สิริณ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 5

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 359

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 04 พ.ค. 2562 22:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 5
แบบอักษร

เมื่อมาถึงที่นั่งของตัวเองตามบัตรผ่านขึ้นเครื่อง รินรดาก็นั่งลงปลดกระเป๋าเป้สอดไว้ใต้เก้าอี้ข้างหน้า แล้วคาดเข็มขัดนิรภัย เธอเอียงศีรษะพิงกรอบหน้าต่างมองออกไปเบื้องนอกทันที

วิวข้างนอกไม่มีอะไรน่าสนใจหรอก แต่เธอไม่อยากเห็นหน้า ‘นายคนนั้น’ ที่เดินตามหลังมาติด ๆ ต่างหาก จะไปนั่งไหนก็ช่าง อย่ามาอยู่ใกล้เธอก็แล้วกัน

ทว่าคำภาวนาของหญิงสาวไร้ผล เพราะแทนที่จะผ่านไปยังที่นั่งชั้นประหยัดด้านใน ชายหนุ่มผู้นั้นกลับนั่งลงข้างเธอดื้อ ๆ แถมยังตีหน้าทะเล้นพร้อมกับเปรยลอย ๆ

“โชคดีจัง”

รินรดาสะกดสายตาไว้ที่ไฟกะพริบสีแดงวาบตรงปีกเครื่องบินนอกหน้าต่าง แสร้งไม่รับรู้การมีตัวตนของอีกฝ่าย เสียงกัปตันทักทายผู้โดยสารผ่านหูไปโดยที่เธอแทบไม่รับรู้ความหมาย ดวงหน้าเรียวงามงอง้ำนิด ๆ ด้วยความขัดเคืองใจ!

ที่นั่งชั้นธุรกิจก็มีตั้งแปดที่ แต่หมอนี่ยังดันมานั่งข้างเธอจนได้ อะไรมันจะซวยขนาดนี้ !

รอจนเครื่องไต่ระดับได้เพดานบินเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวจึงรื้อหมอนรองต้นคอออกมาเป่าลม และสวมแผ่นปิดตากันแสงรบกวน เธอปรับเก้าอี้เอนลงนอนตะแคงตัว หันหลังให้คนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ พยายามข่มตาหลับเพื่อเก็บแรงไว้เที่ยวในเช้าวันรุ่งขึ้น

ชนวีร์ทอดเวลารอจนได้ยินเสียงหายใจเข้าออกสม่ำเสมอของหญิงสาวแล้ว จึงหันไปพินิจเสี้ยวหน้าของเธอ ดวงหน้าเรียวถูกแผ่นปิดตาบดบังไปเกือบครึ่ง เห็นเพียงปลายจมูกเชิดขึ้นเล็กน้อยแสดงถึงความดื้อรั้น และริมฝีปากบางที่แต้มรอยแย้มนิด ๆ

เห็นหน้าตาท่าทางไร้พิษสงอย่างนี้ แต่ตอนตวัดสายตาวามวาวมองเขาเมื่อครู่กลับชวนให้ขยาด ผิดจากผู้หญิงที่พูดแจ้ว ๆ หยอกเอินกับคนปลายสายโทรศัพท์ที่สนามบินนั่นราวกับเป็นคนละคน

ชนวีร์เผลอยิ้มกับตัวเองและตั้งคำถามขึ้นในใจด้วยความอยากรู้

ตอนไหนกันนะ ที่เป็นตัวตนแท้จริงของผู้หญิงคนนี้ !

อากาศยานลำโตใช้เวลาเดินทางห้าชั่วโมงไปยังท่าอากาศยานนานาชาติผู่ตงแห่งมหานครเซี่ยงไฮ้ ทันทีที่ลงจากเครื่องบิน หัวหน้าทัวร์แต่ละกลุ่มก็นำนักท่องเที่ยวของตนแยกกันไปต่อเครื่องสู่จุดหมายปลายทาง

สายพิณพานักท่องเที่ยวในความรับผิดชอบผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ไปรอรับกระเป๋าที่สายพาน อุณหภูมิระดับศูนย์องศาของเซี่ยงไฮ้ทำให้คนจากเมืองร้อนถึงกับห่อไหล่กันถ้วนหน้า

ชนวีร์สวมเสื้อกันหนาวและพาดผ้าพันคอขนสัตว์เนื้อหนาไว้บนบ่าหลวม ๆ จากนั้นจึงกวาดสายตาหา ‘ใครบางคน’ ด้วยความหวังว่าเธอคงไม่ได้ต่อเครื่องไปหูหนานกับทัวร์อีกกรุ๊ปหนึ่งเสียก่อน !

ผู้หญิงร่างสูงเพรียวคนนั้นหาไม่ยาก ตอนที่เขาเห็นเธอ หญิงสาวเพิ่งวางกระเป๋าเป้ที่พื้น แล้วหันหน้าเข้าหากำแพง เธอถอดเสื้อสเวตเตอร์ออก สวมเสื้อแจ็กเก็ตกันลมเข้ารูปทับเสื้อยืดแขนยาวด้านใน ก่อนเก็บชายเสื้อกันลมสีดำให้เรียบร้อย และสวมสเวตเตอร์ทับไว้ด้านนอกเป็นลำดับสุดท้าย

รินรดามองเงาสะท้อนจากกระจกสำรวจตัวเองด้วยความพึงใจ ครั้นรู้สึกว่ากำลังถูกสายตาคู่หนึ่งจับจ้องอยู่ จึงหันขวับไปมองทันควัน แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเจอหน้าคนที่ไม่อยากเห็นอีกแล้ว !

ให้ตายเถอะ นึกว่าแค่บินไฟลท์เดียวกันแล้วเขาก็จะแยกไปกับกรุ๊ปอื่น ทำไมเธอถึงซวยขนาดนี้เนี่ย นี่เธอต้องเที่ยวเซี่ยงไฮ้โดยมีผู้ชายกวนประสาทคนนี้อยู่ร่วมกลุ่มตั้งแปดวันเชียวหรือ

ผู้ชายคนนั้นก้มศีรษะให้ พร้อมรอยยิ้มเป็นมิตรเปิดเผย

ทว่ารินรดากลับสะบัดหน้าพรืด ลากกระเป๋าเดินทางก้าวฉับผ่านหน้าเขาเพื่อผ่านด่านศุลกากรออกไปด้านนอกทันที

ชายหนุ่มผิวปากหวือ ยักไหล่สบายใจ โดยมีรอยยิ้มน้อย ๆ ประดับอยู่ที่มุมปาก กิริยาบอกชัดถึงความหมายมาด

แปดวันนี้ เขาจะอธิบายให้เธอเข้าใจเอง ว่าเขาน่ะจีบผู้หญิง ‘เป็น’ หรือเปล่า !

ไกด์ท้องถิ่นมารอรับนักท่องเที่ยวจากอาคารผู้โดยสารขาเข้า แล้วพาลูกทัวร์ขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นสามของอาคารท่าอากาศยานเพื่อรอรถโค้ช

ระหว่างคอยรถ รินรดาหลบมุมไปยืนถ่ายรูปท้องฟ้าสีอ่อนจางกับแสงแดดสีเหลืองนวลตาตามลำพัง

ชนวีร์มองตามหญิงสาวไม่คลาดสายตา ลมพัดแรงทำให้ผมซอยไล่ระดับยาวเสมอคางนั้นพลิ้วไสว เธอเก็บปอยผมสีน้ำตาลทัดหู เผยให้เห็นดวงหน้าเกลี้ยงใส ผิวขาวจัดและดวงตาเรียวตวัดปลายนิด ๆ

ชายหนุ่มขมวดคิ้วด้วยความฉงน ละม้ายว่าเขาเคยเห็นท่าทีขยับมือไม้ของผู้หญิงคนนี้จากที่ไหนมาก่อน แต่ไม่ว่าจะทบทวนอย่างไรก็คล้ายมีเมฆหมอกบาง ๆ ลอยเรี่ยปกคลุมอยู่ในหัวตลอด ทำให้มองเห็นอะไรไม่ชัดเจนเท่าที่ควร

รินรดาไม่เคยหนักใจถ้าต้องถูกจ้องมอง แต่การที่เจ้าของสายตาคู่ดังกล่าวคือผู้ชายคนนั้นกลับทำให้หญิงสาวรู้สึกหงุดหงิดใจอย่างบอกไม่ถูก กระแสแปลก ๆ จากดวงตาของเขารบกวนเธอจนน่ารำคาญ

ครั้นนึกถึงคำพูดของเขา รินรดาก็อดยอมรับไม่ได้ว่าเธอรู้สึกเหมือนเคยรู้จักเขามาก่อนเช่นกัน !

หญิงสาวลดกล้องลงหลังจากได้รูปที่ต้องการแล้ว เธอตวัดตาจิกใส่เจ้าของดวงตาสีน้ำตาลเข้มนั้นอย่างรวดเร็ว ด้วยหวังว่าวิธีนี้จะทำให้อีกฝ่ายตกใจและเสมองไปทางอื่น

ทว่าแทนที่จะหลบตาหรือเมินไปอย่างที่คาด เขากลับประสานสายตากับเธอแน่วแน่ เส้นผมละเอียดสีน้ำตาลไหม้สะท้อนแสงแดดเป็นประกาย ทำให้ดวงหน้าเขาแลอ่อนโยนลง

แล้วจู่ ๆ เธอก็ได้ยินเสียงแว่วดังที่ริมหู

ถ้ามันเป็นความต้องการของหลิว ผมก็จะหย่าให้

รินรดากะพริบตาถี่เหลียวหาที่มาของเสียง ทว่าคนเดียวที่อยู่ใกล้ตัวเธอที่สุด ก็มีแต่ผู้ชายกวนประสาทที่ยังคงจ้องเธอไม่วางตาคนนั้น

หญิงสาวทบทวนคำพูดจากในความฝันแล้วก็ยิ่งฮึดฮัด

เธอเนี่ยนะจะต้องการหย่า ! ในเมื่อเธออยากแต่งงานเพื่อไปให้พ้นจากบ้านหลังนั้นจะตาย ! เมื่อได้แต่งแล้ว เรื่องอะไรจะยอมหย่า

หน็อย...ถือว่าเป็นผู้ชายในฝันแล้วจะมาโบ้ยกันง่าย ๆ งั้นเรอะ น่าเกลียดที่สุด*!*

​.


เมื่อรถโค้ชออกเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองเซี่ยงไฮ้เพื่อเริ่มโปรแกรมทัวร์ สายพิณก็หยิบไมโครโฟนลุกขึ้นแนะนำตัวเสียงแจ้ว

“สวัสดีค่ะ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่เซี่ยงไฮ้ค่ะ จ๋าในนามของบริษัทบิวตี้ฟูล-ไชน่าทัวร์ ขอขอบคุณทุกท่านที่มอบความไว้วางใจให้เราได้นำท่านท่องเที่ยวไปตลอดแปดวันนี้นะคะ จ๋าเป็นผู้ช่วยไกด์ค่ะ หากมีอะไรจะให้รับใช้ เรียกจ๋าได้ตลอดนะคะ

“ก่อนเริ่มรายการทัวร์ จ๋าขออนุญาตแนะนำสมาชิกให้รู้จักกันก่อน เราจะได้เที่ยวสนุกยิ่งขึ้น คณะเรามีทั้งหมดสิบหกท่าน เริ่มจากคู่แรกนะคะ” หญิงสาวผายมือ ขณะแนะนำไล่จากหน้ารถมา

“อาจารย์เสน่ห์กับพี่พจนาค่ะ ส่วนกลุ่มที่สองเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดของคณะเรา คุณอาพรประภา คุณอาศิริจิตต์ คุณอานลินี คุณอาสมพร คุณอาปรานี และคุณอาฉวีวรรณ กลุ่มต่อไปมากันเป็นครอบครัว น้องอ้นกับน้องอุ้ม โดยมีคุณกันต์กับคุณอารีย์คอยคุมอยู่ด้านหลังนะคะ” สายพิณแนะนำอย่างเป็นกันเอง “ส่วนกลุ่มสุดท้ายมีสามท่าน คุณภูมิ คุณแพรพลอย และอีกท่านที่นั่งอยู่ด้านหลัง คือคุณชนวีร์ค่ะ”

รินรดามองตามมือของผู้ช่วยหัวหน้าทัวร์สาวไทยไปหยุดสายตาที่เก้าอี้หน้าเธอ ตอนขึ้นรถมาและพบดวงหน้าหวานละมุนของแพรพลอย รินรดายังอดนึกชมในใจไม่ได้ ยิ่งได้มาเห็นเจ้าของชื่อเพราะกับสามีสบสานสายตากัน เกาะกุมมือกันเอาไว้ตลอด ก็ยิ่งทำให้สาวโสดรู้สึกอบอุ่นและพลอยมีความสุขไปด้วย

ขนาดแค่เห็นคนรักกันยังมีความสุขขนาดนี้ นี่ถ้ามีคนรักเป็นของตัวเองด้วย จะมีความสุขแค่ไหนกันนะ !

หญิงสาวปล่อยจินตนาการให้เลิศลอยเพริดแพร้ว โดยลืมไปเสียสนิทว่าก่อนขึ้นรถเมื่อครู่ เธอเพิ่งย้ำกับตัวเองไว้อย่างไร

เสียงหัวเราะครึกครื้นในรถ ทำให้รินรดาสลัดศีรษะเบา ๆ ไล่หมอกควันของความเพ้อฝันออก พยายามตั้งใจฟังว่ามีอะไรน่าขันนักหนา ปรากฎว่าสายพิณกำลังผายมือมาทางเธอ แล้วพูดว่า...

“อาจารย์เสน่ห์อย่าเพิ่งแซวจ๋าสิคะ ขอจ๋าแนะนำให้เสร็จก่อน ท่านสุดท้ายของคณะเราคือคุณรินรดาที่นั่งอยู่ด้านหลังสุดค่ะ พอดีว่าเพื่อนคุณรินรดาป่วยกะทันหันก็เลยต้องเดินทางคนเดียว คณะของเราคนไม่เยอะ จ๋าขอความกรุณาทุกคนช่วยดูแลกันและกันด้วย คอยเกาะกลุ่มกันไว้นะคะ จะได้ไม่หลง

“เอาละค่ะ ตอนนี้ถึงเวลาที่เราจะได้รู้จักคนสำคัญของทริปนี้กันแล้ว เพราะเขาจะเป็นไกด์ท้องถิ่นพาพวกเราเที่ยวเมืองจีนตลอดแปดวันนี้ จ๋าขอเสียงปรบมือให้คุณเกาด้วยค่ะ” สายพิณนำปรบมือก่อนส่งไมโครโฟนให้ชายหนุ่มข้าง ๆ

คุณเกาเป็นชายชาวจีนร่างสันทัด ผิวขาวจัดและดวงตาเรียวยาวบอกยี่ห้อตี๋ชัดเจน ชายหนุ่มลุกขึ้นเพื่อให้ลูกทัวร์เห็นชัด ๆ และพนมมือไหว้นอบน้อมงดงาม

“สวัสดีครับ ผมแซ่เกาชื่อว่าฉงเจิ้นครับ หรือจะเรียกชื่อไทยก็ได้ อาจารย์ตั้งชื่อให้ผมว่าสินครับ” เขาแนะนำตัวด้วยภาษาไทยฉาดฉาน ทำให้คนในคณะพากันทึ่ง “ตอนนี้ผมเรียนปริญญาโทอยู่ที่มหาวิทยาลัยชนชาติกวางสี คณะศิลปศาสตร์ วิชาเอกภาษาไทยครับ” สินอธิบายเพื่อไขข้อข้องใจว่าไฉนเขาจึงพูดภาษาไทยได้ดี

จากนั้นหัวหน้าทัวร์ชาวจีนก็ขอให้ลูกทัวร์ปรับนาฬิกาให้เร็วขึ้นหนึ่งชั่วโมง เพื่อใช้เวลาท้องถิ่นในการนัดหมายตลอดทริป แล้วเริ่มบรรยายภูมิประเทศสองฟากถนนที่รถวิ่งผ่าน

“ทางซ้ายมือเป็นรางของรถไฟที่วิ่งเร็วที่สุดในโลก รถไฟที่นี่วิ่งด้วยความเร็วสี่ร้อยสามสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนทางขวามือเป็นแฟลตชุมชนกับตึกสร้างใหม่ครับ เพราะความเจริญเพิ่งขยายมาถึงแถวนี้”

รินรดาทอดสายตาไล่ตามรางรถไฟซึ่งอยู่ทางฝั่งเธอโดยไม่ยอมหันไปมองอีกฟากแม้แต่น้อย เธอไม่ได้รำคาญแสงแดดที่แยงตา หรือรังเกียจแฟลตชุมชนเก่านั่นด้วย ที่จริงแล้วเธออยากเห็นทิวทัศน์ของชุมชนสร้างใหม่ที่อยู่อีกฟากนั่นจะตายไป แต่ที่ไม่หันไปทางนั้นเลยสักนิดก็เพราะไม่อยากเห็นหน้าคนที่ตามมานั่งข้าง ๆ โดยไม่ได้รับเชิญต่างหาก หญิงสาวจึงได้แต่ฮึดฮัดอยู่ในใจ

รถก็เหลือที่นั่งตั้งเยอะแยะ ทำไมอีตานี่ต้องเลือกมานั่งข้างเธอด้วยก็ไม่รู้

ชนวีร์ตีหน้าซื่อ ถือวิสาสะเดินตามมาตั้งแต่ออกจากสนามบิน แล้วก็ขึ้นรถจับจองที่นั่งข้างเธอไปเป็นกรรมสิทธิ์หน้าตาเฉย พอแพรพลอยถามด้วยความเป็นห่วง เขากลับพยักพเยิดกับน้องสะใภ้ ยืนยันให้เธอนั่งคู่กับน้องชายตามเดิม

‘พลอยนั่งกับเจ้าภูมิเถอะ มาเที่ยวกันทั้งที สวีตกันให้เต็มที่ พี่นั่งข้างคุณหลิวก็ได้’

‘คุณรู้ชื่อฉันได้ยังไง’ รินรดาหันขวับมาทางเขาแล้วถามด้วยเสียงสูงปรี๊ด

‘ผมได้ยินคุณคุยโทรศัพท์กับเพื่อนไง ตอนที่คุณเรียกผมว่าคนกวนประสาทนั่นแหละ’ ชนวีร์บอกหน้าตาเฉย จนทำให้เธออยากกรี๊ดใส่หน้าเขาเต็มที

อีตาบ้า ! นอกจากไม่สำนึกที่แอบฟังคนอื่นคุยโทรศัพท์แล้ว ยังจะมีหน้าเล่ามาให้ฟังอีก

รินรดาคงอาละวาดแน่ ถ้าไม่ใช่เพราะหน้าตาของเขาบอกชัดว่าไม่ไยดีกับคำประณามของเธอ หญิงสาวกลืนคำพูดลงคอ ปรายตาค้อนอีกฝ่ายด้วยความขัดเคืองใจ และตั้งหน้าตั้งตามองออกไปนอกหน้าต่างฝั่งตัวเอง ด้วยความหวังว่าท้องฟ้าสีสวยแปลกตากับทุ่งหญ้าฉ่ำชื้นริมทางรถไฟ จะช่วยทำให้เธออารมณ์เย็นลงบ้าง

.


นักท่องเที่ยวตื่นตากับมหานครเซี่ยงไฮ้ซึ่งเต็มไปด้วยป้ายโฆษณาสินค้าอิเล็คโทรนิคส์ และตึกสูงระฟ้ากรุกระจกโดยรอบ สะท้อนแสงแดดเป็นประกายระยับราวกับแท่งแก้วขนาดยักษ์ปักกระจายอยู่รอบเมือง ให้ความรู้สึกทั้งหรูหราและทันสมัยไปพร้อมกัน

เมื่อรถโค้ชแล่นมาจอดหน้าร้านอาหาร สินก็เชิญลูกทัวร์ลงจากรถ แม้แสงแดดจะแรงจ้า แต่สายลมเย็นกลับพัดจัดยิ่งกว่า ทำให้อากาศไม่อบอุ่นดังคาด

ไกด์หนุ่มนำหน้าเข้าไปในภัตตาคารพร้อมกับชี้บอกลูกทัวร์ “สองโต๊ะนี้ครับ แบ่งนั่งเป็นโต๊ะละแปดคน”

ด้วยความที่คุ้นเคยกับการท่องเที่ยวแบบกรุ๊ปทัวร์ เธอจึงรู้ว่ามื้อแรกนั้นสำคัญ เพราะส่วนใหญ่ถ้ามื้อนี้ใครจับกลุ่มร่วมโต๊ะกับใคร ก็จะคล้ายเป็นข้อตกลงกลาย ๆ ว่าต้องกินข้าวร่วมกันแบบนี้ไปจนจบทริป รินรดาจึงรีบปราดเข้าไปนั่งกับกลุ่มคุณป้าหกคนทันที

นั่งกับคุณป้าแหละดีที่สุด ‘กลุ่มนั้น’ มากันสามคน ยังไงก็มารวมกับโต๊ะนี้ไม่ได้แน่

โชคคงไม่เข้าข้างหญิงสาว เพราะถ้าจัดโต๊ะแบบนี้ จะทำให้ที่นั่งไม่ลงตัว หัวหน้าทัวร์ชาวไทยจึงต้องเชิญเธอไปนั่งรวมกับครอบครัวสี่คน และกลุ่มของ ‘หมอนั่น’ แทน เพื่อให้ครบแปดคน ปล่อยให้พวกคุณป้าร่วมโต๊ะกับอาจารย์เสน่ห์และภรรยา ราวกับแบ่งโต๊ะตามอายุอย่างไรอย่างนั้น

รินรดาบ่นในใจ ที่โบราณบอกว่ายิ่งเกลียดยิ่งใกล้ สงสัยจะจริง !

หญิงสาวเริ่มทำใจกับสายตาของเขาแล้ว แต่คนกวนประสาทก็เพิ่มระดับความยียวนขึ้นไปได้อย่างน่าทึ่ง เพราะนอกจากจะจ้องเขม็งมาแล้ว เขายังวางรอยยิ้มไว้ตรงมุมปากแถมให้อีก เป็นผลให้หญิงสาวยิ่งเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน

นี่มันอะไรกันนักหนา ใจคอไอ้หมอนี่คิดจะยั่วให้เธอสติแตก จนต้องกระโดดข้ามโต๊ะไปควักลูกตาคู่นั้นออกมาเลยหรือไง !

​.


เมื่อทุกคนนั่งลงเรียบร้อยแล้ว อาหารเช้ามื้อแรกบนแผ่นดินมังกรก็ถูกเสิร์ฟขึ้นโต๊ะทันที ติ่มซำอันประกอบด้วยซาลาเปา ขนมจีบ โจ๊กไข่เยี่ยวม้า เปาะเปี๊ยะทอด และผักราดน้ำมันหอยพาเหรดกันขึ้นมาวางเรียงรายให้เลือกสรรเต็มโต๊ะ

ภูมิและแพรพลอย ชวนกันต์และอารีย์คุยตามประสาคนอยากมีลูก รินรดาจึงไม่คุยแทรก เธอละเลียดอาหารบนโต๊ะช้า ๆ สลับกับชี้ชวนสองพี่น้องชิมอาหารบางจาน

คงเพราะอ่อนเพลียจากการเดินทาง กอปรกับกินข้าวผิดเวลา อาหารบนโต๊ะจึงเหลือมากพอดู แพรพลอยทำหน้าเบ้ตอนที่ถาดซาลาเปาหมุนมาหยุดอยู่ตรงหน้า

“โอย...อิ่มจัง แต่ซาลาเปาก็น่ากินชะมัดเลย คุณภูมิช่วยพลอยกินครึ่งลูกนะคะ”

ผู้ที่ตอบกลับไม่ใช่ภูมิ แต่เป็นพี่สามีปากร้ายของเขาต่างหาก

“ระวังนะยายพลอย กินจุบกินจิบอย่างนี้ กว่าจะรู้ตัวอีกที...” ชนวีร์ทำหน้าสยองพลางถอนใจ “เฮ้อ...ไม่พูดดีกว่า เดี๋ยวจะแสลงใจพลอยเปล่า ๆ ”

“ไม่ต้องมาหาเรื่องกระแนะกระแหนพลอยเลยนะพี่วีร์”

“อ้าว...ไม่เชื่อก็ตามใจ นี่พี่พูดแทนสามีเธอหรอกนะ ยายคุณหญิงตัวกลม”

“พี่วีร์นี่หยาบคายจัง ชอบหาว่าพลอยอ้วน ปากร้ายอย่างนี้ระวังเถอะ เกิดพี่วีร์ได้แฟนตัวกลมเป็นตุ่มต่อขาขึ้นมาละก็ พลอยจะหัวเราะให้ฟันหักเลย”

“ถ้าพี่เลือกแล้ว ถึงจะเป็นตุ่มต่อขาพี่ก็รัก” ชายหนุ่มไม่ลดละ “แต่ก็อย่างว่าละนะ ต่อให้แฟนพี่เป็นตุ่มต่อขาจริง พี่ก็แน่ใจว่าตุ่มของพี่ต้องสวยน่ารักที่สุดแน่ ๆ ไม่เหมือนบางคน...” เขาปรายตามองน้องสะใภ้ พลางหยิบซาลาเปามากัดด้วยท่วงท่าสบายอารมณ์

“อ้าว ! พี่วีร์พูดอย่างนี้ได้ไงคะ นี่หาว่าพลอยขี้เหร่เหรอ” แพรพลอยหน้าบูด

“เปล๊า ! ไม่ได้พูด ใครร้อนตัวก็ช่วยไม่ได้” พี่ชายสามีลอยหน้าตอบ

ก่อนสงครามในครอบครัวจะลุกลาม คนกลางก็หยิบซาลาเปามาบิครึ่งหนึ่งส่งให้ภรรยา พร้อมปะเหลาะเอาใจ “ใครว่าไม่สวยก็ช่าง ผมว่าสวยก็พอแล้ว เอ้า ! นี่...ผมช่วยพลอยกินครึ่งหนึ่งละกัน อย่าไปทะเลาะกับพี่วีร์เลย”

ถ้อยคำเอาใจของภูมิทำให้คนในโต๊ะอมยิ้มกันถ้วนหน้า ไม่เว้นแม้แต่รินรดา

ชนวีร์ทำท่าเหมือนกินยาขมเข้าไปถังใหญ่ เขารีบบอก “ขอทีเถอะภูมิ ช่วยหวานกันให้น้อย ๆ หน่อยได้ไหม แค่นี้ฉันก็จะเป็นเบาหวานตายอยู่แล้ว”

“อ้าว...ก็ทีคนโสดอย่างพี่ยังบอกเลยว่าต่อให้แฟนตัวกลมเป็นตุ่มต่อขาพี่ก็รัก แล้วทำไมผมจะหวานกับแฟนบ้างไม่ได้ พี่กลัวว่าจะหวานสู้ผมไม่ได้รึไง” ภูมิแซวกลับ

คนร้อนตัวรีบแก้ต่างพัลวัน

“กลัวบ้าบออะไร ! นายน่ะยังหวานไม่ได้ครึ่งของฉันหรอก รอให้ฉันเจอน้องตุ่มก่อนเถอะ แล้วฉันจะสอนให้นายรู้จักคำว่าเลี่ยนเลย ขอบอก ! ” ชนวีร์โอ่มั่นใจ ครั้นหันไปเห็นรินรดากำลังมองมา ชายหนุ่มจึงส่งยิ้มหวานโปรยเสน่ห์โดยอัตโนมัติ

หญิงสาวซึ่งกำลังฟังการโต้วาทีอยู่เพลิน ๆ ถึงกับสะดุ้ง เมื่อถูกคู่ปรับจับได้ว่าลอบมองเขาอยู่ เธอรีบก้มลงหลบตา ใช้ตะเกียบม้วนผักกวางตุ้งในจานแก้เก้อ กระนั้นคำตอบโต้ของสองพี่น้องกลับทำให้เธออดยิ้มไม่ได้

น้องตุ่มที่ชนวีร์บอกว่า ‘ยังไงก็รัก’ นี่น่าสงสารชะมัด นอกจากจะต้องมีแฟนบ๊อง ๆ กวนประสาทแล้ว ยังต้องทนฟังมุกเสล่อประเภท ‘หวานจนเลี่ยน’ นั่นอีก

แค่คิดก็ขนลุกแทนสาวตุ่มผู้โชคร้ายคนนั้นแล้ว !

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

sds

ภาพรักในฝัน เคยตีพิมพ์สองครั้งกับ สำนักพิมพ์อรุณ

ตอนนี้สิริณนำมาจัดทำเป็นฉบับอีบุ๊ก

หยิบมาโพสต์ให้ทดลองอ่านก่อนตัดสินใจซื้อค่ะ

สิริณจะลงให้อ่านจนจบ แล้วลบครึ่งเล่มนะคะ

.

ภาพรักในฝัน ราคา 219 บาท

mebmarket >> http://bit.ly/2U5XWXu

ookbee >> http://bit.ly/2YTz2Oh

Hytexts >> http://bit.ly/2I59t7z

.

นักอ่านท่านใดสนใจฉบับหนังสือ

สิริณยังพอมีเหลือเล่มอยู่ไม่ถึงสิบเล่ม

สามารถสอบถามได้ที่ m.me/SirinFC 

หน้าปกฉบับตีพิมพ์ค่ะ


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น