fictionlog_official

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 11 อำพราง

ชื่อตอน : บทที่ 11 อำพราง

คำค้น : การุณยฆาต Sammon

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 64

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 พ.ค. 2562 14:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 11 อำพราง
แบบอักษร

นายแพทย์บรรณกิจสวมถุงมือตรวจด้วยท่าทีที่สง่างาม เงยหน้ามองศพที่อยู่ตรงหน้าด้วยแววตาอันแสนเฉียบคมไร้ซึ่งความหวาดกลัวใดๆ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มกราดมองและเก็บทุกรายละเอียดที่เขาเห็นเข้าไปในสมอง วิเคราะห์ออกมาเป็นข้อมูลสำคัญที่ตำรวจต้องการ

ผู้ตายคือใคร

ชัดเจนอยู่แล้วด้วยการระบุจากผู้ที่รู้จักกับผู้ตาย จากบัตรประจำตัวประชาชน จากบัตรพนักงาน และสถานที่ที่อยู่อาศัยว่าคนคนนี้คือเภสัชกร ชาญชัย มณีรัตน์ ผู้ซึ่งไม่สามารถติดต่อได้ตั้งแต่เมื่อคืนวานนี้ และเป็นคนเดียวกันกับที่สารวัตรวสันต์สงสัยว่าเป็นผู้ที่บุกเข้ามาทำร้ายตน

ตายที่ไหน

บรรณกิจมองหาร่องรอยการเคลื่อนย้ายศพ เนื่องจากไม่มีคราบเลือดและคราบสารคัดหลั่งใดๆ ให้เห็น รวมกับท่าทางการเสียชีวิตที่แขนขาเหยียดตรงตามแรงโน้มถ่วงโลก ทำให้สันนิษฐานว่าเสียชีวิต ณ ที่ตรงนี้ หรือไม่ก็ถูกนำมาแขวนก่อนที่ศพจะเกิดภาวะข้อติดแข็ง

ตายเมื่อใด

บรรณกิจพยักหน้าให้นายอนันต์ช่วยจับศพในขณะที่เขาขยับข้อที่ใหญ่ที่สุดของร่างกายนั่นก็คือข้อสะโพก พบว่าข้อสะโพกนั้นติดแข็งไปแล้ว นายแพทย์คุกเข่าลง เอื้อมมือไปกดผิวหนังบนหลังเท้าที่ออกสีแดงคล้ำเพราะเลือดที่ตกตามแรงโน้มถ่วงโลก คนคนนี้เสียชีวิตมาแล้ว 6-8 ชั่วโมง นับช่วงเวลาประมาณตีสี่จนถึงหกโมงเช้าของวันนี้

เหตุตายคืออะไร

จากสิ่งที่เห็นตอนนี้คือเสียชีวิตจากการแขวนคอแน่นอน ที่เขาต้องหาคำตอบคือ ผู้ตายเสียชีวิตก่อนแขวนคอ หรือหลังจากที่แขวนคอกันแน่ เพราะถ้าเสียชีวิตก่อนแขวน ก็จะกลายไปเป็นอีกเรื่องหนึ่ง คำถามนี้จะถูกตอบได้ก็ต่อเมื่อนำร่างนี้ไปผ่าชันสูตรต่อในแผนกนิติเวชว่ามีร่องรอยการถูกทำร้ายร่างกาย หรือมีสารพิษหรือไม่

พฤติการณ์ที่ตาย….

บรรณกิจสูดหายใจลึกเมื่อมาถึงขั้นตอนนี้ เขาลากเก้าอี้ตัวที่ไม่ได้ล้มอยู่ที่พื้นมาแล้วขึ้นไปยืนบนนั้นเพื่อให้มองเห็นปมเชือกและร่องรอยบนคอได้ชัด และสิ่งที่เห็นทำให้นายแพทย์เกือบหยุดหายใจ เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเจอเคสที่คล้ายคลึงกับแบบนี้ เขาเห็นร่องรอยของการรัดคอโดยวัสดุอื่นที่อยู่ข้างใต้เชือกที่แขวนคอ การรัดนี้ทิ้งรอยไว้ชัดมาก จนเขาสามารถจินตนาการถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้

ชัดยิ่งกว่าเคสที่เขาเคยเจอก่อนหน้านี้เสียอีก

“รองฯ เบิร์ด ผมเจอจดหมายลาตายอยู่ข้างบน” เสียงของนายตำรวจที่ขึ้นไปสำรวจชั้นบนทำให้ทุกคนมองขึ้นไป “พิมพ์ไว้ในคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงานครับ”

รองผู้กำกับสอบสวนที่ลงมาออกเหตุในครั้งนี้ด้วยหันมามองบรรณกิจ “ขอขึ้นไปดูข้างบนก่อนนะ หมอบรรณ มีอะไรให้ช่วยบอกได้”

บรรณกิจพยักหน้าแล้วก้าวลงจากเก้าอี้ ถอดถุงมือตรวจออกจากมือสองข้าง หันไปหาร้อยเวรที่รอฟังผลการตรวจของเขาอยู่ “ผมยังระบุเหตุตายได้ไม่ชัดเจน ขอส่งชันสูตรนะครับ”

ตำรวจพยักหน้า “ยังสรุปว่าฆ่าตัวตายไม่ได้ใช่มั้ย?”

จากบทเรียนที่ผ่านมา บรรณกิจเรียนรู้ว่าสิ่งที่เขาควรทำคือทำอย่างไรก็ได้ไม่ให้ไก่ตื่น เพราะเขาไม่มีทางรู้ว่ามีใครที่เป็นคนร้ายอยู่ในห้องนี้หรือไม่ “รูปการณ์ไปในทางฆ่าตัวตายครับ แต่ผมขอผ่าศพเพื่อยืนยันอีกที”

รองฯ เบิร์ดเดินกลับลงมาพร้อมกับรูปถ่ายในโทรศัพท์มือถือของตน นายตำรวจเดินตรงมาหาบรรณกิจ แล้วอ่านข้อความที่เขาถ่ายมาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้ฟัง “ผมไม่สามารถอยู่กับความรู้สึกผิดแบบนี้ได้อีกแล้ว ผมทำความผิดใหญ่หลวงเกินกว่าที่จะให้อภัย ผมคิดว่าผมจบชีวิตตัวเองไปน่าจะดีกว่า ผมคิดว่าผมเป็นผู้ปลดปล่อยความทุกข์ให้คนไข้ใกล้ตาย แต่สุดท้าย คนที่ทุกข์กว่าคือผม ขอโทษทุกดวงวิญญาณที่ผมพรากไปจากคนที่รัก ขอโทษสารวัตรวสันต์ที่ผมคิดทำร้ายเพราะความโง่เขลา และขอโทษหมอกันตภัทรที่ผมไม่สามารถนำสิ่งที่คุณเคยสอนไปปฏิบัติได้ตามแนวทางที่คุณต้องการได้… บอส” นายตำรวจเงยหน้าขึ้นมองบรรณ “มีชื่อสองชื่อปรากฏในนี้นะ ชื่อวสันต์ผมไม่ติดใจ แต่หมอกันตภัทรนี้คือใคร?”

บรรณกิจรู้ดีว่ากันตภัทรคือใคร แต่ที่เขานิ่งไปพักหนึ่งเป็นเพราะเนื้อหาที่น่าจะเป็นสิ่งที่ผู้ตายพิมพ์ไว้ก่อนตาย ชื่อของแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวมาปรากฏอยู่ในนี้ได้อย่างไร และอะไรคือสิ่งที่หมอกันตภัทรเคยสอนเภสัชบอสกันแน่ “เป็นหมอเฉพาะทางเวชศาสตร์ครอบครัว มาทำงานที่นี่พร้อมๆ กับผม” บรรณรีบพูดสิ่งที่กำลังคิดอย่างรวดเร็ว “แต่ถ้าเภสัชบอสไม่ได้เป็นคนพิมพ์ข้อความพวกนี้จริงๆ ก็ไม่น่ามีความหมายอะไรใช่มั้ยครับ”

นายตำรวจขมวดคิ้ว “หมายความว่ายังไง”

บรรณกิจพยายามยับยั้งสิ่งที่อยากพูดมากที่สุดออกไป เขาตั้งใจจะให้หมายความว่าเภสัชบอสอาจจะไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อเขียนจดหมายลาตายด้วยตนเองแล้วก็ได้ ดังนั้นคนที่พิมพ์อาจจะเอาสิ่งใดมาพิมพ์หรือใส่ร้ายใครก็ได้ทั้งนั้น “ไม่มีอะไรแล้วครับ ผมจะชันสูตรที่ห้องผ่าอีกทีเพื่อยืนยันเหตุตาย”

“เดี๋ยวนี้หมอไม่ค่อยโลดโผนเท่าเมื่อก่อนแล้วนะ” รองผู้กำกับเบิร์ดตบบ่าบรรณกิจ “ถ้าอย่างงั้นผมออกไปบอกนักข่าวหน้าบ้านว่าน่าจะฆ่าตัวตายเพราะรู้สึกผิด รอการชันสูตรเพิ่มเติมก็แล้วกัน”

“ได้ครับ” บรรณกิจมองตามรองผู้กำกับเบิร์ดไปจนสุดสายตา ถอยออกมาให้อนันต์ถ่ายรูปศพได้สะดวก ความคิดบางอย่างบังเกิดขึ้นในใจของบรรณกิจ เขาชอบเล่นเกมกับตัวเอง หากมีเคสฆาตกรรมเกิดขึ้น เขามักจะชอบเดาว่าใครเป็นคนทำในใจ ที่ผ่านมาเขาเดาได้อย่างแม่นยำจนกระทั่งเคสฆาตกรรมอำพรางของเจนจิรา บรรณกิจหลับตา พยายามสะกัดกั้นชื่อชื่อหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในสมอง เขาจะไม่ด่วนตัดสินอะไรอีกแล้ว ไม่อีกต่อไป ให้ตำรวจเป็นคนจัดการเรื่องสืบสวนสอบสวน เขามีหน้าที่ชันสูตรศพแค่เพียงเท่านั้น

วสันต์มีสีหน้าที่ไม่สู้ดีนักเมื่อได้รับฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากนายตำรวจรุ่นน้อง สารวัตรหนุ่มรีบยันตัวลุกขึ้นนั่ง มองหาพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุด เขายกมือขึ้นร้องเรียก “ขอโทษนะครับ”

น้ำ พยาบาลสาวเดินเข้ามาหา “มีอะไรให้ช่วยคะ?”

“คุณหมอบอกให้ผมกลับบ้านได้แล้ว ผมจะได้ออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่ครับ ตอนนี้มีคดีในโรงพยาบาล ผมต้องรีบไปดู”

“คุณตำรวจเปลี่ยนชุดรอได้เลยค่ะ ตอนนี้พยาบาลทำเรื่องออกโรงพยาบาลกับออกใบนัดให้เกือบเสร็จแล้วค่ะ”

“งั้นฝากรับใบนัดให้หน่อย ผมต้องรีบไป” วสันต์หันไปพูดกับนายตำรวจในเครื่องแบบก่อนจะร้องขอให้เอาไม้กั้นเตียงลงเพื่อลงจากเตียง สารวัตรหนุ่มตรงไปที่ห้องน้ำรวมของหอผู้ป่วย ทำการเปลี่ยนจากชุดคนไข้สีเขียวอ่อนกลับไปเป็นเสื้อยืดสีและกางเกงเครื่องแบบสีกากีที่เขาใส่ก่อนเข้ามานอนโรงพยาบาล เมื่อเขาเดินออกจากประตูห้องน้ำ ก็พบกับร่างสูงของชายในเสื้อกาวน์สั้นที่ยืนรอเขาอยู่ วสันต์นิ่งไปเหมือนตกอยู่ในภวังค์ครู่หนึ่ง

“คุณได้ข่าวแล้วใช่มั้ย” กันตภัทรถามเสียงเบา

“ผมกำลังจะรีบไปดูสถานที่เกิดเหตุ”

“ศพถูกนำลงมาแล้วนะครับ กำลังจะนำส่งไปที่แผนกนิติเวช” กันต์มองนายตำรวจด้วยสายตาเป็นห่วงเป็นใย “มั่นใจนะว่าคุณหายดีแล้ว?”

“ผมหายดีแล้ว” วสันต์เดินอ้อมตัวแพทย์หนุ่มตรงไปหาพยาบาลคนหนึ่ง “ฝากใบนัดกับดอกไม้ไว้ที่ตำรวจคนนั้นได้เลยนะครับ ผมขอตัวไปทำงาน” พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินตรงไปที่ประตูหอผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว กันตภัทรรีบวิ่งตามให้ทันก่อนที่วสันต์จะลงลิฟต์ไป

“ทำไมคุณถึงบอกตำรวจว่าเภสัชบอสคือผู้ต้องสงสัย” กันต์ถามขณะที่ทั้งคู่อยู่ในลิฟต์ด้วยกัน

“เพราะผมไปถามเขาเรื่องยาที่หายไป แล้วเขาก็แสดงพิรุธออกมาเต็มไปหมด เป็นความผิดพลาดของผมที่ไปถามเองแบบนั้น” วสันต์ยกมือขึ้นนวดหัวคิ้วที่ขมวดเป็นปม “คุณไม่ทำการทำงานเหรอ?”

“มีเยี่ยมบ้านบ่ายโมงครึ่งครับ เห็นว่าคุณกำลังจะได้ออกจากโรงพยาบาลเลยแวะมาหาก่อน” กันต์เอื้อมมือไปวางนาบแก้มวสันต์ ใช้นิ้วโป้งลูบไล้ผิวหนังที่อ่อนนุ่ม “ผมเป็นห่วงคุณมากเลยนะ ห้ามทำอะไรสุ่มเสี่ยงอีกเข้าใจมั้ย”

สัมผัสของกันตภัทรให้ความรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ สร้างความรู้สึกที่ซาบซ่าน ไม่ใช่แค่เพียงบริเวณที่สัมผัส แต่ลุกลามลงมาทั้งตัวเข้าไปถึงข้างในทรวงอก ในลิฟต์ที่เงียบสงัดมีเพียงแค่ชายสองคน หัวใจของวสันต์เต้นแรงจนตนเองได้ยินชัดเจน มือของนายแพทย์ไม่ได้จับเพียงที่แก้ม แต่มันกอบกุมหัวใจของเขาไว้ บีบรัดจนแน่น หนีไปไหนไม่ได้ วสันต์ตั้งชื่อความรู้สึกนี้ไว้ว่าความลุ่มหลง ที่เขายังไม่รู้ว่ามันจะสวยงาม หรือว่าน่ากลัวกันแน่

นายตำรวจหลับตา เอียงคอไปหามือนั้น กันต์เลื่อนมือลงมาจับไหล่วสันต์ ร่างสูงดันให้นายตำรวจถอยไปติดกับผนังลิฟท์เสียงดังตึงแล้วก้มจูบที่ริมฝีปากวสันต์ ริมฝีปากของนายตำรวจถูกขบกัดโดยคนที่กักขังเขาไว้ในอ้อมแขน จูบนั้นไล่ลงไปที่ต้นคอ มือข้างหนึ่งของกันต์เลื่อนลงไปบีบเค้นบั้นท้ายกำยำของสารวัตรหนุ่ม อาการปวดหน่วงที่บั้นท้ายตรงตำแหน่งที่โดนฉีดยาเป็นสิ่งที่ทำให้วสันต์ตื่นจากภวังค์ สองมือรีบยันตัวนายแพทย์ให้ห่างออกจากตัว เป็นจังหวะเดียวกับที่ลิฟต์ลงมาถึงชั้นล่างสุดพอดี ทั้งสองกลับมายืนที่ตรงกลางลิฟต์เหมือนเดิม จัดเสื้อผ้าที่ยุ่งเหยิงไปเล็กน้อยให้เข้าที่

“ทำอะไรลงไปวะ” วสันต์บ่นเสียงต่ำแล้วรีบก้าวเท้าออกจาฟลิฟต์ แสดงสีหน้าท่าทางเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ไม่ต้องห่วงครับ ลิฟต์ตัวนี้ไม่มีกล้องวงจรปิด”

“งั้นก็บอกให้ซื้อมาติดได้แล้ว” วสันต์คำราม รีบจ้ำเดินหนีนายแพทย์อย่างรวดเร็ว

“ซื้อมาติดเราก็ทำกันแบบเมื่อกี้ไม่ได้นะครับ”

“คุณน่ะเงียบปากไปเลย!”

“คุณกำลังจะไปไหน?”

“สถานที่เกิดเหตุ บ้านพักข้าราชการหลังโรงพยาบาล ผมมีการมีงานต้องทำ ไม่ว่างมาเที่ยวเดินตามคนนั้นคนนี้เหมือนคุณ”

“แล้วเดินไปดุ่มๆ นี่รู้ทางแล้วเหรอครับ?” วสันต์หยุดชะงัก กันตภัทรหัวเราะเบาๆ แล้วเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายที่เดินนำหน้า “ตามผมมา”

วสันต์เดินตามกันตภัทรจนมาถึงบริเวณหน้าบ้านพักของเภสัชบอส ด้านหน้าบ้านพักมีรถตำรวจและเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนอยู่สามนาย กับผู้คนที่น่าจะเป็นนักข่าวในท้องที่ เมื่อวสันต์เดินเข้าไปใกล้ ตำรวจนายหนึ่งก็เดินตรงเข้ามาหา “สารวัตร เป็นยังไงบ้างครับ?”

“หายดีแล้ว” วสันต์มองเข้าไปข้างในบ้านอย่างร้อนใจ

“ศพถูกย้ายไปที่นิติเวชแล้ว ตอนนี้หน่วยพิสูจน์หลักฐานยังหารอยนิ้วมือกันอยู่ข้างใน” นายดาบตำรวจรีบเดินมาขวางทางวสันต์ที่ตั้งท่าจะเดินเข้าไปลูกเดียว “สารวัตรครับ ผู้กำกับบอกว่าถ้าออกจากโรงพยาบาลแล้ว ขอเรียกพบสารวัตรด่วน”

วสันต์มองหน้านายดาบตำรวจครู่หนึ่งก่อนจะล้มเลิกความพยายามที่จะเข้าไปดูที่เกิดเหตุ “ผู้กำกับอยู่ที่ไหน?”

“อยู่ที่สภ.ครับ สารวัตรขึ้นรถเลยเดี๋ยวผมไปส่ง” ดาบตำรวจชี้ไปที่รถกระบะสีขาวแดงที่จอดอยู่

วสันต์พยักหน้า หันมามองกันตภัทรที่ยังไม่ยอมไปไหนสักที “ขอบคุณที่พาผมมา คุณไปทำงานต่อเถอะ”

สายตาที่นายดาบตำรวจมองมาที่ทั้งคู่เหมือนรู้ความนัยอะไรบางอย่าง วสันต์พยายามที่จะไม่คิดมากเรื่องที่ความสัมพันธ์ของวสันต์กับนายแพทย์จะเป็นที่รับรู้ โทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานขณะเกิดเหตุคงถูกตรวจสอบอย่างละเอียดโดยเพื่อนร่วมงานเป็นที่เรียบร้อย วสันต์ได้แต่หวังว่าทุกคนจะเห็นว่านี่เป็นเพียงเรื่องส่วนตัวที่จะไม่ส่งผลกระทบกับการทำงานใดๆ

แต่เขาคิดผิดถนัด

แฟ้มคดีคนไข้มะเร็งระยะสุดท้ายที่ถูกฉีดยากล่อมประสาทจนเสียชีวิตที่บ้านถูกนำมาวางบนโต๊ะที่กั้นอยู่ระหว่าง พ.ต.อ.เทียนชัย ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรกับวสันต์ที่ยืนเอามือสองข้างไพล่หลัง สารวัตรหนุ่มมองแฟ้มนั้นด้วยสายตาที่ว่างเปล่า รู้ดีว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นโดยที่ผู้กำกับไม่ต้องเอ่ยปากใดๆ

“จดหมายลาตายของเภสัชกรมีชื่อของหมอกันตภัทรอยู่ เรียกเขามาสอบสวนภายในวันนี้”

ดวงตาคมของวสันต์หลับลง พยายามสะกดกั้นความรู้สึกมากมายที่ปะทุขึ้นมาภายในจิตใจ “ถ้าอย่างนั้นผมจะออกหมายเรียก…”

“คุณรู้ว่าคุณควรทำอะไรอย่างอื่นมากกว่าออกหมายเรียก สารวัตรวสันต์” เทียนชัยเอนตัวพิงพนัก มองวสันต์ด้วยสายตาที่ดุดัน

วสันต์กำมือแน่น เม้มปาก เขาอยากต่อต้านใจจะขาด แต่สุดท้ายแล้วสารวัตรหนุ่มก็คอตกอย่างยอมจำนน “ผม….จะถอนตัวออกจากคดีนี้ครับ”

ผู้กำกับวัยกลางคนพยักหน้ารับ “ให้รองฯ เบิร์ดเป็นคนจัดการต่อ ขอความร่วมมือว่าถ้าหากคุณรู้อะไรเกี่ยวกับคนคนนี้เพิ่มเติม ให้บอกรองฯ เบิร์ดทุกอย่าง เพราะถ้าคุณรู้แล้วปิดบัง คุณอาจจะโดนข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับ ‘คู่ขา’ ของของคุณก็ได้”

วสันต์สูดหายใจเข้าลึกเพื่อบรรเทาความรู้สึกเหมือนถูกปลายรองเท้าหนังเตะเข้าที่อก มันช่างเป็นวาจาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกเหยียดหยาม รังเกียจ เสียดแทง ลดทอนความเป็นมนุษย์ แสดงออกอย่างชัดเจนทั้งในน้ำเสียงและสีหน้า นายตำรวจยศสูงกว่าลุกขึ้นยืน ย่ำหนักๆ เดินออกไปจากห้อง ทิ้งให้วสันต์ยืนเอามือไพล่หลังนิ่งสนิทในห้องที่เงียบสงัดเพียงลำพัง

“ผมเคยบรรยายเรื่องหลักการของการดูแลแบบประคับประคองในคนไข้ระยะสุดท้ายให้ทุกคนในโรงพยาบาลฟังครับ” นายแพทย์กันตภัทรให้การด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นต่อนายตำรวจตรงหน้า “และไม่ใช่ครั้งเดียวที่บรรยาย อย่างน้อยห้าครั้งที่โรงพยาบาลให้ผมพูดเรื่องการเสียชีวิตที่ดี และอีกนับไม่ถ้วนที่ผมถูกเชิญไปบรรยายนอกสถานที่ ถ้าใครจะอ้างชื่อผมไปอ้างอิง ผมจะไม่แปลกใจเลย”

“หมายความว่าเภสัชกรอาจจะเอาแนวคิดของคุณไปใช้โดยที่คุณไม่ได้มีส่วนรู้เห็นด้วย?”

“ไม่มีส่วนรู้เห็นแน่นอนครับ และสิ่งที่ผมบรรยายไม่ใช่แนวคิดของผมด้วยซ้ำ เป็นหลักการสากลที่หมอเฉพาะทางแบบผมใช้เหมือนกันทั่วโลก มีตำราฝรั่งกล่าวถึงกันมากมาย ผมก็แค่เรียนรู้และเอาเอกสารอ้างอิงมาจากหลายๆ ที่เพื่อใช้ในการบรรยาย แทบไม่มีความคิดเห็นของผมเองเลยครับ” กันต์ประสานมือบนโต๊ะ มองบรรยากาศรอบกายด้วยสีหน้าหวาดหวั่น “ผมตกใจนะครับที่จู่ๆ ก็มีชื่อผมขึ้นมาแบบนั้น ผมยืนยันนะครับว่าผมกับเภสัชบอสรู้จักกันน้อยมาก นานๆ ครั้งที่ออกไปเยี่ยมบ้านด้วยกัน แต่แทบไม่ได้คุยกันเลย”

รองผู้กำกับเบิร์ดจ้องมองใบหน้าหล่อคมของหมอกันตภัทร พยายามจะจับพิรุธให้ได้ แต่เท่าที่คุย เขายังไม่พบว่านายแพทย์พูดอะไรที่ชวนให้สงสัยออกมา “เภสัชบอสเคยเข้าฟังบรรยายของคุณมั้ย?”

“เคยครับ เขาเคยเข้าฟังบรรยายของผม และเป็นหนึ่งในเภสัชกรที่ประสานงานกับทีมเยี่ยมบ้าน

“แล้วคุณคิดว่าสิ่งที่เภสัชบอสหมายถึงในจดหมายลาตาย ที่บอกว่านำสิ่งที่คุณเคยสอนไปทำตามไม่ได้ คืออะไร?"

“ผมขอเดานะครับ” นายแพทย์ตอบอย่างใจเย็น “เขาน่าจะทำสิ่งที่เรียกว่า การุณยฆาต”

นายตำรวจเลิกคิ้ว “หมายถึงหมอฆ่าคนไข้งั้นเหรอ?”

“เป็นความตายที่คนไข้ร้องขอเพื่อให้ตายอย่างสมศักดิ์ศรีครับ ผมเคยบรรยายเรื่องนี้อยู่สองสามครั้ง เอาความรู้ทั่วๆ ไป พูดวิเคราะห์เชิงศาสนาและกฎหมายจากทั่วโลก ทุกอย่างที่ผมพูดเป็น Fact ครับ รวบรวมมาจากบทความทั้งในและต่างประเทศ ใส่ความเห็นของตนเองลงไปน้อยมากเช่นกัน” กันตภัทรมีสีหน้าครุ่นคิด “เขาอาจจะพยายามเอาสิ่งที่ผมเคยบรรยายไปใช้ในทางที่ผิด แล้วทำไม่สำเร็จ ทำให้คนไข้เสียชีวิตได้ไม่ดีตามทฤษฎีที่ผมสอน เลยขอโทษผมไปแบบนั้นก็ได้”

“แล้วตัวคุณเคยเป็นตัวอย่างในการทำแบบที่เภสัชกรเคยทำมั้ย?”

กันตภัทรยิ้มบางแสดงความบริสุทธิ์ใจ “ไม่เคยอย่างแน่นอนครับ”

“ในช่วงเวลาตีสี่ถึงหกโมงเช้าของวันนี้ คุณทำอะไรอยู่?”

“ผมนอนหลับอยู่ที่บ้านพักของตัวเองครับ” กันต์เอนตัวลงพิงพนัก สีหน้าลำบากใจ “ผมซื้อบ้านในหมู่บ้านจัดสรร ถ้าคุณตำรวจต้องการข้อมูลว่าผมเข้าออกบ้านตอนไหนเมื่อไหร่ น่าจะมีกล้องวงจรปิดหน้าหมู่บ้านบันทึกไว้ เมื่อคืนหลังจากที่ส่งสารวัตรวสันต์ขึ้นแอดมิดตอนตีหนึ่ง ผมก็กลับมาถึงบ้านอีกประมาณครึ่งชั่วโมงให้หลัง และออกมาทำงานตอนเวลาเจ็ดโมงเช้าครับ”

เบิร์ดจำเป็นต้องปล่อยตัวกันตภัทรไป เพราะไม่มีหลักฐานมากพอที่จะเอาผิด จากการสอบสวนอย่างยาวนาน แพทย์หนุ่มไม่ได้เผยสิ่งที่น่าสงสัยใดๆ ออกมา ถึงแม้จะไม่มีพยานแวดล้อมที่ช่วยยืนยันว่าเขาอยู่ที่บ้านตัวเองจริงๆ ในวันเวลาที่เกิดเหตุ แต่นายตำรวจก็จะส่งคนไปเอาหลักฐานกล้องวงจรปิดจากหมู่บ้านของกันตภัทรเพิ่มเติมอยู่แล้ว เมื่อพิจารณาร่วมกับข้อมูลจากการที่โทรสอบถามผลชันสูตรศพจากหมอนิติเวชคร่าวๆ ที่พบว่ามีร่องรอยการถูกรัดคอก่อนจะถูกนำไปแขวนอำพราง ทำให้นายตำรวจไม่สามารถสรุปได้เลยว่าบอสเป็นคนพิมพ์จดหมายลาตายนั้นด้วยตนเอง และถึงหมอกันตภัทรจะเป็นฆาตกร เขาก็คงไม่ได้บ้าบอจนกระทั่งพิมพ์ชื่อตัวเองลงไปแบบนั้น

“หมวดก้อง” เบิร์ดมองออกไปนอกหน้าต่าง มองนายแพทย์ที่กำลังเดินออกไปยังที่จอดรถด้านหน้าสถานีตำรวจ พูดกับชายหนุ่มในชุดเสื้อหนังแขนยาวสีดำกับกางเกงยีนส์ที่ยืนอยู่ด้านหลังเขา “ทำความรู้จักหมอสักครั้งซิ แล้วตามดูไม่ให้คลาดสายตา”

“ตามหมอธรรมดาๆ คนหนึ่งน่าจะง่ายกว่าล่อซื้อยาบ้านะครับ” ก้องยกสองมือล้วงกระเป๋าอย่างสบายใจ “เดี๋ยวส่งเด็กเข้าไปตามติด”

“อย่าให้เสียชื่อสายสืบหูตาสับปะรด”

“สับปะรดมีไม่กี่สิบตา แต่ผมมีมากกว่านั้น” ตำรวจสืบสวนหนุ่มยกมือขึ้นลูบผมที่สั้นเกรียน “ว่าแต่หมอคนนั้นใช่มั้ยครับ ที่ว่ากันว่าเป็นคู่เกย์กับสารวัตรสอบสวนของเรา”

“ถูกต้อง”

ก้องทำหน้าตื่นเต้น “อะฮ่า น่าสนใจ”

“เก็บมาแต่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เท่านั้น เรื่องในมุ้งในเตียงไม่ต้องเอามา ยกเว้นถ้าเห็นว่าวสันต์สมรู้ร่วมคิด รีบรายงานผมให้ไว”

“ครับท่าน” ชายหนุ่มที่มองผ่านๆ ไม่ใกล้เคียงความเป็นตำรวจเลยแม้แต่น้อยตอบรับ ยกหมวดแก็ปสีดำขึ้นมาสวม ก่อนจะหายไปจากห้องอย่างเงียบเชียบ

ก้องเป็นสายสืบที่เข้านอกออกในอย่างโชกโชน เขาทำตัวเหมือนเงาที่ไม่มีใครเห็น สอดส่องและเก็บข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากสถานที่ต่างๆ จนได้รับฉายาว่าสายสืบพันตา เบิร์ดไม่รู้ว่า ‘เด็ก’ ในสังกัดของหมวดก้องประกอบด้วยใครบ้าง แต่เขาจะละไว้ในฐานที่เข้าใจ ขอเพียงแค่ได้หลักฐานเพียงพอที่จะเอาผิดผู้ต้องสงสัยได้ เขาก็พอใจแล้ว


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น