Konyanna

ขอบพระคุณสำหรับคำติ คำชมของทุกท่าน และสำหรับทุกๆการสนับสนุนครับ จะตั้งใจเขียนให้ดีครับ

ชื่อตอน : ท่านประธาน

คำค้น : กระสือ,ผี,ผีหลอก,เจอผี

หมวดหมู่ : นิยาย สยองขวัญ,สั่นประสาท

คนเข้าชมทั้งหมด : 39

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 พ.ค. 2562 23:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ท่านประธาน
แบบอักษร

สวัสดีท่านผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน ในตอนก่อนหน้านี้ ผมเล่ามาถึงว่า ผมได้เข้าเรียน เทียบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยการอุปถัมภ์ของทางวัดแล้วใช่ไหมครั้บ ตอนนี้ผมก็จะเล่าต่อว่า อันที่จริงแล้ว ในเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆในการศึกษานั้น นอกจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านจะเมตตาแล้ว ก็ยังมีญาติโยมที่รับเป็นเจ้าภาพด้วยอีกแรง อย่างตัวผมนี้ ได้รับน้ำใจกรุณาจาก แม่นมญี เขาเรียกแกว่าแม่นม เพราะว่า แกเคยเป็นแม่นมของท่านผู้ว่ามาก่อน คนย่านบ้านนี้เลยเรียกแกว่าแม่นมกันจนติดปาก แม่นมญีเป็นหญิงชราวัยเจ็ดสิบกว่าๆ แกมีความสามารถหลายอย่าง ที่สำคัญๆเลยคือฝีมือในการทำขนมไทยทั้งหลายแหล่ แม่นมไม่ได้ทำขายประจำเสียด้วย มีแต่ทำมาเลี้ยงพระในงานพิธีต่างๆ ทั้งทำถวายพระเองและที่มีคนจ้าง ขึ้นชื่อที่สุดก็ขนมชั้น และวุ้นกระทิ  งานจ้างส่วนใหญ่ก็จะจ้างเลี้ยงพระทำบุญในโอกาสต่างๆ รวมถึงงานศพด้วย

          งานศพในจังหวัดประทุมธานีสมัยนั้น โดยมากแล้ว ยังนิยมเลี้ยงแขกด้วยข้าวปลาอาหารเป็นสำรับคาวหวานกันอยู่ และแต่ละงานนั้นชาวบ้านเขาถือกันว่าเป็นงานชุมชน เขาก็จะออกมาช่วยกันทั้งทำความสะอาศาลาจัดเตรียมสถานที่ ทำอาหารคาวหวาน บ้างก็ช่วยเหลือเป็นของสด สำหรับให้แม่ครัวนำมาปรุงเลี้ยงพระเลี้ยงแขก บ้างก็ช่วยเป็นเงินสำหรับใช้จ่ายในงาน อันงานศพนี้ ปกติแล้วจะมีศิษย์วัดคณะหนึ่งคอยช่วยดูแลอำนวยความสะดวกอยู่แล้ว อย่างพวกผมนี้ไม่ไคร่จะมีหน้าที่สักเท่าไหร่ เว้นแต่เป็นคนที่เรารู้จักมักคุ้นจึงจะได้เข้าไปช่วยคอยดูแลแขกเพื่อเป็นการแสดงน้ำใจกันสักคราว

          เย็นวันนั้น ผมกลับมาถึงห้อง พี่นพกำลังแต่งตัวด้วยชุดเรียบร้อยผิดปกติ ผมก็พออนุมานเอาได้ว่าพี่คงจะมีธุระจะไปข้างนอก จึงไม่ได้คิดจะถามอะไร  ผมวางของเสร็จพี่นพก็สั่งว่า “วันนี้วานดูแลหลวงพ่อและพระอาจารย์ให้เรียบร้อยนะ พี่จะไปช่วยเขาจัดศาลา งานศพคุณพ่อของคุณวิชิต บ้านในคลองที่ใส่บาตรสายเราทุกวันน่ะ” ผมรับคำแล้วถามว่า “ไม่ให้ผมไปช่วยด้วยหรือครับ?”  “ช่วยดูแลงานวัดแทนพี่ก่อนเถอะ ถ้าจะลงไปรดน้ำคุณปู่ก็ค่อยตามลงไปสักห้าโมงเย็นนะ แล้วค่ำๆจะไปช่วยดูแลตอนสวดพระอภิธรรมก็ค่อยไป” พี่นพว่า ผมก็พยักหน้ารับ

          เมื่อรับมอบหน้าที่มาแล้ว ผมก็รีบจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยตามที่พี่นพร้องขอ ปกติพี่จะไม่ค่อยวานให้ผมทำงานแทน เพราะพี่นพแกเป็นคนรับผิดชอบงานของตัวเองเป็นอย่างดี ด้วยว่าหลวงพ่อมักสอนเราเสมอว่า “เป็นน้องอย่าให้พี่ต้องทำ เป็นพี่ก็อย่าปล่อยให้น้องทำ” และ “เป็นพี่เขาต้องทำให้เขาดู อยู่ให้เขาเห็น เย็นให้เขาสัมผัส” พี่นพแกก็ทำได้ดังที่หลวงพ่อสอนเสมอมา เลยเวลาจะใช้ว่ายวานอะไรผม พี่ก็จะค่อนไปทางเกรงใจอยู่ในทีอันเป็นนิสัยที่ผมถือเอาเป็นแบบอย่างมาตลอด

          หลังจากจัดการดูแลหลวงพ่อและพระอาจารย์เรียบร้อยแล้ว ผมก็แต่งตัวชุดสุภาพลงไปที่ศาลาเพื่อรดน้ำศพคุณปู่ท่านด้วยเพราะจะว่าไปคุณวิชิตกับผมก็คุ้นเคยกันดี ท่านมักจะสอบถามเรื่องการเรียน และเอ่ยปากช่วยเหลือสนับสนุนผมอยู่เสมอๆเวลาที่ไปบิณฑบาตรที่บ้านของท่าน เมื่อลงไปที่ศาลา พอดีว่าศพของคุณปู่นั้นเขารดน้ำเสร็จสิ้น และบรรจุศพลงในโลงเรียบร้อยแล้วด้วย พี่นพและคนอื่นๆ ต่างกำลังช่วยกันจัดสถานที่ ทั้งดอกไม้หน้าโลงและอาสนะสงฆ์สำหรับพระที่จะลงมาสวดพระอภิธรรมในคืนนี้  บางคนก็เช็ดทำความสะอาดเก้าอี้สำหรับแขกที่จะมาร่วมงาน บ่างก็จัดเรียงเก้าอี้ให้เป็นระเบียบ คุณวิชิตนำเอารูปมาตั้งที่หน้าโลงศพ เป็นรูปถ่ายซีเปียค่อนข้างเก่า คนในรูปก็หนุ่มมาก และหน้าตาก็ละม้ายคุณวิชิตมาก ผมไปช่วยท่านจัดรูปบนขาตั้ง คุณวิชิตเล่าว่า รูปนี้เป็นรูปที่คุณปู่ชอบมากที่สุด เพราะเป็นรูปที่คุณปู่มอบให้คุณย่า ผมพินิจรูปแล้วจึงเข้าใจว่า คนสมัยโน้นเขานิยมกางเกงขาบานเสื้อเชิตเขารูปกันนั่นเอง ดูไปก็ประมาณโก๋หลังวังนั่นแหละ ผมช่วยจัดวางรูปคุณปู่เสร็จแล้วก็ออกมาดูพี่นพ เห็นแกกำลังทำความสะอาดเก้าอี้โซฟาตัวสวย ผมเข้าไปช่วย แกก็ไล่ให้ผมไปช่วยเขาปูพรมดีกว่า เมื่อช่วยจัดศาลาเรียบร้อยแล้ว ผมกับพี่นพ ก็ปลีกตัวกลับมาอาบน้ำอาบท่า เปลี่ยนชุดเสียใหม่ แล้วรอลงไปฟังพระสวดตอนหนึ่งทุ่ม

          ผมกับพี่นพเรามาที่ศาลาแล้วก็เข้าไปนั่งที่เก้าอีกกันเลย เพราะว่าเรานั้นเคารพศพเสียตั้งแต่ตอนเย็นแล้ว ในคืนแรกนี้คนที่มางานส่วนใหญ่ก็จะเป็นญาติๆของผู้เสียชีวิต  บางคนผมก็คุ้นหน้าคุ้นตากันดี ด้วยว่าเขาใส่บาตรอยู่เป็นประจำ บางคนที่มาจากต่างอำเภอ ต่างจังหวัดผมเองก็ไม่ได้รู้จัก เมื่อพระลงมาถึง เจ้าภาพก็ลุกขึ้นไปจุดธูปเทียนบูชาพระ วันนี้ เป็นคุณวิชิตเองที่เป็นตัวแทนของครอบครัว เมื่อคุณวิชิตกลับมานั่งที่เก้าอี้ประทานผมเห็นคุณวิชิตยกมือไหว้ บุรุษย์ท่านหนึ่งที่นั่งบนโซฟาตัวสวยนั้น มองจากด้านหลังแล้วก็ทราบว่า เป็นชายชราแน่นอน ด้วยผมสีดอกเลาตัดรองทรงสูงเรียบร้อย ทำให้ดูรู้ว่าท่านผู้นี้เป็นสุภาพบุรุษย์ ทั้งท่านั่งที่ตัวตรงและนิ่งไม่วอกแวก เมื่อพระสวดก็ตั้งใจฟัง ไม่หันไปพูดคุยเจรากับใครให้เสียมารยาท ผมนั่งอยู่ด้านหลังเลยไม่ได้เห็นหน้าของท่าน ผมเดาว่าน่าจะเป็นญาติผู้ใหญ่ของคุณวิชิตที่มาจากต่างอำเภอ หรือต่างจังหวัด เมื่อเสร็จพิธีทุกอย่าง เจ้าภาพก็เชิญชวนแขกร่วมรับประทานอาหาร พวกเฝ้าศพ ก็พากันตั้งวงไฮโลบ้าง ถั่วโปบ้าง  ตามแต่ใครจะสะดวกอย่างไร ผมเองก็ทานข้าวกับเขาด้วย อิ่มแล้วก็ช่วยเก็บกวด แล้วลาคุณวิชิต และญาติๆของท่านกลับขึ้นวัด

          เลิกเรียนแล้ว ผมกลับมาถึงห้อง พี่นพกำลังทานข้าวเย็น ผมแซวว่า ทำไมทานแต่หัววัน พี่ก็ว่า วันนี้จะลงไปฟังพระสวดหลังจากดูแลหลวงพ่อเสร็จ จะได้ไม่ต้องอยู่ทานอาหารในงาน ผมแปลกใจว่าทำไมพี่ไม่ทานข้าวในงาน หรือว่าพี่ถือ พี่ก็ว่าไม่ได้ถือ แต่เป็นมารยาท เกรงเจ้าภาพจะคิดว่าเราไปอาศัยข้าวงานเขามันจะดูไม่สมควร เมื่อพี่นพ ลงไปงาน ผมก็ทวนหนังสือ แล้วไปเรียนเสริมบาลีที่โรงเรียนพระปริยัติกับเพื่อนๆ  ตอนไปเรียน พระท่านก็ยังไม่ลงมาสวด ผมเดินผ่านศาลามองเข้าไปในศาลาที่โลงศพของคุณปู่แล้วยกมือไหว้เคารพศพ แล้วผมก็เห็นคุณผู้ชายคนเดิมนั่งสงบเรียบร้อยที่โซฟาตัวเดิม แต่คืนนี้ท่านลุกขึ้นแล้วหันหลังมามองผมด้วย  ผมเห็นหน้าตาท่านดูเป็นคนแก่ใจดี หน้าตาคล้ายคุณวิชิต แต่ก็ไม่ละม้ายเท่ากับคุณพ่อของคุณวิชิต ผมเห็นท่านสบตาแล้วยิ้มให้ผม ผมจึงยกมือไหว้ท่านเสียด้วย เพื่อเป็นมารยาท และแก้เก้อไปในตัว ท่านรับไหว้ยิ้มๆ แล้วผมก็รีบเดินไปโรงเรียน 

          เลิกเรียนพระบาลีแล้วที่งานศพเขากำลังทานข้าวกัน เมื่อพวกเราศิษย์วัดเดินผ่าน เจ้าภาพเขาก็เรียกชวนเราทานข้าวเย็นด้วย แม้ผมจะปฏิเสธด้วยคิดว่า มีกับข้าวอยู่ที่ห้องอยู่แล้ว แต่คุณละไม ภรรยาของคุณวิชิต ก็คะยั้นคะยอให้แวะทานกันเสียก่อน ผมและเพื่อนๆจึงแวะทาน แล้วช่วยเขาเก็บกวาดล้างจานก่อนขอตัวกลับหอ กลับมาถึงหอ พี่นพแกนั่งอ่านหนังสืออยู่บนโต๊ะเรียนของแก ผมวางหนังสือเรียนของผมแล้ว ก็ไปเก็บกวาดอาหารที่เก็บไว้ทาน แต่บัดนี้ผมอิ่มแล้ว ก็จึงจะคลุกนำไปเทให้หมาแมวได้กิน พี่นพจึงหันมาถามว่า ไม่ทานหรือผมก็ว่าผมแวะทานที่งานศพคุณปู่ ตามที่คุณละไมชวนแล้วพี่นพพยักหน้ารับแล้วว่า “ได้แวะไหว้คุณปู่หรือเปล่า” ผมว่าแวะไหว้ตอนไปเรียนแล้ว จากนั้นเราก็ต่างคนต่างทำกิจกรรมของตัวเอง

          งานศพของคุณปู่ดำเนินมาจนครบเจ็ดวัน ตามกำหนดแล้ววันนี้ก็จะเป็นวันเผา ซึ่งก็ตรงกับวันอาทิตย์ผมกับพี่นพจึงสามารถอยู่ช่วยงานได้ ตั้งแต่ตอนเลี้ยงพระเพล มาติกาบังสุกุล ตลอดจนไปถึงพิธีเผา ตอนที่เลี้ยงพระเพล ผมกับพี่นพ และศิษย์วัดที่คุ้นเคยกับคุณวิชิตและครอบครัวต่างมาช่วยงานกันอย่างพร้อมเพรียง ตอนเก็บล้างถ้วยจาน ผมจึงถามพี่นพว่า “พี่มาฟังสวดงานคุณปู่ทุกคืน  พี่เห็นคุณปู่คนที่มานั่งที่โซฟาหรือเปล่า”  “โซฟา...ตัวไหนล่ะ?” พี่นพถาม  “ก็ตัวที่พี่เช็ดทำความสำอาดอยู่วันแรกนั่นไง ตัวซ้ายมือสุดนั่นล่ะ” ผมอธิบาย พี่นพมองหน้าผม “คุณปู่อีกคนเหรอ?” “ครับ คุณปู่ผมรองทรงตัวผอมๆ น่ะครับ ผมเห็นแกมางานสองคืนเลย คือคืนแรกกับคืนที่ผมจะไปเรียนแล้วเดินผ่านศาลา ส่วนวันอื่นๆผมเดินออกไปหลังเมรุ เลยไม่เจอแกครับ” ผมว่า พี่นพมองหน้ายิ้มๆ แล้วล้างถ้วยต่อ “ไม่เห็น” พี่นพตอบห้วนๆ ผมก็เลยก้มหน้าก้มตาล้างถ้วยล้างจานไป “ถามทำไมเหรอ?”พี่นพถามขึ้นมาไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย “เปล่าครับ ผมแค่อยู่ๆก็นึกถึงท่านขึ้นมา ไม่รู้ทำไมถึงคิดถึงท่านด้วยสิ” ผมว่า พี่นพก็แค่สบตาผมแต่ไม่ได้ว่าอะไร เราช่วยกันเก็บจานชามแล้ว จึงออกไปที่ศาลา ตอนนี้เขาเคลื่อนศพขึ้นไปบนเมรุเรียบร้อยแล้ว ผมกับพี่นพจึงจะกลับไปที่ห้อง เพราะกว่าจะเผาก็หลายชั่วโมง ญาติๆของผู้ตายก็กลับไปเตรียมตัวที่บ้านกันหมดแล้วที่ศาลาจึงไม่เหลือใครอยู่อีกเลย ตอนเดินผ่านศาลา ผมเห็นคุณปู่ท่านนั้น นั่งอยู่ที่โซฟาตัวเดิม ซึ่งบัดนี้เขาได้จัดใหม่ให้หันหน้าเข้าหาเมรุ คุณปู่ท่านนั่งหันหน้าออกมาจากศาลา ครั้งนี้ผมจึงเห็นหน้าของท่านได้ชัดเจนขึ้น ผมจึงเดินเข้าไปหาท่านใกล้ๆ แล้วยกมือไหว้ “คุณปู่ไม่กลับไปพักที่บ้านก่อนหรือครับ หรือว่ารอใครมารับครับ” ผมถาม “ไม่ละแก่แล้ว คร้านเดินไปเดินมา” คุณปู่รับไหว้พร้อมกับตอบผมแบบยิ้มๆ “บ้านคุณปู่ต้องพายเรือเข้าไปในคลองตั้งไกลไม่ใช่เหรอครับ” ผมชวนท่านคุย “ปู่ชอบเดินมากกว่านั่งเรือนะลูก” ท่านตอบ “ตั้งไกลนะครับคุณปู่” ผมถึงกับนั่งที่พื้นศาลาคุยกับท่านเลยทีนี้ “ถ้าเดินมาตั้งแต่เกิด มันก็ไม่ไกลหรอกลูก สมัยนี้ยังเดินสะดวกนะ ถ้าสมัยปู่หนุ่มๆนะ จะต้องเดินไปตามร่องสวน เดินไม่ดีก็ตกน้ำตกคลองเอาง่ายๆ กลางค่ำกลางคืนก็เดินเข้าออกไม่สะดวกหรอก คนส่วนมากจึงได้พายเรือกันเพราะพายเข้าพายออกคลองตรงๆ ไม่ต้องลัดเลาะไปตามร่องสวนให้ลำบาก” ว่าแล้วท่านก็หัวเราะ ผมก็พลอยหัวเราะไปกับท่านด้วย สนทนากันสักครู่ผมก็ลาท่านไปที่ห้อง อาบน้ำอาบท่าแล้วก็นั่งเล่นรอเวลาที่ท่าน้ำ

          เมื่อถึงเวลาเผา ผมก็เดินตามพี่ๆขึ้นไปวางดอกไม่จันทน์ แล้วลงมารอพิธีเผาจริงข้างล่าง เมื่อเขาจะเผาจริง เขาก็เชิญพวกญาติๆขึ้นมาบนเมรุ แล้วเปิดโลงล้างหน้าศพด้วยน้ำมะพร้าว จากนั้น สัปเหร่อก็ประกาศให้ซื้อที่ให้ผู้ตาย พวกญาติๆและแขกก็พากันหย่อนเงินใส่ลงไปในโลงคนละเล็กละน้อย ผมกับพี่นพจึงเดินขึ้นไปบนเมรุเพื่อใส่เงินในโลงซื้อที่ให้คุณปู่ด้วย

          เมื่อผมมาถึงโลงศพ ร่างที่ผมเห็นนั้น คือร่างชายชรา ร่างเล็กผอมผิวขาว ผมรองทรงสีดอกเลา สวมเสื้อเชิตแขนสั้นสีขาวลายตารางสีฟ้าอ่อนๆ กางเกงขายาวสีกรมท่า ดูเรียบร้อยสะอาดตา ผมยืนอึ้งน้ำตาไหล คิดถึงเสียงหัวเราะของคุณปู่ คิดถึงรอยยิ้มนั้น ผมรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด และเสียดายที่ไม่เคยได้รู้จักกับคุณปู่ก่อนที่ท่านจะจากไป แต่ถึงกระนั้น ผมก็ยกมือไหว้ขอบคุณท่านสำหรับความอบอุ่นที่ท่านมอบให้เมื่อช่วงบ่ายก่อนเผาไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา ผมไม่เคยลืมใบหน้าของท่าน ไม่เคยลืมเสียงหัวเราะนั้นเลย ผมอธิษฐานกับท่านว่า “ชาติหน้าขอให้ผมได้เป็นลูกหลานของปู่บ้างนะครับ”

จากใจผู้เขียน เนื่องจากผมเขียนหลังเลิกงาน และดึกมากแล้ว อาจมีใช้คำ หรือสะกดผิดพลาดบ้าง จะตามมาแก้ไขให้ทีหลังครับ อย่างไรผมขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามครับ หากพบข้อพกพร่องใดๆ รบกวนเตือนผมด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น