fictionlog_official

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 12 จุดยืนของความสัมพันธ์

ชื่อตอน : บทที่ 12 จุดยืนของความสัมพันธ์

คำค้น : การุณยฆาต Sammon

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 94

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 09 พ.ค. 2562 11:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 12 จุดยืนของความสัมพันธ์
แบบอักษร

กันตภัทรต้องการวิทยากรไปให้ความรู้เรื่องโรคซึมเศร้าให้คนในชุมชนที่เขาเป็นคนดูแล คนที่เหมาะที่สุดน่าจะเป็นแพทย์หญิงกนกพร หรือหมอแป้งแห่งแผนกจิตเวช กันตภัทรเปิดประตูเข้าไปส่งยิ้มให้พยาบาลที่นั่งอยู่ภายในห้องทำงานแผนกผู้ป่วยใน “หมอกนกพรอยู่มั้ยครับ?”

“อยู่ค่ะ เพิ่งบำบัดคนไข้เสร็จ อีกสักพักน่าจะออกมาค่ะหมอกันต์” พยาบาลสาวรีบลุกขึ้นยืน “เดี๋ยวหนูไปตามให้นะคะ”

“ขอบคุณมากเลยครับ” กันต์ยืนรอเพียงไม่นาน ก็เห็นแพทย์หญิงผมยาวสวมกระโปรงผ้าชีฟองสีพีชอ่อนเปิดประตูกระจกเข้ามาในห้องทำงานของพยาบาล กันต์ยกมือไหว้อย่างนอบน้อม “พี่แป้ง ไม่ได้เจอกันนานเลยครับ”

“เห็นหน้ากันต์แล้วพี่รู้เลยว่าพี่ต้องโดนใช้งานแน่ๆ” หมอแป้งหัวเราะ “คราวนี้ให้ไปพูดที่ไหนล่ะ?”

“พูดให้อสม.ฟังครับพี่ สถานที่จองไว้ที่ห้องประชุมของเทศบาล มีข้าวเที่ยงเลี้ยงด้วยนะครับ”

แป้งชูนิ้วโอเค “ถ้าเป็นน้องกันต์พี่ได้เสมอจ้ะ ถ้าหล่อน้อยกว่านี้พี่จะคิดนานนิดนึง”

กันต์และพยาบาลที่อยู่ใกล้เคียงหัวเราะ หมอแป้งเป็นคนที่มีอารมณ์ขันเสมอ เธอเป็นจิตแพทย์ที่ดูแลสุขภาพจิตของตัวเองได้ดี และเผื่อแผ่จิตใจที่ดีนี้ให้คนอื่น “ช่วงนี้งานยุ่งมั้ยครับพี่แป้ง…”

“อ้าก!!!!!”

เสียงร้องโหยหวนของคนบางคนดึงความสนใจของกันตภัทรไปทางต้นเสียง สิ่งที่เขาเห็นผ่านกระจกที่กั้นระหว่างห้องทำงานของพยาบาลและหอผู้ป่วยคือร่างผ่ายผอมของคนไข้ชายคนหนึ่งนั่งก้นจ้ำเบ้าอยู่บนพื้น บุรุษพยาบาลกำลังพยายามประคองคนไข้รายนั้นให้ลุกยืนแต่ไร้ผล ชายหนุ่มจ้องมองมาที่กันตภัทรด้วยสายตาที่เบิกกว้างแทบถลนแลดูตื่นตระหนกสุดชีวิต เขาตะเกียกตะกายถอยหลัง ปากสั่นมือสั่น

“ยมทูต” มือที่สั่นเทาของชายคนนั้นชี้มายังทิศทางที่กันตภัทรยืนอยู่ “ยมทูต!”

คำพูดของคนไข้ชายทำให้คนทั้งห้องหันมามองกันตภัทรเป็นตาเดียว แพทย์หนุ่มมองไปทางคนไข้ ใบหน้าของเขานิ่งสงบราวกับผืนน้ำที่ไร้แรงลมกระทบ พยาบาลอีกสองคนรีบวิ่งออกไปช่วยจับคนไข้ที่ดูเหมือนจะยิ่งคุ้มคลั่งมากขึ้น หมอแป้งถอนหายใจเสียงดัง

“เมื่อกี้ยังคุยกันดีๆ อยู่แท้ๆ” แพทย์หญิงตบบ่ากันต์ “เดี๋ยวพี่ออกไปดูคนไข้ก่อนนะคะ เอาเป็นว่ากันต์ส่งรายละเอียดวันเวลาสถานที่ให้พี่ในไลน์ได้เลยนะ พี่จะไปสอนให้จ้ะ”

“ขอบคุณมากนะครับ พี่แป้ง” กันต์ยิ้มให้จิตแพทย์สาว “ขอให้วอร์ดสงบไวๆ นะครับ”

“มีแค่เคสเดียวนี่ล่ะค่ะที่ยากหน่อย” แป้งพยักหน้าเป็นเชิงขอตัว กันต์หมุนตัวหันหลังกลับแล้วเดินตรงไปยังประตูทางออก เสียงโหยหวนของคนไข้ยังคงดังต่อเนื่อง เป็นเสียงร่ำไห้ กรีดร้อง สลับกับเสียงร้องตะโกนคำว่า ยมทูต! ยมทูต! เป็นระยะ ไม่มีใครอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนไข้คนนี้ให้เขาฟัง ซึ่งเขาก็เข้าใจดีเรื่องความเข้มงวดของการเก็บความลับของคนไข้ในแผนกนี้ กันตภัทรทำได้ส่งใจให้คนไข้สงบจากโรคโดยไว เพราะการที่จู่ๆ ถูกชี้หน้าว่าเป็นยมทูตสร้างความตื่นตกใจให้เขาไม่น้อยทีเดียว

ร่างสมส่วนในชุดตำรวจครึ่งท่อนกับเสื้อยืดสีขาวยืนอยู่ข้างทางเดินริมแม่น้ำ สายตาของเขาเหม่อมองออกไปยังท้องฟ้าที่เริ่มฉาบไปด้วยสีทองของอาทิตย์อัสดง

อีกไม่กี่นาทีข้างหน้าก็จะเป็นเวลาค่ำ ความคิดของเขาวนเวียนเรื่องที่คดีคนไข้ระยะสุดท้ายที่เขาลงทุนลงแรงหาข้อมูลมามากมายเพิ่งถูกพรากไปให้คนอื่นต่อหน้าต่อตา

อาจจะเป็นเรื่องดีเพราะสารวัตรหนุ่มก็ยังมีสำนวนคดีคั่งค้างอีกมากมายที่เขาต้องทะยอยสะสาง แต่คิดแล้วมันก็ยังน่าเจ็บใจอยู่ดี วสันต์ปาก้อนหินลงในแม่น้ำ มองคลื่นที่เกิดจากหินกระทบน้ำค่อยๆ จางไป เขาต้องทำตัวให้เหมือนคลื่นน้ำ เมื่อมีสิ่งใดมากระทบให้เกิดความว้าวุ่นใจ เขาต้องกลับมานิ่งสงบและน่าเกรงขามเช่นเดิมให้ได้

เสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นเรื่อยๆ จากทางด้านหลังทำให้วสันต์หันหลังกลับไปมอง ชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้มจ้องมองกลับมาด้วยแววตาที่อบอุ่นไม่แพ้แสงแดดยามเย็น นายตำรวจถอยหลังไปพิงรั้วกั้น มองผู้มาเยือนใหม่ที่เข้ามายืนชมพระอาทิตย์เคียงข้างเขา

“เราสองคนคือคนบาปในโลกที่สวยงาม” วสันต์หันหน้ารับลมอุ่นที่พัดมาจากอีกทาง “เป็นความผิดในโลกที่บัญญัติความถูกต้องไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้”

“ไม่ยักรู้ว่าคุณเป็นนักประพันธ์”

“ผมไม่ใช่นักเขียน แค่พยายามเรียบเรียงคำว่า ‘กูเป็นเกย์แล้วมันหนักหัวมึงเหรอ’ ออกมาเป็นคำพูดที่สวยขึ้น”

กันตภัทรหัวเราะ “มันดูไปคนละทางคนละความหมายกับที่คุณพูดตอนแรกอยู่นะ”

นายตำรวจส่ายหัว “อย่าสนใจผม ตอนนี้สมองผมเหมือนโดนทุบให้แตกเป็นเสี่ยงๆ อยู่ คงหาความเชื่อมโยงในคำพูดของผมไม่ค่อยได้” วสันต์เงียบไปพักหนึ่ง “กันต์ ผมถามจริงๆ”

“ถามว่า?”

“คุณเป็นแค่คนนอกที่โชคร้าย หรือเป็นคนร้ายที่กำลังปกปิดตัวเองอยู่กันแน่” ดวงตาคมกริบของวสันต์เหลือบมองใบหน้าของนายแพทย์

กันต์จ้องตาเจ้าของคำถามตอบอย่างไม่ยอมแพ้ “ผมเป็นคนนอกที่โชคร้ายครับ”

“ผมอยากจะเชื่อใจคุณให้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ อยากจะเชื่อทุกคำพูดที่ออกจากปากคุณ แต่ด้วยความที่ผมเป็นตำรวจ ผมเลยทำแบบนั้นไม่ได้ จนกว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะคลี่คลาย จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าคุณไม่มีส่วนเกี่ยวข้องจริงๆ” วสันต์จ้องมองใบหน้าคมเข้มของคนตรงหน้า “ที่ผมเรียกคุณมาที่นี่ ก็เพื่อที่จะมาคุย ว่าเราสองคนกำลังยืนอยู่ตรงจุดไหนของความสัมพันธ์กันแน่”

“งั้นผมขอพูดความคิดของผมก่อน” กันต์พูดตอบในทันที “ถามว่าตอนนี้เราอยู่จุดไหน ผมไม่ทราบ เพราะมันต้องขึ้นอยู่กับคำตอบของคุณด้วย แต่สิ่งที่ผมต้องการ คือยืนอยู่ในจุดที่ใช้ชีวิตร่วมกับคุณทุกวัน ตื่นมาตอนเช้าพร้อมกับคุณ เข้านอนพร้อมกับคุณ ร่วมรักกับคุณ กอดคุณ ดูแลคุณ มีคุณอยู่ด้วยในทุกเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของผม เป็นกำลังใจสำคัญให้ผม เป็นคน…ที่สำคัญที่สุดของผม”

นายตำรวจนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบหลบตาก้มมองต่ำ “คุณก็รู้ว่าผมพูดแบบนั้นไม่ได้”

“แต่ผมเข้าใจนะ ตราบใดที่เรื่องวุ่นวายนี้ยังไม่คลี่คลาย คุณก็จะยังไม่ไว้ใจผม” มือของกันต์เลื่อนไปจับมือของนายตำรวจที่วางอยู่บนรั้ว “บอกสิ่งที่คุณต้องการมาสิครับ”

“ผม…” วสันต์ดึงมือออกจากมือนายแพทย์ หันไปเผชิญหน้ากับกันตภัทรแบบเต็มตัว “ต้องการทำสิ่งที่ถูกต้องที่สุด ในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ถ้าคุณคือผู้บริสุทธิ์ ผมจะเป็นของคุณ แต่ถ้าคุณคือฆาตกร…” ลมพัดผ่านทำให้ใบไม้เสียดสีส่งเสียงแกรกกรากแผ่วเบา ใบไม้แห้งยามหน้าแล้งร่วงหล่นลงมา ตกลงที่พื้นระหว่างเท้าของชายหนุ่มทั้งสอง “ผมจะเป็นคนที่จับคุณใส่กุญแจมือ ส่งคุณเข้าคุก และยืนมองในขณะที่คุณโดนตัดสินโทษประหารชีวิต”

ท่าทีของนายแพทย์ไม่เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย เขายังคงความสุขุม ไร้ซึ่งความหวาดกลัวใดๆ มุมปากสองข้างของนายแพทย์ค่อยๆ แย้มยิ้มช้าๆ กลายเป็นใบหน้าที่ดูอบอุ่นราวกับแสงอาทิตย์ “ถ้าอย่างนั้น คุณเป็นของผมแน่นอนครับ”

“และนี่คือจุดยืนของเรา จนกว่าเรื่องคลี่คลาย เราควรจะเลิกติดต่อกันแต่เพียงเท่านี้” วสันต์เงยหน้าขึ้นเมื่อพูดจบ พยายามสกัดกั้นความรู้สึกที่ท่วมท้นในอก รีบเดินออกไปจากบริเวณที่เคยยืนอยู่ รีบไปให้ไกลจากชายที่เขาทิ้งไว้เบื้องหลัง ไม่อยากได้ยินเสียง ไม่อยากเห็นหน้ากันตภัทรให้นานกว่านี้ เพราะวสันต์จะอยากให้นายแพทย์กอด อยากให้จูบ อยากให้สัมผัสร่างกาย นายตำรวจกำลังจะตกหลุมรักมากเสียจนทำให้สายตามืดบอด มองไม่เห็นสิ่งที่ถูกที่ควร เขาควรจะหยุดไว้เพียงแค่นี้ก่อนที่จะสายเกินไป ก่อนที่หัวใจเขาจะตกอยู่ในหลุมลึกแห่งความลุ่มหลงเสียจนไม่สามารถปีนป่ายขึ้นมาได้อีกตลอดไป

“ผมเจอร่องรอยฟกช้ำอยู่บนตัวคุณหลายตำแหน่งอยู่นะครับ สารวัตร” บรรณกิจจดบันทึกบาดแผลที่พบลงในชาร์ต

ขณะนี้ชายหนุ่มทั้งสองอยู่ในห้องตรวจเล็กๆ ที่ถูกกั้นขึ้นมาในบริเวณห้องฉุกเฉินเพื่อใช้เป็นห้องตรวจคนไข้นิติเวชของนายแพทย์บรรณกิจ เคสคดีต่างๆ ล้วนรู้จักห้องนี้เป็นอย่างดี เพราะเป็นสถานที่ที่นายแพทย์นิติเวชจะทำการตรวจร่างกายและลงบันทึกโดยละเอียดเพื่อนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี “มีรอยขีดข่วนที่น่าจะเกิดจากเล็บที่คางแล้วก็คอของคุณด้วย”

“ถ้าผมจำเหตุการณ์ได้ทั้งหมดก็ดี” วสันต์สวมเสื้อยืดหลังจากเสร็จสิ้นการตรวจร่างกายโดยแพทย์นิติเวช “ผลการชันสูตรศพเภสัชเป็นยังไงบ้าง หมอ?”

“ไม่ได้ตรงไปตรงมาอย่างที่เราเห็นครับ” บรรณวางชาร์ตลงบนโต๊ะ เหม่อมองไปที่ประตูห้องตรวจ “แขวนคอตายและจดหมายลาตายเป็นการจัดฉากทำให้ทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบเท่านั้นเอง”

วสันต์เบิกตากว้าง “หมายความว่า?”

“รออ่านจากรายงานชันสูตรอย่างเป็นทางการดีกว่าครับ สารวัตรวสันต์” บรรณกิจถอดถุงมือออก “แล้วคุณก็ควรรับสายเรียกเข้านั่นสักทีนะ”

บรรณกิจพูดถึงเสียงสั่นของโทรศัพท์ที่ดังไม่หยุดในกระเป๋ากางเกงของวสันต์ นายตำรวจถอนใจ หยิบมันขึ้นมากดวางสายอย่างไม่ใยดี “เดี๋ยวค่อยหาวิธีบล็อกเบอร์โทร ขอโทษที่ทำให้หมอเสียสมาธิ”

“ถ้าคุณอยากจะบล็อกเบอร์นั้นจริงๆ คุณหาวิธีได้ไปนานแล้วครับ” คำพูดของบรรณกิจทำให้วสันต์นิ่งไป เพราะสิ่งที่นายแพทย์พูดคือความจริง “สารวัตรอผมเขียนใบรับรองแพทย์สักครู่นะครับ” บรรณกิจนั่งลงบนโต๊ะทำงาน หยิบสมุดใบรับรองแพทย์ออกมาจากลิ้นชัก วสันต์มองนายแพทย์ตรงหน้าสักพักก่อนที่จะถามออกไป

“คุณหมอรู้อะไรเกี่ยวกับหมอกันตภัทรบ้าง?”

มือที่กำลังเขียนอยู่หยุดชะงักไป นายแพทย์นิติเวชเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ หันมามองสารวัตรหนุ่มด้วยสีหน้าครุ่นคิด “หมอกันต์เป็นหมอเวชศาสตร์ครอบครัว หน้าที่ที่โดดเด่นตอนนี้คือดูแลคนไข้แบบประคับประคอง อารมณ์แบบคนไข้ระยะสุดท้ายที่รักษาให้หายไม่ได้แล้ว รอวันตายน่ะครับ แต่ระหว่างรอ หมอกันต์ก็ช่วยดูแลทั้งเรื่องอาการและจิตใจของคนไข้ให้ดีที่สุด”

“เขาเป็นคนยังไง?”

บรรณกิจสัมผัสได้ถึงน้ำเสียงที่แปลกไป วสันต์ไม่น่าใช่คนประเภทอ่อนไหวทางความรู้สึก แต่ตอนนี้เขากลับดูเหมือนกองทรายที่พร้อมจะถล่มลงทุกเมื่อ “คนลึกลับ คำนี้คงอธิบายได้ดีที่สุด ตั้งแต่รู้จักกันมาสามปี ผมแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเขาเลย ไม่รู้แม้กระทั่งว่าเขาเป็นคนยังไง เป็นคนประเภทที่คุณไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่” แววตาฉลาดเฉลียวของนายแพทย์จับจ้องที่ใบหน้าของวสันต์ “สารวัตรน่าจะเป็นคนที่รู้ดีกว่าผม”

“รู้กันไปทั่วแล้วสินะ เรื่องระหว่างผมกับเขา” วสันต์ถอนหายใจ

“ไม่ต้องห่วงครับ ผมไม่ตัดสินคุณ เพราะตอนนี้ผมก็มีความสัมพันธ์ซับซ้อนกับผู้ชายคนหนึ่งอยู่เหมือนกัน” บรรณพูดออกมาหวังเพื่อให้วสันต์สบายใจ ซึ่งวสันต์ก็รู้สึกเช่นนั้นจริงๆ ทั้งที่อาชีพเดียวกัน แต่รู้สึกได้ว่าบรรณกิจดูเข้าถึงง่ายกว่ากันตภัทรหลายเท่าตัวนัก “แต่ทั่วๆ ไปแล้วหมอกันต์เป็นคนดีครับ มีแต่คนชื่นชม ได้รางวัลแพทย์ดีเด่น สร้างผลงานไว้มากมายให้กับโรงพยาบาล ผู้อำนวยการชอบเขามาก”

เสียงโทรศัพท์สั่นดังขึ้นอีกครั้ง ทำให้วสันต์ต้องรีบหยิบออกมาตัดสายทิ้งครั้งที่นับไม่ถ้วน “มีข่าวไม่ชอบมาพากลอะไรเกี่ยวกับตัวเขามั้ย?”

“ถ้ามีเรื่องชวนพิรุธทุกอย่างก็จะง่าย แต่โชคร้ายที่ไม่มีเลยครับ เรื่องที่แปลกที่สุดที่ผมได้ยินเกี่ยวกับตัวหมอกันต์ก็คือเรื่องที่ชื่อของเขาไปโผล่ในจดหมายลาตายของเภสัชบอส กับเรื่องที่เขาคบกับคุณเนี่ยล่ะ”

“ผมไม่ได้…” วสันต์รู้สึกว่าตัวเองปฏิเสธมาจนเหนื่อยมากพอแล้ว “ถ้าคุณหมอรู้ข่าวไม่ชอบมาพากลอะไรเกี่ยวกับตัวเขารบกวนแจ้งให้ผมทราบด้วย”

“ได้ครับ” บรรณกิจเซ็นต์ชื่อลงในช่องมุมขวาล่าง “เสร็จแล้วครับ ภายนอกไม่ได้มีการบาดเจ็บร้ายแรงอะไร แต่จากผลเลือดตรวจพบยากลุ่ม Benzodiazepine ในระดับที่ทำให้เกิดการง่วงซึมจริง”

“ขอบคุณครับ” วสันต์รับใบรับรองแพทย์มาถือไว้แล้วลุกขึ้นยืน “ผมขอตัวไปทำงานต่อก่อนนะ หมอบรรณ”

กันตภัทรทิ้งมือที่ถือโทรศัพท์อยู่ลงบนโต๊ะตรวจ คิ้วขมวดมุ่น นายแพทย์ถอนหายใจแล้วเหม่อมองออกไปข้างนอกห้องตรวจที่บัดนี้เหลือเพียงคนไข้นั่งรอรับยาอยู่ประปราย

แต้ นักวิชาการสาธารณสุขวัยกลางคนเดินมาหาพร้อมกับลากเก้าอี้มานั่งตรงข้ามโต๊ะของกันต์

“ผมไม่เคยเห็นคุณหมอดูหงุดหงิดเท่านี้มาก่อนเลย” แต้หันไปทางประตูด้านหลัง “เล็ก! เอาน้ำเย็นมาฮื้อคุณหมอซักแก้วลอ!”

กันต์หลับตาพักหนึ่งเพื่อตั้งสติ ก่อนจะลืมตาขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มที่ทุกคนคุ้นเคย “ช่วงนี้งานเยอะหน่อยครับ พี่แต้”

“งานที่โรงพยาบาลสินะครับ ได้ข่าวว่างานพาลิฯ ของหมอเป็นที่เลื่องชื่อจนกระทั่งมีคนมาขอดูงานเยอะแยะเลยทีเดียว”

“เพราะพี่สมศักดิ์สนับสนุนมากกว่าล่ะครับ โชคดีที่ผอ.เขาเห็นความสำคัญ” สายตาของกันต์จับจ้องไปที่โทรศัพท์ที่เป็นเครื่องมือทำให้ตัวเลขมิสคอลของใครบางคนพุ่งเป็นหลักสิบ “บ่ายนี้ผมต้องเข้าไปประชุม ถ้ามีเคสมาโทรปรึกษาผมได้เลยนะครับ”

“โอเคครับ หมอ” แต้มองนายแพทย์ที่เก็บของใส่ลงในกระเป๋าสะพายข้างแล้วเดินออกไปอย่างเร่งรีบ ทิ้งปากกาหัวแร้งสีทองอร่ามราคาแพงกับสเต็ทไว้บนโต๊ะ “หมอกันต์ เดี๋ยว! หมอลืมของอีกแล้ว”

กันต์หมุนตัวหันหลังกลับ ส่ายหัวอย่างนึกหงุดหงิดตัวเองแล้วรับของที่เขาลืมจากมือแต้ “สมองผมคงจะอายุแซงพี่แต้ไปแล้ว”

“บางทีปัญหาไม่ได้อยู่ที่ขี้ลืมแบบคนแก่หรอกครับ หมอแค่ไม่มีสมาธิเท่านั้นเอง” แต้ตบบ่านายแพทย์ “หาเวลาลาพักผ่อนบ้างเถอะ”

“ขอบคุณครับ” กันต์ยิ้มรับ ก่อนจะรีบเดินออกไปจากห้องตรวจของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่เขามาออกตรวจโรคเรื้อรังประเภทเบาหวาน ไขมันในเลือดสูงและความดันสูงทุกวันอังคาร แพทย์หนุ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นโทรหาวสันต์อีกครั้ง ผลลัพธ์คืออีกฝ่ายตัดสายเขาทิ้งตามเคย

“วสันต์ อย่าทำแบบนี้” กันต์ไม่เคยรู้สึกกระวนกระวายมากขนาดนี้มาก่อนในชีวิต เขาบอกกับตัวเองว่าจะไม่ยอมปล่อยให้วสันต์ไปง่ายๆ แต่ทำไมเหตุการณ์มันถึงกลับกลายเป็นเช่นนี้ไปได้ นายแพทย์ขับรถไปที่โรงพยาบาลซึ่งอยู่ห่างจากรพสต.ที่เขาออกตรวจไปประมาณห้ากิโลเมตร หลังจากประชุมเสร็จ กันต์จะรีบดูคนไข้ดูแลแบบประคับประคองของเขา แล้วไปที่บ้านของวสันต์ หากวสันต์อยู่เวร เขาก็จะไปหาที่สถานีตำรวจ กันต์ต้องเจอกับวสันต์ให้ได้ภายในวันนี้ ก่อนที่ความรู้สึกกระวนกระวายนี้จะทำลายเขาจนไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติอีก

กันตภัทรจอดรถในบริเวณที่จอดของแพทย์ ตั้งใจจะเดินผ่านหน้าห้องฉุกเฉินตรงไปยังทางเดินที่เชื่อมระหว่างตึก ชายในเครื่องแบบสีกากีคนหนึ่งเดินออกมาจากประตูห้องฉุกเฉินพร้อมกับซองใส่เอกสารในมือ นายตำรวจหันมาสบตากับกันตภัทร แล้วทั้งคู่ก็หยุดชะงักไปเพราะตกใจในความบังเอิญที่เกิดขึ้น

“วสันต์” กันต์เอ่ยขึ้นมา นายตำรวจหมุนตัวกลับตั้งท่าจะเดินหนี แต่ร่างสูงของนายแพทย์รีบวิ่งมาขวางไว้ “ทำไมไม่รับสายผม”

“หลบไป ผมต้องรีบกลับไปทำงาน” นายตำรวจตอบแบบไม่สบตา กันต์คว้าข้อมือของวสันต์แล้วบีบแน่น ไม่สนใจสายตาของคนที่เดินผ่านไปมา วสันต์เงยหน้าขึ้นมองกันต์ เบิกตากว้าง

“อย่าหายไปแบบนี้ ขอร้อง” นี่เป็นครั้งแรกที่วสันต์ได้เห็นแววตาที่โกรธเคืองของนายแพทย์ “คุณจะรอจนกว่าเรื่องคลี่คลายก็รอไป แต่อย่าหายไปจากผม”

“คุณมีสิทธิ์อะไรที่จะสั่งให้ผมอยู่หรือไป” วสันต์พยายามดึงมือออก กันต์กำข้อมือของนายตำรวจแน่นกว่าเดิม

“ทำไมเราไม่หันหน้าเข้าหากันแล้วแก้ปัญหาไปด้วยกัน”

“คนไข้ระยะสุดท้ายที่ตายมากขึ้นตั้งแต่คุณมาทำงานที่นี่ คนล่าสุดพิสูจน์แล้วโดนฉีดยาจนตาย พอเกิดคดีก็มีชื่อคุณปรากฏในที่เกิดเหตุ มีแต่อะไรที่เกี่ยวข้องกับคุณ คุณ และคุณเต็มไปหมด แล้วจะให้ผมหันหน้าเข้าหาคนที่น่าสงสัยแบบนี้ได้ยังไง!” วสันต์พูดด้วยเสียงที่เบาลง “จะให้ผม…ไว้ใจคนที่อาจจะเกี่ยวข้องกับการตายของแม่ผมได้ยังไง”

แรงกำมือของนายแพทย์ตกลงไป วสันต์ดึงมือออกมาได้สำเร็จในจังหวะนั้น นายตำรวจรีบถอยออกห่าง ชี้มาที่กันตภัทร “ถ้าคุณทำแบบนี้อีกครั้งหน้า ผมจะจับคุณโยนลงพื้นแล้วใส่กุญแจมือ ตั้งข้อหาทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่”

กันตภัทรยืนก้มหน้านิ่ง “ถ้าผมพิสูจน์ตัวเองได้ว่าผมบริสุทธิ์ คุณจะกลับมาหาผมมั้ย?” วสันต์นิ่งเงียบ กันต์เงยหน้าขึ้นมอง ดวงตาที่เคยอบอุ่นของแพทย์หนุ่มดูว่างเปล่า “ผมสัญญากับตัวเองว่าผมจะไม่ปล่อยให้คุณไปง่ายๆ ดังนั้นถ้าการพิสูจน์ตัวเองว่าผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเรื่องพวกนี้เป็นโอกาสเดียวของผม ต่อให้มันเสี่ยงแค่ไหน ผมก็จะทำ”

วสันต์เม้มปาก ตัดสินใจที่จะไม่ต่อปากต่อคำกับกันตภัทรอีก แต่เมื่อเดินไปได้สองสามก้าว นายตำรวจหยุดฝีเท้า หันหน้ากลับมาโดยไม่มองหน้าอีกฝ่าย “ถ้าคุณบริสุทธิ์ และเจอเบาะแสอะไรเข้า ให้บอกตำรวจ อย่าเก็บไว้เองให้มันเป็นอันตรายกับคุณ” เมื่อพูดจบนายตำรวจก็เดินจากไป กันตภัทรยืนมองจนวสันต์เดินหายไปจากลานสายตา

ถึงแม้ว่าวสันต์จะเดินจากเขาไปในตอนนี้ แต่ประโยคสุดท้ายที่เขาพูด คือประโยคที่แสดงความเป็นห่วงใย นั่นทำให้อารมณ์ที่ขุ่นมัวของกันต์เจือจางลง ความหวังเริ่มทอแสงให้เห็นมาเห็น ถึงแม้จะเบาบาง แต่กันต์เห็นโอกาส ที่จะทำให้วสันต์เป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียวตลอดไปได้

วสันต์เดินกลับมาที่รถจักรยานยนต์ที่เขามักใช้เพื่อทำธุระส่วนตัวใกล้ๆ ที่ทำงาน พบว่ามีชายหนุ่มในชุดเสื้อหนังสีดำกับกางเกงยีนส์นั่งอยู่บนเบาะรถจักรยานยนต์ของวสันต์ สารวัตรหนุ่มถอนหายใจยาวเมื่อเห็นใบหน้ากวนบาทาของคนคนนี้ “แดดร้อนจะตายทำไมแต่งตัวแบบนั้น”

“เพื่อกันแดดกับเพื่อความเท่ครับ สารวัตร” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้ามาหาวสันต์

“คุณมาทำอะไรแถวนี้ หมวดก้อง”

นายตำรวจที่ดูไม่เหมือนตำรวจมากที่สุดในโรงพักผายมือสองข้าง ถ้าจากสายตาคนภายนอก หมวดก้องดูเหมือนชายวัยรุ่นกินเที่ยวที่ไม่มีงานทำป็นหลักเป็นแหล่งมากกว่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ “สอดส่องหาความผิดปกติในโรงพยาบาลแห่งนี้”

“แล้วเจออะไรบ้าง”

“เจอนิดหน่อยครับ แต่ท่านรองไม่ต้องการเรื่องในมุ้งในเตียง” หมวดก้องขยิบตาให้วสันต์ ซึ่งเป็นกริยาที่ชวนให้หงุดหงิดมาก

“คุณจับตาดูผมเหรอ?” วสันต์ขมวดคิ้ว

“ไม่ใช่สารวัตรครับ ‘เขา’ ต่างหาก แต่พอมีเขา ก็จะมีสารวัตรติดเข้ามาด้วยเสมอ” หมวดก้องบุ้ยปากไปทางอาคารโรงพยาบาล “เด็กของผมมันหาข้อมูลมาได้แค่เศษขี้เล็บ เอามาใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย ผมก็เลยอยากจะมาคุยกับสารวัตร”

“ว่า?”

“ใช้ประโยชน์ของความเป็นคนสนิทของหมอกันตภัทรหน่อยสิครับ ดึงข้อมูลออกมาให้พวกผมหน่อย” ก้องมองซ้ายขวาเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีใครหยุดฟังการสนทนา “เขาบอกอะไรมาแล้วบ้าง?”

“ผมไม่ได้รู้อะไรมากไปกว่าที่พวกคุณรู้ เพราะผมกับเขาไม่ได้เป็นอะไรกันไปมากกว่าคนรู้จัก” วสันต์ดันตัวก้องให้ออกไปพ้นทาง “ผมต้องรีบไป นัดสอบพยานไว้ในอีกสิบห้านาทีข้างหน้า”

“สารวัตรครับ” ก้องรีบพูดก่อนวสันต์จะก้าวขึ้นรถ “เนื่องจากข้อมูลขี้เล็บมันใช้การอะไรไม่ได้ ผมอยากเสนอวิธีการที่ผมเคยใช้แล้วได้ผล ต้องลองให้สุราเข้าปาก แล้วซ่อนเครื่องบันทึกเสียงเอาไว้ ซึ่งผมว่าไม่มีใครเหมาะกับหน้าที่นี้ได้เท่าสารวัตรแล้วล่ะ อยู่ด้วยกันส่วนตัวสองต่อสอง กับแอลกอฮอล์ในระดับที่ทำให้คนกล้าพูดความในใจ ผมคิดว่าน่าจะได้อะไรดีๆ หลุดออกมาบ้าง”

ไม่ใช่แค่พูด หมวดก้องยื่นเครื่องดักฟังขนาดเล็กให้วสันต์อีกด้วย สารวัตรหนุ่มมองสิ่งที่ก้องยื่นให้แล้วแสดงสีหน้าไม่พอใจ “ไม่ใช่หน้าที่ผมที่ต้องหาหลักฐาน”

“แต่เป็นหน้าที่ผมที่ต้องหาวิธีในการหาหลักฐานที่ดีที่สุดครับ” หมวดก้องเขย่าเครื่องอัดเสียงในมือ “ถ้าสารวัตรไม่สะดวกใจทำก็น่าเสียดายนะครับ จะส่งเด็กไปหรือให้ตัวผมเข้าหาหมอกันต์ก็ใช่เรื่อง ถ้าสารวัตรไม่ทำ รองเบิร์ดก็จะยิ่งสงสัย…”

วสันต์ดึงเครื่องบันทึกเสียงขนาดเล็กออกจากมือหมวดก้อง “ผมจัดการเอง ไม่มีอะไรต้องสงสัย”

“ขอบคุณมากเลยครับ คดีนี้มีคนจับตามองเยอะ เราต้องทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้” หมวดก้องหยิบหมวกแก๊ปขึ้นมาสวม แตะปีกหมวกเป็นเชิงขอตัวแล้วหมุนตัวหันหลังกลับเดินออกไป สารวัตรหนุ่มกำเครื่องดักฟังในมือแน่น วสันต์รู้ดีว่าสิ่งที่หมวดก้องต้องการไม่ใช่แค่การหาหลักฐาน แต่มันคือการลองใจว่าเขาอยู่ข้างไหนกันแน่อีกด้วย สารวัตรหนุ่มเลือกคำตอบให้ตัวเองแล้วว่าเขาจะเป็นตำรวจที่ตั้งมั่นในความถูกต้อง แต่เหมือนว่าคนอื่นๆ จะยังไม่มั่นใจในคำตอบของเขานัก

ดีเหมือนกัน นี่อาจจะเป็นโอกาสที่วสันต์จะได้รู้จักบุคคลลึกลับคนนั้นให้มากขึ้น เพื่อประโยชน์ของคดี และเพื่อตัวเขาเองด้วย

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น