เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 79 ต๊กโกวฉิวหลง

ชื่อตอน : บทที่ 79 ต๊กโกวฉิวหลง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 280

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 04 พ.ค. 2562 15:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 79 ต๊กโกวฉิวหลง
แบบอักษร

ถังเฟยหู่ได้นั่งฟักพื้นและเติมเต็มลมปราณของตัวเองให้เต็มเปี่ยมจากนั้นจึงค่อยออกเดินทางเพื่อไปยังหอภารกิจที่ใหญ่ที่สุดในสำนักซึ่งตั้งอยู่บนเขาของตำหนักที่หนึ่งซึ่งเจ้าตำหนักนั้นก็คือท่านเจ้าสำนักเฉินหลินนั่นเอง

ชายหนุ่มได้ทดลองใช้ท่าเท้าเจ็ดสำเนียงท่องลมไปด้วยระหว่างทาง ทำให้การเดินทางของเขารวดเร็วมากยิ่งขึ้น ในบางคราเมื่อเจอสายลมพัดมาทิศทางเดียวกับที่เขาต้องการจะไปก็จะใช้เคล็ดการท่องลมเพื่อเพิ่มความเร็ว แต่เมื่อเขาเห็นว่าสายลมกำลังจะพาเขาออกนอกเส้นทางที่จะไปตำหนักที่หนึ่ง เขาก็จะหยุดและออกวิ่งด้วยความเร็วของตัววิชาท่าเท้าเจ็ดสำเนียงเอง

เขาหวังไว้ว่าลมปราณเจ็ดสำเนียงของเขาจะพัฒนาเข้าสู่ระดับที่สามารถควบคุมและสร้างสายลมที่มากพอสำหรับการใช้วิชาท่าเท้าเจ็ดสำเนียงท่องลม เขาพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็วและถึงยังตีนเขาของตำหนักที่หนึ่งในเวลาไม่นาน ยอดเขาของตำหนักที่หนึ่งนั้นดูสูงและยิ่งใหญ่กว่าตำหนักที่หกของเขานัก

เขาก้าวขึ้นไปตามทางเดินและเจอเข้ากับตำหนักไม้อันสูงใหญ่ เขาก้าวเดินเข้าไปพร้อมกับศิษย์พี่หลากหลายคน เขาได้ลองสอบถามผู้คนเหล่านั้นก็พบว่าทุกคนต่างก็มีเป้าหมายที่ต้องการไปยังหอภารกิจใหญ่กันทั้งนั้น ศิษย์พี่เหล่านั้นจึงได้อาสาพาเขาไปยังหอภารกิจใหญ่

ไม่นานนักเขาก็ได้มาถึงยังหอภารกิจใหญ่ ที่ด้านหน้าหอภารกิจมีประตูขนาดใหญ่ราวกับเป็นอารามของวัดใหญ่ ประตูไม้ขนาดสูงใหญ่นั้นถูกแกะสลักไว้ด้วยภาพของเทพเจ้าซึ่งถือเครื่องดนตรีต่างชนิดกันไว้ ถังเฟยหู่เงยหน้ามองบานประตูใหญ่ตรงหน้าทั้งซ้ายขวาด้วยความชื่นชม ส่วนทางด้านศิษย์พี่ที่พาเขามาต่างขอตัวเข้าไปภายในหอภารกิจก่อน เขาไม่ลืมที่จะขอบคุณศิษย์พี่เหล่านั้น

“เอาละ ข้าเองก็คงต้องเข้าไปบ้างแล้ว” ถังเฟยหู่ก้าวเดินเข้าไปข้างในหอภารกิจใหญ่ตามผู้อื่นไป เมื่อเขามาข้างในแล้วก็ยิ่งสามารถเห็นถึงความแตกต่างจากหอภารกิจของตำหนักที่หก ภายในนั้นเป็นเพดานสูงซึ่งสลักไว้ด้วยภาพธรรมชาติงดงามต่างๆ ไม่ทราบว่าต้องมีฝีมือการแกะสลักไม้เช่นใดจึงสามารถทำผลงานที่เลิศล้ำเช่นนี้ออกมาได้กันแน่ แม้ทุกส่วนของอาคารนี้จะทำจากไม้แต่เมื่อถูกทำขึ้นด้วยผู้มีฝีมือก็ทำให้อาคารไม้แห่งนี้กลายเป็นสถานที่อันแสนล้ำค่าได้

บนกำแพงทางขวามือของเขาคือผ่านป้ายที่แขวนเรียงรายไว้บนกำแพง แผ่นป้ายพวกนั้นทำจากวัสดุธรรมดาอย่างไม้ซึ่งหาได้ทั่วไป มีจำนวนมากมายมหาศาล พวกมันคือภารกิจระดับมนุษย์ที่มีให้เลือกทำได้อย่างมากมาย

และเมื่อมองกลับมาอีกทีคือทางด้านซ้ายของเขาเป็นกำแพงที่คล้ายกับทางด้านขวา เพียงแต่ว่าแผ่นป้ายที่กำแพงฝั่งนี้ได้ทำจากเงินซึ่งมีค่ามากไม้มากนัก แผ่นป้ายภารกิจเหล่านี้คือภารกิจระดับพิภพซึ่งเริ่มยากขึ้นมาและส่วนใหญ่ไม่อาจทำภารกิจเหล่านี้คนเดียวได้ ต้องรวบรวมผู้คนมาร่วมทำภารกิจเพื่อให้สำเร็จ

ส่วนกำแพงทางหน้าของเขาซึ่งอยู่ในสุดนั้นได้มีรูปของพญาหงสาสีทองที่แสนงดงามประดับอยู่บนกำแพง…ไม่สิ สีทองของรูปพญาหงสาบนกำแพงมิใช่สี แต่มันกลับเป็นแผ่นป้ายภารกิจสีทองซึ่งดูล้ำค่ากว่าตำหนักที่หกอย่างเทียบไม่ติด พวกมันคือภารกิจระดับสูงของสำนักซึ่งต้องใช้คนจำนวนมากในการผ่านภารกิจ พวกมันเป็นภารกิจระดับนภา…ความยากของพวกมันไม่อาจประเมิณได้ด้วยความสามารถปัจจุบันของเขา

เขาได้ลอบสังเกตกลุ่มของคนอื่นว่าเลือกทำภารกิจกันแบบใด มีน้อยคนนักที่จะไปยังกำแพงของภารกิจระดับมนุษย์ เพราะภารกิจเหล่านั้นมีกราดเกลื่อนแต่ก็ได้แต้มคุณูปการน้อยมากเช่นกัน อีกทั้งทุกคนยังสามารถรับภารกิจพวกนั้นจากตำหนักของตนเองได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องมายังตำหนักที่หนึ่ง

จากการคาดการณ์ของเขานั้น ผู้คนที่มารับภารกิจระดับมนุษย์ส่วนมากอาจจะเป็นศิษย์ที่ยังไม่เก่งกาจมากของตำหนักที่หนึ่งเอง ส่วนกลุ่มอื่นที่รับภารกิจจากกำแพงระดับพิภพนั้นมีมากมายที่สุด ส่วนกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่รับภารกิจระดับนภานั้นมีน้อยจนเกินไป คนพวกนั้นเขาได้คิดว่าอาจเป็นศิษย์พี่ที่เก่งกาจหรือแม้แต่ศิษย์สืบทอดของอาจารย์ลุงทั้งหลายที่กำลังฝึกฝนให้เก่งขึ้น

เขาได้ลองเข้าไปใกล้ยังกลุ่มของผู้คนที่กำลังจะไปทำภารกิจระดับพิภพเพื่อตรวจสอบดู ส่วนมากคนที่จะทำภารกิจระดับพิภพจะเป็นศิษย์ที่อยู่ในขอบเขตก่อเกิดขึ้นไปจนถึงขอบเขตจิตวิญญาณ มีน้อยกลุ่มมากนักที่จะมีศิษย์ในขอบเขตปราณเข้าร่วมด้วย มีบ้างที่เป็นการนำคนในขอบเขตปราณมาเติมให้เต็มเพื่อให้ผ่านเงื่อนไขของการรับภารกิจระดับพิภพบางภารกิจ

ศิษย์ในขอบเขตปราณเหล่านั้นก็มีบ้างที่กลายเป็นคนรับใช้ในกลุ่มของเหล่าศิษย์พี่เช่นกลายเป็นเด็กยกของหรือแม้แต่คนแบกสัมภาระของภารกิจนั้นๆ เช่นภารกิจที่จำเป็นต้องรวบรวมทรัพยากรบางประเภท ศิษย์ในขอบเขตปราณในกลุ่มเหล่านั้นก็จะรับหน้าที่ขนทรัพยากรที่หามาได้นั่นเอง

“ศิษย์น้องเล็ก” ในตอนนั้นเองที่ได้มีเสียงของหญิงสาวผู้หนึ่งกล่าวขึ้นพร้อมกับที่มีมืออันบอบบางได้แตะลงมาบนบ่าของเขา ถังเฟยหู่ได้หันกลับตามคำกล่าวเรียกนั้นและพบว่าผู้ที่เรียกเขาก็คือหญิงสาวผู้มีนัยน์ตาสีทองดุจทองคำ คนผู้นั้นก็คือศิษย์พี่หยางถิงจากตำหนักที่หกเช่นเขานั่นเอง

“คาราวะศิษย์พี่หยางถิง” ถังเฟยหู่ประสานมือคาราวะออกไป

“เจ้ามาเพื่อทำภารกิจสำนัก?” หยางถิงกล่าวถามออกไปด้วยความแปลกใจ “ข้าว่าเจ้ากลับไปยังตำหนักดีกว่านะ ภารกิจระดับพิภพยังไม่เหมาะสำหรับศิษย์มือใหม่ที่ยังไม่ฝึกพื้นฐานให้มั่นคง เจ้าอาจตายได้นะ” น้ำเสียงของหยางถิงเต็มไปด้วยคำติเตียนแต่ก็ยังคงเจือปนไปด้วยความเป็นห่วงบ้างไม่มากก็น้อย

“ไม่เห็นเป็นอะไรเลยศิษย์น้องหยาง” ในตอนนั้นเองที่ได้มีเสียงของใครบอกคนได้แทรกเข้ามา ในชั่วพริบตาเดียวกันนั้นเองที่ได้บังเกิดสายลมอันรุนแรงพุ่งเข้ามาแทรกกลางระหว่างหยางถิงและถังเฟยหู่ และเมื่อสายลมเหล่านั้นกระจายตัวออกไป ผู้ที่ยืนอยู่ตรงกลางนั้นก็คือบุรุษผู้หนึ่งที่มีรูปร่างหน้าตาหล่อเหลา ผมสีดำยาวถูกสยายไว้ด้านหลัง เสื้อผ้าสวมใส่ด้วยผ้าเนื้อดีสีขาวไข่มุก ด้วยตาอันแหลมคมและกล้าแข็ง และเมื่อศิษย์ผู้อื่นพบเห็นชายคนนี้พวกเขาต่างก็ดูมีสีหน้าตื่นเต้นอยู่บ้าง

ห่างออกไปไม่ไกล กลุ่มของคนที่กำลังรวมตัวเพื่อรับภารกิจสำนักอยู่นั้นต่างก็ไปยังผู้มาใหม่คนนั้นอย่างไม่วางตา หนึ่งในคนกลุ่มนั้นได้ถามขึ้นมาราวกับคนที่ไม่รู้อะไรเลย “คนๆนั้นคือใครกัน?”

เพื่อนคนข้างคนผู้นั้นกลับถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน “เฮ้อ! เจ้ามันโง่จริงๆเลยสหายข้า คนผู้นั้นก็คือศิษย์สืบทอดของท่านเจ้าสำนัก เป็นศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเรา ศิษย์พี่ต๊กโกวฉิวหลงผู้เป็นตำนานของสำนัก”

“ตำนานงั้นเหรอ….? เจ้าออกจะพูดเกินจริงไปละมั้ง” ชายคนเดิมกล่าวออกมาอีกครั้งก่อนที่จะเจอเพื่อนของเขารีบวิ่งเข้ามาเอามือไปปิดปากสุนัขของเขา

“เจ้าบ้า! เจ้ายังอยากใช้ชีวิตสงบสุขอยู่ในสำนักใช่ไหม!” สหายคนนั้นลอบมองรอบด้านว่ามีใครได้ยินไหมก่อนที่จะดึงตัวเพื่อนคนนั้นเข้ามาหาใกล้ๆและกระซิบข้างหูของเพื่อนเขา “ที่น่ากลัวกว่าศิษย์พี่ต๊กโกวฉิวหลงก็คือเหล่าหญิงสาวที่ศัทธาและแอบชื่นชอบในตัวศิษย์พี่! คนพวกนี้ช่างน่ากลัว หากเจ้าพูดไม่ดีเกี่ยวกับศิษย์พี่ต๊กโกว เจ้าอาจจะโดนฉีกทึ้งทั้งเป็นเลย!” เขากล่าวออกมาด้วยความหวาดกลัว

และในเวลาเดียวกันนั้นเองที่ต๊กโกวฉิวหลงได้หันกลับมามองยังถังเฟยหู่ เขาเผยรอยยิ้มออกมาให้แก่ศิษย์น้องผู้มาใหม่ตรงหน้า “หากเจ้าไม่รังเกียจก็มาเข้าร่วมกับกลุ่มพวกเราสิ พวกเรากำลังขาดคนพอดี”

ถังเฟยหู่รู้สึกแปลกใจอย่างมากที่อยู่ๆศิษย์พี่ตรงหน้าก็ชวนเข้าร่วมภารกิจแล้ว แต่จากเท่าที่ฟังแล้วเขาก็คงกลายเป็นคนที่เติมช่องว่างจนเต็มเพื่อสามารถรับภารกิจได้ แม้ว่าจะดูแปลกๆอยู่บ้างแต่เมื่อสามารถได้รับแต้มคุณูปการมาอย่างง่ายดาย เช่นนั้นเขาก็ควรจะลองดูหน่อยแล้วกัน

“ตกลงขอรับศิษย์พี่….จริงสิ ศิษย์น้องชื่อว่าถังเฟยหู่แห่งตำหนักที่หก ข้าพึ่งเข้าสำนักได้เพียงไม่นาน ส่วนท่าน…” ถังเฟยหู่หยุดพูดไปครู่หนึ่งเพราะเขาไม่รู้จักคนตรงหน้านี้จริงๆ ซึ่งต๊กโกวฉิวหลงก็พยักตอบรับกลับมาพร้อมกับกล่าว “ข้าชื่อต๊กโกวฉิวหลง เป็นศิษย์ภายใต้ตำหนักที่หนึ่งแห่งนี้” ต๊กโกวเดินเข้าไปและตบเข้าที่ไหล่ของถังเฟยหู่ “ภารกิจระดับพิภพคือภารกิจที่พวกเราจะไปทำ มาพบกันที่นี่ในวันพรุ่งนี้เช้า”

ในตอนนั้นเองที่หยางถิงได้เดินตามต๊กโกวฉิวหลงไป ดูเหมือนว่าทั้งสองคนจะรู้จักกันอย่างสนิทสนม ‘บางทีต๊กโกวฉิวหลงอาจจะเป็นคนรักของศิษย์พี่หยางถิงสินะ หรือว่าเขามาชวนข้าไปเข้าร่วมภารกิจสำนักด้วยเพราะเหตุนี้กันนะ’ ถังเฟยหู่ได้แต่คิดเรื่องราวต่างๆภายในใจ

แต่ในตอนนั้นเองที่สายตาของถังเฟยหู่กลับเปลี่ยนไป เขาตวัดตาหันกลับไปมองยังแผ่นหลังของต๊กโกวฉิวหลง ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความโกรธ ดวงตาสีม่วงดำราวกับกลายเป็นขุมนรกสีม่วงที่อัดแน่นไปด้วยความพิโรธ

ถังเฟยหู่สงบสติของตนเองก่อนที่จะเร่งรีบเดินออกไปจากหอภารกิจใหญ่แห่งนี้โดยที่ไม่มีใครสังเกตหรือจะสนใจศิษย์ใหม่ตัวเล็กๆเช่นเขา หลังจากไปไกลห่างพ้นจากสายตาของผู้คนแล้ว ร่างของเขาก็ได้บังเกิดสายลมหมุนวนอย่างเอื่อยเฉื่อย เขาได้โคจรลมปราณเจ็ดสำเนียงออกมา

ท่าเท้าเจ็ดสำเนียงท่องลม

เขาได้พุ่งทะยานออกไปด้วยความรวดเร็วจนเมื่อเขาคิดว่าห่างไกลจากผู้คนแล้วเขาก็ได้หาที่เงียบสงบหนึ่งหยุดลง เขามองไปรอบๆก็เจอแต่ต้นไม้และไร้สิ่งก่อสร้างใด ที่นี่คือรอยต่อระหว่างภูเขาของตำหนักต่างๆซึ่งไม่ค่อยมีผู้คนผ่านมามากมายเสียเท่าไหรนัก เขาได้นั่งสมาธิตรงที่นี่เสียอย่างนั้น

ใบหน้าของเขาเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก เมื่อครู่เมื่อต๊กโกวฉิวหลงได้วางผ่ามือลงบนไหล่ของเขาไป มันแทบจะไม่รู้สึกถึงอะไรเลยเสียด้วยซ้ำไป แต่นั่นคือสำหรับคนอื่นทั่วๆไป แต่สำหรับเขาที่เชี่ยวชาญการแพทย์และรับรู้ถึงร่างกายของตัวเองเป็นอย่างดรย่อมสามารถรับรู้ได้อยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น

นี่คล้ายกับวิธีการกำจัดหนอนมารกินใจที่หยุดการเต้นของหัวใจและใช้ลมปราณกระตุ้นให้หัวใจกลับมาเต้นอีกครั้ง แต่ฝ่ามือของต๊กโกวฉิวหลงนั้นกลับทำตรงกันข้าม เมื่อต๊กโกวฉิวหลงแตะลงบนร่างของเขา ฝ่ามือข้างนั้นได้แผ่พุ่งปราณเล็กละเอียดสายหนึ่งให้แทรกซึมเข้าไปยังหัวใจและรอช่วงเวลาที่เหมาะสมเพื่อระเบิดพลังออกมาซึ่งพลังนี้รุนแรงกว่าที่เขาเคยใช้ มันสามารถฉีกกระชากหัวใจของเขาได้อย่างง่ายดาย แม้หัวใจของเขาจะไม่เต้นแล้วก็ตาม แต่มันก็ยังเป็นทางผ่านของเลือดหลากหลายเส้นสายที่วิ่งผ่านร่างกายของเขาอยู่ดี

ถังเฟยหู่ค่อยๆเดินปราณรวมถึงฝังเข็มไปยังชีพจรหัวใจของตนเองเพื่อสลายพลังแข็งกร้าวที่แฝงอยู่ในร่างของเขา ผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วยาม ในที่สุดเขาก็สามารถกำจัดพลังสายนั้นที่แฝงอยู่ภายในร่างได้จนหมดสิ้น

หนังตาของเขาขยับและเปิดออก ประกายดวงตาสีม่วงดำเปี่ยมด้วยความโกรธสูงเทียมฟ้า ชีวิตนี้ของเขาแลกมาด้วยชีวิตของครอบครัวทั้งหมด…เขาจะไม่ยินยอมให้ใครก็ตามพรากมันไปอย่างแน่นอน ภาพใบหน้าของต๊กโกวฉิวหลงปรากฏขึ้นในหัวของเขา เขาพยายามคิดว่าทำไมคนผู้นี้ถึงทำเช่นนี้

แต่ในตอนนั้นเองที่ดูเหมือนว่าเขาจะนึกบางอย่างออก “หรือว่าจะเป็นเพราะข้าพูดคุยกับศิษย์พี่หยางถิง…แต่ถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริงก็นับว่าคนผู้นี้ช่างไม่เห็นผู้อื่นในสายตาเลยแม้แต่น้อย พยายามที่จะฆ่าข้าเพราะพูดคุยไม่กี่คำกับศิษย์พี่…”

ถังเฟยหู่นำพาความโกรธเกรี้ยวของตนกลับไปยังห้องพักของตัวเองในทันที เมื่อบานประตูได้ปิดลงแล้ว เขาได้สงบสติของตนเองพร้อมกับคิดแผนการต่างๆภายในใจ “…หากต๊กโกวฉิวหลงพบว่าข้ายังไม่ตาย…มิใช่ข้าจะต้องใช้ชีวิตอย่างไม่สุขสงบในสำนักเช่นนั้นเหรอ? ทางที่ดีพรุงนี้ข้าไม่ควรจะไปปรากฎตัวตามนัดเสียดีกว่า…แต่หากทำเช่นนั้นก็เท่ากับหนีมิใช่เหรอ? คิดว่าศิษย์พี่หยางถิงอย่างน้อยก็คงจะปกป้องข้าอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ต๊กโกวฉิวหลงต้องไม่ลงมือต่อหน้าศิษย์พี่เป็นแน่”

เขาได้ตัดสินใจและหลับตาลงอีกครั้งเพื่อโคจรลมปราณพัฒนาวิชาลมปราณเจ็ดสำเนียงต่อไปเพื่อหวังจะสามารถตัดผ่านเข้าสู่ขั้นที่สองของวิชาให้ได้ แต่การพัฒนาของวิชาปราณนี้เป็นไปอย่างเชื่องช้า อีกทั้งผลของการบ่มเพาะสะสมลมปราณภายในตันเถียนก็ไม่ดีมากมายเท่ากับตอนใช้ทรัพยากรหายาก

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในตอนนั้นเองที่ดวงตะวันใกล้จะขึ้นสู่ขอบฟ้า นี่ใกล้ได้เวลาที่เขาได้นัดไว้กับต๊กโกวฉิวหลงแล้ว เขาได้ออกจากสมาธิและเร่งรีบออกไปในทันที เขาใช้เวลาเพียงไม่นานมากนักก็ได้มาถึงยังภูเขาของตำหนักที่หนึ่ง เขาได้ตรงไปยังหอภารกิจใหญ่ในทันที

ในที่นั่นเองที่เขาได้พบเข้ากับต๊กโกวฉิวหลง ศิษย์พี่หยางถิง รวมถึงผู้คนอีกแปดคนซึ่งคาดว่าคงร่วมทำภารกิจในครั้งนี้ด้วยเป็นแน่ และเมื่อเขาเดินเข้าไปร่วมกลุ่มกับคนพวกนั้น ต๊กโกวฉิวหลงเลิกคิ้วขึ้นสูงด้วยความแปลกใจแต่เพียงพริบตาเดียวเท่านั้นเองเขาก็ได้เปลี่ยนท่าทีไป

ต๊กโกวฉิวหลงได้เผยรอยยิ้มออกมา “ศิษย์น้องถัง…เจ้ามาแล้ว”

ถังเฟยหู่เมื่อได้ยินดังนั้นก็ได้เผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย “ใช่ขอรับ” เขาตอบกลับไปพร้อมกับก้าวเดินเข้าไปใกล้กลุ่มคนตรงหน้า เขาได้เดินเข้าไปใกล้กกับศิษย์พี่หยางถิงให้มากที่สุดซึ่งนางก็ทักทายเขากลับมาเช่นกัน เขาสักเกตศิษย์พี่หยางถิงพบว่านางได้พกห่อผ้าอันเดิมซึ่งสะพายไว้บนหลัง เขาคิดว่ามันอาจจะเป็นเครื่องดนตรีของนาง แต่เขาไม่อาจเดาออกว่านั่นเป็นเครื่องดนตรีชนิดใด

ในตอนนั้นเองที่เขาได้เดินเข้าไปในกลุ่ม ต๊กโกวฉิวหลงได้ส่งสายตาไปให้คนผู้หนึ่งในกลุ่ม คนผู้นั้นทำสีหน้าดูไม่ได้ราวกับกลืนของเน่าเสียลงคอไป คนผู้นั้นได้ตวัดสายตากลับไปมองยังถังเฟยหู่ก่อนที่จะเดินจากไป

ต๊กโกวฉิวหลงได้กล่าวขึ้น “ต้องขอโทษศิษย์น้องถังด้วย พอดีสหายของข้ากลับไปเชิญคนอื่นมาโดยที่ไม่รู้ว่ามีเจ้าเข้าร่วมด้วย แต่ในเมื่อข้าเชิญเจ้าเข้าร่วมภารกิจสำนักกับพวกเราก่อน อย่างนั้นเจ้าก็สมควรมีสิทธิ์ที่จะไปกับพวกเรา” ต๊กโกวฉิวหลงกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม

แม้ภาพลักษณ์คุณชายที่สุภาพของต๊กโกวฉิวหลงจะแสดงความเป็นมิตรออกมาแต่ใครเล่าจะรู้ว่าภายในใจของเขาคิดอะไรอยู่ ในคราแรกเขาคิดว่าถังเฟยหู่น่าจะตายไประหว่างเดินทางกลับไปยังตำหนักที่หกและตายอยู่กลางป่าเขาโดยที่ไม่มีใครทราบ เขาคาดไม่ถึงว่าคนในขอบเขตปราณที่ต่ำกว่าจะสามารถหลุดรอดจากการลงมือของเขาไปได้ นี่อาจจะเป็นการลงมือที่ผิดพลาดของเขาก็เป็นได้ ในตอนแรกเขาได้เรียกคนอื่นเพื่อเข้ามาแทนที่ถังเฟยหู่ไปแล้ว การที่ไล่คนผู้นั้นกลับไปทำให้ถังเฟยหู่ถูกเพ่งเล็งจากหลายคน ต๊กโกวฉิวหลงคิดว่าถึงแม้เขาจะไม่ลงมือแต่ถังเฟยหู่ก็คงอยู่อย่างไม่สงบ แต่สิ่งที่ทำให้เขาไม่สบายใจก็คือการที่ถังเฟยหู่กลับเข้าใกล้หยางถิงอีกแล้ว!

แม้ใบหน้าของต๊กโกวฉิวหลงจะยิ้มแย้มออกมาแต่หางคิ้วของเขากลับกระตุกเร่าๆด้วยความโมโห แต่เขารวบรวมสติกลับมาอย่างรวดเร็วก่อนจะกล่าว “เอาละข้าขออธิบายภารกิจสำนักให้พวกเจ้าฟังก่อนแล้วกัน ภารกิจสำนักระดับพิภพในครั้งนี้คือการกำจัดคลื่นสัตว์อสูรทะเล”

‘สัตว์อสูรทะเล? กลางแผ่นดินเนี่ยนะ?’ ถังเฟยหู่กล่าวกับตนเองในใจอย่างนึกสงสัย นั่นเพราะนี่เป็นเรื่องที่แปลกมาในการปรากฏตัวของสัตว์ทะเล ตามที่รู้กันว่าสัตว์อสูรในห้วงมหาสมุทรจะร้ายกาจเป็นอย่างมากในทะเล ในที่แห่งนั้นคืออาณาเขตของพวกมัน มันมิใช่สถานที่ๆมนุษย์จะอาศัยอยู่ได้โดยง่าย

สำหรับมนุษย์ที่เกิดและเติบโตบนบก อย่างไรก็ตามในทะเลมิใช่สถานที่ๆพวกเขาได้เปรียบมากนัก ต่างกับสัตว์อสูรสมุทรซึ่งเกิดและอาศัยอยู่ในห้วงทะเลอันกว้างใหญ่ การต่อสู้นสถานที่เสียเปรียบเช่นนั้นย่อมมิใช่เรื่องดีมากนัก

และมิใช่เพียงถังเฟยหู่เท่านั้นที่ทำสีหน้าแปลกใจ แต่ยังมีอีกหลายคนภายในกลุ่มที่ไม่รับรู้รายละเอียดเกี่ยวกับรายละเอียดของภารกิจทำสีหน้าแปลกใจ ต๊กโกวฉิวหลงเมื่อเห็นดังนั้นจึงได้กล่าวต่อไป

“พวกเจ้าไม่ต้องแปลกใจไป…เรื่องนี้เป็นความลับที่ราชสำนักพยายามปิดบังเอาไว้ ราชสำนักได้ติดต่อสำนักน้อยใหญ่ในเขตเมืองฝูโจวเอาไว้ ในคราแรกปัญหาเหล่านี้เกิดจากแม่น้ำหมินเจียงเกิดเปลี่ยนแปลงไป น้ำในแม่น้ำกลับเค็มขึ้นดุจดั่งเป็นน้ำทะเล ชาวบ้านในมณฑลฟูเฉียนที่อยู่ติดริมแม่น้ำหมินเจียงได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก แต่โชคดีที่ได้มือปราบมารของทางการและนักพรตใช้อาคมเปลี่ยนน้ำเค็มเหล่านั้นให้กลายเป็นน้ำจืดจึงช่วยเหลือพวกเขาได้มาก”

ผู้คนในกลุ่มนั้นฟังคำกล่าวของต๊กโกวฉิวหลงอย่างตั้งใจ ต๊กโกวฉิวหลงยังคงกล่าวสถานการณ์ของเมืองฝูโจวต่อไป “…แต่เรื่องยังไม่จบเพียงเท่านั้น เรื่องที่ราชสำนักปกปิดไว้เป็นความลับสูงสุดในตอนนี้คือเหล่าสัตว์อสูรต่างถิ่นจากทะเลได้ลุกล้ำเข้ามาในแผ่นดินของมณฑลฟูเฉียน คนของราชสำนักรวมถึงมือปราบมารของทางการก็จัดการสัตว์อสูรทะเลเหล่านั้นอย่างเป็นความลับ มีหมู่บ้านเล็กหลายหมู่บ้านที่อยู่ติดริมฝั่งแม่น้ำหมินเจียงถูกทำลายลงด้วยสัตว์อสูรต่างถิ่นเหล่านั้น มีคนหลายร้อยชีวิตได้ตายลงไปเพราะเหตุการณ์นี้ และในตอนนี้สัตว์อสูรทะเลได้ทวีคูณจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว”

“อย่างนั้นภารกิจในครั้งนี้คือ….?” คนผู้หนึ่งภายในกลุ่มได้กล่าวถามขึ้นมา

“เป็นอย่างที่พวกเจ้าคิด” ต๊กโกวฉิวหลงได้กล่าว “ภารกิจของสำนักในคราวนี้คือการร่วมมือกันต่อต้านและกำจัดสัตว์อสูรทะเลที่บุกรุกแผ่นดินจนกว่าราชสำนักจะสามารถแก้ไขปัญหาน้ำทะเลที่ลุกล้ำมาทางแม่น้ำหมินเจียงได้ โดยราชสำนักได้มอบหมายให้สำนักเสียงสวรรค์และสำนักแปดดาราเป็นผู้นำในศึกนี้”

เมื่อได้ฟังคำกล่าวของต๊กโกวฉิวหลงแล้วถังเฟยหู่ดูเหมือนจะรู้สึกสงสัยอยู่บ้าง เขาได้หันกลับไปมองยังต๊กโกวฉิวหลง “ถ้าเป็นอย่างที่ศิษย์พี่ต๊กโกวได้กล่าว ภารกิจในครั้งนี้นับว่าสำคัญเป็นอย่างมาก มีพวกเราแค่สิบคนจะพอเหรอ? อีกทั้งดูจากความยากลำบากของภารกิจนี้มิใช่จะต้องอยู่ระดับนภาเลยเหรอขอรับ?”

ต๊กโกวฉิวหลงได้กล่าวต่อไป “จริงอยู่ที่ว่าภารกิจในครั้งนี้สำคัญเป็นอย่างมาก แต่พวกเรามิใช่กลุ่มเดียวที่เข้าร่วมการต่อสู้ในครั้งนี้ ทั้งสำนักของเราและสำนักแปดดาราได้เปิดโอกาสให้ศิษย์ทั้งหมดของสำนักทั้งสองสามารถเข้าร่วมได้ โดยเงื่อนไขที่ตกลงกันคือการรวมกลุ่มขนาดเล็กประมาณสิบคนในการต่อสู้กับสัตว์อสูรทะเล ทางสำนักทั้งสองเชื่อว่าสถานการณ์โดยรวมตอนนี้ยังไม่เลวร้ายมากจนเกินไป จึงได้จัดการให้ภารกิจนี้อยู่เพียงระดับพิภพเท่านั้น”

ทุกคนในกลุ่มนั้นพยักหน้าอย่างเข้าใจ โดยต๊กโกวฉิวหลงได้นำพาคนทั้งหมดในกลุ่มไปยังกำแพงภารกิจระดับพิภพ พวกเขาผลัดกันนำป้ายยืนยันตัวเข้าไประทับกับแผ่นป้ายภารกิจปราบสัตว์อสูรทะเล และเมื่อพวกเขาได้รับภารกิจกันมาแล้วก็ได้เดินออกไปจากหอภารกิจใหญ่

ถังเฟยหู่ที่ได้รับรายละเอียดของภารกิจมาแล้วก็ใช้จิตของตนหยั่งลึกลงไปในป้ายยืนยันตัวเพื่อตรวจสอบ รายละเอียดส่วนมากของภารกิจเป็นไปตามที่ต๊กโกวฉิวหลงได้กล่าวไว้ ดูเหมือนว่าต๊กโกวฉิวหลงจะรับรู้รายละเอียดของภารกิจนี้ก่อนที่จะรับมันมาเสียอีก ดูท่าต๊กโกวฉิวหลงคงมีอิทธิพลและสายข่าวที่ร้ายกาจในสำนักเป็นแน่

เขาเริ่มเห็นความสำคัญของอำนาจข่าวสารที่อยู่ในมือแล้ว เมื่อใดก็ตามที่เขาสามารถรับรู้สิ่งต่างๆได้ก่อนคนอื่นก็จะสามารถได้เปรียบเหนือกว่าคนอื่น ในตอนที่ถังเฟยหู่กำลังศึกษารายละเอียดของภารกิจนั้นเองก็พบเรื่องที่น่าตกใจเป็นอย่างมาก

รางวัลของภารกิจในครั้งนี้คือ….แปดพันแต้มคุณูปการ หากถังเฟยหู่ยังมีหัวใจที่เต้นอยู่ละก็ มันคงเต้นโครมครามออกมาด้วยความตื่นเต้น ด้วยค่าตอบแทนที่สูงถึงเพียงนี้…ถึงจะใช้คนถึงสิบคนในการร่วมทำภารกิจครั้งนี้ แต่ด้วยจำนวนที่มากมายถึงเพียงเมื่อแบ่งกันสิบคนยังสามารถได้รับถึงคนละแปดร้อยแต้มคุณูปการ และถึงแม้เขาที่มาเติมเต็มให้คนครบจำนวนจะได้แต้มน้อยกว่าคนอื่นก็ยังนับว่าได้มากมายอยู่ดี

ถังเฟยหู่เผยรอยยิ้มออกมา ‘ดูเหมือนการออกไปทำภารกิจกับต๊กโกวฉิวหลงจะมีความเสี่ยงและอันตรายอยู่บ้าง แต่เมื่อสามารถได้ครอบครองแต้มคุณูปการที่มากมายเช่นนั้นก็นับว่าคุ้มที่จะเสี่ยง ตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ข้าอยู่รอดปลอดภัยคือ…’ เขาหันเหสายตาของตนเองกลับไปมองยังสตรีนางหนึ่ง

ศิษย์พี่หยางถิง…..

ความคิดเห็น