บุหลันคราม

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 11 [100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 09 พ.ค. 2562 11:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 11 [100%]
แบบอักษร

​11

เสียงหัวเราะรวนระคนความสะใจดังคับห้องทำงานที่มีนายตำรวจหนุ่มคนต้นเรื่องนั่งขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด ไอ้เพื่อนตัวดีก็หัวเราะเยาะเขาเหมือนกับว่าชีวิตนี้มันไม่เคยรู้จักคำว่าหัวเราะมาก่อน

"เรื่องนี้กูขำจริงๆนะไอ้นัท เอาซะความเครียดตลอดช่วงที่ผ่านมาหายวับไปเลยว่ะ"

ณัทพลทนฟังคำเย้ยหยันไม่ไหว ตั้งใจจะหยิบปากกาแล้วเขวี้ยงใส่ แต่ปรากฏว่าเพียงแค่เอี้ยวตัวความปวดร้าวก็เสียดแทงขึ้นบริเวณช่วงเอว

"โอ๊ย!"

แทนที่จะสงสารเชษฐ์กลับหัวเราะจนน้ำตาเล็ด ตัวคู้งออยู่ที่เก้าอี้ตัวเอง มีจ่าโต้งที่อายุมากกว่าเขานั่งอมยิ้มขำๆไปด้วย

"อย่างนี้แหละครับผู้กองนัท ริอาจมีเมียเด็กร่างกายต้องฟิตหน่อย" จ่าโต้งเอ่ยหยอกล้อ เขารู้อยู่แล้วว่าผู้กองหนุ่มมีรสนิยมทางเพศแบบไหน

"ผมจะไม่ว่าเลยนะจ่าโต้ง ถ้าไอ้นัทมันได้กินสมที่มันหวัง นี่อะไรโดนเด็กเล่นงานจนตัวระบมขนาดนั้น"

ณัทพลกุมขมับนึกย้อนกลับไปเมื่อคืนที่ผ่านมา เขาก็วางแผนจะได้สัมผัสไม่มากก็น้อยกับน้อง คิดอ้างว่าปวดตัวปวดเมื่อยแล้วสบโอกาสใกล้ชิด แต่ที่ไหนได้นอกจากจะไม่ได้สัมผัสแถมน้องยังนวดให้เขาอย่างจริงจัง พอเห็นความตั้งใจแล้วก็ไม่กล้าขัดใจ แล้วใครมันจะไปรู้ว่ามือน้องจะหนักขนาดนี้ ระบมทั้งตัว! นึกถึงเสียงร้องขอตัวเองแล้วรู้สึกอับอายจริงๆ

เขาไม่พูดต่อเปลี่ยนเรื่องไปคุยเรื่องงานแทน มองดูแฟ้มเอกสารที่นั่งอ่านมาเป็นชั่วโมงแล้ว เขายังหาจุดเชื่อมต่อกันไม่สักที รู้แต่ไม่มีหลักฐานทางกฎหมายมันก็มีค่าเท่ากับศูย์เรื่องนั้นเขารู้ดี และเพราะแบบนั้นยิ่งทำให้เขาต้องสืบหาเส้นทางเชื่อมต่อให้ได้ว่าตรงไหนที่เขาจะลากคอคนผิดจริงๆมาลงโทษได้

หลังจากที่คิดว่าการตายของพ่อแม่ของตองจะมีส่วนเชื่อมโยงที่สาวไปถึงตัวบ่งการได้ แต่สุดท้ายเขาก้คว้าน้ำเหลวเมื่อเขาตามหาคนชนที่อ้างว่าเมาได้ แต่ปรากฏว่าชายคนนั้นเสียไปตั้งแต่หลายปีด้วยโรคมะเร็ง มันสุดอยู่แค่นั้น เขาหาช่องไปต่อไม่ได้

เมื่อหลายเดือนก่อนมีข่าวการบุกจับช่วยเหลือเด็กไทยที่ถูกจับข้ามไปไกลถึงเกาะฮ่องกง เป็นข่าวดังพอสมควร ทางตำรวจตามสืบหาต้นขบวนการกันให้ควั่ก สุดท้ายมันก็ตันไม่อาจสาวไปถึงได้ เส้นขบวนการพันกันไปทั่วเชื่อมโยงไปหลายที่ ส่งต่อหลายทอดทำให้การสืบหาต้นตอล่าช้าเป็นอย่างมาก แถมพักหลังเขาและเชษฐ์ได้รับรายงานจากสายว่าจะมีการขนส่งสินค้า แต่สุดท้ายมันก็เป็นเหมือนแผนลวงเท่านั้น หรือไม่เต็มที่เขาก็จับได้เพียงคนส่งยาเล็กๆน้อยๆ

ข้อมูลที่ชี้ตัวว่าเสี่ยพิชัยเป็นต้นตอก็ไม่เพียงพอที่จะทำอะไรได้ ขืนเขาดันทุรังเอาหลักฐานอันน้อยนิดไปยื่นจับกุม หนทางที่เขาจะทำสำเร็จมีน้อยนิดมาก แถมยังเป็นการเปิดโอกาสให้เสี่ยพิชัยอีกด้วย

สายที่เขาส่งเข้าไปใกล้ชิดเสี่ยพิชัย เต็มที่ก็ได้เข้าไปเป็นเพียงลูกน้องหางแถวเท่านั้น พวกมันระวังตัวเป็นอย่างมาก คนที่เข้าไปใกล้ได้ต้องเป็นคนที่พวกมันไว้ใจจริงๆ

"มันต้องมีช่องโหว่ให้เราเห็นบ้างสิวะ" เขาพึมพำออกมา พลางดูข้อมูลในแฟ้ม

สารวัตรเชษฐ์ขะดงกหน้าเข้ามาดูแฟ้มในมือของณัทพล เขาเองก็คิดหนักไม่ต่าง หาเท่าไหร่ก็ไม่พบจุดที่จะเชื่อมดึงตัวเสี่ยพิชัยเข้ามาได้

"ทำไมกูรู้สึกว่ากำลังโดนปั่นหัววะ เหมือนมันรู้ว่าเรากำลังทำอะไร...ในจุดที่สงสัยว่าเด็กถูกจับตัว ดันเป็นจุดที่ไม่มีกล้องแทบทุกจุด ทางเปลี่ยวทั้งนั้น พวกมันรู้เส้นทางดีมาก ปวดหัวเลยมืดแปดด้าน" เชษฐ์ว่าพร้อมพิงสะโพกไว้ขอบโต๊ะทำงานของณัทพล

ณัทพลวางแฟ้มลง "ลูกชายของเสี่ยพิชัยที่จบจากนอก เข้ามาทำงานแทนใช่ไหมวะ" เขาถาม

"อืม กูตรวจสอบละ ไม่มีประวัติอาชญากรรมอะไรสักอย่าง ขาวสะอาดกริบ แถมมีดีกรีถึงนักเรียนนอกเกียรตินิยมอีกต่างหาก ก็เพิ่งเข้ามาบริหารผับXXแทนไอ้เสี่ยพิชัย เห็นตอนนี้ไอ้เสี่ยมันหนีไปเที่ยวเมืองนอก ปล่อยงานให้คนลูกทำ"

ณัทพลฉุกใจบางอย่างขึ้นมาได้ "ถ้าเราตามสืบกับคนลูกละ ในเมื่อทางสืบทางพ่อไม่ได้"

ไม่ใช่พวกเขาไม่เคยเข้าบุกตรวจผับที่เสี่ยพิชัยเป็นเจ้าของ หลังจากที่เขาได้ข้อมูลจากพลินว่าที่นั่นอาจมีการค้ามนุษย์ เขาก็ทำเรื่องขอหมายค้นในเวลาไม่นาน ผลที่ได้มาคือไม่ต้องเดาให้ยาก ทุกอย่างถูกต้องถามระเบียบกฎหมายทั้งหมด ไม่มีแม้กระทั่งเด็กอายุต่ำกว่าเกณฑ์ด้วยซ้ำ หลังจากนั้นไม่นานข่าววงในก็บอกว่าลูกชายของเสี่ยพิชัยกลับมาบริหารงานแทน นี่อาจเป็นช่องโหว่ให้เขาก็เป็นได้

เชษฐ์พยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วย กอดอกไว้แน่น "ลองดู จุดนี้อาจจะมีช่องให้เราก็ได้" เขาตอบรับ

.................................

มันมีแผน...แต่แผนของมันต้องมีคู่หู และคู่หู่ที่มันเลือกดันเป็นคนที่มันไม่ชอบหน้าเอาเสียเลย แต่ทำยังไงได้ในเมื่อไอ้สมัยดันเป็นคนที่ทำงานอยู่ที่ผับนั่น เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมันมีโอกาสได้เจอกับไอ้สมัยโดยบังเอิญและรู้มาว่าไอ้สมัยทำงานตามนาย ซึ่งมีโอกาสที่จะรู้ข้อมูลอะไรบ้าง มันเล่าเรื่องคร่าวๆให้ไอ้สมัยฟังและต้องการคนช่วย แน่นอนว่าไอ้สมัยเสนอตัวเองโดยไวไม่ต้องให้มันขอเสียด้วยซ้ำ

มันต้องการหาหลักฐาน...

อย่างน้อยให้ได้ข้อมูลอะไรมาบ้างก็ยังดี มันรู้แน่ชัดแล้วว่าเสี่ยพิชัยมีเอี่ยวกับการตายของพ่อสนแม่บัว และคิดว่าข้อมูลที่มันบังเอิญได้ยินว่าที่ผับนั่นมีการส่งเด็กอาจจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้พ่อกับแม่มันต้องถูกฆ่าตาย บางทีพ่อสนอาจไปรู้ข้อมูลเข้า ถึงถูกฆ่าปิดปาก

ในใจของคนเป็นลูกมีหรือจะไม่โกรธแค้น ไฟในอกไม่ต่างจากไฟนรกร้ายที่แผดเผา คนชั่วลอยนวลหน้าตาเฉย ทว่าคนบริสุทธิ์กลับต้องกลายเป็นวิญญาณ มันกลับถูกพรากพ่อแม่ไป

มันรู้ว่าพี่นัทยังขาดหลักฐาน มันตั้งใจทำไม่ใช่แค่ช่วยให้ตำรวจจับคนร้ายได้ แต่เพราะความรู้สึกผิดบาปในใจของตัวเองที่มันอยากปลดแอกออก อย่างน้อยให้ก็ให้มันได้ทำหน้าที่ของลูกที่จะทำให้พ่อกับแม่บ้าง

ศอกข้างหนึ่งค้ำวางที่โต๊ะญี่ปุ่นตั้งพื้น ฝากคางมนไว้บนฝ่ามือ นั่งขัดสมาธิ มือข้างหนึ่งมือปากกาไว้พลางเคาะลงบนโต๊ะ การบ้านเสร็จไปนานแล้วแต่ตัวมันกลับเหม่อลอยอยู่อย่างนั้น ข้างกายมีไอ้จุกนอนหมอบเป็นเพื่อน

เข็มนาฬิกาบอกเวลาว่าอีกไม่นานก็จะห้าทุ่ม แต่เจ้าของบ้านตัวจริงยังไม่กลับมาเพราะติดงาน

ครบหนึ่งสัปดาห์ที่มันและเจ้าของบ้านเปลี่ยนสถานะกลายเป็นคนรัก ทุกอย่างก็ปกติดีไม่มีอะไรหวือหวา อาจจะเพราะณัทพลมีงานเยอะ ส่วนตัวมันก็เริ่มเรียนยากขึ้นทำให้ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่มีอะไรคืบหน้าในความสัมพันธ์มากนัก อาจจะมีบางอย่างที่เปลี่ยนไปคือห้องนอนของมันถูกย้ายมาเป็นห้องเดียวกันกับคนรักแล้ว

มันไม่เคยมีคนรักเลยไม่รู้ว่าต้องทำตัวยังไง อีกทั้งการมีแฟนครั้งแรกก็ดันเป็นผู้ชายเสียด้วย

เสียโทรศัพท์ดังขึ้นปลุกภวังค์ให้กลับมา มือบางคว้าขึ้นมาดู ใจโลดเต้นเมื่อเป็นสายที่รอการติดต่อมานาน

"เป็นไงบ้าง ได้อะไรมาบ้าง"

(ใจเย็นน้องตอง เดี๋ยวพี่ไมค์จะเล่าให้ฟังว่าพี่ไมค์ได้ข้อมูลอะไรมาบ้าง...บอกเลยไม่ง่าย ถ้าไม่ใช่เพราะพี่ไมค์เก่งรับรองว่าน้องตองไม่มีทางรู้แน่ๆ)

"เอาเนื้อสักทีไอ้สมัย น้ำเยอะไปแล้ว"

(โอเคๆ ตอนนี้เสี่ยพิชัยให้คุณรามดูแลงานทั้งหมด ทั้งผับทั้งรีสอร์ตแถมคุณรามกำลังสนใจเรื่องการลงทุนอะไรก็ไม่รู้ พี่ไมค์เรียกไม่ถูก รู้แต่เกี่ยวกับพวกตึกพวกที่ดินอะไรทำนองนี้ ส่วนเสี่ยก็ไม่อยู่ไปเที่ยว คุณรามเลยทำงานแทนทั้งหมด พี่ไมค์ว่าคุณรามขยันมากเลยนะ ตั้งใจทำงานสุดๆ แต่เสียอย่างเดียวเปลี่ยนเด็กบ่อยไปหน่อย สาวๆที่ร้านบอกว่าคุณรามไม่เอาใครอยู่ใกล้ตัวนาน คนที่เข้าใกล้นอกจากคนสนิทก็มีเด็กของคุณรามนี่แหละ...ข้อมูลแค่นี้อาจจะยังกระจอกไปถ้าเทียบกับความสามารถพี่ไมค์แล้ว เขาว่ากันว่า)

คำว่าเขาว่ากันว่าคือข่าวลือ...

(คุณรามมีปัญหากับเสี่ย แบบว่าไม่ลงรอยกันน่ะ คุณรามพยายามทั้งเรียนแล้วก็ทำงานเพื่อให้เสี่ยเห็นความสำคัญ แต่ดูเหมือนเสี่ยจะไม่ค่อยชอบคุณรามเพราะแม่ของคุณรามนะ)

"..." พลินตั้งใจฟังไม่คิดแม้แต่จะขัดสักประโยค

(เขาเล่าว่าเสี่ยแต่งกับแม่คุณรามเพราะถูกบังคับแถมคนทั้งคู่ยังทะเลาะตบตีกันบ่อยด้วย จนเสี่ยพาเมียน้อยเข้าบ้านไม่เว้นช่วงเลยล่ะ เพราะแบบนั้นคุณรามเลยหนีไปเรียนต่างประเทศ พอกลับมาก็หวังให้เสี่ยดีใจ แต่ที่ไหนได้...คุณรามยังต้องพิสูจน์ฝีมืออีก) ไอ้สมัยเล่าด้วยเสียงออกรส

"จริงเหรอ?"

(จริงสิ! แต่เรื่องงานที่ผับพี่ไมค์ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปลึก หน้าที่พี่ไมค์มีแค่ตามคุณรามไปทำธุระข้างนอกกับดูแลโกดังสินค้าที่ร้านเท่านั้นเอง)

"อืม เท่านี้ก็โอเคแล้ว ขอบใจมากนะ" เสียงหวานชวนบาดหูตอบกลับมา ดูเหมือนไอ้สมัยจะดีใจที่พลินบอกคำขอบคุณ ร่างเล็กนิ่งไปสักพักก่อนจะถามเรื่องอื่น "นี่สมัย ถามอะไรหน่อย สมมุติว่ามึงมีแฟน มึงจะทำอะไรให้แฟนที่สมกับหน้าที่แฟนหน่อยวะ"

(แฟน? ทำหน้าที่สมเป็นแฟน? น้องตองมีแฟน!) ปลายสายเรียบเรียงคำพูดจนได้ข้อสรุปแล้วโพล่งเสียงดังด้วยความตกใจ

มันคิดถูกคิดผิดนะที่คิดจะปรึกษาไอ้สมัย...แต่ถึงอย่างนั้นคำตอบที่ได้รับก็ถือว่าพอใช้ได้อยู่บ้าง

ไม่นานหลังจากวางสาย เสียงรถยนต์ก็เคลื่อนเข้ามายังในบ้านบ่งบอกว่าร่างสูงกลับมาแล้ว ไอ้จุกกระดิกหางอยู่หน้าประตูรอให้พลินเปิดประตูให้มัน พอประตูเปิดเท่านั้นไอ้จุกก็พุ่งพร้อมกับเห่าต้อยรับเจ้านายตัวเอง

วันนี้เขาเหนื่อยล้าเพราะงานที่รัดตัว นอกจากคดีที่ทำอยู่ยังมีคดีหยิบย่อยให้จัดการจนหัวปั่น กว่าจะเสร็จก็เลยเวลามาดึกดื่น เพิ่งไปกินข้าวต้มรอบดึกกับเพื่อนร่างยักษ์แทนที่จะได้กลับมากินกับเด็กดื้อของเขา ณัทพลยกนาฬิกาขึ้นมาห้าทุ่มครึ่ง ป่านนี้น้องคงนอนไปแล้วมั้ง ทว่าพอเงยหน้าขึ้นมากลับพบร่างเล็กยืนชะโงกหน้าออกมาจากในบ้าน แล้วส่งยิ้มทักทายให้กับเขา

"ทำไมยังไม่นอน" เขาถามพร้อมกับสวมกอดน้องไว้ แกล้งโถมกายใส่จนคนในอ้อมกอดเซถอยหลัง

"หนัก" เจ้าตัวบอกพร้อมกับหัวเราะเมื่อโดนณัทพลโอบอุ้มขึ้นแล้วหมุนไปรอบๆ "พี่นัท ตองไม่ใช่เด็กตัวเล็กๆนะ"

เขาว่างคนในอ้อมกอดลงแต่ยังไม่ยอมคลายแขนทั้งสองข้างออก โอบกอดแผ่ความรู้สึกหวังให้ไปถึงคนรับ เขามีความสุขที่กลับมาเจอคนที่เขารักและรักเขา มันให้ความรู้สึกเหมือนกับเช้าของวันใหม่ทั้งที่พระอาทิตย์ลับขอบฟ้ากลายเป็นสีดำมืดสนิท

แว่วเสียงคำพูดที่มันทวนจากคำแนะนำของคนอย่างไอ้สมัย

​"ถ้าพี่ไมค์มีแฟนพี่ไมค์จะเอาใจแฟนเยอะๆ พี่ไมค์จะทำให้แฟนพี่ไมค์มีความสุขที่สุด"

​สองเขนเล็กตวัดโอบรอบคอแกร่ง มันดูเก้ๆกังๆไปสักหน่อยด้วยความกระดากอายตัวเอง แอบเอียงใบหน้าซบแผ่นอกไว้ซ่อนความเขินอายของตัวเอง กระซิบถามเสียงเบาขึ้นว่า

"เหนื่อยไหมครับ งานวันนี้เป็นไงบ้าง"

ณัทพลกระชับอ้อมแขนโอบคนตัวเล็กกว่าให้แน่นขึ้นนิด เขามีความสุขกับคำถามที่แฝงด้วยความห่วงใยจากคนรัก

"ก็นิดหน่อย แต่ตอนนี้หายแล้ว สงสัยได้พลังจากตอง" พูดไปพลางโยกตัวไปเบาๆ

พลินผละใบหน้าออกมา "พี่นัทกินอะไรมายัง ให้ตองอุ่นกับข้าวให้ไหม ตองแบ่งมื้อเย็นใส่ตู้เย็นไว้รอพี่อยู่นะ"

"พี่กินมาแล้วล่ะ"

มันพยักรับอย่างเข้าใจ ตั้งใจจะผละกายออกแต่ร่างสูงกลับไม่ยอมปล่อย เลิกคิ้วเป็นเชิงถามว่ามีอะไรรึเปล่า ทว่าอีกคนกลับไม่ตอบใช้ปลายนิ้วเกลี่ยปรอยผมด้านหน้าของมันเล่นอยู่อย่างนั้น

"ขอโทษนะ พี่คงเป็นแฟนที่ไม่เอาไหนจริงๆ ไม่มีเวลาให้ตองเลย ขนาดข้าวยังไม่ได้กินด้วยกันเลย"

"ก็พี่นัทติดงานนี่" ร่างเล็กพูดอย่างคนเข้าใจไม่คิดมาก

หากแต่ณัทพลกลับคิดมาก ซบใบหน้าลงบนไหล่เล็ก ถอนหายใจออกมาเบาๆ "ก็เราเป็นแฟนกันแล้ว พี่อยากทำอะไรให้มากกว่านี้ อยากให้เราใกล้กันกว่าที่เป็นอยู่" เขาเผยความในใจออกมา

*​"แล้วพี่ไมค์ก็จะทำหน้าที่แฟนไม่ให้ขาดตกบกพร่องเลย พี่ไมค์จะไปฟิตร่างกายให้แข็งแรง...แล้วก็ขยันทำการบ้านทุกวัน!"*

มันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

การบ้านงั้นเหรอ?

เอาจริงคือมันไม่รู้ต้องทำเรื่องนั้นยังไง แน่นอนว่ามันไม่มีประสบการณ์เลยสักนิดเดียว แค่พอรู้คร่าวๆว่ามันมีแนวทางยังไง ใจหนึ่งก็กลัวเพราะมันเคยได้ยินว่าครั้งแรกมันจะเจ็บมาก...

มันไม่กล้าขนาดนั้น จอทำใจให้มากกว่านี้ก่อน ตอนนี้คงได้แค่...

"พะ...พี่นัท" สองมือขยุ้มหลังเสื้อของณัทพลไว้แน่น รู้สึกร้อนๆหนาวๆไปทั่วทั้งร่าง

"ครับ?"

"ถ้า...ตองกับพี่นัทเราช่วยกัน" มันเม้มปากไม่กล้าพูดต่อและนิ่งเงียบไป จนร่างของมันถูกดึงออกจากอ้อมกอด สองมือเปลี่ยนมาขยุ้มกางเกงนอนตอนเองแทน หลบสายตาไปทางอื่นเพราะเริ่มกระดากอายใจกับความบ้าบิ่นของตัวเอง

"ตองอยากให้พี่ช่วยอะไรงั้นเหรอ?" เขาเอียงคอสงสัย เมื่อจู่ๆ น้องก็เงียบไปเสียดื้อๆ

"คือตองหมายถึงอันนั้นน่ะ เราช่วยกันได้ไหม แบบว่าแค่ช่วยกัน"

อันนั้น? อันไหนวะ?

ณัทพลยังคงมึนงงกับประโยคกำกวมไม่รู้ความหมาย จนกระทั่งความหมายที่แท้จริงถูกขยายความ

"คือช่วยกันแบบว่าแค่ใช้มือ ตองกับพี่ ถ้ามากกว่านั้นตองยังไม่กล้า ขอเวลาทำใจก่อนได้ไหม"

"...ตอง" ณัทพลเพ้อพกออกมา เขาไม่อยากจะเชื่อว่าน้องจะให้เขาสัมผัสร่างกาย ใจเต้นแรงจนแทบคลั่ง

ทำไมแฟนเขาน่ารักแบบนี้นะ!

มันคิดว่ามันพลาด เพราะร่างสูงเอาแต่ยืนนิ่งงัน กลายเป็นความอับอายระคนเสียใจเล็กน้อย รีบละล่ำละลักพูดขึ้น "ถ้าพี่นัทไม่ชอบ ลืมๆที่ตองพูดไปเถอะ ตองง่วง...อะ!" มันตั้งท่าจะหนี แต่ยังไม่ทันพูดจบแก้มด้านขวาก็ถูกปลายจมูกโด่งจรดลงพร้อมกับฝังลงไปจนจมมิด

ณัทพลพลโน้มกายลงเล็กน้อยให้สายตาของเขาสบมองกับพลิน คนตัวเล็กกว่าหน้าเห่อร้อนจนแดงระเรื่อชวนมอง มือบางทาบเสี้ยวแก้มที่เขาแอบขโมยไปเมื่อสักครู่ไว้

"พูดเองแล้วจะหนี ไม่ใจเลยนะตอง" เขาหยอกล้อ

ความอับอายพลันถูกแทรกด้วยการท้าทายเชิงหยามศักดิ์กศรี มันถลึกตาทั้งที่ใบหน้ายังร้อนผ่าวไม่จางหาย "ใครว่าตองกลัว! คนอย่างไอ้ตองพูดคำไหนคำนั้น" ไม่พูดเปล่า กระทำการกล้าหาญเพราะกลัวโดนหย่าม คว้าข้อมือของร่างสูงพลางดึงให้ไปนั่งลงบนโซฟา ตามด้วยการขึ้นนั่งคร่อมตัก ในแววตาเต็มไปด้วยความผยองหยิ่ง ปลายคางเชิดขึ้นเล็กน้อยวางมือทั้งสองไว้บนบ่าหนา

เขารู้สึกสนุกระคนตื่นเต้นไม่น้อย ไม่คิดไม่คิดเลยว่าเขาจะโดนร่างเล็กรุกใส่แบบนี้ ไม่ใช่ว่าตัวเขาไม่คิดจะสัมผัสอีกคนแต่เพราะเขาเป็นผู้ใหญ่กว่าจึงยอมอดทนรอเวลาให้พวกเขาได้เรียนรู้กันมากกว่านี้ก่อน หลังจากนั้นค่อยพัฒนาความสัมพันธ์ทางกายทีหลัง นั้นมันคนกระณีกับตอนนี้ โอกาสมาขนาดนี้แล้วเขาคงไม่ต้องอดทนแล้วมั้ง

"แน่ใจเหรอตอง มือสั่นขนาดนั้น" เขาจงใจยั่วยุ สายตาเต็มไปด้วยการดูแคลน

คนอวดดีมีหรือจะยอมแพ้ เกลียดสายตาแบบนี้ ใจของมันฮึกเหิมจนลืมความเขินอาย ในสมองมีแต่อยากจะทำให้สายตาดูแคลนตรงหน้าหายไปสักที

มือบางประคองสันกรามของณัทพลไว้เบาๆ เอียงใบหน้าตัวเองให้ได้องศาก่อนจะประกบริมฝีปากให้แนบชิดสนิทกัน ขบกลีบปากหยักเบาๆเป็นเชิงหยอกล้อ รอให้อีกคนเปิดรับแต่ไม่ว่าจะทำยังไง ณัทพลก็ยังคงปิดปากไม่ยอมขยับตามจังหวะที่ร่างเล็กมอบให้ ด้วยความพาลจึงใช้กำลังปั้นทุบหัวไหล่ร่างสูงไปแรงๆ จนอีกฝ่ายเปล่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บ สบโอกาสจึงรีบสอดลิ้นเล็กเข้าไปกวัดเกี่ยวภายใน

คนถูกรุกอดทนไม่ไหวอีกต่อไป สลับเปลี่ยนจากผู้ตามกลายเป็นผู้นำ รุกล้ำเปลี่ยนจังหวะที่เนิบนาบซุกซนให้กลายเป็นเร้าร้อนและดิบเถือนขึ้น จนคนบนตักเริ่มตามไม่ทัน

"เดี๋ยว...อืม พี่นัท...พักก่อน เดี๋ยว..." นอกจากเบี่ยงหน้าหนีแล้วสองมือยังดันแผ่นอกแกร่งที่แนบชิดให้ออกห่าง หอบหายใจแรงเพราะเลือดที่สูบฉีด

ณัทพลยอมผละออกแต่โดยดี ทว่าเขาไม่ยอมหยุดแค่นั้น เป้าหมายใหม่คือซอกคอที่มีกลิ่นแป้งผสมกับกลิ่นเหงื่อของร่างเล็ก ซุกไซร้ปลุกปั่นไม่ให้ห้วงอารมณ์ตกหาย สองมือทำหน้าที่ลูบคลำพลางบีบสะโพกคนบนตักอย่างมันมือ เสียงอึกอักในลำคอผสมกับเสียงหอบหายใจเร่งเร้าอารมณ์ให้เขาขึ้นทวีคูณ

คนตัวเล็กกว่าเพลี่ยงพล้ำหมดท่า อ่อนปวกเปลียกเพราะความวาบหวานที่ถูกป้อนให้ ซบใบหน้าลงบนไหล่กว้างปล่อยอีกให้คนแตะต้องส่วนโปร่งพองที่ขยายตัวอยู่ภายใต้กางเกง

"ตองถอนกางเกงออก" เขาสั่งเสียงนุ่ม

มันทำตามอย่างว่าง่าย...

เมื่อช่วงล่างเปลือยเปล่าทั้งคู่ ณัทพลก็อุ้มน้องขึ้นมานั่งตักอีกครั้ง ความเป็นชายที่ขนาดแตกต่างกันสัมผัสเสียดสี กอบกุมด้วยมือของคนทั้งคู่นำพาไปถึงห้วงอารมณ์สุดท้าย...จนทุกอย่างปลดปล่อยออกมาจนหมด

ดูเหมือนจะเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ทำให้พลินถึงกับหมดแรง เอียงใบหน้าซบแผ่อกกว้างพักพิงหาที่พึ่ง

ณัทพลยิ้มเอ็นดู เด็กดื้อของเขาถึงกับสั่นไปทั้งตัว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังใจกล้าเป็นคนเริ่มก่อน นึกเอ็นดูความอวดดีที่ไม่ประสาของน้อง จรดริมฝีปากฝากไว้ที่ข้างขมับเป็นการปลอบใจ ก่อนจะอุ้มน้องกลับขึ้นไปข้างบนเพื่อพักผ่อนไม่คิดรังแกให้ช้ำไปมากกว่านี้

.........................

ความจริงแล้วมันต้องกลับไปถึงบ้านตั้งแต่ยี่สิบนาทีที่แล้วหลังเลิกเรียน แต่มันเอาเวลาที่ยี่สิบนาทีที่ว่านั้นยืนอยู่นิ่งๆ เพื่อเฝ้ามองผู้ชายแปลกหน้าคนหนึ่งที่มันไม่รู้จัก ถ้าถามว่าทำไมมันถึงต้องทำแบบนั้น คงต้อนย้อนเวลากลับไปเมื่อยี่สิบนาทีที่แล้ว

ระหว่างที่มันกำลังเดินไปเพื่อขึ้นรถเมล์ตั้งใจจะแวะไปตลาดเพื่อซื้อกับข้าวก่อนที่จะเข้าบ้าน มันคิดว่าจะซื้ออะไรกินให้จบๆเพราะขี้เกียจจะทำอาหารหลังวันนี้ทั้งผ่านสรภูมิวิชาเรียนอันหนักหน่วง ที่ไม่ต้องห่วงเรื่องมื้อเย็นเพราะว่าพี่นัทบอกว่าติดธุระสำคัญเรื่องงาน อาจจะกลับเข้าบ้านดึกบอกว่าไม่ต้องรอมื้อเย็น เพราะแบบนั้นมันเลยจะแวะหากินให้จบแล้วค่อยเข้าบ้านทีเดียว 

แต่เพราะผู้ชายแปลกหน้าคนนั้นทำให้มันยังไม่ได้ขยับตัวไปไหนอย่างที่วางแผนไว้

ทำไมมันถึงต้องเฝ้ามองผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ สวมเสื้อผ้าเนื้อดีดูมีภูมิฐาน ผมเผ้าเรียบร้อย หน้าตาคมเข้มเข้ากับผิวสีแทนที่เผยให้กล้ามเนื้อแน่นตึงภายใต้เสื้อผ้าทำให้ดูก็รู้ว่าเป็นคนรักสุขภาพ แต่เพราะสีหน้าคล้ายกับคนหมดหวัง หมดอะไรตายอยาก ทำราวกับว่าชีวิตนี้จะไม่มีพรุ่งนี้ของคนคนนั้น ทำให้มันไม่อาจปล่อยผ่านไปได้ 

ชายแปลกหน้ายืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงทั้งสองข้าง ทอดสายเลื่อนลอยไปยังท้องถนนไร้จุดหมายคล้ายกับรอเวลาอะไรบางอย่าง 

มันใจไม่ได้ ลางสังหรณ์บอกว่าอีกไม่นานผู้ชายคนนี้คงก้าวเท้าเดินตัดถนนเส้นนี้ทั้งที่รถยังวิ่งกันให้ควั่ก

เอาไงดีวะ? มันควรเข้าไปช่วยหรือปล่อยเส้นทางเดินชีวิตเขาไป 

เพราะตัดสินใจไม่ได้จึงทำได้แต่เฝ้ามองอยู่ห่างๆ ลุ้นว่าสองเท้าคู่นั้นจะขยับไปทิศทางไหน

มันนั่งสั่นขาตัวเองอยู่ที่ป้ายรถเมล์ ช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกดินผ่านพ้นไปแล้ว ท้องฟ้าเริ่มค่อยๆเปลี่ยนสีเข้าสู่ความมืดมิด แสงสลัวที่คงเหลือทิ้งไว้ทำให้วิสัยทัศน์การขับรถย่ำแน่เป็นที่สุด 

ทันใดนั้นเอง เท้าข้างหนึ่งของผู้ชายคนนั้นก็ก้าวลงจากฟุตบาท สายตาว่างเปล่าเลื่อนลอย ไม่ได้หันขวาเพื่อดูระยะห่างของรถที่วิ่งมาด้วยซ้ำ

อย่ามาคิดสั้นกับชีวิตต่อหน้ามันนะ!

ไวกว่าความคิดพลินก็พาร่างตัวเองไปประชิดผู้ชายคนนั้นแล้ว เขาคนนั้นไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำว่ามีเด็กหนุ่มแปลกหน้ามายืนอยู่ข้างกาย 

ไม่ต้องรอให้เท้าอีกข้างก้าวลงฟุตบาท มันก็รีบคว้าข้อมือชายแปลกหน้าพลางบีบแน่นจนเขารู้สึกตัว และหันกลับมามอง

“พี่...ไปกินก๋วยเตี๋ยวเป็นเพื่อนหน่อย” เป็นคำพูดทักทายของคนแปลกหน้าซึ่งกันและกันโดยไม่มีการแนะนำตัว แค่ชวยไปกินก๋วยเตี๋ยวเท่านั้น

“...” พอดูระยะใกล้ๆ มันยอมรับคนคนนี้หน้าตาค่อนข้างดี การแต่งตัวบวกกับกลิ่นน้ำหอมที่ไม่ฉุนจนแสบจมูกทำให้เขามีเสน่ห์ใช่เล่น แต่มันไม่เข้าใจชีวิตก็น่าจะสมบูรณ์แบบ ทำไมถึงต้องคิดสั้น

“นั่งรถเมล์ไปอีกไม่ไกลมีตลาด ซอยข้างตลาดมีร้านเจ้าหนึ่ง ก๋วยเตี๋ยวอร่อยมากนะพี่ ไปเป็นเพื่อนหน่อยดิ” มันชวนหน้าด้านๆ ทั้งที่อีกคนเอาแต่จ้องมองมันนิ่งๆ แต่อย่างน้อยสายตาคู่นั้นก็ไม่เลื่อนลอยแล้ว

นานกว่าสิบวินาทีที่ชายคนนั้นจ้องหน้ามัน แล้วให้คำตอบด้วยเสียงแหบๆว่า “ฉันมีรถ” เขาพร้อมกับยกนิ้วโป้งข้ามไหล่ตัวเองไปชี้ยังรถสปอร์ตหรูดำที่จอดอยู่ไม่ไกลจากจุดนั้น

มันตาลุกวาวไม่คิดว่ารถคันนั้นจะเป็นของชายคนนี้ ชีวิตโคตรดี มันหันกลับมาส่งสายตาวิบวับพร้อมฉีกยิ้มกว้างๆไปให้ “เยี่ยมเลยพี่ ไปกันเถอะผมหิวแล้ว” ด้วยเพราะเป็นคนแปลกหน้ามันจึงไม่แทนตัวเองด้วยชื่ออย่างที่เคยพูดประจำ

รถสปอร์ตหรูที่นั่งได้เพียงแค่สองคนแต่ราคามูลราค่าหลายหลายขับมาจอดยังที่จอดรถสำหรับลูกค้าในตลาด ตลอดทางไม่ได้เงียบอย่างที่คิดเมื่อเสียงจ้อของพลินช่วยทำให้บรรยากาศที่ควรอึดอัดแต่กลับไม่มี

มันเดินนำชายแปลกหน้าที่ไม่รู้จักชื่อลัดเลาะไปตามซอยเล็กๆ กลิ่นคละคลุ้งเหม็นคาวจากแผงอาหารสดชวนให้รู้สึกคลื่นไส้ ชายแปลกหน้ายกมือขึ้นปิดจมูก หัวคิ้วขมวดเข้าหากันอยู่ตลอดเวลา แต่ถึงอย่างนั้นสองเท้าก็เดินตามร่างเล็กอยู่ไม่ห่าง

ห้องแถวที่อยู่ทางข้างตลอดทั้งเก่าและซ่อมซ่อเต็มไปด้วยกลิ่นคราบต่างๆชวนเวียนหัว คูหาสุดท้ายเป็นเป้าหมายที่พลินก้าวเข้าไป จับจองโต๊ะนั่งที่อยู่ติดกับพัดลมมากที่สุด ตามมาด้วยชายแปลกหน้าที่เหมือนจะโดดเด่นและไม่เหมาะกับร้านก๋วยเตี๋ยวแบบนี้เลย

พลินยื่นแผ่นเมนูให้กับชายคนนั้น “ถ้าพี่กินเนื้อ จะบอกว่าเนื้อเปื่อยร้ายนี้โคตรเด็ด” มันแนะนำ พร้อมกับตะโกนสั่งเมนูของตัวให้ป้าเจ้าของร้านที่ลวดเส้นอยู่ทางด้านหน้า แล้วหันกลับมาถามคนตรงหน้าว่าจะกินอะไร ชายแปลกหน้าวางแผ่นเมนูลงแล้วบอกไม่รู้ว่าจะกินอะไร มันเลยถือวิสาสะเอาเมนูเดียวกันไปเลย

เมื่อก๋วยเตี๋ยวร้อนๆมาเสิร์ฟมันจะจัดการปรุงเครื่องด้วยการตักพริกป่นลงไปช้อนพูนๆ ชายหนุ่มแปลกหน้ามองถ้วยก๋วยเตี๋ยวของมันด้วยความตะลึกเล็กน้อย 

“เวลาเครียดๆมันต้องกินอะไรเผ็ดๆนะพี่ แม่งโคตรได้ใจ ไม่เชื่อก็ลองดู” ไม่พูดเปล่ามันตักพริกป่นไปใส่ถ้วยของชายคนนั้น แต่ไม่เยอะกับเท่าที่มันกิน จ้องมองชายหนุ่มตาปริบๆ รอให้ลองชิมอย่างลุ้นๆ 

เขาคลุกเส้นให้เข้ากับน้ำซุป ก่อนจะใช้ปลายช้อนตักน้ำซุปขึ้นมาแล้วชิม ความเผ็ดร้อนแล่นเข้าที่ปลายลิ้นผสมกับรสชาติน้ำซุปที่เข้ากันอย่างลงตัว ทำให้เขาต้องลองตักน้ำซุปอีกครั้งเพื่อลิ้มรสมัน 

พลินยกยิ้ม มันคิดว่าชายหนุ่มคนนี้คงถูกใจก๋วยเตี๋ยวถ้วยนี้ไม่น้อย ถึงได้กินไม่ยอมหยุดทั้งที่เหงื่อไหลออกตามกรอบหน้าซกไปหมด ผิวสีแทนเข้มขึ้นอย่างเห็นชัด 

เป็นการพบเจอกันโดยบังเอิญ และจากกันอย่างไม่คิดจะถามว่าอีกฝ่ายมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร หรือเป็นใคร มันไม่ได้อยากรู้เพราะไม่คิดว่าต้องเจอกันอีก ถือว่ามันได้ช่วย...มันคิดว่านะ หรืออาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่มันคิดก็ได้ ชายคนนั้นอาจไม่ได้คิดทำร้ายตัวเองก็เป็นได้ แต่อย่างไรก็ช่าง ก๋วยเตี๋ยวมื้อนี้มันได้กินฟรีก็แล้วกัน 

ตัวมันโบกมืออำลาพร้อมกับส่งยิ้มให้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหมุนตัวเพื่อเดินกลับบ้าน ที่อยู่ไม่ไกลจากตลาดแห่งนี้ ไม่ทันที่จะก้าวเดินเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น มันกดรับทันทีสีหน้าระรื่นเมื่อรู้ว่าใครโทรมา 

“ครับพี่นัท...กินแล้ว แล้วพี่ล่ะ?” 

เขานั่งอยู่บนรถเฝ้ามองแผ่นหลังของเด็กที่กำลังเดินจากไป มองเสี้ยวหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและแก้วใสที่แดงระเรื่อ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะรสเผ็ดของพริกก่อนหน้านี้ที่ทำให้เด็กหนุ่มหน้าแดงหรืออาจจะเป็นเพราะคนในสายที่กำลังคุยอยู่ด้วยกันแน่

จะยังไงใจก็แล้วแต่ ภาพรอยยิ้มกับเสียงพูดตลอดชั่วโมงที่ผ่านมามันตราตรึงฝั่งลงไปในใจของเขาอย่างไม่รู้ตัวเข้าแล้ว...

.

นี่ถือเป็นการทะเลาะกันครั้งแรกของการเป็นแฟน นับนั่งเงียบอยู่ที่เตียงนอนของตัวเองที่บ้าน ส่วนคู่กรณีก็ไม่ได้อยู่ด้วยกัน ตุ๊กตาคุณนาโอะขนาดเท่าตัวจริงถูกกอดไว้แน่น ใบหน้าผู้เป็นเจ้าของหงิกงอด้วยความน้อยใจ 

สาเหตุของการทะเลาะกันจนถึงขึ้นนับต้องหอบตัวเองกลับมานอนที่บ้าน นั่นเพราะว่าเบสอยากบอกเรื่องที่พวกเขาคบกันให้ผู้ใหญ่รับรู้ เบสพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ต่างจากนับที่ไม่กล้าบอกความจริงกับคนที่บ้านโดยเฉพาะพี่สาวของเขา เริ่มที่การพูดคุยแต่จบด้วยการทะเลาะกัน นับไม่อยากให้เป็นแบบนี้ แต่เพราะเขากลัว กลัวว่าถ้าพี่นาวรู้ความจริงแล้วคงามรักของพวกเขาจะถูดขัดขวาง แต่ลึกลงไปกว่านั้นนับกลัวว่าเบสจะถอดใจจากเขาต่างหาก เพราะแบบนั้นนับไม่ยอมรับความคิดนี้และปัดออกอย่างเอาแต่ใจ

เขางี่เง่าใส่เบส ซึ่งมันไม่ดีเลย 

อยากอธิบายความคิดของตัวเองให้เบสเข้าใจ แต่มันก็จุกอยู่ที่ลำคอพูดไม่ออก บอกไม่ได้ว่าตัวเองไม่มั่นใจ บอกไม่ได้ว่าเขาหวั่นกลัวแค่ไหน 

ดวงตาพาซื่อภายใต้กรอบแว่นเอ่อซึมไปด้วยหยาดน้ำ เขารีบใช้หลังมือเช็ดออกลวกๆ แล้วรีบล้มตัวลงนอน กอดคุณนาโอะไว้แน่นคล้ายกับว่าคุณนาโอะกำลังปลอบใจเขาอยู่ สายตาจ้องไปยังโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างที่นอน เฝ้ารอว่าจะมีสายเรียกเขาจากคนที่กำลังคิดถึง แต่ก็ตลอดจนค่อนคืนก็ยังไม่มีใครโทรเข้ามา 

ไฟในห้องยังสว่างโร่ เขานอนไม่หลับ ลุกนั่งอยู่หลายครั้งก็อาจข่มตาให้หลับได้เนื่องจากเรื่องที่กำลังก่อกวนอยู่ในใจ มือข้างหนึ่งเอื้อมไปทำท่าจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อติดต่อกลับไปก่อนแต่สุดท้ายมันก็เป็นแค่ความตั้งใจเท่านั้น นับดึงมือกลับมาแล้วพลิกกายหันหลังให้ 

ทว่าจังหวะนั้นเองที่บานประตูห้องถูกเคาะสองครั้งตามมาด้วยร่างระหงของผู้เป็นพี่สาวเยี่ยมหน้าเข้ามา นาวเห็นไฟห้องนับสว่างเลยคิดสงสัยว่าทำไมน้องชายของเธอยังไม่เข้านอน 

“ยังไม่นอนเหรอนับ” เธอถามทั้งที่ตัวยังอยู่ข้างนอก 

“นอนไม่หลับครับ” นับตอบพร้อมกับลุกขึ้นนั่งเป็นจังหวะเดียวกับที่พี่สาวเดินเข้ามา เธอนั่งลงที่ริมขอบเตียงแล้วถามด้วยความเป็นห่วง

“เป็นอะไรทำไมนอนไม่หลับ แล้วทำไมวันนี้ถึงได้กลับมานอนบ้าน ปกตินอนกับเบสไม่ใช่เหรอไง” 

นับชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อของเบสที่หลุดออกมาจากพี่สาวตัวเอง นับส่ายหน้าเป็นคนตอบก้มหน้างุดหลบสายพี่นาว 

“อะไรกัน ส่ายหน้าแล้วแบบนี้เจ้จะรู้ไหม” เธอวางมือไว้บนศีรษะน้องชายพลางโยกเบาๆ 

นับเป็นน้องคนเดียวของเธอที่อายุห่างกันพอสมควร ด้วยความเป็นลูกรักและน้องรัก นับจึงถูกโอ๋และตามใจตั้งแต่เด็ก ด้วยความที่ตัวเล็กกว่าเด็กในรุ่นเดียวกันอีกทั้งนิสัยพาซื่อตามคนไม่ทันทำให้เธอเป็นห่วงนับเป็นพิเศษ

เพราะรักและเป็นห่วงเลยกลัวว่านับจะเอาตัวไม่รอดในโลกภายนอก เธอดูแลนับมาตั้งแต่เกิด เลี้ยงมายิ่งกว่าไข่ในหิน จนบางทีเธอก็ลืมไปว่านับเป็นเด็กที่จะต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองบ้าง 

หลายครั้งที่นับเถียงเธอ เธอย้อนกลับมาคิดว่าเธอกักขังน้องคนนี้มากไปหรือเปล่า แต่ไม่ว่าครั้งไหนเธอก็บอกตัวเองเสมอว่าที่เธอทำทั้งหมดก็เพื่อนับทั้งนั้น 

“ทำหน้าเหมือนมีอะไรในใจ มีอะไรเล่ามาสิ” 

คนเป็นน้องชายช้อนตาขึ้นมามองก่อนหลุบลงต่ำแล้วส่ายหน้าปฏิเสธอีกครั้ง ทำไมคนอย่างเธอจะไม่รู้ว่าน้องตัวเองเป็นอะไร 

บางครั้งคงถึงเวลาที่เธอควรปล่อยให้นับเรียนรู้ด้วยตัวเองแล้วละมั้ง

แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ยอมให้ผ่านไปง่ายๆหรอก

ราวๆชั่วโมงก่อน มีสายหนึ่งโทรเข้ามาคุยกับเธอ คนนั้นไม่ใช่นอกจากเพื่อนสนิทน้องชายตัวเอง เบสมาสารภาพกับเธอทั้งหมดและขอพิสูจน์ตัวเองให้ครอบครัวของนับยอมรับในตัวเอง พร้อมทั้งยังให้คำมั่นสัญญาว่าจะดูแลนับและจะไม่ทำให้นับเสียใจเด็ดขาด 

นาวยอมรับในความกล้าหาญของเบส แต่คนหวงน้องชายอย่างเธอคงไม่ยอมให้ผ่านไปง่ายๆหรอก เธอทิ้งประโยคให้เบสแค่ว่า

“พี่พอดูออกว่าเบสชอบนับมาตั้งนานแล้ว เพราะพี่วางใจเลยให้พวกเธอสองคนคบกันในฐานะเพื่อน แต่ครั้งนี้เธอทำลายความไว้ใจของพี่จนหมด...เข้าใจใช่ไหมว่ามันหมายถึงอะไร” 

“ผมจะสร้างความไว้ใจให้พี่นาวอีกครั้ง ผมสัญญาครับ ขออนุญาตให้ผมกับนับคบกันนะครับ” 

“คนที่เบสต้องสร้างไม่ใช่แค่คนเดียว นั่นหมายถึงเบสต้องสร้างความใจไว้นี้พร้อมกับนับ ถ้าเบสทำให้นับเชื่อมั่นและมั่นใจ พี่ถึงวางใจที่ให้คนทั้งสองดูแลกัน” 

งานที่ยากจริงๆไม่ใช่ที่เธอ แต่เป็นน้องชายเธอต่างหาก นับกลัวเธอมาก ที่สำคัญคือนับกลัวทำให้ครอบครัวผิดหวัง การที่นับจะคบผู้ชายนับต้องก้าวข้ามความรู้สึกนี้และเชื่อมั่นในความรักตัวเองให้ได้

เบสต้องทำให้ความรักครั้งนี้เป็นเรื่องของคนสองคน ไม่ใช่แค่เบสคนเดียว 

“ผมเข้าใจครับ ขอบคุณครับที่ให้โอกาสผม” 

นาวถอนหายใจออกมาด้วยความเอ็นดู ที่นับเป็นแบบนี้จะโทษใครไม่ได้นนอกจากตัวเธอเอง เธอปกป้องนับจนเกินไป จนลืมไปว่านับก็ย่อมมีชีวิตเป็นของตัวเอง ลืมไปว่าภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดไม่ได้มากจากเธอ มันเริ่มจากตัวนับเองต่างหาก

“เจ้...นับถามหน่อย ทำไมเจ้ไม่มีแฟนสักที” นับอ้อมแอ้มถามเสียงเบา

เหมือนคำถามจี้ใจดำ นาวแค่นลมขึ้นจมูก ใครใช้ให้ถามคำถามนี้กับสาวโสดอายุสามสิบสองกัน! 

 เธอดีดหน้าผากนับไปที จนเจ้าตัวร้องโอดโอยคลำหน้าผากตัวเองป้อยๆ 

“แค่นี้ยังน้อยสำหรับคำถามนี้” เธอเอ็ดไม่จริงจัง “ก็ไม่ทำไม อยู่โสดๆแบบนี้ก็สบายใจดี ไม่วุ่นวาย” เธอตอบอย่างขอไปที ทั้งที่ความจริงมันไม่ใช่อย่างที่พูด การฝังใจกับใครสักคนทำให้เธอไม่อาจก้าวข้ามเปิดใจให้ใครได้อีก

เธอแอบมีรักข้างเดียวกับเพื่อนสนิท ที่ตอนนี้กลายเป็นพ่อม้าย เมียหนีไปอยู่กับชู้ทิ้งลูกสามขวบให้ดูแล คนคนนั้นไม่ใช่ใคร นั่นก็คือพี่ชายของเบสนั่นเอง 

เธอก้าวข้ามคำว่าเพื่อนสนิทไม่ได้ เธอทำไม่ลง 

เพราะแบบนั้นเธอถึงไม่อยากให้นับต้องมาทนทุกข์แบบที่เธอกำลังเผชิญ

นับเงียบเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เธอจึงรีบพูดขึ้น “อย่าไปคิดเองเออเอง การมีความรักมันเป็นสิ่งสวยงาม ต่อให้มีทั้งสุขทั้งทุกข์ ยังไงมันก็สวยงาม” เธอเหลือบมองน้องชายที่มองเธอตาปริบๆ 

“...แล้วถ้านับมีความรักล่ะ เจ้จะว่ายังไง” กัดใจถามออกไป

“สาวคนไหนกันทำให้น้องชายเจ้คิดมาก” เธอหรี่ม่านตาแกล้งนับ เจ้าตัวละล่ำละลักจะปฏิเสธ แต่เธอพูดขึ้นมาก่อนพร้อมกับลุกขึ้น “ไม่ว่าจะยังไง เจ้ให้คำตอบไม่ได้หรอก นับต้องเสี่ยงเอง นับต้องสู้เอง สำหรับเจ้ขอแค่ให้นับมีความสุขก็พอแล้ว” เธอทิ้งไว้แค่นั้นแล้วก็เดินจากออกมา

นับตกอยู่ในห้วงภวังค์ หัวคิ้วขมวดมุ่น นึกถึงคนรักก่อนหน้านี้ที่หัวเสียในตอนที่พวกเขาทะเลาะกัน 

เขาปล่อยให้เบสสู้อยู่คนเดียว แต่ตัวเองกลับยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม เพราะความขี้ขลาดตัวเองแท้ เขาทำให้เบสเสียใจ 

กลีบปากเม้มกันแน่น รีบคว้าเอาโทรศัพท์ขึ้นมา กดโทรออกทันที ภาวนาขอให้เบสยังไม่นอนหลับ เมื่อปลายสายกดรับแต่ไม่ยอมพูด นับเองก็เงียบเพราะไม่กล้าจนได้ยินเสียงเบสถอนหายใจ นับเลยรีบพูดขึ้นทันที

“เบส...เราขอโทษ เราผิดเองเพราะเรากลัวจนลืมคิดไปว่าเบสทำแบบนั้นเพื่อความรักของพวกเรา เรา...เราเสียใจ”

(...)

“เราอยากสู้ไปกับเบส อยากเดินไปพร้อมกับเบส...ให้อภัยเราได้ไหม” 

(นายทำฉันเสียใจ) ปลายสายตอบกลับเสียงเบาหวิว

นับใจไม่ดี ร้อนรนอยู่ไม่สุขเมื่อรู้ว่าเบสเสียใจมากแค่ไหน “เราขอโทษ เราขอโทษจริงๆ เราต้องทำยังไงเบสถึงสบายใจ เรายินดีทำทุกอย่างเลย ขอแค่ให้เบสสบายใจก็พอ” 

นับไม่รู้...นับตามไม่ทัน ไม่ฉุกใจเลยสักนิดว่าปกติแล้วเบสไม่ใช่คนอ่อนแอที่จะเสียใจกับเรื่องเล็กน้อย เพราะแบบนั้นนับถึงตกลงไปในหลุมกับดัก ตกแล้วไม่อาจขึ้นมาได้

(ถ้าอย่างนั้นฉันจะทำโทษนาย ที่นายทำให้ฉันเสียใจ ฉันจะเอาคืนนาย...นับ เตรียมใจไว้รอเลย) 

นับคลายตุ๊กตาคุณนาโอะออกแล้วพยักหน้าหงึกหงักทำราวกับว่าคนปลายสายจะเห็น สีหน้าจริงจังและจริงใจ ตอบรับเสียงแข็งขัน “ได้ เรายอมรับผิดทั้งหมด เบสจะทำอะไรเราก็ยอมทั้งนั้นแหละ”

.

ข้อความสุดท้ายถูกอ่านและตอบกลับเมื่อช่วงก่อนเที่ยงของวัน มันยังคงเป็นแบบเดิมเหมือนหลายวันที่ผ่านมา

    มันเข้าใจ แต่ในความเข้าใจมันก็ยังคงอบอวลไปด้วยความน้อยใจ 

งานของณัทพลยุ่งมากจนชนิดที่เวลาของพวกเขาแทบไม่มีให้กัน มันกลับบ้านก็มักพบแต่ความว่างเปล่า กว่าเจ้าของบ้านจะกลับเข้ามาก็ดึกดื่นแทบทุกวัน ในวันหยุดก็แทบนับครั้งได้ที่ได้ใช้เวลาร่วมกัน ร่างสูงกล่าวขอโทษอยู่บ่อยและมันเองก็เข้าใจว่างานนั้นย่อมสำคัญ 

แต่ตัวมันก็สำคัญเหมือนกัน อยากบอกอย่างนั้นทว่าสุดท้ายทำได้เพียงแค่ให้กำลังใจเท่านั้น 

มันเก็บโทรศัพท์มือถือลงกระเป๋ากางเกง ไอ้เติ้ลกับไอ้ปลื้มชวนไปเล่นบาสหลังเลิกเรียน มันเลยตัดสินใจไปด้วยเพราะต่อให้กลับบ้านไปก็ต้องอยู่คนเดียว มันซ้อนท้ายจักรยานยนต์ของปลื้มไปยังสนามบาสของโรงเรียนมัธยมที่อยู่ห่างออกไปอีกไม่ไกลจากมหาลัยมากเท่าไหร่ ถัดไปก็เป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัด พวกมันสองคนนัดกับเพื่อนต่างสถาบันที่รู้จักกันจากร้านเกมไว้ เพราแบบนั้นในตอนที่มาถึงจึงมีคนจำนวนหนึ่งรออยู่ก่อนแล้ว ต่างฝ่ายต่างแนะนำกันและสนิทกันอย่างไว แต่ถึงอย่างนั้นจำนวนผู้เล่นก็ไม่ครบจำนวนขาดอยู่เพียงแค่หนึ่ง เนื่องจากมีเพื่อนคนหนึ่งที่ตกลงจะมาด้วยดันไม่ได้มาด้วย 

“เอาไงดี มันมีเก้าแบ่งทีมไม่ลงตัวว่ะ” หนึ่งในนั้นพูดขึ้น ยืนเกาหัวด้วยความคิดไม่ตก 

ทว่าในขณะนั้นเองเสียงของใครบางคนก็แทรกขัดขึ้นมา พร้อมกับการปรากฏตัวที่พลินไม่คิดว่าจะได้เจอกันเอง

“งั้นฉันขอเล่นด้วยคน”

พลินเบิกตากว้าง ชายแปลกหน้าที่มันเคยบังเอิญช่วยไว้ มันโพล่งเสียงด้วยความตกใจ “เห้ยพี่!”ด้วยเพราะไม่รู้ชื่อกันเลยไม่รู้ว่าจะเรียกชื่ออะไร 

ชายร่างสูงสวมชุดสำหรับเล่นบาสโดยเฉพาะมาตรงอกเสื้อมีตรามหาลัยต่างประเทศบ่งบอกว่าเขาเคยเป็นนักกีฬามาก่อน มือข้างหนึ่งอุ้มลูกบาสพิงกับช่วงเอวไว้ 

เขายกมือทักทายด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง

ไอ้เติ้ลหันไปถามเพื่อนร่างเล็กที่ดูเหมือนว่าจะเจอคนรู้จัก “รู้จักเหรอวะ?”

“เออรู้...พี่มาเล่นด้วยกัน” มันเอ่ยชวน

“งั้นก็ครบทีม” หนึ่งในนั้นตะโกนขึ้น

เสียงรองเท้าเสียดสีกับพื้นสนามดังเอี๊ยดอ๊าดจนแสบแก้วหู ผสมปนกับเสียงหอบหายใจของผู้เล่นและเสียงตะโกนสั่งปนกันไปมั่ว คราแรกตั้งใจกันเล่นให้สนุกๆ แต่เพราะทีมตรงข้ามดันมีหนุ่มนักกีฬานอกมาเกมที่สบายๆก็กลายเป็นดุเดือดขึ้นทันที 

พลินสบถอยู่หลายครั้งที่โดนชายหนุ่มแย่งบอลไปได้ ถึงมันจะตัวเล็กกว่าใครเพื่อนแต่ก็คล่องตัวและรวดเร็วกว่าใคร

“แม่ง!” เป็นอีกครั้งที่มันโดนแย่งบอกไปอย่างง่ายดาย นั้นไม่ทำให้มันเดือดเลยถ้าไม่ได้ยินเสียงขบขันในลำคอของคนแย่งไป

มันสืบเท้าเข้าไปประชิดอีกครั้ง ชายหนุ่มยกยิ้มเล็กน้อยและยังคงเลี้ยงบอลด้วยความชำนาญ พลินจ้องเขม็งไปยังสายตาคู่นั้น รอจังหวะให้อีกฝ่ายเผลอ เมื่อสบโอกาสมันจึงตั้งใจฉกแย่งบอลคืนมา ทว่าชายหนุ่มกลับหมุนตัวพร้อมเลี้ยงบอลอ้อมไปทางด้านหลังของมันหน้าตาเฉย แถมยังชู้ตลูกบาสจากจุดที่ยืนอยู่ลงห่วงด้วยท่วงท่าสง่างาม

ฟุบ!

เสียงลูกบาสลอดผ่านห่วงดังขึ้นพร้อมกับลูกทีม คะแนนชนะขาดลอยและเกมจบลงเมื่อพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไปแล้ว 

มันยืนเท้าเอวมองด้วยความเหนื่อยหอบ เจ็บใจไม่ได้เหมือนโดนเหยียบหน้าแล้วลากมาต่อยซ้ำอย่างใดอย่างนั้น ใช้ลิ้นเล็กดันกระพุ้งแก้มพ่นลมหายใจออกมาด้วยความหงุดหงิด

“พี่แม่งโคตรเจ๋งเลยว่ะ” เสียงของไอ้ปลื้มชื่นชมจนออกนอกหน้า 

“โห ทีมนี้แม่งขี้โกงวะ พี่เขาแม่งเป็นนักกีฬามหาลัยขนาดนั้น” ไอ้เติ้ลบ่นกระปอดกระแปด เมื่อบ่นเสร็จก็เดินกลับไปยังที่วางกระเป๋าเพื่อหาน้ำดื่มคลายร้อน

พลินยืนหน้าบึ้งอยู่กับที่ จนชายหนุ่มร่างสูงเดินเข้ามาวางมือลงบนศีรษะพลางดยกเบาๆ “หึ” เขาไม่ว่าอะไรเมื่อโดนปัดมือออก

“พี่แม่ง” จะชมว่าเก่งก็ไม่อยากเอ่ย เพราะกลัวเสีบเปรียบเลยยืนขัดใจอยู่แบบนั้น 

“เดี๋ยวฉันเลี้ยงข้าวปลอบใจ” เขาบอก 

“งั้นผมจะกินให้พี่จนเลยคอยดู” มันท้า ชายหนุ่มยักไหล่ไม่ยี่หระ “เออจริงสิ ว่าแต่พี่ชื่ออะไร ยังไม่รู้จักชื่อเลยเนี่ย” มันถามเมื่อนึกขึ้นได้

เขาส่ายหน้ายิ้มๆ สำหรับเขาแล้วก็ไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้เจอกันอีก วันนี้เขาตั้งใจมาระบายความเครียดในหัวด้วยการเล่นบาส ไม่คิดจริงๆว่าจะเจอ 

“ฉันชื่อ...” 

ขณะที่กำลังจะบอกชื่อ เสียงของเติ้ลก็ตะโกนเรียกเด็กหนุ่มขัดขึ้นก่อน “ไอ้ตองโทรศัพท์!” 

พลินหันกลับไปก็เห็นเติ้ลชูมือถือของมันขึ้น มันเลยพยักหน้าแล้วขอตัวไปรับโทรศัพท์ก่อน เป็นเบอร์ของสารวัตรเชษฐ์ที่โทรเข้ามา มันขมวดคิ้วเพราะปกติแล้วสารวัตรเชษฐ์ไม่เคยโทรหามันเลยสักครั้ง

“ครับพี่เชษฐ์”

(ตองอยู่ไหน?)

“ตองมาเล่นบาสกับเพื่อนครับพี่”

(ตองมาที่โรงพยาบาลได้ไหม?)

พอได้ยินสถานที่ปลายสาย ใจของมันพลันรู้สึกไม่ดีทันที

“เกิดอะไรขึ้นครับ”

(ไอ้นัทโดนยิง...)

....................................

 

 

[100%] ไม่มีอะไรจะเม้าท์แล้วนอกจจาก...คอมเม้นให้เราด้วยยย

[50%] เรทเรื่องนี้เราตั้งไว้ที่15+ เพราะแบบนั้นเลิฟซีนจะรวบรัดไม่ลงลึกนะคะ มีncไหม? มีค่ะ แต่มีแบบพอให้รู้ว่ามีไม่ขอลงรายละเอียดเยอะนะคะ หลังจากนี้เนื้อหามันจะเข้าช่วงหลังแล้ว พาร์ทช่วงเวลาจะค่อนข้างกระโดดเยอะและเวลาเดินไวขึ้น แต่เราจะพยายามต่อช่วงให้เนียนที่สุด หวังว่าคนอ่านจะสนุกไม่ติดขัดนะคะ (เราจะทำให้ดีที่สุด ฮึบ!) /เหตุผลของตัวละครเรื่องนี้ไม่เยอะเท่าเรื่องที่แล้ว ส่วนใหญ่จะตามอารมณ์มากกว่า ด้วยช่วงวัยทำให้มีความคิดด้านเดียว มิติน้อยกว่า เนื้อเรื่องไม่ดราม่าแต่ค่อนไปหนักทางสถานการ์พาไปค่ะ หวังว่าทุกคนจะสนุกนะคะ...รักเหมือนเดิม

ปล. ยังไม่ได้คำผิดค่ะ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น