Xeiji

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

21th Bond : สิ่งที่ฝังใจ

ชื่อตอน : 21th Bond : สิ่งที่ฝังใจ

คำค้น : แวมไพร์

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 159

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 04 พ.ค. 2562 22:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
21th Bond : สิ่งที่ฝังใจ
แบบอักษร

21th Bond : สิ่งที่ฝังใจ


หยดน้ำเย็นเฉียบค่อย ๆ แทรกผ่านซอกหิน ค้นหาช่องว่างเพื่อหาทางออก และในที่สุดก็หลุดพ้นซอกหิน ร่วงลงข้างล่างตามแรงโน้มถ่วงของโลกก่อนจะไปกระทบเปลือกตาที่ปิดสนิท และเลือนหายไป ไม่นานนักเปลือกตาก็เริ่มขยับ และเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า ภาพที่เห็นเบื้องหน้าพร่ามัวจนแทบจับรายละเอียดไม่ได้

ปวดหัว...

แกร๊ก...

มือข้างหนึ่งยกขึ้นบีบขมับตัวเองเบา ๆ ทำให้สัมผัสได้ถึงเย็นเฉียบของโลหะที่ต้องผิวบริเวณข้อมือทั้งสองข้าง ดวงตาทั้งสองที่สลึมสลือเมื่อครู่ลืมตาตื่นเต็มที่ นัยน์ตาสีฟ้าก้มลงมองที่ข้อมือของตน ก็พบว่ามีโซ่สีดำสนิมเขรอะคล้องรอบข้อมือที่สองข้าง และโยงไปที่ผนังหินที่พิงอยู่

เฮ้ย*! อะไรวะเนี่ย!!?* เซดริกคิดอย่างตระหนกพร้อมกับดึงโซ่ทั้งสองเส้นแรง ๆ หลายครั้ง และพบว่ามันแข็งแรงเกินกว่าจะดึงแรง ๆ หรือหาอะไรมาตัด แต่สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องนั่งอยู่เฉย ๆ จึงพอมีเวลาได้ย้อนนึกว่าเกิดอะไรขึ้น

“แล้วที่นี่มันที่ไหน?” เขาพึมพำเบา ๆ ขณะกวาดสายตาพิจารณาสถานที่ที่จำใจต้องอยู่

ห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดไม่ใหญ่มาก กำแพงและเพดานก่อด้วยหินที่แค่มองด้วยสายตาก็รู้ว่าผ่านแดดผ่านฝนมานานแค่ไหนแล้ว มีหน้าต่างบานเล็ก ๆ สองบานเหนือหัวไปหลายเมตร ส่วนพื้นห้องก็ไม่มีอะไรนอกจากแอ่งน้ำเล็ก ๆ และโซ่อีกคู่หนึ่ง

แต่ทั้งหมดนั้นไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าผนังด้านหนึ่งของห้องนี้เป็นซี่เหล็กผอมยาวหลายแท่งเรียงถี่ยิบ

“คุกชัด ๆ”

สิ้นคำ เขาก็ได้ยินเสียงรองเท้าย่ำบนพื้นหินดังขึ้นเบา ๆ นอกกรงเหล็ก เมื่อเพ่งมองดี ๆ ก็พบว่าเป็นร่างของชายหนุ่มร่างกำยำคนหนึ่งที่คาดว่าน่าจะทำหน้าที่เป็นผู้คุมมองมาข้างใน ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้อีกคนที่มาเยือน

ชายอีกคนนั้นเหลือบมามองแวบหนึ่ง ทำเอาเซดริกถึงกับสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ เพราะไม่เคยถูกมองด้วยสายตาที่โกรธแค้นขนาดนั้นมาก่อน

จ้องกันงี้ฆ่ากันเลยเหอะ เขาก่นด่าในใจขณะยกแขนทั้งสองขึ้นพร้อมกันและลองขยับขาดู พบว่าขาทั้งสองข้างไม่มีโซ่ล่ามไว้ แต่ก็ไม่มีประโยชน์เท่าไรนัก เพราะโซ่ที่ล่ามข้อมือไว้มีความยาวไม่เพียงพอที่จะทำให้เขาเดินไปถึงลูกกรงได้

แกร๊ก...

เสียงเหมือนอะไรบางอย่างปลดล็อคดังขึ้นก่อนจะตามด้วยเสียงเสียดสีของเหล็กขณะเปิดประตู เมื่อคนถูกขังหันไปก็พบว่าเบื้องหน้ามีร่างกำยำของชายหนุ่มคนหนึ่งยืนจังก้า แต่งกายด้วยเสื้อยืดสีดำ กางเกงยีน และสวมทับด้วยโค้ทสีเขียวเข้มตัวยาว ใบหน้าเคร่งเครียดและเรือนผมสีน้ำเงินเข้มนั้นช่างดูคุ้นตาราวกับว่าเซดริกเคยเห็นที่ไหนมาก่อน

เมื่อผู้มาเยือนเข้ามาใกล้มากขึ้น ทำให้ความทรงจำที่เรือนลางค่อย ๆ ชัดเจน ถ้าจำไม่ผิด เขาเคยเห็นชายคนนี้ในเมืองเมื่อคราวที่เกิดเหตุจลาจล และคน ๆ นี้ก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย

แวมไพร์เลือดผสมเหรอ*!?*

“รู้สึกตัวแล้วงั้นเหรอ?” เสียงห้าวเอ่ยอย่างราบเรียบ และไร้ความรู้สึก เช่นเดียวกับดวงตาสีแดงอมชมพูที่ไร้อารมณ์ใด ๆ

“แวมไพร์เลือดผสมอย่างนายต้องการอะไรจากฉัน?” เซดริกถามทันทีอย่างไม่เกรงใจพร้อมกับจ้องดวงตานั้นอย่างไม่เกรงกลัว คำตอบนั้นทำให้แววตาในดวงตาอีกคู่แปรเปลี่ยนเล็กน้อย

"รู้ด้วยว่าฉันเป็นอะไร?”

“ฉันเคยเห็นนายในเมืองเมื่อตอนที่พวกนายก่อการร้าย”

และคน ๆ นี้ก็อาจจะเป็น จัสติน เบสเตอร์รอยด์ ก็ได้

“แกเรียกว่า ‘การก่อการร้าย’ งั้นเหรอ?” อีกฝ่ายเลิกคิ้วสูงด้วยความแปลกใจ ก่อนจะแสยะยิ้มเหี้ยม “แต่ฉันคิดว่ามันเป็นการ ‘กวาดล้าง’ น่าจะเหมาะกว่านะ”

ดวงตาสีฟ้าประกายกร้าวด้วยความไม่พอใจ “จะคำไหน ก็หมายความว่านายฆ่าคนบริสุทธิ์เหมือนกันนั่นแหละ”

จัสตินหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะหัวเราะลั่น และดังก้องไปทั้งห้องขัง     “ก็มนุษย์อ่อนแอเองนี่นะ ช่วยไม่ได้” เขาเหยียดเต็มที่ จนทำเอาคนที่ถูกล่ามเผลอลุกขึ้น หมายจะตรงเข้าไปต่อยหน้าสักที แต่โซ่เจ้ากรรมก็ดันดึงเขาไว้ ให้ทำได้เพียงแค่ลุกขึ้นก่อนจะโดนแรงสะท้อนกลับของโซ่ดึงให้นั่งลงเหมือนเดิม

ชายหนุ่มร่างกำยำมองอีกฝ่ายที่พยายามเข้ามาทำร้ายด้วยสายตาสมเพชก่อนจะนั่งยอง ๆ ลงเบื้องหน้า ใบหน้ากร้านขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความฉงนเมื่อพิจารณาใบหน้าของอีกฝ่ายที่โกรธเกรี้ยว “อย่างแกเนี่ยมันมีอะไรน่าสนใจนักนะ?”

“หา?” แต่ความโกรธเกรี้ยวนั้นก็แทบมลายหายไปเมื่อได้ยิน

“แกน่ะ อยู่กับดีแฟนธ่อมสินะ?”

เซดริกสะดุ้งเบา ๆ ก่อนดวงตาสีฟ้าใสจะหรี่ดวงตาลงเล็กน้อยอย่างจับผิด มาถึงขั้นนี้แล้ว การจะปิดบังไปก็คงเปล่าประโยชน์ และคงถูกมองว่าโง่เขลาเป็นแน่ ทำอะไรไม่ได้นอกจากยอมรับไปตรง ๆ “รู้ได้ไง?”

อีกฝ่ายไม่ตอบอะไรนอกจากยิ้มเหี้ยม แต่การที่เขาไม่ตอบอะไรนั้น ทำให้คนถูกล่ามนึกใบหน้าของใครคนหนึ่งออก “เฟลอสงั้นหรอ?”

"เห? แกรู้จักด้วย?” จัสตินเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ

ใช่อย่างที่ครอสบอกจริง ๆ เฟลอสอยู่เบื้องหลังพวกนี้ แต่ถึงอย่างนั้น...

จะจับเขามาทำไม?

“แล้วจับฉันมาจะได้ประโยชน์อะไร? ฉันไม่เกี่ยวอะไรกับพวกนายเสียหน่อย” เซดริกถามหยั่งเชิง

“นี่แกไม่รู้ตัวเลยหรือไงว่าเป็นของสำคัญของหมอนั่น?” ชายหนุ่มร่างกำยำถามพลางมองร่างตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่ว่าจะมองยังไงก็เป็นแค่มนุษย์ธรรมดา คนหนึ่งเท่านั้นที่หาได้ทั่วไปหากเมื่อไหร่ต้องการเลือด

“หา? ฉันเนี่ยนะ?” อีกฝ่ายเผลอถามด้วยความแปลกใจ แต่จากที่ฟังก็พอเดาได้ว่า พวกแวมไพร์เลือดผสมยังไม่รู้ว่าเขาคือ บลูบลัด ผู้ที่แวมไพร์ต่างหมายปอง

บางทีอาจจะเป็นโชคดีของเขาที่พวกนี้ไม่รู้ เพราะถ้ารู้...เป้าหมายอาจจะพุ่งเป้ามาที่เขา และคงอยู่ไม่ครบ 32 เป็นแน่

“ก็นะ...” จัสตินเริ่มพลางทำท่าครุ่นคิด “...จะมีมนุษย์สักกี่คนที่อยู่กับหมอนั่นได้มานานขนาดนี้ อย่างมากสุดก็แค่วันเดียว” เขาหยุดชั่วครู่ก่อนจะลอบมองท่าทีของอีกฝ่าย “บางทีแกอาจจะไม่รู้นะไอ้ดีแฟนธ่อมดูดเลือดมนุษย์จนแห้งตายมาไม่รู้กี่รายต่อกี่รายแล้ว เผลอ ๆ อาจจะฆ่ามาเยอะกว่าที่ฉันเคยฆ่าก็ได้”

เซดริกกัดฟันกรอดด้วยความโกรธที่ไม่รู้ว่ามาจากส่วนใดของร่างกาย หรือส่วนไหนความคิด “นายรู้จักเขาดีหรือไง?”

ร่างกำยำระเบิดหัวเราะอีกครั้ง “จะรู้จักดีหรือไม่ดีก็ไม่สำคัญหรอก” เขาตอบขณะพยายามกลั้นหัวเราะ “แต่แวมไพร์น่ะ ยังไงก็เป็นแวมไพร์อยู่วันยังค่ำ ฉันถึงได้แปลกใจไงว่าแกยังมีชีวิตอยู่ได้มานานหลายเดือนขนาดนี้

“ถ้าไม่ให้คิดว่าสำคัญ...แล้วจะให้คิดว่ายังไงล่ะ หืม?” จัสตินเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งก่อนรอยยิ้มชั่วร้ายจะผุดขึ้นบนใบหน้า “ลองคิดดูสิ ว่าถ้าของสำคัญดันตกอยู่ในเงื้อมมือของศัตรู มันจะเป็นยังไง?”

คนถูกล่ามแค่นหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ “หึ คิดผิดแล้วล่ะ” เขาว่าพลางจ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่กลัวเกรง “มันไม่มีประโยชน์อะไรหรอก” แต่แม้จะพูดไปแบบนั้น ก็อดเข้าข้างตัวเองบ้างไม่ได้

หรือว่า...จะสำคัญอย่างที่หมอนี่ว่า?

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง...ก็อดแปลกใจตัวเองไม่ได้ว่าที่รู้สึกแอบดีใจอยู่บ้าง

“จะมีหรือไม่มีประโยชน์เดี๋ยวก็รู้” จัสตินว่าอย่างขอไปทีก่อนจะหยิบมีดเล็ก เล่มหนึ่งออกจากกระเป๋ากางเกง และใช้มันดันที่คางของอีกฝ่ายให้เงยหน้า “แต่ว่านะ...ไม่ว่าใครที่โดนกำจุดอ่อน คน ๆ นั้นก็ไม่ต่างอะไรจากคนอ่อนแอคนหนึ่ง และพังทลายลงได้ง่ายยิ่งกว่าแก้วที่เปราะบางเสียอีก

“และเมื่อดีแฟนธ่อมล้มลงเมื่อไหร่ เมื่อนั้นก็ถึงการล่มสลายของพวกเลือดบริสุทธิ์ที่น่ารังเกียจพวกนั้น!”

เซดริกสะบัดหน้าหนีสัมผัสเย็นที่ปลายคาง แววตาสีฟ้าไหววูบเล็กน้อยเมื่อรู้ว่าตนกลายเป็นจุดอ่อน แต่เขาจะแสดงความหวั่นไหวออกมาไม่ได้ อย่างน้อยเขาจะยอมให้หมอนี่เอาแต่พูดปาว ๆ แบบนี้แน่

“เขาไม่ได้อ่อนแอถึงขนาดล้มลงง่าย ๆ แบบนั้นหรอก”

“อันนี้มันก็ขึ้นอยู่กับว่าแกมันสำคัญแค่ไหนยังไงล่ะ” ดวงตาสีแดงอมชมพูวาวโรจน์เมื่อนึกถึงความสำเร็จเบื้องหน้า “และเมื่อพวกเลือดบริสุทธิ์หายไปจนหมด ที่นี้ล่ะก็จะไม่มีใครมาขัดขวางการกวาดล้างมนุษย์ได้!”

ชายหนุ่มผมบลอนด์ชะงักไปเล็กน้อย เมื่อนึกถึงคำบอกเล่าที่เคยได้ยิน

“พวกนั้นเชื่อว่าการได้ดื่มเลือดของแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ และการฆ่ามนุษย์จะทำให้ตัวเองกลายเป็นพวกเลือดบริสุทธิ์”

“นั่นหมายความว่าเรื่องนี้ต้องมีคนยุยง และชักใยอยู่เบื้องหลัง หลอกล่อให้พวกเลือดผสมหลงเชื่อ และใช้เป็นเครื่องมือทำลายความสงบสุข...”

นั่นก็หมายความว่า...พวกนี้โดนหลอกเต็มเปาเป็นแน่

แล้วเฟลอสจะทำแบบนี้ทำไม?

“นายคิดจริง ๆ เหรอว่าทำแบบนี้แล้วจะได้สิ่งที่ต้องการน่ะ?” เขาถามหยั่งเชิงพลางหัวเราะเบา ๆ “ไม่คิดบ้างหรือไงว่าจะโดนหลอก?”

ร่างกำยำชะงักเมื่อโดนทัก มือหนาเอื้อมมากระชากคอเสื้อของคนพูดให้เข้ามาใกล้อย่างแรง ใบหน้ากร้านดุดันเหมือนที่อีกฝ่ายเคยเห็นในเมือง อารมณ์คุกรุ่นที่เริ่มพุ่งสูงขึ้นทำให้เขาลืมสงสัยไปเลยว่า มนุษย์คนนี้รู้เหตุผลของการกระทำทั้งหมดได้อย่างไร

“ถึงจะไม่ได้สิ่งที่ต้องการ แต่ที่ฉันมั่นใจก็คือ ฉันเกลียดพวกมนุษย์ที่อ่อนแอ และพวกเดนเลือดบริสุทธิ์ที่โสโครกพวกนั้น” เขาตวาดลั่น “และฉันจะฆ่าพวกมันให้หมด!!”

เซดริกแค่นหัวเราะอย่างนึกสมเพช “คนที่เกลียดเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายตัวเองอย่างนายน่ะ มันเป็นยิ่งกว่าเดนเสียอีก!” เขาตะคอกกลับอย่างไม่กลัวเกรงด้วยเสียงที่ดังไม่แพ้กัน

นัยน์ตาสีแดงอมชมพูวาวโรจน์ด้วยความโกรธก่อนที่หมัดลุ่น ๆ จะกระแทกใบหน้าที่อวดดีอย่างแรงดังพลั่ก “แกไม่รู้อะไรก็อย่ามาพูดมาก!”

ใบหน้าที่หันไปตามแรงชกหันกลับมาจ้องดวงตาอีกคู่อย่างไม่สะทกสะท้าน “นายเกลียดคนที่ให้กำเนิดตัวเอง คนแบบนี้น่ะ...” เขาเหยียดยิ้มสมเพช

“...ไม่มีทางชนะการต่อสู้ครั้งนี้หรอก**!!!****”**

“แก!!” จัสตินปล่อยอีกหมัดเข้าที่แก้มขวาของอีกฝ่ายก่อนจะเหวี่ยงร่างที่ไร้ทางสู้ลงพื้นอย่างไม่ไยดี และตามไปเตะที่ท้องซ้ำอย่างไม่ปราณีดังปั้ก

“อ่อก!” ใบหน้าคมคายบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด และลงไปนอนกองกับพื้น มือกุมท้องที่ปวดระบม เพราะคนเตะนั้นไม่ได้ยั้งแรงเลยสักนิด รู้สึกได้ถึงรสเหล็กที่ขย้อนจากภายในขึ้นมาจนไอโขลก ๆ จนเลอะมุมปากเป็นสีแดงคล้ำ

เจ็บจนแทบอยากจะสลบไปซะให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก็ฝืนใจยันกายขึ้นมา และจ้องกลับไปที่ดวงตาอีกคู่อย่างแข็งกร้าว แต่นั่นก็ทำให้เขาเห็นอะไรบางอย่างที่ผิดจากที่คาดการณ์ไว้...

ดวงตาสีแดงอมชมพูสั่นระริก และเต็มไปด้วยความปวดร้าว และเศร้าโศกจนปานจะขาดใจ ต่างกับเมื่อครู่ที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว

จัสตินสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ครั้งสองครั้งก่อนจะตัดสินใจหันหลังกลับ และเดินออกจากห้องขังไป โดยที่ไม่รู้ว่ามีสายตาของอีกคนที่มองตามไปด้วยความแปลกใจระคนสงสัย

อะไรน่ะ?

###

ปัง!

ประตูกระแทกผนังเสียงดังลั่นตามแรงความเดือดดาลของคนเปิด ร่างกำยำเดินกระทืบเท้าปึง ๆ เข้าไปในห้องส่วนตัว สองมือกำหมัดแน่นจนสั่นระริกและเส้นเลือดปูดโปนก่อนจะทุบกำแพงข้างกายดังตึง “หนอย...ไอ้มนุษย์นั่น...” เสียงห้าวกัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจ “...ไม่รู้อะไร ไม่รู้อะไรแท้ ๆ”

“จัสติน เกิดอะไรขึ้น!!?” แวมไพร์ตนหนึ่งวิ่งรีบเข้ามาในห้องหน้าตาตื่นตระหนก คาดว่าเสียงเปิดประตู และกำปั้นทุบกำแพงเมื่อครู่คงเสียงดังไม่น้อย ถึงทำให้ถึงกับมีคนรีบรี่มาหาเช่นนี้

“ไม่มีอะไร...” อีกฝ่ายตอบเสียงเบา และสั่นเล็กน้อยราวกับว่ากำลังเก็บอารมณ์

“แน่ใจนะ?” คนมาเยือนถามอีกครั้งเพื่อความมั่นใจพร้อมกับเลิกคิ้วเล็กน้อย เขาคงจะถามด้วยความหวังดี แต่มันกลับทำให้คนที่กำลังอารมณ์ไม่ดีไม่เห็นความตั้งใจดีนั้น

โครม!

จัสตินเตะเก้าอี้ที่วางอยู่ข้างหน้าอย่างแรงจนขาเก้าอี้ข้างหนึ่งหักเป็นสองท่อน “ข้าบอกว่าไม่มีอะไรไงเล่า**!”** เขาตวาดลั่นโดยไม่หันหน้าไปมอง แต่แค่นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้อีกฝ่ายสะดุ้งเฮือก และรีบถอยออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว และเงียบกริบ

“บ้าเอ๊ย” ชายหนุ่มสบแผ่วเบาอย่างหัวเสียก่อนจะก้าวข้ามเศษซากเก้าอี้ และทิ้งตัวลงบนเตียง เอนกายแผ่หลาบนเตียงแข็ง ดวงตาค่อย ๆ หรี่เล็กลง        ความอ่อนล้าที่เก็บมาตลอดทั้งวันเริ่มไต่ขึ้นมาตามขาจนเปลือกตาเริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ

แม้จะได้ชื่อว่าเป็นแวมไพร์ แต่ก็มีเลือดแวมไพร์เพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น ดังนั้นใช่ว่าร่างกายจะแข็งแรงเท่าแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์จึงเหนื่อยได้เร็วไม่ต่างจากมนุษย์ทั่วไป รวมถึงความอ่อนล้าทั้งทางกายและจิตใจด้วยเช่นกัน

เขาเกลียดความครึ่ง ๆ กลาง ๆ นี้ที่ไม่อาจปฏิเสธได้

เพราะแบบนี้... เพียงเพราะเขาไม่ได้มีสายเลือดแวมไพร์ร้อยเปอร์เซ็นต์    ทำให้เขาไม่ได้อยู่กับเธอคนที่เขารัก และต้องจมอยู่กับทุกข์นั้นมานานหลายสิบปี

“รัส...”

.          

.

**วันนั้น...**เขาลอบไปหาหญิงสาวถึงห้องนอน เพราะรู้ดีว่าในช่วงกลางวัน เขาไม่อาจแม้แต่จะเข้าใกล้ได้เลย แกล้งปิดตาร่างเพรียวบางระหงในผ้าคลุมสีขาว และให้เธอทายว่าเขาคือใคร

“เล่นอะไรของท่าน จัสติน?” เสียงใสกังวานรู้ทันเขาเสมอ “นี่ท่านแอบเข้ามาทางจุดอ่อนของเขตอาคมของท่านพ่อข้าอีกแล้วหรอ?”

“ท่านรู้จักข้าดี” จัสตินยิ้มบาง ๆ “ข้าคิดถึงท่านเลยมาหาเรนาเซีย”

เรนาเซียอมยิ้มเล็กน้อยด้วยความเขินอาย แต่แล้วรอยยิ้มนั้นก็เริ่มเลือนหายไปพร้อมกับค่อย ๆ ดึงมือออกจากการเกาะกุมของอีกฝ่าย ดวงตาสีแดงเริ่มหม่นหมองจนร่างสูงกว่าต้องเชยใบหน้าของเธอขึ้น

“เป็นอะไร?”

รัสจับมือใหญ่ของชายหนุ่มมาไว้ที่แก้มของเธออย่างนุ่มนวล “แต่ท่านพ่อไม่ยอมแน่” เธอเอ่ยเสียงเบา ริมฝีปากบางเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรงอย่างอัดอั้น

“เพราะว่าข้าเป็นเลือดผสม...สินะ?” เสียงห้าวแข็งกระด้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เรียกให้ดวงตาที่ปิดลงเมื่อครู่ลืมขึ้นด้วยความตกใจ

“จัสติน...”

“ท่านไดดาลอสเกลียดพวกเลือดผสมอย่างนั้นเหรอ?”

“จัสติน...”

แวมไพร์หนุ่มจับมือบางของหญิงสาวมากุมไว้ “ข้ารู้ดีว่าแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์น่ะคู่ควรกับเลือดบริสุทธิ์ด้วยกัน แต่ว่าผมน่ะ...” พูดได้แค่นั้นก้อนบางอย่างก็จุกอยู่ที่ลำคอ ก่อนจะดึงร่างของหญิงคนรักมาไว้ในอ้อมแขน และฝังใบหน้าลงบนเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนของเธอ

แค่เพราะเราไม่ใช่เลือดบริสุทธิ์...แค่นั้นเองไม่ใช่เหรอ?

รัสยกมือขึ้นกอดตอบ และหลับตาพริ้ม เธอรับรู้ความเจ็บปวดของคนรักเป็นอย่างดี เพราะตั้งแต่ที่ทั้งเขาและเธอได้รู้จักกันมา เรื่องนี้ก็กวนใจพวกเขามาโดยตลอด

ฝ่ายหนึ่งเป็นแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ ลูกสาวขุนนางระดับสูงในสภา...

อีกฝ่ายหนึ่งเป็นเพียงเลือดผสมที่มีหน้าที่เพียงแค่เป็นทหารลาดตระเวน

...เหมือนนิยายรักน้ำเน่าที่เกิดขึ้นจริง...

และเรื่องจริงยิ่งกว่านิยายเมื่อคู่รักถูกแยกให้พรากจากกัน

            .

“เจ้าคิดเหรอว่าข้าจะยอมให้แวมไพร์เลือดผสมกระจอก ๆ อย่างเจ้ามาร่วมเป็นครอบครัวเดียวกับสายเลือดบริสุทธิ์สูงส่งของโพเทกอล**!”**

.

“ท่านพ่อ ได้โปรดเถอะ อย่าพาเขาไป!” มือบางไขว่คว้าหามือของคนรัก ชายหนุ่มถูกจับกุมก็เกิดแรงฮึดสะบัดแขนข้างหนึ่งให้หลุดจากการเกาะกุมได้ และยื่นมาหาอีกฝ่ายเช่นกัน ช่องว่างระหว่างมือทั้งสองห่างกันเพียงหนึ่งไม้บรรทัดกั้น แต่กลับห่างไกลราวกับภูเขาลูกหนึ่งมาขวางกั้นไว้

ทั้ง ๆ ที่เพียงแค่นิดเดียวจะได้สัมผัสกันอยู่แล้ว... แต่มือหนากลับถูกดึงให้ห่างออกไปเรื่อย ๆ

จนกระทั่งไม่อาจสัมผัสกันได้อีกแล้ว...

            .

จากหนึ่งวัน กลายเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์กลายเป็นเดือน...

เขาก็ถูกขังอยู่ในคุกมืดใต้ดิน ไม่เห็นแสงเดือนแสงตะวัน และมีความมืดเป็นเพื่อนข้างกาย ร่างกายซูบผอม เพราะแทบไม่ได้กินอาหารอะไร นอกจากน้ำหนึ่งแก้วต่อวัน และขนมปังแข็ง ๆ หนึ่งก้อนสำหรับสามมื้อ

แม้แผลกายหายเป็นปกติ แต่แผลใจกลับยิ่งเป็นรอยแผลลึก ฝังรากลงไปในอก บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความสิ้นหวังที่ซ่อนอยู่ในความรักที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

เพราะแค่เราเป็นเลือดผสม...

ความคิดนี้เล่นซ้ำไปซ้ำมา ตอกย้ำความแตกต่างที่ไม่อาจปฏิเสธได้ แต่ถึงกระนั้นก็อยากรู้เหตุผล

...ใครเป็นคนกำหนดให้เลือดบริสุทธิ์ต้องแต่งกับเลือดบริสุทธิ์เท่านั้น? ใครเป็นคนกำหนดให้เขาเกิดมาเป็นเลือดผสม?

จัสตินหัวเราะอย่างสมเพชให้กับความคิดของตัวเอง เพราะไม่ว่าจะเป็นแบบไหน เขาก็ไม่ได้คำตอบอยู่ดี

.

“จัสติน เบสเตอร์รอยด์ แวมไพร์เลือดผสม อดีตทหารลาดตระเวน” น้ำเสียงเย็นชาราบเรียบเอ่ยราวกับท่องมา “เมื่อสองเดือนที่แล้ว เจ้าได้กระทำการอุกอาจบุกเข้าห้องนอนของธิดาตระกูลโพเทกอลในยามวิกาล”

“และสารภาพว่ามีใจให้กับท่านเรนาเซีย เอ โพเทกอล”

“ที่ถูกคือ...เราต่างมีใจให้กัน...ต่างหาก” จัสตินแก้เสียงระโหย การที่แทบ    ไม่มีอะไรตกถึงท้องทำให้การพูดลำบากกว่าที่คิด

“ที่ข้าเรียกเจ้ามาวันนี้ ก็เพื่อให้เจ้ายืนยันว่า ‘วันนั้นข้าเมามาก จนทำให้ไปหาหญิงผิดนาง เป็นเหตุทำให้ธิดาท่านไดดาลอสเกิดความตระหนก’ ”

“อะไรนะ!!!?” ชายหนุ่มเผลอร้องลั่นด้วยความตกใจ ลืมความอ่อนเพลียไปจนหมดสิ้น

“ถ้าหากเจ้าไม่ยืนยัน โทษสถานเดียวคือ...ประหารชีวิต!”

“อย่ามาพูดบ้า ๆ นะไอ้หน้าซีด!” คนถูกปรักปรำตวาดก่อนจะยกมือขึ้นชี้หน้าร่างสูงสามร่างบนแท่นสูงเบื้องหน้า “ข้าไม่ได้เมา แต่ข้ามีสติครบถ้วน และข้าไม่โง่ขนาดจำหญิงที่ข้ารักผิดคนไปได้หรอก!”

“หมายความว่าเจ้าจะไม่ยืนยันอย่างนั้นสินะ?”

“ใครมันจะไปยืนยันในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ทำกันเล่า!”

“เจ้าอยากตายงั้นรึ?”

“หึ” จัสตินกระตุกยิ้มเหยียด ชักมือกลับมา และกอดอกด้วยท่าทางกวนอารมณ์ “ถึงแม้ข้าจะเป็นเพียงแวมไพร์เลือดผสม แต่ข้าก็มีศักดิ์ศรีมากพอจะไม่ยอมรับเรื่องแต่งปัญญาอ่อนของพวกเจ้าหรอก”

“งั้นก็ดี...หากเป็นเช่นนั้น ก็จงตายเสียเถิด” สิ้นคำ ทั้งร่างก็ถูกฉุดให้ทรุดกายลงบนพื้นด้วยแรงอันมหาศาลจากโซ่ที่พันรอบข้อมือทั้งสองข้าง

เมื่อเขาก้มลงมอง ก็พบว่าปลายวัตถุเหล็กสนิทเขรอะนั้นหลอมละลายเป็นเนื้อเดียวกับพื้นหิน และกำลังฉุดร่างของเขาให้นั่งลง

เขาไม่สามารถต้านทานแรงมหาศาลด้วยกำลังกายอันน้อยนิดนี่ได้เลย...

จัสตินกัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจเมื่อในที่สุดก็ถูกฉุดให้ลงไปนั่งคุกเข่าบนพื้น เขากำลังจะถูกลงโทษในสิ่งที่ไม่คิดว่าเป็นความผิดด้วยซ้ำ

...ความผิดของเขาคือการเกิดเป็นแวมไพร์เลือดผสม แต่ดันไปหลงรักแวมไพร์สาวเลือดบริสุทธิ์เข้า...ก็เท่านั้น

ในที่สุดเขาก็ได้แต่ปิดเปลือกตาลง และน้อมรับความตาย ปลงแล้วว่าไม่มีโอกาสได้กลับไปหาคนที่ตนรักได้อีกแล้ว

อย่างน้อยเธอคนนั้นก็ยังมีชีวิตอยู่ต่อ... ถึงแม้ว่าจะรู้สึกผิดที่ไม่อาจทำตามสัญญานั้นได้ก็ตามที แต่ถึงกระนั้น...ก็อยากเจอสักครั้ง

...เป็นครั้งสุดท้าย...

“จัสติน...” เสียงหวานที่คุ้นเคยเรียกให้เปลือกตาที่ปิดลงค่อย ๆ เปิดขึ้นอีกครั้ง ร่างในชุดคลุมสีดำมีฮู้ทปิดบังใบหน้ายืนอยู่เบื้องหน้าเขา ใบหน้ากร้านขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ แต่เมื่ออีกฝ่ายเงยใบหน้าขึ้น ดวงตาก็เบิกโพลงด้วยความตกใจ

ใบหน้าครึ่งเสี้ยวซ่อนอยู่ในเงามือของฮู้ทคลุมศีรษะ แต่ก็เพียงพอให้เขาได้ริมฝีปากเรียวได้รูปกระตุกยิ้มบาง ๆ อย่างเป็นสุข “...ข้าขออำนวยพรแก่ท่าน ที่รักเพียงหนึ่งเดียวของข้า”

“รั...!” แต่ไม่ทันได้พูดจบประโยค ร่างบางตรงหน้าก็ยกมือขึ้น แล้วพลังบางอย่างที่แก่กล้าก็ผลักเขาพร้อมโซ่ให้กระเด็นไปอีกฟากหนึ่งของห้องจนร่างทั้งร่างกระแทกกับกำแพงหินอย่างแรง

ฮู้ทสีดำค่อย ๆ เลื่อนหลุดจากตำแหน่งของมัน เผยให้เห็นเรือนผมสีน้ำตาลทองยาวสลวยเรี่ยแผ่นหลัง และใบหน้างดงามตราตรึงใจที่แต่งแต้มด้วยริ้วความโศกเศร้าและเจ็บปวด

“จัสติน...อยู่ตรงนั้นแหละ ไม่ต้องเข้ามาใกล้ข้า” เธอเอ่ยเสียงเบา

“ท่านนั่นแหละ ถอยออกมาจาก...ก ตรงนั้นซะ” จัสตินพูดด้วยความยากลำบาก เพราะอวัยวะภายในบอบช้ำหนัก “จะ..เช้าแล้วนะ...” เขารู้เพราะเห็นแสงสว่างเริ่มสาดส่องมาบนพื้นหินแล้ว

และเมื่อไหร่ที่มันสาดแสงมาเต็มที่ กลางกว้างที่เปิดรับแสงอาทิตย์เต็มที่ก็จะกลายเป็นลานประหารโดยสมบูรณ์

แต่หญิงสาวกลับทำเพียงแค่คลี่ยิ้มเล็กน้อย และหันกลับไปหาชายหนุ่ม     ผู้เป็นที่รักที่ขยับกายแทบไม่ไหว ทำได้เพียงแค่คลานอย่างเชื่องช้ามาหาเธอเท่านั้น

รัสส่ายหน้า “ไม่ได้หรอก ข้าขยับตัวไม่ได้แล้ว” เธอตอบก่อนจะยกมือขึ้น เผยให้เห็นขาเรียวยาวที่สั่นระริกจนแทบจะล้มแหล่มิล้มแหล่ “ที่ข้าช่วยท่านเมื่อครู่ก็เต็มที่แล้ว การทำลายโซ่มนตราโบราณมันต้องแลกด้วยอะไรหลาย ๆ อย่าง”

แววตาของชายหนุ่มตระหนกอย่างเห็นได้ชัด “ไม่จริง...รัส แล้วท่านมาช่วยข้าทำไม!?”

“เพราะข้าไม่อยากท่านตาย” เธอตอบพร้อมกับกระตุกยิ้มเล็กน้อย ดวงตา   สีแดงเริ่มรื้นด้วยน้ำตา “ข้าไม่อาจแต่งงานกับใครอื่นได้...นอกจากท่าน หากไม่มีท่าน ข้าก็อยู่ไม่ได้”

และข้ารักท่านมากเกินกว่าจะต้องทนอยู่โดยเห็นท่านตายเพราะข้า...

“แล้วข้าล่ะ!” จัสตินตะโกนกลับ ลูกตาแทบจะหลุดออกจากเบ้าเพราะน้ำตาที่กำลังจะไหลทะลักออกมา

“ท่านเข้มแข็งกว่าข้า ข้าเชื่อว่าท่านจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้” หญิงสาวตอบก่อนแสงอาทิตย์จะลามเลียมาถึงแผ่นหลังของเธอจนสว่างจ้า

“ถอยออกมาสิรัส หนีไป!!!” ทำได้เพียงแค่ตะโกนร้องบอก เพราะไม่อาจขยับกายไปได้มากกว่านี้ แม้แต่ใบหน้า และดวงตาก็ไม่อาจละสายไปจากใบหน้างดงามของคนรักไปได้

ขยับสิ!! ขยับแล้วไปหาเธอ!!

“ข้ารักท่าน จัสติน” รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหญิงสาวก่อนที่แสงแดดจากดวงอาทิตย์จะไล่ส่องมาจนถึงร่างบาง ดวงดวงตาสีแดงหลับพริ้มอย่างเป็นสุขราวกับได้รับการปลดปล่อยจากความทุกข์ตรม

เธอรู้อยู่แล้วว่า ไม่ว่าอย่างไรความรักครั้งนี้ก็ไม่อาจสมหวังได้

เพราะฉะนั้นเธอถึงทนอยู่ไม่ได้...ดังนั้นแสงอาทิตย์นี้คือสิ่งที่เธอรออยู่มานานแสนนาน

เสียงกรีดร้องเรียกชื่อเธอดังลั่น ชายหนุ่มเรือนผมสีน้ำเงินออกแรงเฮือกสุดท้ายลุกขึ้นจากกองหิน และวิ่งเข้าหาร่างบางพร้อมกับยื่นมือไปข้างหน้า

แรงทั้งหมดที่เหลืออยู่ฉุดร่างที่อยู่ท่ามกลางแสงแดดให้เข้ามาอยู่ในอ้อมแขนก่อนที่เขาจะทรุดกายลงกับพื้น หวังเพียงว่าเธอจะปลอดภัย แต่...

สิ่งที่เขาสัมผัสได้ในอ้อมแขน กลับเป็นเพียงสัมผัสหยาบของผิวกายที่ถูกไหม้จนเกรียม และเพียงแค่ปล่อยทิ้งไว้ ร่างนี้ก็จะค่อย ๆ สลาย กลายเป็นเพียงฝุ่น

จัสตินมองใบหน้าที่เคยงดงาม แต่บัดนี้มีแผลพุพอง และรอยไหม้ ดวงดวงตาหลับสนิท น้ำตาไหลอาบแก้มของชายหนุ่ม และหยดลงบนริมฝีปากที่ยิ้มอย่างเป็นสุขแม้ว่าเธอไม่อาจ มีโอกาสได้ยิ้มอีกแล้วเป็นครั้งที่สอง

“รัส**!!!”**

ความคิดเห็น