ปนิตา / มุมลับ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

หนีออกจากบ้าน

ชื่อตอน : หนีออกจากบ้าน

คำค้น : คดีลับอำพรางรัก, สืบสวน สอบสวน, นิยายชุดสืบรัก, โรมานซ์, ปนิตา

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 58

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 20 พ.ค. 2562 17:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
หนีออกจากบ้าน
แบบอักษร

       ปัง!

           เสียงตบโต๊ะดังสนั่นจนทุกคนที่อยู่ในห้องแห่งนี้ต่างพากันก้มหน้า ไม่มีแม้สักคนที่จะกล้าเงยขึ้นมามองผู้เป็นเจ้านาย ที่กำลังอยู่ในอารมณ์เกรี้ยวกราดโกรธา

           “นี่! พวกแกดูแลยัยหนูกันยังไง ทำไมถึงปล่อยให้หนีออกจากบ้านได้ เลี้ยงเสียข้าวสุกกันทั้งนั้นเลย ไม่ว่าหัวขาวหัวดำ แค่เด็กผู้หญิงคนเดียว ยังดูแลกันไม่ได้ อย่างนี้ฉันจะเลี้ยงพวกแกเอาไว้ทำไมกัน” น้ำเสียงดุดันสาดใส่คนงานทุกคนในบ้าน ที่มารวมกันอยู่ในห้องแห่งนี้

           ก๊อก..ก๊อก..ก๊อก.. เสียงเคาะประตูดังขึ้น แต่ไม่ได้รอให้เจ้าของห้องอนุญาต ประตูก็ถูกเปิดออกโดยเลขานุการส่วนตัวหนุ่ม

           “ได้เรื่องแล้วครับนาย ผมเช็กกับทางสายการบิน มีชื่อของคุณหนูในเที่ยวบินที่จะไปฝรั่งเศสบ่ายนี้ครับ”

           “ดี! แจ้งสายการบินห้ามให้ยัยหนูเช็กอิน แล้วส่งคนไปพาตัวยัยหนูกลับมาเดี๋ยวนี้เลย”

           “ครับนาย” อนุชารับคำหนักแน่น ก่อนจะยกโทรศัพท์มือถือในมือขึ้นมากดเบอร์โทรออกอีกครั้ง ในขณะที่เดินออกนอกห้องไป

           ปรัชญา รักษ์แผ่นดิน นอกจากจะดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนี้แล้ว ยังควบตำแหน่งเป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวของลูกสาววัยยี่สิบสองปีไปมาด ๆ อีกด้วย ลูกสาวที่เขาเลี้ยงมาอย่างทะนุถนอมปานแก้วตาดวงใจ อยากได้อะไรไม่มีเสียหรอกที่เขาจะไม่ให้ ยกเว้นสิ่งเดียวคือ...เวลา

           ในฐานะที่เขาดำรงตำแหน่งผู้บริหารประเทศอยู่เช่นนี้ มีงานรุมเร้าเขาอยู่มากมาย ปัญหาอีกสารพันที่รอให้เขาตัดสินใจแก้ไขจัดการ นโยบายอีกมากมายที่กำลังรอความคิดเห็นจากเขา และสิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้ ปรรณพัชร์ รักษ์แผ่นดิน ลูกสาวคนเดียวของเขา น้อยใจพ่ออยู่เสมอ จนมาถึงฟางเส้นสุดท้าย ปรัชญารับปากกับปรรณพัชร์ว่า จะพาไปฉลองวันเกิดที่ฝรั่งเศสด้วยตัวเอง แต่สุดท้ายก็ติดภารกิจเร่งด่วน จนไม่อาจทำตามสัญญาได้ ปรรณพัชร์จึงตัดสินใจหนีออกจากบ้าน และหนีออกจากการเป็นลูกสาวของนายกรัฐมนตรีประเทศนี้เสียเลย

 

           ายในห้องทำงานของผู้กำกับอติรุทธ์ ที่เพิ่งได้เลื่อนยศขึ้นมามาด ๆ ร้อยตำรวจโท วีรภาพ สมบูรณ์รัตน์ ถูกเรียกตัวเข้ามารับมอบหมายภารกิจด่วนและเป็นภารกิจลับ งานนี้ไร้เงาของคู่หูเจ้าประจำอย่างจ่าปลั่ง

           “ผมฟังที่ผู้กำกับเล่ามาก็ไม่เห็นว่าจะเป็นปัญหาตรงไหนนี่ครับ ท่านนายกฯ ท่านก็ให้คนของท่านไปพาลูกสาวกลับมาแล้ว หรือว่า....” ผู้หมวดวีรภาพพูดมาได้แค่นี้ก็หยุดไป เหมือนจะเห็นเค้าลางของงานตนเอง

           “อืม นั่นแหละ ถ้าได้ตัวกลับมาก็ไม่เป็นปัญหาสิ แต่ที่เป็นปัญหาอยู่นี่ก็เพราะไม่ได้ตัวลูกสาวท่านกลับมา จนถึงตอนนี้ก็ยังหาตัวกันไม่เจอ แล้วยังมีโทรศัพท์ลึกลับ โทรมาเร่งให้ท่านเซ็นอนุมัติโครงการเปิดสัมปทานคาสิโนที่เกาะช้างอีก

           “ผู้กำกับคิดว่ามันเชื่อมโยงกันอย่างนั้นเหรอครับ?”

           “ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แแต่จะจริงหรือไม่จริงหน้าที่ของหมวดก็คืต้องไปตามหาและพาตัวคุณปรรณพัชร์ ลูกสาวท่านนายกฯ กลับมาอย่างปลอดภัยให้ได้ งานนี้เป็นความลับ จะต้องไม่มีใครรู้ว่าลูกสาวของท่านนายกฯ หายตัวไปเด็ดขาด เข้าใจไหม”

           แน่นอนว่าหากเรื่องนี้รู้กันในวงกว้างย่อมไม่เป็นผลดี คนที่จ้องใช้ประโยชน์จากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นมีมากมาย อาจจะฉวยโอกาสนี้ เข้ามาหาผลประโยชน์ก็เป็นไปได้ แถมข่าวนี้ยังจะสั่นคลอนความน่าเชื่อถือของท่านนายกฯ อีกด้วย

           “เข้าใจครับ ถ้าอย่างนั้น ผมกับจ่าปลั่งจะเริ่มจากการไปขอดูภาพกล้องวงจรปิดที่สนามบินก่อน” ผู้หมวดวีรภาพพูดจบก็ทำท่าว่าจะลุกขึ้นออกจากห้องไป เพื่อทำงานเร่งด่วนของตน แต่ก็ต้องชะงัก เพราะเสียงจากผู้บังคับบัญชาการที่เอ่ยขึ้นอีกครั้ง

           “ไม่ต้อง! ผมมอบหมายภารกิจอื่นให้จ่าปลั่งไปทำอยู่ งานนี้ผมหาคู่หูเอาไว้ให้คุณแล้ว นี่ไง...ผู้กองรริดา”

           สาวสวยที่นั่งเงียบอยู่นาน จนผู้หมวดวีรภาพไม่ได้ใส่ใจ ด้วยคิดว่าเป็นสาว ๆ ของผู้กำกับไปเสียแล้ว หันมาพยักหน้าเล็กน้อยทักทายผู้หมวดหนุ่ม ผู้ที่จะมาเป็นคู่หูในการทำงานของเธอ ผู้หมวดหนุ่มมองหน้าหญิงสาวที่มียศสูงกว่าตนแล้วถึงกับอึ้งไป

           ร้อยตำรวจเอกหญิง รริดา มั่นคงสกุล ผู้กองสาวที่เพิ่งย้ายมาจากต่างจังหวัด ถูกเรียกตัวให้มารับมอบหมายงานนี้เป็นภารกิจแรก ซึ่งเธอได้สืบหาข้อมูลก่อนหน้านี้จนได้เบาะแสคืบหน้า จึงได้เข้ามารายงานให้ผู้บังคับบัญชาการทราบ เมื่อผู้กำกับอติรุทธิ์รับทราบก็ได้เรียกให้ผู้หมวดวีรภาพ ที่เพิ่งจะปิดคดีเสร็จเข้ามาร่วมทำงานนี้ด้วยอีกคน

            “เป็นยังไงล่ะหมวด ถึงกับอึ้งไปเลยเหรอ” ผู้กำกับอติรุทธิ์อมยิ้มให้กับท่าทางลูกน้องคนเก่งของตน ก่อนจะทำหน้าที่แนะนำผู้กองสาวอย่างเป็นทางการ “นี่คือ… ร้อยตำรวจเอกหญิง รริดา มั่นคงสกุล เพิ่งย้ายมาจากจังหวัดตราด ผู้กองรริดาเขาสืบเรื่องนี้จนได้เบาะแสมาแล้ว”

           “หมายความว่าผู้กองรับผิดชอบงานนี้มาแต่แรกแล้วเหรอครับ”

           “ใช่! ถามทำไม คุณคงไม่คิดที่จะถอนตัว เพราะกลัวว่าจะทำงานร่วมกับผู้หญิงไม่ได้หรอกนะ ใช่ไหมหมวดวี เพราะถึงยังไงผมก็ไม่อนุมัติ” ผู้กำกับอติรุทธิ์เอ่ยเสียงเข้มดักทางลูกน้องคนเก่ง อย่างรู้นิสัยใจคอดี

           “ครับ” ผู้หมวดหนุ่มได้แต่ตอบรับอย่างจนใจ พูดอะไรไปก็คงเปลี่ยนแปลงไม่ได้อยู่ดี ก็ผู้บังคับบัญชาการของเขาเล่นพูดมาขนาดนี้แล้ว

           เสียงตอบรับจากผู้หมวดหนุ่ม ทำให้ผู้กำกับอติรุทธ์เบาใจ จึงได้หันมาพูดกับผู้กองสาวให้เริ่มงานได้ “เอ้า! ผู้กองคุณว่าความคืบหน้าที่คุณไปสืบได้ให้กับผู้หมวดฟังเลย”

           

           ย้อนหลังไปหนึ่งวัน

         คุณหนูปรรณ หรือ ปรรณพัชร์ รักษ์แผ่นดิน ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของคุณปรัชญา รักษ์แผ่นดิน นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน กำลังโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง เมื่อได้รับคำตอบจากผู้เป็นพ่อ ว่าไม่สามารถเดินทางไปเที่ยวที่ประเทศฝรั่งเศสด้วยกันได้ตามที่สัญญาไว้ว่าจะให้เป็นของขวัญวันเกิด

         เพล้ง! ปึ้ง! เพล้ง!... เสียงของแตก ของล้ม ของตกลงพื้นดังผ่านประตูห้องนอนของเธอออกมาข้างนอก

         ก๊อก..ก๊อก..ก๊อก...

         “คุณหนูขา เปิดประตูให้ป้าเข้าไปหน่อยเถอะนะคะ คุณหนู” น้ำเสียงเป็นกังวลของป้ายิ้ม ผู้ที่เลี้ยงดูดวงใจของท่านนายกฯ มาโดยตลอดส่งออกไปบอกให้คุณหนูของเธอเปิดประตูให้ สีหน้าของป้ายิ้มตอนนี้ไม่ยิ้มอย่างชื่อเสียแล้ว แววตามีแต่ความเป็นห่วงกังวลระคนสงสารสาวร่างเล็กเจ้าของห้อง ป้ายิ้มรู้ดีว่าทริปฝรั่งเศสครั้งนี้ คุณหนูของเธอตั้งความหวังเอาไว้มาก ที่จะได้ใช้เวลากับคุณพ่อของเธออย่างเต็มที่ หลังจากที่ตำแหน่งทางการเมืองของคุณพ่อเธอ ทำให้สองพ่อลูกห่างกันทั้ง ๆ ที่อยู่บ้านเดียวกัน

 

         หลังจากที่คุณแม่ของปรรณพัชร์เสียไป หญิงสาวก็ได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีจากผู้เป็นพ่อ จนกระทั่งหกปีหลังมานี่ ที่คุณพ่อของเธอได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็เริ่มไม่มีเวลาให้เธอ และยิ่งเมื่อได้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ปีที่แล้ว เธอก็เหมือนว่าจะเข้าถึงคุณพ่อของเธอยากขึ้นทุกที

         “ไม่ค่ะ ป้ายิ้มไม่ต้องมาพูดแทนคุณพ่อเลย หนูไม่อยากฟังอะไรทั้งนั้น” เสียงตอบกลับ ตามมาด้วยเสียงของแตกอีกเช่นเคย

         “คุณหนูอย่าทำอย่างนี้เลยนะคะ เปิดประตูให้ป้าเข้าไปหน่อยเถอะค่ะ ป้าไม่พูดอะไรก็ได้ แต่คุณหนูอย่าทำลายข้าวของเลยนะคะ เดี๋ยวมันจะบาดคุณหนูเอานะคะ” ป้ายิ้มพูดไปก็เคาะประตูห้องไปด้วย น้ำเสียงสั่นเครือเหมือนจะร้องไห้เสียให้ได้ ด้วยรู้สึกสงสารคุณหนูของเธอจับใจ

         “ป้านั่นแหละกลับไป ถ้าไม่อยากให้หนูเปลี่ยนจากทำกับข้าวของแล้วมาทำกับตัวเอง ก็เลิกเคาะประตู แล้วปล่อยให้หนูอยู่คนเดียวได้แล้วค่ะ”

         “อย่านะคะ คุณหนูอย่าทำร้ายตัวเองนะคะ ป้าไปแล้วค่ะ...ไปแล้ว”

         นับเป็นคำขู่ที่ได้ผล ป้ายิ้มรีบเอ่ยห้ามขึ้นด้วยความตกใจ ก่อนจะเดินจากไป ปล่อยให้คุณหนูของเธออยู่คนเดียวตามลำพังอย่างที่ต้องการ โดยที่ไม่คิดเลยว่าการปล่อยคุณหนูของเธอไว้คนเดียวเช่นนั้น จะเป็นการเปิดโอกาสให้คุณหนูของเธอได้หนีออกจากบ้านไปได้

         หลังจากที่เสียงของป้ายิ้มเงียบไป จนแน่ใจแล้วว่าป้ายิ้มไม่ได้อยู่ที่หน้าประตู หญิงสาวก็หยิบกระเป๋าเป้ใบเล็ก ที่เตรียมเอกสารสำคัญใส่เอาไว้ขึ้นมาสะพาย แล้วเดินออกจากห้อง และไม่นานเสียงรถคันหรูคู่ใจก็ดังขึ้น และแล่นออกจากบ้านรักษ์แผ่นดินไปด้วยความรวดเร็ว

         ป้ายิ้มที่ได้ยินเสียงรถ ถึงกับรีบวิ่งออกมาจากครัว ก็เห็นแต่เพียงท้ายรถพ้นออกจากประตูรั้วบ้านไปเสียแล้ว

         “เป็นอะไรไปล่ะป้า ทำไมทำหน้าตกใจอย่างนั้น ยังไม่ชินอีกเหรอจ๊ะ” เป็นเสียงของแป๊ด สาวใช้ที่เห็นท่าทางของป้ายิ้มแล้วก็อดหยอกล้อคนสูงวัยไม่ได้

         “จะไปชินได้ยังไงกัน ขับเร็วขนาดนั้น ข้าละเสียวไส้จริง ๆ คุณหนูนะคุณหนู ถ้าเกิดอุบัติเหตุไปจะทำยังไงกัน” ป้ายิ้มบ่นไปก็ทอดถอนใจไปด้วย

         “เอาน่าป้า ก็เห็นขับอย่างนี้ออกจะบ่อย ก็ไม่เห็นว่าคุณหนูจะเป็นอะไรเลย”

         “เฮ้อ! ก็ขอให้เป็นอย่างที่เอ็งว่าทุกครั้งไปละกันนะ” ป้ายิ้มถอนหายใจไปอีกหนึ่งเฮือก ก่อนจะละสายตาจากประตูรั้วที่มองไม่เห็นฝุ่นรถคุณหนูของเธอ แล้วหันกลับมาสั่งงานสาวใช้ต่อ “เอ็งอย่ามามัวแต่ทำหน้าทะเล้นอยู่ตรงนี้ รีบขึ้นไปทำความสะอาดห้องคุณหนูเร็ว ๆ เข้า”

         ป้ายิ้มกับแป๊ดขึ้นไปช่วยกันทำความสะอาดห้องของคุณหนูของเธอ เก็บกวาดข้าวของที่แตกกระจายในห้องจนเรียบร้อย และกำลังจะกลับออกมา สายตาของแป๊ดก็ไปกระทบเข้ากับกระดาษหนึ่งใบที่มีวางอยู่บนโต๊ะ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นจึงได้เดินเข้าไปแอบอ่าน

         “ตายแล้วป้า! คุณหนูหนีออกจากบ้าน” แป๊ดเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแสดงความตกใจ

 

         ปรรณพัชร์ นำรถเข้ามาจอดเอาไว้ที่ที่จอดรถของสนามบิน แล้วสะพายกระเป๋าใบเล็กของเธอเดินเข้าสนามบินไป หมายจะเช็กอินเพื่อขึ้นเครื่อง แต่กลับไม่สามารถทำได้ดั่งใจ จึงออกไปหาที่นั่งพัก ดื่มน้ำเย็น ๆ ดับความโมโหเสียก่อน ทั้งนี้ก็เพราะเธอรู้ว่าการที่พนักงานไม่รับเช็กอินให้เธอนั้น เป็นเพราะฝีมือของคุณพ่อเธอนั่นเอง แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เธอจะไม่ยอมแพ้ ไม่ยอมกลับบ้านไปโดยที่ไม่ได้ทำให้คุณพ่อของเธอสำนึกในความผิดครั้งนี้แน่นอน

         ในเมื่อไปสายการบินเดิมไม่ได้ ก็เปลี่ยนสายการบินก็ได้ หญิงสาวตัดสินใจไปเช็กเที่ยวบินและซื้อตั๋วใหม่ แต่ก่อนจะไปจัดการตามที่คิด เธอแวะเข้าห้องน้ำของสนามบินก่อน หลังจากที่ทำธุระเสร็จ กำลังจะเดินออกมาจากห้องน้ำ ก็บังเอิญเดินไปชนกับผู้หญิงคนหนึ่งเข้า

         นั่นคือความทรงจำสุดท้ายที่ปรรณพัชร์จำได้ ก่อนที่จะมารู้ตัวอีกที และพบว่าตนเองกำลังอยู่ในห้องนอนเล็ก ๆ ซึ่งไม่ใช่ห้องนอนของเธอแน่นอน

ความคิดเห็น