จันทร์อรุณ ณรัช

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

สหายหรือสามีภรรยา

ชื่อตอน : สหายหรือสามีภรรยา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 75

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 08 พ.ค. 2562 17:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
สหายหรือสามีภรรยา
แบบอักษร

image

น่ารักขนาดนี้..นี่คือต้นแบบของมุกดาราของเราจริง ๆ

...........

ในเวลานั้น..แม่ทัพแมวหลวงดูจะเป็นคนที่สามารถรับมือกับคนชุดม่วงได้..ไม่ใช่เพียงฝีมือ..อาจจะถึงกับสติปัญญา..

แม้แต่จินดาพิสุทธิ์และอจินไตย..ก็ยังยอมรับว่า..ยังไม่ทราบจะรับมืออย่างไร..

แต่แม่ทัพแมวหลวงแห่งแคว้นจันทรากลับยิ้ม..

เดิมนางคือเจ้าสำนักสูญญตาฝ่ายตึกแดง..ที่ได้ชื่อว่า..เทวีแห่งสงครามจุติมาเพื่อสืบทอดยอดวิชาของสำนัก..และเมื่อเป็นเทวีแห่งสงคราม..นางจะไม่พ่ายแพ้ใคร..แม้ว่าคนนั้น..จะมีฝีมือสูงกว่าสักเพียงไหนก็ตาม..

เรื่อง ๆ นี้..เทวีแวมไพร์เรนี่.หรือพิรุณเลือดในมิติแห่งนี้..รู้ดีที่สุด..เพราะต้องหนีหัวซุกหัวซุนเมื่อรับมือกับเจ้าสำนักตึกแดงแห่งสำนักสูญญตาทุกครั้ง..ทั้งที่ดูตามรูปการณ์แล้ว..ไม่น่าจะเป็นไปได้..

แต่ครั้นทิ้งจิตแห่งเทวีแห่งสงครามไป..เพื่อใช้วิชาสายอารามขาวตามหาริต้าหรือจินดาพิสุทธิ์..ถึงตอนนี้..ก็ยังไม่ทราบว่า..เมื่อทิ้งจิตแห่งเทวีสงครามซึ่งไร้พ่ายไปแล้ว..นางจะเป็นอย่างไร..

“..หากจะต้องแลกตัวประกัน..เราก็แลกกันเสียให้จบ ๆ ..”แม่ทัพแมวหลวงพูด

คนชุดม่วงเหมือนประหลาดใจที่แม่ทัพแมวหลวงตกลงง่าย ๆ ปานนี้..

“..ทำไมท่านถึงตกลงได้ง่ายดาย..”

“..เพราะสองคนนั่นไม่มีความจำเป็นอันใดกับข้า..หากพวกมันดื้อด้านไม่ตอบคำ.ข้าจะทรมาณให้เปิดปาก..ก็ไม่ใช่วิสัย..เก็บพวกมันไว้..ก็ใช่จะรู้ความจริงทั้งหมด..สู้สืบเสาะรู้ด้วยตัวเองดีกว่า..แต่สำหรับมุกดาราซึ่งเป็นทั้งลูกสะใภ้และลูกศิษย์..ย่อมมีความสำคัญกว่าสองคนนั่นมากนัก..”

คนชุดม่วงนิ่งคิด..

ดูท่าการต่อรองครั้งนี้..เหมือนซื้อขายในราคาถูกไปหน่อย..

แต่กลับกลายเป็นว่า..คนชุดม่วงคลายมือจากการคร่ากุม..ผลักร่างเจ้าหญิงแห่งมิลินทระเข้าหาจินดาพิสุทธิ์และอจินไตย..ก่อนจะพูดขึ้นว่า..

“..แม่ทัพแมวหลวงไม่ใช่ชนชั้นธรรมดา..ข้าคืนเจ้าหญิงมุกดาราให้พวกท่านแล้ว..”

แม่ทัพแมวหลวงหัวเราะ..

ขณะนั้น..สองปีศาจแห่งอนันตกาลควบคุมนาคาเกล็ดทองกับเฒ่าไร้การุณชายชุดเทามาถึง..แม่ทัพแมวหลวงก็พยักหน้าให้ปล่อยตัวเสีย..

คนชุดม่วงพยักหน้า..

“..เจ้าสำนักสูญญตา..ครั้งนี้เราเหมือนทำความรู้จัก..ครั้งหน้า..เราคงต้องต่อสู้ชิงไหวชิงพริบกัน..คู่มือเยี่ยงท่าน..ข้ายอมรับว่าหาไม่ได้ง่าย ๆ ..”

คำว่าเจ้าสำนักสูญญตา..ทำให้แม่ทัพแมวหลวงขมวดคิ้ว..

ทำไมคน ๆ นี้ถึงเรียกนางว่าเจ้าสำนักสูญญตา..

นางอดถามไม่ได้..

“..คุณเป็นใครกัน..”

สรรพนามและสำนวน..แสดงให้เห็นว่า..ใช้สำนวนของมิติบ้านเกิด..แปลว่า..นางเริ่มสงสัยว่า..คน ๆ นี้..อาจจะเกี่ยวพันกับโลกยุคปัจจุบันที่นางจากมา..

คนชุดม่วงหัวเราะ..แต่ยังไม่เห็นใบหน้า..

“..ท่านถามว่าข้าเป็นใคร..หากว่า..สามารถบอกท่านได้..ข้าคงไม่คิดจะปิดบังตัวเองแล้ว..”

สำนวนยังใช้ของชาวมิติเร้นแห่งเทพอสูร..

“..แล้วทำไมต้องปิดบัง..”

“..เพราะยังไม่สมควรจะเปิดเผย..แต่เมื่อถึงเวลา..ท่านจะทราบเองว่าข้าเป็นใคร..”

แม่ทัพแมวหลวงขมวดคิ้ว..พลันขยับตัวได้เร็วราวสายฟ้า..

มือตวัดขึ้น..หมายจะเปิดหมวกปีกกว้างที่ปิดบังใบหน้า..

กระบวนท่านี้แยบยล..แฝงด้วยเคล็ดวิชาหมัดสูญญตายี่สิบเคล็ดลับ..ในแผ่นดินนี้อย่าหวังว่าจะมีใครต้านทานได้.แม่ทัพแมวหลวงเจนจัดวิชาหมัดสูญญตาอย่างลึกซึ้งลึกล้ำ..ต่อให้ควานหาไปหลายมิติจักรวาล..ก็ไม่ควรจะมีใครรับมือ

คนชุดม่วงไม่คิดว่าแม่ทัพแมวหลวงจะมีฝีมือระดับนี้..ยามกระทันหันไม่อาจจะต้านรับ..ต้องคว้ามือนาคาเกล็ดทองกับเฒ่าไร้การุณคนละมือ..และ....

หายวับไปทั้งสามคน..

หายวับราวกับภูตผีภูตพราย..

แม่ทัพแมวหลวงลดมือลง..ก่อนจะหัวเราะหึ ๆ ...

อจินไตยครางอือม์..

“..มีแต่ชาวแคว้นสนธยาที่ไม่ใช่นักโทษ..จึงสามารถทำเช่นนี้ได้..”

จินดาพิสุทธิ์โอบร่างมุกดาราไว้..พูดขึ้นว่า..

“..คน ๆ นั้นบอกว่า..นายแม่เป็นเจ้าสำนักสูญญตา..”

“..หากจะเป็นคนมาจากมิติบ้านเกิด..ก็อาจจะรู้จักนายแม่ว่าเป็นเจ้าสำนักสูญญตาทำให้เราสามารถคิดว่าเขามาจากไหนได้..แต่หากคน ๆ นี้สามารถเคลื่อนย้ายได้ในพริบตา..ซึ่งเป็นความสามารถของชาวแคว้นสนธยา..การที่จะล่วงรู้ว่านายแม่เป็นใครก็ไม่ใช่เรื่องแปลก..เพราะขนาดอจินไตยยังรู้จักลูกดีถึงขนาดคุยกันด้วยสำนวนมิติบ้านเกิดเราขนาดนั้น..”

อจินไตยครางอือม์..

“..นายแม่.นี่หมายความว่า..คน ๆ นั้น..เป็นชาวแคว้นสนธยาใช่หรือไม่..”

“..ในชั้นแรกนี้..เราต้องคิดเช่นนั้นก่อน..เพราะมีความเป็นไปได้มากที่สุด..”

“..แต่..ชาวสนธยาไม่คิดจะครอบครองหรือรุกรานแผ่นดินแห่งห้าแคว้นแม้แต่น้อย..”อจินไตยพูดอย่างมั่นใจ.. “..พวกเราจะว่าไปก็หยิ่งยะโสไม่เห็นชาวห้าแคว้นอยู่ในสายตาอยู่แล้ว..หากจะรุกรานเกรงว่าไม่มีสาเหตุ..”

“..น่าจะมีความนัยบางประการที่เราไม่ล่วงรู้..ข้าเห็นด้วยกับลูกอจินไตย..ว่าชาวแคว้นสนธยาจะไม่รุกรานแผ่นดินห้าแคว้นแน่นอน..ซึ่งหากจะรุกรานจริง..ก็นำกำลังทหารบุกทีละแคว้นตีให้ราบเรียบก็ไม่ใช่เรื่องยาก..ไม่ต้องถึงขนาดค้นคว้าหาธาตุศักดิ์สิทธิ์เพื่อเพิ่มศักยภาพกองทัพแม้แต่น้อย..ความสามารถของชาวสนธยาก็ยึดครองห้าแคว้นได้ง่าย ๆ แล้ว..”

แม่ทัพแมวหลวงดูจะครุ่นคิด..

“..แต่คน ๆ นั้นยามไม่ทันระวัง..เผลอแสดงความสามารถที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวแคว้นสนธยา..ป่านนี้คงนั่งกุมขมับว่าทำไปได้อย่างไร..เพราะมองเพียงเท่านี้ก็มองออก..”

นางยังครุ่นคิดไม่ตก..แต่ก็ถามขึ้นว่า..

“..จะกลับวังมิลินทระหรือไม่..หรือจะนอนค้างแรมสักคืนเพื่อให้ได้บรรยากาศล่ะ.ริต้า..”

จินดาพิสุทธิ์นิ่งคิด..

“..ความจริงพักแรมอีกสักคืนก็ไม่เลว..แต่ข้าไม่ชอบนอนในป่าเยี่ยงนี้..ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา..จะนอนก็ต้องนอนในที่ที่ไม่เป็นป่าเขา..มิเช่นนั้นจะนอนไม่หลับ..”

แม่ทัพแมวหลวงหัวเราะ..

“..เมื่อสักครู่..เราจับนาคาเกล็ดทองได้..คนผู้นี้สามารถควบคุมงู..เจ้าคงเผชิญหน้ากับเขามาแล้ว..และคงไม่กล้านอนในป่าใช่ไหมล่ะ..”

ความกลัวงูของริต้าหรือจินดาพิสุทธิ์..มีหรือที่แม่ทัพแมวหลวงจะไม่ทราบ..เพราะเป็นบุพการีแท้ ๆ ..และเลี้ยงดูมาตั้งแต่แรกเกิด..

จินดาพิสุทธิ์ครางเฮ้อ..ยอมรับว่ากลัวงูก็กลัวงูจริง ๆ ..

อจินไตยหัวเราะ..

“..อีกไม่เกินสองชั่วยามก็สามารถเดินทางถึงวัง..รอสักหน่อย..กอดกันบนเตียงน่าจะดีกว่า..เราควรจะกลับกันก่อนนะริต้า..มุกดารา..”

ต่างคนต่างเหนื่อยมามาก..จริง ๆ อยากจะพัก..แต่หากคิดว่า..การเดินทางสักสองชั่วยาม..แล้วได้นอนในห้องนอนแสนสวย..เตียงนุ่มอบอุ่นกอดกันทั้งสามคน..ก็เป็นรางวัลที่สมควรจะยอมลำบาก...

แม่ทัพแมวหลวงไม่ได้ว่าอะไร..

แต่ในใจครุ่นคิด..

คนชุดม่วงน่ากลัวเกินไปแล้ว..

และหากจะเผชิญหน้าต่อสู้กันตัวต่อตัว..นางจะเอาชนะได้หรือไม่..ก็ไม่น่าจะสรุปได้ในตอนนี้..

......

เช้าของวันใหม่..

ห้องใหญ่โต..สวยงาม..สะอาด..เตียงขนาดใหญ่..นุ่มนิ่ม..

มุกดารารู้สึกตัว..ก่อนจะยิ้มออกมา..

ตนเองนอนอยู่ริมเตียง..หันไปข้าง ๆ ..ท่านพี่ทั้งสองกอดกันกลม..แนบแน่น..แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกระหว่างกัน..ที่ผูกพันลึกซึ้ง..และรักใคร่เหลือประมาณ..

มุกดาราถอนหายใจเฮือกใหญ่..

นี่เรามาขวางความรักของท่านพี่ทั้งสองหรือไม่..

ไม่อยากจะคิดมากแต่ก็อดคิดไม่ได้..

ว่าแต่เมื่อคืน..มุกดาราก็นึกถึงความสุขที่ได้รับตลอดราตรี...

ยิ้มแก้มแตก..แววตามีความฝัน..และช่างเป็นฝันดีหนักหนา..

ท่านพี่ทั้งสองไม่รังเกียจ..รักใคร่เรา..ช่วยกันทำให้เรามีความสุข..

ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้รับความสุขขนาดนี้..

ปล่อยตัวปล่อยใจ..ให้พี่ทั้งสองได้กระทำกับร่างกายของเราอย่างเต็มที่..

ท่านพี่ริต้าทำท่าราวกับเด็กทารกดื่มนมแม่..ตายอดตายอยากมาจากไหนก็ยากจะเดา..เรายังไม่ได้คลอดบุตรเสียหน่อย..จะดูดเค้นไปทำไมก็ไม่รู้..แต่ว่า..มัน..มัน..ช่างสุขแสน..

ส่วนท่านพี่อจินไตยก็แทบจะมุดเข้าไปอยู่ในท้องเรา..

ไม่รู้เลยว่าจุดบางจุดในร่าง..จะทำให้เรารู้สึกเหมือนขึ้นสวรรค์..

ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า..ท่านพี่ทั้งสองจะทำไปด้วยความรักที่มากมายปานนั้น..

เราไม่รู้ตัวเลยว่า..เราส่งเสียงครวญครางอย่างไรไปบ้าง..และทะลึ่งกายด้วยความสุขสูงสุด..เกร็งเขม็งไปกับรสชาติแห่งรักไปกี่รอบ..

มีหลายครั้งที่เกรงว่าสิ่งที่ออกจากร่างเราจะเป็นที่รังเกียจและเปรอะเปื้อน..แต่ท่านพี่ทั้งสองก็ดูดกลืนมันเข้าไปราวกับน้ำจากเกสรดอกไม้อันหอมหวาน..

เราเสียอีกจะรู้สึกรังเกียจตัวเอง..ว่าทำอะไรน่าอาย..แต่ท่านพี่ทั้งสองกลับดูดดื่มจนแห้งผาก..

เป็นความสุขที่เราไม่มีวันลืม..

ท่านพี่ทั้งสอง..ข้ามุกดารารักพวกท่าน..

รักมาก..

มุกดารายิ้มเมื่อนึกถึงช่วงเวลาที่เป็นสุข..

หลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ..

ไม่ได้สร้างสุขให้ท่านพี่บ้าง..แต่พวกท่านพี่คงสร้างความสุขให้กันและกันไปแล้ว..

ถ้าข้าเก่งกว่านี้จะขอกระทำบ้าง..ท่านพี่คงไม่ว่ากระไร..

คิดพลางหันมองสองท่านพี่..ที่สีหน้าแววตาก็เต็มไปด้วยความสุขเช่นกัน..

มุกดาราอดใจไม่ไหว..โน้มร่าง..หอมแก้มของจินดาพิสุทธิ์และอจินไตย..และโอบร่างของทั้งสองไว้..ซุกหน้าให้ลมหายใจอุ่น ๆ รมที่แก้ม..

ทั้งสองเจ้าหญิงพลิกกายผละจากกัน..

มุกดารามองที่ทรวงอกของท่านพี่ทั้งสอง..ก่อนจะจุมพิตเบา ๆ ที่ยอดตูมอันงดงาม..ของอจินไตย...

และใช้จมูกดุนที่ยอดเมล็ดงามปลายอกของจินดาพิสุทธิ์..

เสียงระบายลมหายใจ..

“..โกงจัง..ตื่นก่อนก็มาหากำไรแบบนี้..”

มุกดาราสะดุ้ง..ถอยร่างออก..จินดาพิสุทธิ์ยิ้มอยู่..

มีมือมาจับทรวงอกนาง..

“..กินอาหารเช้ากันก่อนดีไหมริต้า..ซนนัก..”นั่นคือเสียงอจินไตย..

มุกดาราผละออก..ยิ้มอาย ๆ ..

“..ท่านพี่ทั้งสองรังแกข้าตั้งแต่เช้า..”

“..อ้าว..เมื่อคืนไม่ถือว่ารังแกใช่ไหม..”

“...เมื่อคืน..”มุกดาราอายจนไม่ทราบจะทำอย่างไรได้..

“..เด็กน้อยเอ๊ย..”อจินไตยหัวเราะ.. “..สงสัยไม่ชอบที่โดนรังแก..”

มุกดาราหน้าตื่น..

“..ไม่นะท่านพี่..ข้า..”นางพูดเสียงแผ่ว.. “..อยากให้พวกท่านรังแกไปทุกคืน..”

จินดาพิสุทธิ์กับอจินไตยหัวเราะ..

อันที่จริง..การได้เห็นหญิงสาวสวยใสบริสุทธิ์..ได้ครวญครางอย่างเร่าร้อนและสุขสม..ด้วยฝีมือของพวกตน..มันก็ฟินไปอีกแบบ..นางยังคงใสซื่อจริง ๆ ..

ยิ่งภาพสีหน้าตอนนางเสร็จกิจบนเตียงเป็นครั้งแรกในชีวิต..เป็นอะไรที่พวกนางรู้สึกดีสุด ๆ ..

อจินไตยปล่อยปละความรู้สึกสุขสมตั้งแต่เมื่อคืนอย่างรวดเร็ว..

ควรคิดเรื่องอื่นบ้าง..ไม่งั้นจะหมกมุ่นเกินไป..

และนางรู้ตัวดี..ว่า..ทั้งสามคนนี้..นางดูจะมีวุฒิภาวะมากที่สุด..ริต้าบางทีจะเผลอปล่อยลอยไปบ้าง..สำหรับเด็กน้อยอย่างมุกดาราไม่ต้องพูดถึง..

“..มุกดารา..ข้าอยากจะทราบเรื่องธาตุศักดิ์สิทธิ์..”

“..อือ..ถ้าอย่างนั้น..พวกเรารีบสรงสนาน..ผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย..และรับประทานมื้อเช้ากันเถิด..”มุกดาราขมีขมัน..

จินดาพิสุทธิ์นิ่งคิด..

“..คิดว่า..นายแม่ก็คงจะอยากรู้เรื่องราวโดยละเอียดเช่นกัน..”

“..ดีไม่ดี..นายแม่อาจจะทราบตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว..เวลาที่เรากำลังสุขสม..นายแม่คงไม่พักผ่อน..ยังคงครุ่นคิดหาคำตอบสิ่งที่สงสัยอยู่..”อจินไตยให้ความเห็น..

จินดาพิสุทธิ์ครางออกมา..

“..ดูเหมือนพวกเราจะเลว ๆ ยังไงก็ไม่รู้..”

“..นายแม่ทราบดี..คงไม่ว่ากระไรเราหรอก..ริต้า..ท่านหาข้อมูลของท่าน..เราก็ทำตามหน้าที่เรา..”

“.หน้าที่อะไรกัน..”

“..อย่าลืมว่า..ความสัมพันธ์ของเราสามคือความสัมพันธ์ระหว่างแว่นแคว้น..ทั้งแคว้นจันทราของท่าน..แคว้นสนธยาของเรา..และแคว้นมิลินทระของมุกดารา..”

มุกดาราหัวเราะ..

“..ท่านพี่ทั้งสอง..นี่เป็นการทำหน้าที่ซึ่งข้ามีความสุขยิ่ง..”

“..เดี๋ยวคืนนี้..จะทำหน้าที่สร้างสัมพันธ์ระหว่างแคว้นกันต่อ..เพียงแต่..ตอนกลางวัน..เราควรจะทำอะไรที่ไม่ใช่เรื่องดังกล่าวกันบ้างนะ..”จินดาพิสุทธิ์ยิ้ม..

มุกดาราฉวยผ้านุ่งปกปิดร่างกาย..เอื้อมมือสั่นกระดิ่ง..

“..ขอให้บอกข้ามาเถิดท่านพี่..ข้ายินดีจะช่วยอำนวยความสะดวก..ช่วยกระทำทุกเรื่อง..”

สองเจ้าหญิงนุ่งผ้าปกปิดร่างกาย..

มีหลายเรื่องที่ยังสงสัย..แต่ก็ใช่ว่าจะหาคำตอบได้โดยง่าย..

แต่เวลานี้..เรื่องราวของคนชุดม่วง..เป็นเรื่องราวที่ใคร่จะทราบมากที่สุด..

.....

ทั้งสามเจ้าหญิงมาถึงตึกสำคัญของแคว้นมิลินทระแล้ว..นั่นคือตึกปัญญาบารมี..

นี่คือตึกที่ทำการค้นคว้า..คิดค้น..ทดลองสร้างวิทยาการแปลกใหม่..

แต่ที่นับว่าสำคัญที่สุด..คือ..การสร้างธาตุศักดิ์สิทธิ์..

มุกดารายอมรับว่า..หลายเรื่องนางก็ยังไม่ทราบ..และไม่เพียงไม่ทราบ..ยังไม่มีสิทธิ์จะทราบด้วย..

ราชครูสูตระเป็นบังคับบัญชาควบคุมตึกแห่งนี้..และให้การต้อนรับ..

ชื่อตึก...ปัญญาบารมี..ทำให้อจินไตยอดถามไม่ได้..

“..ฟังดูคล้ายเพลงมวยประจำของแคว้นมิลินทระที่มุกดาราใช้..”

ราชครูสูตระยิ้มพลางพูดขึ้นว่า..

“..ตึกปัญญาบารมี..สร้างทุกสิ่งให้แคว้นเรา..แม้แต่วิชาการต่อสู้..เพลงหมัดประจำแคว้นจึงมีชื่อเหมือนหน่วยงานที่ข้าควบคุมอยู่..”

อจินไตยครางอือม์..

“..ท่านแม่ทัพแมวหลวงมาหาท่านแล้วหรือยัง..”

“..นางมาตั้งแต่เมื่อคืน..”

“..ตรงตามที่คิดจริงๆ. .”

“..องค์หญิงอจินไตย..ตึกเราไม่เคยหลับ..ทำการตลอดเวลา..ท่านแม่ทัพจะเข้ามาก็จะได้ค้นหาสิ่งที่ต้องการได้ตลอด..และหากข้าอยู่ด้วย..การที่นางอยากจะทราบอะไร..ย่อมได้ทราบอยู่แล้ว..”

จินดาพิสุทธิ์ครางอือม์..

“..ข้าต้องการทราบเรื่องราวเกี่ยวกับธาตุศักดิ์สิทธิ์..”

“..สำหรับเรื่องราวของธาตุศักดิ์สิทธิ์..ข้าสามารถให้สิ่งที่ท่านอยากรู้ได้..ยกเว้นเรื่องเดียวคือ..การสร้างมันขึ้นมา..”

จินดาพิสุทธิ์ขมวดคิ้ว..

“..เยี่ยงนี้นายแม่ข้า..ก็คงไม่อาจจะทราบด้วยเช่นกัน..”

“..นางทราบแต่เพียงว่า..เราต้องใช้ผลึกอนันตรังสีของแคว้นเราเป็นของตั้งต้น..และรวมกับสิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่ง..ซึ่งจะรู้ไว้คงไม่เสียหลาย..นั่นคือ..น้ำจากบึงพันพฤกษาของแคว้นท่าน..”

จินดาพิสุทธิ์ชะงัก..

“..บึงพันพฤกษา..”

“..น้ำจากบึงพันพฤกษา..มีคุณสมบัติที่เหมาะสม..เพียงแต่..เราไม่อาจจะบอกกล่าวได้ว่า..ต้องนำน้ำในบึงนั้นมากระทำการเยี่ยงไรกับผลึกอนันตรังสี..จึงจะสามารถสร้างธาตุศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้..”

อจินไตยอดถามไม่ได้..

“..น้ำจากบึงพันพฤกษา..มีคุณสมบัติประการใดหรือ..”

“..นั่นเป็นน้ำที่สามารถใช้รวมกับผลึกอนันตรังสีของแคว้นเรา..ซึ่งน้ำจากที่นั่น..มีคุณสมบัติที่เหมาะสม..เหมือนเป็นพิษ..แต่ไม่เป็นพิษ..เหมือนเป็นยาแต่ไม่เชิงเป็นยา..”

จินดาพิสุทธิ์ครางอือม์..นี่คือความนัยที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์อันเร้นลับของแคว้นมิลินทระและแคว้นจันทราอย่างแน่นอน..

การสร้างธาตุศักดิ์สิทธิ์..เมื่อต้องใช้น้ำจากบึงพันพฤกษาของแคว้นจันทราเป็นองค์ประกอบสำคัญ..ร่วมกับผลึกอนันตรังสีของแคว้นมิลินทระ..มันจึงกลายเป็นเงื่อนไขที่สำคัญ..ทำให้เจ้าแคว้นทั้งสองมีสัมพันธ์ที่ดี..

ต่างคนต่างมีวัตถุดิบที่สามารถสร้างธาตุศักดิ์สิทธิ์..และหากค้นคว้าจนสามารถทำให้ธาตุศักดิ์สิทธิ์ใช้การได้กับทุกผู้คน..ทั้งสองแคว้นร่วมมือ..ใยไม่พิชิตไปทั่วหล้า..

กองทัพที่ทหารมีอำนาจพิเศษ..แข็งแกร่งกว่าผู้ใด..บุกไปทั่ว.ราบคาบไปทั่ว.นี่จึงเป็นพลานุภาพที่แท้จริง..

ราชครูสูตระนำเจ้าหญิงทั้งสามไปยังด้านในตึก..

เส้นทางในตึกปัญญาบารมีซับซ้อนและมากหนทาง..ทำให้คนที่ไม่คุ้นเคยอาจจะสับสนได้ง่าย.แม้แต่มุกดาราก็ยังไม่คุ้นเส้นทางดีเพราะนางน้อยครั้งจะมาที่นี่..

ราชครูสูตระนำเจ้าหญิงทั้งสามมาที่ห้อง ๆ หนึ่ง..ปิดประตูทึบ..บานประตูมีห่วงและลายมังกรที่ปากเป็นโพรงใหญ่..มองดูประหลาด..

เจ้าหญิงมุกดาราครางอา..

“..ท่านราชครู..ข้าไม่เคยมาที่นี่..”

ราชครูสูตระยิ้ม..

“..น้อยคนจะมาที่นี่..แม้แต่ท่านเจ้าแคว้น..”

อจินไตยอดถามไม่ได้..

“..นี่เป็นห้องใดหรือ..”

“..นี่เรียกว่า..ห้องเจ็ดปราชญ์..ภายในมีปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ของแคว้นอยู่เจ็ดคน..อาสาอยู่แต่ในห้องนี้..ไม่อาจจะออกไปไหน..วิชาความรู้ที่พิสดาร..อยู่กับปราชญ์ทั้งเจ็ด..กินนอน..พักผ่อน..ค้นคว้า..ล้วนแต่อยู่แต่ภายในห้อง..วิทยาการสิ่งของวิเศษทั้งหลาย..เป็นห้องเจ็ดปราชญ์สร้างสรรค์มันขึ้นมา..รวมทั้งสายรัดเอวแห่งวาโยธาตุที่ท่านคาดอยู่ด้วย..”

จินดาพิสุทธิ์ครางอือม์..

“..วิทยาการเกี่ยวกับธาตุศักดิ์สิทธิ์..ก็ล้วนแต่เป็นวิทยาการจากห้องเจ็ดปราชญ์..”

ราชครูสูตระพยักหน้า..

“..ไม่มีใครทราบว่า..แต่ละสิ่งที่แคว้นเรามีและเป็นของวิเศษสำคัญ..เช่นสายรัดเอวแห่งธาตุทั้งสี่..ปราชญ์ทั้งเจ็ดสามารถสร้างขึ้นมาได้อย่างไร..รวมทั้งวิธีจัดสร้างธาตุศักดิ์สิทธิ์ด้วย..ท่านเจ้าแคว้น..ท่านเจ้ามุกมังกร..ท่านแม่ทัพ..หรือแม้แต่ข้า..ก็ไม่อาจทราบวิทยาการนี้..มีแต่ปราชญ์ทั้งเจ็ดเท่านั้น..แต่พวกเขาก็บันทึกและจารึกวิชาความรู้ทั้งมวลไว้..เพียงแต่มันอยู่ในห้อง..ไม่อาจจะแพร่ไปไหน..สถานที่แห่งนี้..อยู่ในตึกปัญญาบารมี..ซึ่งมีการคุ้มกันเข้มแข็ง..ห้องเจ็ดปราชญ์ก็ลึกลับ..ยากที่ใครจะเข้าไปได้โดยง่าย..ต่อให้เผาตึกปัญญาบารมี..ห้องเจ็ดปราชญ์ก็ไม่เป็นอันใด..ผู้ที่จะเข้าไปในห้องเจ็ดปราชญ์.ต้องขออนุญาตจากปราชญ์ในห้อง..สำหรับประตูห้อง..ไม่อาจเปิดและทำลายจากภายนอกได้..”

อจินไตยอดถามไม่ได้..

“..แล้วหากจะใช้อำนาจของชาวแคว้นสนธยาที่สามารถเดินทางไปได้ทุกที่เล่า..”

“..ห้องนี้มีความพิสดาร..ล้ำลึก..และปราชญ์ทั้งเจ็ดมีวิธีป้องกันไม่ให้ชาวแคว้นสนธยาใช้อำนาจลอบเข้าไปได้..ซึ่งเราเองก็ไม่รู้วิธี..ดังนั้น..จะหาห้องหับใดที่แข็งแกร่งและปลอดภัยปราศจากการรบกวนจากภายนอก..ทั้งแผ่นดินไม่มีอีกแล้ว..วิทยาการของเราที่เก็บไว้ในห้องนี้..จึงเป็นความลับที่ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถแตะต้องได้เลย..”

อจินไตยครางอือม์..

“..การที่มีคนลักลอบค้นคว้าวิจัยธาตุศักดิ์สิทธิ์..และวางแผนจับกุมพวกเราเพื่อให้ท่านเจ้าแคว้นมอบวิทยาการสร้างธาตุศักดิ์สิทธิ์ให้..จึงใช่จะไร้เหตุผลไปเสียทีเดียว..”

ราชครูสูตระถอนหายใจ..

“..แม้ท่านเจ้าแคว้นจะห่วงใยท่าน..แต่หากต้องกระทำเช่นนั้น..ก็ต้องบอกว่า..ไม่อาจจะกระทำได้..ต่อให้เป็นคำสั่งของท่านเจ้าแคว้นก็ตาม..ท่านเพียงแต่มีอำนาจในการสั่งการให้ห้องเจ็ดปราชญ์จัดสร้างหรือค้นคว้าในสิ่งที่ต้องการ..แล้วก็มีผลลัพธ์เป็นสิ่ง ๆ นั้นออกมาเลย..ไม่สามารถบีบบังคับให้มอบวิทยาการที่ค้นคว้าไปสู่ภายนอกได้..”

จินดาพิสุทธิ์ครางอือม์..

“..ข้าพอจะเข้าใจความจำเป็นของเรื่องเหล่านี้..แต่หากเป็นเช่นนั้น..นายแม่ข้าซึ่งถือสาชีวิตคนเป็นเรื่องใหญ่..คงไม่ยอมจะให้เกิดการสูญเสียขึ้นแน่นอน..”

“..นับว่าเป็นเรื่องดี..ที่ท่านแม่ทัพไม่ต้องขัดแย้งกับตึกปัญญาบารมีหรือแม้แต่ท่านเจ้าแคว้น..”

อจินไตยอดถามไม่ได้..

“..แล้วนักปราชญ์ทั้งเจ็ดในห้องเจ็ดปราชญ์..ต้องทนถูกขังอุดอู้อยู่เช่นนี้หรือ..”

“..เรียนเจ้าหญิงอจินไตย..ภายในท่านคงไม่ทราบ..ว่าเป็นเช่นไร..เราเข้าไปครั้งหนึ่ง..แม้ภายนอกจะเป็นเพียงห้อง..แต่กลับมีบริเวณที่กว้างขวาง..เหมือนเป็นโลกอีกโลกหนึ่ง..มีทุกอย่างที่อำนวยความสะดวก..มีเสบียงสะสม..คนในห้องเจ็ดปราชญ์สามารถอยู่ได้สบาย ๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาเสบียงอาหารจากภายนอกได้หลายปี..อย่าว่าแต่หากจัดการดี ๆ แล้ว.สามารถปลูกพืชสร้างอาหารหากินหมุนเวียนอยู่ในนั้นได้โดยไม่ต้องออกมาตลอดกาลเลยด้วยซ้ำ..ตลอดเวลา..คนในห้องเจ็ดปราชญ์หากจะปรารถนาอันใด..ก็สามารถสั่งการให้คนนอกห้องหามาให้ได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว..เช่น..หากต้องการน้ำจากบึงพันพฤกษาหรือผลึกอนันตรังสีเพื่อทดลองค้นคว้า..ขอเพียงบอกมา..คนภายนอกจะจัดหาให้อย่างทันอกทันใจ..”

อจินไตยครางอาออกมา..

“..แม้แต่ท่านราชครูซึ่งควบคุมตึกปัญญาบารมีอยู่..ก็ยังเคยเข้าไปเพียงครั้งเดียว..”

“..เพียงแต่จะบอกว่า..ทุกสิ่งในห้องเจ็ดปราชญ์..คือความลับสุดยอด..และไม่มีทางที่ใครจะเอาไปได้เด็ดขาด..”

อจินไตยนิ่งคิด..

“..ดูช่างคล้ายตำหนักชิงพลบและตึกทรงกลดในแคว้นสนธยาข้านัก..เพียงแต่..ตำหนักชิงพลบกับตึกทรงกลด..ดูจะไม่เร้นลับเท่า..”

“..แคว้นท่านแม้ว่าจะลึกลับ..แต่ฟังว่า..ในห้องเจ็ดปราชญ์.มีเรื่องราวสำคัญเกี่ยวกับแคว้นท่านรวบรวมอยู่ด้วยแล้ว..เพียงแต่เรื่องนี้ต้องถามปราชญ์ทั้งเจ็ดให้รู้แน่..”

อจินไตยครางอือม์..ก่อนจะถามอีกว่า..

“..เรามีทางสนทนากับปราชญ์ทั้งเจ็ดในห้องได้หรือไม่..”

“..ก็ต้องลองดู..หากมีวาสนา..ท่านอาจจะได้เข้าไปเยี่ยมชมในห้องเจ็ดปราชญ์เป็นขวัญตา..การจะให้ใครเข้าไปเยี่ยมเยียน..ล้วนแต่เป็นสิทธิ์ขาดจากปราชญ์ทั้งเจ็ด..แม้แต่ท่านเจ้าแคว้นยังไม่อาจจะบีบบังคับอันใดได้..”

ราชครูสูตระพูดพลางเดินไปที่หน้าประตูห้อง..ที่ดูคล้ายประตูเข้าไปยังคฤหาสต์หลังใหญ่มากกว่า..

บานประตูมีสองบาน..มีปากมังกร..และห่วงเคาะประตู..

ราชครูจับห่วงเคาะ..และกรอกเสียงลงไปในปากมังกร..

“..ท่านจอมปราชญ์ทั้งเจ็ดแห่งแคว้นมิลินทระ..ข้าสูตระราชครูและผู้ควบคุมตึกปัญญาบารมี..นำพาเจ้าหญิงสามท่านมาเยี่ยมเยียน..หนึ่งคือเจ้าหญิงจินดาพิสุทธิ์แห่งแคว้นจันทรา..สองเจ้าหญิงอจินไตยแห่งแคว้นสนธยา..และสาม..เจ้าหญิงมุกดาราแห่งแคว้นมิลินทระเรา..หากยินดีจะสนทนาด้วย..โปรดให้คำตอบ..”

อจินไตยเดินมายังตำแหน่งปากมังกร..ก่อนจะพูดเสียงดัง..

“..ข้าอจินไตยแห่งแคว้นสนธยา..ขอคารวะปราชญ์ทั้งเจ็ดแห่งแคว้นมิลินทระ..บัดนี้มีเพทภัยใหญ่ในแผ่นดินอยากจะหารือ..และขอคำชี้แนะ..ขอได้โปรดให้เราสามเยี่ยมเยียนสักครู่ได้หรือไม่..”

พูดจบก็นิ่งรอฟังคำตอบ..

แต่ก็ไม่มีคำตอบใดออกมา..

จินดาพิสุทธิ์พยักหน้า..

“..การเข้าพบคงยากเย็นนักหนา..นายแม่ข้าคงมาที่นี่แล้วใช่ไหม..ท่านสูตระ..”

“..ท่านแม่ทัพแมวหลวงรู้ว่ามีสถานที่แห่งนี้..แต่พอข้าจะนำพาท่านแม่ทัพมาที่นี่..ท่านกลับหัวเราะหึ ๆ ..แล้วก็จากไป..เราไม่ทราบว่าห้องเจ็ดปราชญ์ที่มีคนปราถนาจะเข้าไปเพื่อหาประสบการณ์พิสดาร..ไฉนท่านแม่ทัพไม่แม้แต่จะเหลือบแล..”

อจินไตยหัวเราะ..

“..นายแม่เพียงแต่ทราบว่า..ไม่มีประโยชน์จะขอพบ...เพราะเจ็ดปราชญ์คงไม่ให้เข้าพบอยู่แล้ว..ช่างเถิด..เรื่องนี้เราเพียงแต่ทดลองดูเท่านั้น..”

พลันมีเสียงดังมาจากปากมังกรที่ประตู..

“..เจ้าหญิงทั้งสาม..คือสามีภรรยาหรือเป็นสหายกัน..”

เสียงที่เหมือนถามดังขึ้นที่รูปากมังกร..ทำให้สามเจ้าหญิงมองหน้ากันไปมา..

อจินไตยอดพูดไม่ได้..

“..เราสามคนจะเป็นสหายกัน..หรือจะเป็นสามีภรรยากัน..เกี่ยวข้องใดกับพวกท่าน..”

“..หากเป็นเพียงสหาย..ก็ไม่สามารถเข้ามาในห้องเจ็ดปราชญ์ได้..แต่หากเป็นสามีภรรยานั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง..”

เสียงจากรูปากมังกรทำให้สามเจ้าหญิงมองหน้ากันไปมา..

จินดาพิสุทธิ์พูดขึ้นว่า..

“..ท่านนักปราชญ์ทั้งเจ็ด..ข้าจินดาพิสุทธิ์..ถือเป็นสามีของเจ้าหญิงทั้งสอง..อจินไตยกับมุกดารา..เป็นภรรยาของข้า..ท่านมีอันใดจะชี้แนะ..”

“..หากเป็นสามีภรรยา..โปรดแสดงท่าทีของความเป็นสามีภรรยาออกมาด้วย...”

มุกดาราหน้าแดงจัด..อดพูดไม่ได้..

“..ท่านนักปราชญ์..นี่จะดีหรือ..ข้า..ข้า..”

จินดาพิสุทธิ์หัวเราะ..โอบร่างมุกดารา..ก่อนจะจุมพิตที่ริมฝีปาก..

เล่นเอาเจ้าหญิงมุกดาราแตกตื่น..ไม่คิดว่าจะจูบให้คนอื่นดูง่าย ๆ ..ผลักเล็กน้อย..แต่แล้วก็เปลี่ยนเป็นโอบรอบคอ..แถมเจ้าหญิงแห่งแคว้นจันทราก็เหมือนรู้ว่านางปฏิเสธเพราะเอียงอาย..จึงขืนบดปากอย่างจงใจ..

แต่พอขืนจูบสักพัก..ก็รู้สึกวาบหวาม..ตาปรือ..อยากจะเป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ..

“..ท่านพี่..ท่าน..”มุกดาราลืมตัวไปแล้ว..นึกถึงแต่ความหวานที่ตัวเองได้รับเมื่อคืน..

จินดาพิสุทธิ์ผละออก..ก่อนจะรั้งอจินไตยมาจูบบ้าง..

สองเจ้าหญิงเคยชินกับการจูบกันและกันบ่อยครั้ง..

เสียงดังจากปากมังกร..

“..ข้าเชื่อว่าท่านทั้งสามคือสามีภรรยากันจริง ๆ ..หากอยากจะเข้ามาเยี่ยมเยียน..ขอเชิญเข้ามาตามสะดวก..มีแต่เจ้าหญิงทั้งสามเท่านั้น..ไม่เกี่ยวกับท่านราชครูสูตระแต่อย่างใด..”

ราชครูสูตระยิ้มเล็กน้อย..ผายมือ..

“..เชิญ..องค์หญิงทั้งสาม..”

ประตูเปิดออก..

อจินไตยกับจินดาพิสุทธิ์สบตากัน..ก่อนจะคว้ามือมุกดารา..

“..ขอถาม..หากไม่ได้คำตอบที่ข้าพึงใจ..ข้าก็ไม่เข้าไปเช่นกัน..”อจินไตยพูด..

“..เจ้าหญิงโปรดถาม..”ดูท่าทางมีแต่นางที่กล้าต่อรองเจ็ดปราชญ์ที่มีชื่อเลื่องแผ่นดิน..

อจินไตยหัวเราะ..

“..ไฉนถึงยินยอมให้เราเข้าไป..เพียงเพราะเราเป็นสามีภรรยากัน..”

“..เพราะ..”เสียงจากปากมังกรนิ่งเล็กน้อย.. “..พวกท่านเป็นเจ้าหญิงแห่งสามแคว้น..หากเป็นเพียงสหายก็ยังถือว่าเป็นธรรมดา..แต่หากเป็นสามีภรรยากัน..และรักกันอย่างลึกซึ้ง..นั่นคือสัญญลักษณ์ถึงความแนบแน่นมีไมตรีที่มั่นคงของแคว้นทั้งสาม..ซึ่งเป็นสัญญาณแห่งสันติภาพ..”

เสียงนั้นพูดต่ออีกว่า..

“..เมื่อท่านทั้งสามคือตัวแทนแห่งสันติภาพของสามแคว้น..ไหนเลยพวกเราจะไม่ให้ความสำคัญได้..”

คำตอบสมกับเป็นนักปราชญ์..

อจินไตยหัวเราะ..

“..ริต้า..เธอเป็นสามี..เธอนำไป..ยอดเลย..ความรักของเรากลายเป็นสันติภาพของสามแคว้นไปแล้ว..”

มุกดาราก็แตกตื่น..ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน..

จินดาพิสุทธิ์โอบประคองนาง..มืออีกข้างโอบประคองอจินไตย..

และเดินเข้าในประตู..อันเป็นอาณาเขตของห้องเจ็ดปราชญ์..

ประตูปิดลง..

ราชครูสูตระโค้งศีรษะ..หันหลังเดินออกไป..

เดินออกมาจากที่ตั้งห้องเจ็ดปราชญ์..ลดเลี้ยวมาถึงห้อง ๆ หนึ่ง..

ที่นั่น..แม่ทัพแมวหลวงและเจ้าแคว้นมิลินทระตลอดจนเจ้ามุกมังกรรออยู่..

“..ท่านแม่ทัพคาดไม่ผิด..ห้องเจ็ดปราชญ์ต้อนรับองค์หญิงทั้งสามดังที่ท่านคาดการณ์..”ราชครูสูตระโค้งคารวะ..

เจ้าแคว้นมิลินทระอดถามไม่ได้..

“..ท่านแม่ทัพ..ท่านคิดอ่านอันใดอยู่..”

“..ข้าบอกไม่ได้..มีแต่จะสังหรณ์..”

“..สังหรณ์ว่าอันใด..”

“..สังหรณ์ว่า..ห้องเจ็ดปราชญ์เหมือนพิกลอยู่..แต่อจินไตยกับจินดาพิสุทธิ์..ไม่แน่ว่าจะค้นพบอันใดที่จะไขปริศนาที่ข้ายังคิดไม่ตกอยู่เช่นกัน..”

“..ปริศนาอันใดหรือท่านแม่ทัพ..”เจ้ามุกมังกรอดสงสัยไม่ได้..

“..คนชุดม่วงคนนั้นที่ข้าเผชิญหน้าที่น้ำตกรุ้งสวรรค์..บางที..ภายในห้องเจ็ดปราชญ์..อาจจะมีคำตอบว่าเขาคือใครกันแน่..”

ราชครูสูตระอดร้องออกมาไม่ได้..

“..หรือท่านคิดว่า..”

“..อาจจะไม่ใช่อย่างที่ท่านคิด..แต่ควรมีคำตอบบางประการ..ให้เราใช้สืบเสาะได้..”

...............

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น