลาธิปรู้สึกว่า เขาไม่ได้แค่รักและชอบปัณเท่านั้น แต่ยังหวังที่จะได้ครอบครองด้วย ซึ่งชลาธิปรู้สึกว่าศรัณย์ภัทร จะทำทุกวิถีทางให้ปัณไปอยู่กับเขาให้ได้
            อาหารเช้าตั้งรอเขาอยู่ก่อนแล้ว เมื่อชลาธิปลงมาข้างล่าง กลิ่นโจ๊กหมูใส่ไข่หอมฉุย เรียกร้องความสนใจของเขาได้มาก พ่อบ้านหนุ่มยิ้มให้เขาเจ้าของบ้านที่เพิ่งลงมา หวังว่าจะได้รับยิ้มตอบ ซึ่งก็เพียงบางเบาเท่านั้น จนร่างบางรู้สึกเจ็บหวิวที่หัวใจอย่างบอกไม่ถูก เวลาแค่วันเดียวก็จริง แต่กับการถูกคนรักเมินเฉยใส่ด้วยความโกรธแบบนี้มันทรมานเกินไปสำหรับเขา
            “ที่รักครับ”
            “หืม?”
            “ผมขอถามอะไรสักอย่าง เหมือนที่ที่รักเคยถามผมได้ไหมครับ?”
            “อะไรล่ะ?”  เสียงนั้นยังเย็นชา ชายหนุ่มหน้าเข้มเอาแต่ก้มหน้าคนโจ๊กไปมา
            “ที่รักเลิกรักผมแล้วหรือเปล่า หรือว่าแค่โกรธผมเฉยๆ” น้ำตาคลอหน่วยนั้นเรียกแววสะท้านไหวของคนตัวใหญ่ได้จริง  ... สงสารเหลือเกิน
            “....”
            “ทำไมถึงได้เย็นชานักล่ะครับ ผมจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว”
            “ผมไม่รู้จะพูดอะไรดี” หมอตอบ
            “เรื่องเมื่อวานผมอธิบายได้นะครับ”
            “ผมไม่อยากฟังน่ะปัณ ผมยังไม่พร้อมที่จะฟัง”
            “ได้โปรด” เสียงเบาหวิวคล้ายคนกำลังจะขาดใจ
            “.....”
            “เมื่อวานมันเป็นอุบัติเหตุนะครับ ผมไปกับคุณใหญ่เพราะคุณใหญ่เป็นพี่ เป็นครอบครัว เป็นผู้ปกครอง และคุณใหญ่ต้องการความช่วยเหลือจากผม แค่นั้นเองจริงๆ ส่วนที่ที่รักเห็นมันเป็นอุบัติเหตุนะครับ พอดีคุณกรเขาชนผม คุณใหญ่ก็เลย ...”
            “พอเถอะ เฮ้อ” คุณหมอถอนหายใจแรง “เอาเป็นว่าผมเชื่อคุณก็แล้วกัน” พูดจบชลาธิปก็ยกกาแฟดื่มรวดเดียวจนหมดถ้วย แล้วไปทำงานทันที โดยไม่รอให้ปัณถือกระเป๋าไปส่งที่รถเหมือนทุกวัน
            ปัณได้แต่นั่งน้ำตาร่วงอยู่ที่เดิมนั้นเอง


100% 

ฝากด้วยนะค้า
เจอคำประหลาดๆยังไงทักได้น้า
ขอบคุณค่า
รานี Rani

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น